แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มองบวก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มองบวก แสดงบทความทั้งหมด

13 มิถุนายน 2562

คริสตชน... “มองบวก” อย่างไร?

การมองบวกนั้นเป็นการมองแบบไหน?

การมองบวก มิใช่ การมองทุกอย่างว่าดี ทั้ง ๆ ที่บางสิ่งบางอย่างเรารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งนั้นไม่ถูก สิ่งนั้นไม่จริง สิ่งนั้นไม่ดี สิ่งนั้นกำลังมีปัญหา

แต่การมองบวกคือ  การมองทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์  บนความเป็นจริง และ รับรู้สิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง แต่ด้วยกระบวนทัศน์*ที่สร้างสรรค์  กล่าวคือ มีกระบวนทัศน์ที่มองในสิ่งที่ดีถูกต้องว่าจะพัฒนาให้สิ่งนั้นดีและถูกต้องยิ่งขึ้นได้อย่างไร และ มีกระบวนทัศน์ในการมองสถานการณ์ที่เลวร้าย ว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้องนี้จะต้องมีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและทำให้เกิดสิ่งดีต่อส่วนรวมอย่างไร
(*กระบวนทัศน์คือ การมองแต่ละเรื่องอย่างตลอดรอดฝั่งและทะลุปรุโปร่งและเป็นกระบวนการ)

กรอบคิดฐานเชื่อ (Mindset) ที่ทำให้มองบวก คิดบวก

ฐานเชื่อกรอบคิด ที่มีอิทธิพลต่อมุมมองรับรู้ในเชิงบวก (มองบวก คิดบวก)  สำหรับความเชื่อของคริสตชนคือ “ความรักเมตตาที่เสียสละ หรือ การให้ชีวิต เพื่อคนอื่นจะมีชีวิตใหม่”  ซึ่งเป็นกรอบคิดฐานเชื่อแบบพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ใช้ในการดำเนินชีวิตและกระทำพระราชกิจของพระเจ้าที่พระบิดามอบหมายให้พระเยซูคริสต์กระทำในโลกนี้ จุดสำคัญสุดยอดคือ การเป็นขึ้นมีชีวิตใหม่ และ ถ้าใครก็ตามที่ยอม “อยู่ในพระคริสต์ และพระคริสต์มีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนนั้น” พลังแห่งชีวิตใหม่ของพระคริสต์ก็จะมีอิทธิพลและทำให้สาวกของพระองค์คนนั้นบังเกิดชีวิตใหม่ เป็นชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นจากที่พระคริสต์ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาคนนั้น  

การที่เราจะมีมุมมองบวก กรอบคิดฐานเชื่อที่สำคัญคือ “การให้ชีวิตตนเองแก่คนอื่น”  และการที่จะให้ชีวิตแก่ใครเราต้องมองคนนั้นในความเป็นจริงที่เขาเป็น อย่างพระคริสต์มองมนุษย์เราแต่ละคนเป็นคนบาป ตกอยู่ใต้อำนาจของความชั่วร้าย ถูกครอบงำโดยอำนาจบาปในการดำเนินชีวิตประจำวันของเขา แต่มนุษย์เราทุกคนแม้ชีวิตอยู่ในสภาพใดก็ตามพระคริสต์มองว่า  พระองค์ต้องการช่วยกู้เขาให้หลุดรอดออกจากกงเล็บความบาปชั่วที่ครอบงำกดทับชีวิตของเราแต่ละคน เพื่อที่เราจะหลุดรอดออกมาได้ แล้วมามี “ชีวิตอยู่ในพระคริสต์” มีพระคริสต์อยู่ในชีวิตเรา เปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตใหม่ในเราแต่ละคน จากคนใต้อำนาจบาปเราจึงได้เป็นคนใหม่  มาอยู่ภายใต้ร่มพระคุณ เพราะพระราชกิจของพระคริสต์ ที่เกิดสิ่งดีมีค่าอย่างยิ่งในชีวิตของเราได้เช่นนี้เพราะ “พระคริสต์มองบวก” 

คริสตชนมองบวก

การที่เราแต่ละคนจะมองคนอื่นเชิงบวกได้นั้น เราต้องมองเห็นคุณค่าของคนนั้น และ มองว่าชีวิตของมนุษย์แต่ละคนว่า พระคริสต์ทรงเปลี่ยนแปลง สร้างให้เป็นชีวิตใหม่ได้ การมองว่าแต่ละคนมีคุณค่าและความสำคัญนั้นจะเป็นก้าวแรกที่เรายอมทุ่มเทให้ชีวิตของเราในด้านต่าง ๆ แก่คนอื่น เพื่อช่วยและเอื้อให้เขาได้รู้จักพระคริสต์ มีประสบการณ์ชีวิตกับพระองค์ ยอมอยู่ภายใต้พระคุณของพระคริสต์ มีชีวิต “อยู่ในพระองค์” และ พระคริสต์อยู่และทำงานในชีวิตประจำวันของเขา เขาได้รับการเปลี่ยนแปลงเสริมสร้างใหม่จากพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน   เขาได้รับชีวิตใหม่ในพระคริสต์

ทั้งสิ้นนี้เกิดขึ้นเพราะพระคริสต์ “มองบวก” และ สร้างเราให้เป็นคนที่ “มองบวก” ในชีวิตประจำวัน เพื่อเราจะทำตามพระบัญชาของพระคริสต์ ในการสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตประจำวันในสังคมชุมชนทุกแห่งหนที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้

“คริสตชนมองบวก” จึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่คนจะเป็นสาวกพระคริสต์จะต้องได้รับการเสริมสร้างจากพระคริสต์ ผ่านการรับใช้ของชุมชนคนในคริสตจักร!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

23 กันยายน 2553

สี่ทัศนคติในสถานการณ์ที่เลวร้าย

ตัดสินใจว่าจะตอบสนอง(ตอบโต้)อย่างไร

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรานั้นสำคัญ แต่การที่เราจะตอบโต้ หรือ ตอบสนองอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสำคัญยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เป็นอุปสรรคปัญหาที่เราไม่คาดคิดมาก่อน
นี่คือสี่ทัศนคติดีเยี่ยมในทุกสถานการณ์

มุ่งมองที่อนาคต

ประการแรก ไม่ว่าเราต้องพบกับการท้าทายแค่ไหน ให้มุ่งมองไปที่อนาคตแทนการมองย้อนและจับเจ่าอยู่กับอดีต แทนที่จะมานั่งเสียเวลาค้นหาว่าใครเป็นต้นเหตุของสานการณ์เลวร้ายนี้ ใครคือผู้ทำผิดตัวจริง แต่ให้เรามุ่งมองไปที่ว่าเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นเช่นนี้เราต้องการทำสิ่งดีๆ อะไรบ้าง ให้เรามีภาพในความคิดถึงอนาคตที่เกิดผลดีสร้างสรรค์ที่ชัดเจน แล้วลงมือกระทำขั้นตอนต่างๆ สิ่งต่างๆ ที่มุ่งไปสู่ภาพอนาคตที่เกิดผลดีสร้างสรรค์นั้น ให้เรามุ่งมอง มุ่งคิด มุ่งไปสู่ภาพอนาคตที่เกิดผลดีสร้างสรรค์ดังกล่าว

มุ่งคิดไปที่ผลดีที่พึงจะเกิดขึ้น

ประการที่สอง เมื่อใดก็ตามที่เราต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก มุ่งมองไปที่อนาคตมากกว่าที่มองย้อนจมจ่อมอยู่กับอดีต ให้คิด พูด และค้นหาถึงผลลัพธ์ดีๆ ที่ต้องการได้รับจากอุปสรรคปัญหาที่กำลังพบอยู่ หรือความพ่ายแพ้ที่เรากำลังพบ แทนที่จะเสียเวลาไปครุ่นคิดหาทางแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้กลับดีอย่างที่น่าจะเป็น การที่มุ่งค้นหาผลลัพธ์ดีๆ นั้นเป็นการคิดบวกคิดสร้างสรรค์ในตัวของมันอยู่แล้ว ในทำนองเดียวกันการมุ่งมองจมอยู่กับปัญหาและความพ่ายแพ้ที่ได้รับก็เป็นการคิดที่ลบและบั่นทอนในตัวของมันเช่นกัน ตราบใดที่เราเริ่มคิดบวกที่มุ่งหาผลลัพธ์ดีๆ เราก็กำลังเป็นคนที่สร้างสรรค์และเป็นผู้เสริมสร้าง

มุ่งมองหาสิ่งดี

ประการที่สาม จงเชื่อว่า ในทุกความยากลำบากหรือในสิ่งท้าทายมักมีสิ่งดีๆ ซ่อนเร้นอยู่ในนั้น ดร.นอร์แมน วินเซนท์ พีล นักคิดเชิงสร้างสรรค์ ได้กล่าวว่า “เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าประสงค์ให้ของขวัญที่ดีล้ำค่าแก่เรา พระองค์จะห่อของขวัญชิ้นนั้นด้วยกระดาษแห่งปัญหา” ยิ่งของขวัญชิ้นนั้นใหญ่โต หรือทรงคุณค่ามากแค่ไหน มั่นใจได้เลยว่าเราจะได้รับปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นแค่นั้น แต่สิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ก็คือ ถ้าเรามุ่งมองหา “ของขวัญ” ในเหตุการณ์นั้นเราก็จะพบของขวัญล้ำค่า

ค้นหาบทเรียนอันทรงคุณค่า

ประการที่สี่ จงเชื่อว่า สถานการณ์ใดๆ ที่เรากำลังเผชิญหน้ากับมันในขณะนั้นเป็นสถานการณ์ที่เราจำเป็นต้องพบประสบเจอที่ในที่สุดเราจะได้รับความสำเร็จ สถานการณ์นั้นส่งมาเพื่อช่วยเราให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่จะช่วยพัฒนาให้เราดียิ่งๆ ขึ้นกว่าเดิม ช่วยให้เราเจริญเติบโตขึ้นในชีวิต

ปรารถนาคิดบวก ทัศนคติบวก และสร้างสรรค์

จงเป็นคนที่คิดบวกคิดสร้างสรรค์เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในความสำเร็จในชีวิต เราสามารถที่จะเป็นคนคิดบวกคิดสร้างสรรค์ก็เพียงเรามุ่งมองไปที่อนาคต มุ่งเน้นที่ผลดีดีที่ต้องการให้เกิดขึ้น และนี่คือสิ่งหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ มุ่งใช้ความคิดที่จะเอาใจใส่จัดการกับสถานการณ์ให้เกิดผลดีในอนาคต เราก็จะได้รับผลแห่งความชื่นชมยินดีในสิ่งดีที่เกิดขึ้นด้วยความสุขสันติ และนั่นคือความสำเร็จของเรา

ลงมือปฏิบัติ

สามขั้นตอนที่เราสามารถเริ่มต้นทำตามความคิดนี้ได้ตอนนี้เลย

ขั้นตอนแรก ให้เราเป็นคนที่มุ่งเน้นไปที่ผลดีดีที่จะเกิดขึ้นในทุกปัญหา อุปสรรค ความทุกข์ยากลำบากที่ต้องพบพาน สร้างนิสัยที่มุ่งมองหาคำตอบต่อคำถามว่าอะไรคือผลดีๆ ที่ต้องการให้ได้รับหรือเกิดขึ้นในสถานการณ์นี้

ประการสอง ให้เรามุ่งแสวงหาบทเรียนล้ำค่าในทุกความทุกข์ยากลำบาก ให้เราเขียนรายการที่เราพึงจะได้รับจากทุกความยากลำบาก หรือ ความพ่ายแพ้

ประการสาม ให้เราคิดบนกระดาษ ให้เราลองเขียนทุกรายละเอียดของปัญหาหรือความทุกข์ยากที่เราพบ แล้วลองใคร่ครวญดูว่า เราจะทำอย่างไรถึงจะได้รับสิ่งดีมีค่าจากปัญหาและความทุกข์ยากเหล่านั้น