แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ่อแม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ่อแม่ แสดงบทความทั้งหมด

29 กันยายน 2562

คุณลักษณะของพ่อแม่คริสตชนที่เข้มแข็ง


เมื่อมีโอกาสชวนพูดคุยกับอนุชนในคริสตจักรว่า ลักษณะของพ่อแม่คริสตชนที่พวกเขาต้องการเห็นในยุคนี้ ควรจะมีลักษณะอย่างไร? เมื่อนำสิ่งที่ได้จากการพูดคุยต่างกรรมต่างวาระต่างคริสตจักรมาประมวลเข้ากัน พ่อแม่คริสตชนในยุคศตวรรษที่ 21 ที่อนุชนคริสตจักรอยากเห็นมีภาพดังนี้

1. มีความเชื่อที่จริงแท้: มิใช่ความเชื่อในคริสตจักรเป็นอย่างหนึ่ง ในบ้านเป็นอีกอย่างหนึ่ง และในที่ทำงาน ในสังคมชุมชนเป็นอีกอย่างหนึ่ง

2. เมื่อทำผิดกล้าที่จะรับผิดและขอโทษ: ไม่มีใครที่เป็นคนที่ดีพร้อมสมบูรณ์ตลอดเวลา เรามีเวลาที่พลาดพลั้ง แม้กับคนที่ตนรักก็ตาม แต่การถ่อม จริงใจ กล้าที่จะกล่าวขอโทษยอมรับผิด การกระทำเช่นนี้จะฝังในจิตสำนึกของลูกที่ยากจะลืมได้

3. รักซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ: ความรักต่อกันของพ่อแม่นั้นเห็นได้เด่นชัดและครอบคลุมความรู้สึกของทุกคนที่อยู่ในบ้าน ลูก ๆ รู้และมั่นใจว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่สุขสงบปลอดภัยในครอบครัวนี้ ชีวิตในครอบครัวจะไม่แตกหักเป็นเสี่ยง ๆ

4. เป็นพ่อแม่ที่รับมือกับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์: เรามักได้ยินเสียงของเด็ก หนุ่มสาว ในบ้านพูดถึงพ่อที่ขี้โมโห กระทำความรุนแรงต่อลูก หรือ ต่อแม่ แล้วเราจะคาดหวังว่าเด็ก ๆ ในครอบครัวเช่นนี้จะมีคุณลักษณะในการจัดการกับความไม่เห็นด้วยกันด้วยความรักและเมตตาได้อย่างไร?

5. เป็นพ่อแม่ที่ตั้งใจที่จะทำให้บรรยากาศในบ้านอยู่กันอย่างสนุกสนาน: พูดคุยกันหยอกล้อกันด้วยความสนิทสนม เป็นบ้านที่เปิดรับเพื่อน ๆ ของลูก เป็นพ่อแม่ที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าตนมีความสำคัญ เพื่อทำให้ลูก ๆ รู้สึกรักครอบครัวของเขา

6. เป็นพ่อแม่ที่มีโอกาสอธิษฐานกับลูกเสมอ: พ่อแม่จำนวนมากที่อธิษฐานกับลูกเมื่อลูกยังเล็กอยู่ และมักหยุดที่จะอธิษฐานเมื่อลูกเติบโตขึ้น แต่ในยุคนี้เราต้องการพ่อแม่ที่อธิษฐานกับลูกแม้จะเติบโตขึ้น หรือแม้เมื่อลูกเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

7. พ่อแม่ทำให้คริสตจักรเป็นส่วนสำคัญในครอบครัวของเขา: เมื่อพ่อแม่ทำเช่นนี้ลูก ๆ ก็จะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรด้วย แต่ถ้าเมื่อกลับบ้าน พ่อแม่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบต่อศิษยาภิบาล คณะธรรมกิจ หรือ สมาชิกบางคนในคริสตจักร ก็จะทำให้ลูก ๆ ไม่ค่อยอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในคริสตจักรนั้น

8. พ่อ แม่ให้ความสำคัญแก่ครอบครัวในอันดับต้น ๆ : เมื่อชวนเด็กโตคุยกันถึงลักษณะพ่อแม่ที่ตนประทับใจ พวกเขากล่าวว่า “เมื่อเราจำเป็นต้องการพ่อแม่ เขามีเวลาสำหรับเรา” “เรารู้เสมอว่า พ่อแม่รักเราเสมอ แม้เราจะทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ท่านก็ตาม” “เวลาสำหรับครอบครัวพ่อแม่จะอยู่กับเราทุกครั้ง”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



02 มีนาคม 2561

พ่อแม่ดันลูกให้ออกห่างพระเจ้า...โดยไม่ตั้งใจ?


ทำไมถึงว่าอย่างนั้น?...

(1)  ความไม่ซื่อตรง  การตีสองหน้าในชีวิตและความเชื่อ

พฤติกรรมของพ่อแม่ที่ดันให้ลูกออกห่างอย่างไม่ตั้งใจคือ  การที่ตนเองประกาศว่าตนเชื่อศรัทธาในพระเจ้า   แต่ดำเนินชีวิตที่ตรงกันข้าม  เช่น ครั้งหนึ่งมีโทรศัพท์ถึงคุณพ่อคนหนึ่งและปลายสายอีกด้านหนึ่งขอพูดสายกับแม่   แต่พ่อบอกเขาว่า แม่ไม่อยู่บ้าน   ทั้ง ๆ ที่กำลังทำอาหารในห้องครัว   และลูกชายวัย 8 ขวบของเขาก็อยู่ในห้องที่เขาโทรศัพท์   รับรู้เรื่องการ “โกหก” ของพ่อทั้งหมด    พฤติกรรมของพ่อที่บอกว่าตนเป็นเป็นคริสตชนครั้งนี้กำลังบอกกับลูกของตนอย่างไม่ตั้งใจว่า  ถ้าจะโกหกก็โกหกได้!    และลูกก็เรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่า  คริสตชนถ้าต้องโกหกในบางสถานการณ์ก็โกหกได้   

เมื่อพ่อแม่มีพฤติกรรมเมื่ออยู่ในคริสตจักรแบบหนึ่ง   แต่มีพฤติกรรมอีกแบบหนึ่งในบ้าน   ลูกก็จะเห็นพฤติกรรมของคริสตชนว่า เป็นพฤติกรรมสองมาตรฐานในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน   คริสตชนก็หน้าซื่อใจคด หรือ ตีสองหน้าก็ได้ถ้าจะต้องทำ?   นี่มิเพียงแต่เป็นการดันให้ลูกออกห่างจากคริสต์จริยธรรมเท่านั้น   แต่เป็นการดันให้ลูกมีชีวิตที่ถ่างห่างออกจากพระเจ้าโดยพ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจ!

(2)   ผลักดันลูกให้รับเชื่อ หรือ ติดตามพระเจ้า

พฤติกรรมแบบ “ปากอย่างใจอย่าง” เมื่อเราพยายามดันให้ลูกติดตามพระเจ้า และ มีสัมพันธภาพกับพระองค์  เราก็อาจจะผลักดันให้ลูกออกห่างจาพระเจ้าได้ด้วยเช่นกัน   ขอตั้งข้อสังเกตว่า พระเยซูคริสต์ไม่ได้ผลักดัน หรือ กดดันให้ผู้คนติดตามพระองค์   แต่พระองค์บอกเพียงว่า “จงตามเรามา” เท่านั้น(มัทธิว 16:24)   พระองค์มิได้กดดันว่า “ท่านต้องตามเรามา” หรือ “ถ้าจะให้ดีท่านต้องตามเรามา”

ด้วยความหวังดี  พ่อแม่บางคนได้กดดันให้ลูกของตนเองให้ได้รับความรอด   การสื่อสารเช่นนี้  ลูกอาจจะทำตัวเหมือนว่าลูกยอมติดตามพระคริสต์เมื่อยู่ต่อหน้าพ่อแม่   แต่เมื่อลับหลังพ่อแม่ชีวิตของลูกกลับเป็นอีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างตรงกันข้ามก็ได้    หรือไม่ก็ลูกทำตามเพราะต้องการเอาใจพ่อแม่   เพื่อหวังบางสิ่งจากพ่อแม่

แต่เมื่อชีวิตประจำวันของพ่อแม่มิได้ดำเนินตามคำสอนและแบบอย่างของพระคริสต์อย่างต่อเนื่อง   มีพฤติกรรมสองแบบสองมาตรฐานแล้ว  ย่อมเป็นอันตรายต่อชีวิตจิตวิญญาณของลูก  และ  ยิ่งจะแย่กว่าที่เป็นอยู่ถ้าพ่อแม่คู่นั้นพยายามผลักดัน หรือ กดดันลูกให้รับเชื่อในพระเจ้า

(3)  วางมือ  อ่อนข้อ ...ในความรับผิดชอบของพ่อแม่คริสตชน

เมื่อพ่อแม่คริสตชนเลิกรา ละเว้น หรือว่างเว้น ในบทบาทพ่อแม่คริสตชนที่จะต้องใส่ใจฟูมฟักชีวิตจิตวิญญาณของลูกทั้งการรับผิดชอบให้ลูกเข้ามีส่วนร่วมในชั้นเรียนรวีวารศึกษา และ ในกลุ่มอนุชน หรือ เยาวชนในคริสตจักร   ถ้าพ่อแม่คริสตชนไม่มีความรับผิดชอบดังกล่าว   แล้วใครจะมารับผิดชอบแทนได้?

ยิ่งในยุคปัจจุบัน   เวลาวันเสาร์วันอาทิตย์พ่อแม่คริสตชนหลายต่อหลายคน   พยายามยัดเยียดกิจกรรมเสริมทักษะชีวิตด้านต่าง ๆ ให้กับลูก   และถ้าต้องเลือกระหว่าง เวาลาสร้างเสริมทักษะชีวิตจิตวิญญาณของลูก กับ เวลาเสริมทักษะชีวิตในสังคมทันสมัยแล้ว   พ่อแม่คริสตชนจำนวนมากจะเลือก หรือ ใจอ่อนให้ลูกเลือกกิจกรรมเสริมทักษะชีวิตสังคมทันสมัยมากกว่า  พ่อแม่คริสตชนอาจจะไม่ได้คิดรอบคอบ   แต่กรณีนี้ตั้งใจครับ?

อีกด้านหนึ่งในพันธกิจการเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณของเด็ก เยาวชน และวัยรุ่นของคริสตจักร    ปัจจุบันนี้คนที่มีของประทานในพันธกิจด้านเหล่านี้มีการถวายตัวรับใช้ลดน้อยถอยลงอย่างมาก   หลายคริสตจักรจึงต้องจ้างคนที่จบจากพระคริสต์ธรรมมารับใช้ในงานดังกล่าว   ขอตั้งข้อสังเกตว่า  เมื่อพ่อแม่ไม่ได้เข้ามารับผิดชอบในพันธกิจสร้างเสริมชีวิตจิตวิญญาณของสมาชิกรุ่นใหม่ของคริสตจักร   ก็พลอยไม่ทุ่มเทที่จะช่วยให้ลูกเข้ารับการฝึกฝนและเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณไปด้วย

เรียกว่าพ่อแม่ วางมือ อ่อนข้อในความรับผิดชอบความเป็นพ่อแม่คริสตชนของตนก็ว่าได้?

(4)  เปรียบเทียบลูกกับเยาวชนคนอื่นในคริสตจักร

การเปรียบเทียบมักจะเปรียบเทียบว่าลูกของตนเองทำไมไม่ทำเหมือน เยาวชนคนนั้น  วัยรุ่นคนนี้ในคริสตจักร   นั่นหมายความว่า พ่อแม่ตัดสินลูกลงไปแล้วว่า  สู้เยาวชนคนหนุ่มสาวคนอื่นในคริสตจักรไม่ได้   การกระทำอย่างนี้เป็นการดันให้ลูกออกห่างจากคริสตจักร และ ออกห่างจากพระเจ้าโดยพ่อแม่ไม่รู้ตัว

อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นอีกประการหนึ่งที่เราอาจจะคิดไม่ถึงคือ  ลูก ๆ ของเราอาจจะไม่ปลีกตัวเองออกไปจากคริสตจักรทันที   แต่เขาต้องการเอาใจพ่อแม่เพื่อหวังจะได้อะไรบางอย่างจากพ่อแม่   เมื่อพ่อแม่เอาลูกไปเปรียบกับเพื่อนเยาวชนคนอื่น   ดังนั้น ลูกจึงพยายามทำตนให้เหมือนเพื่อนเยาวชนคนนั้นที่พ่อแม่เอาไปเปรียบเทียบ   แทนที่ลูกของเราจะพัฒนาชีวิตประจำวันตามพระวจนะ และ ตามแบบพระคริสต์ให้มากยิ่งขึ้น   นั่นหมายความว่า  แม้ลูกไม่ได้ออกจากคริสตจักร แต่ชีวิตจิตวิญญาณก็มิได้รับการสร้างเสริมและพัฒนาขึ้นตามคำสอนและแบบอย่างของพระคริสต์ แต่กลับไปเลียนแบบชีวิตเพื่อน และถ้าวันหนึ่ง เพื่อนเยาวชนคนนั้นที่พ่อแม่เปรียบเทียบเกิดผิดพลาดในการดำเนินชีวิต แล้วลูกของเราจะคิดอย่างไร  เข้าใจอย่างไร หรือจะเลียนแบบชีวิตผิดอย่างเขาด้วย?

(5)  ภาพรวมและภาพหลัก

ภาพรวม และ ภาพหลักที่จะหนุนเสริมให้ลูกหลานของเรายังคงยืนมั่นคงบนรากฐานความเชื่อในพระเจ้า   และมีชีวิตที่พบกับพระคริสต์ และ สัมพันธ์กับพระองค์ ในชีวิตประจำวันของเขา   สิ่งสำคัญคือ  เขาต้องมีชีวิตที่พบกับพระเจ้าในชีวิตของเขาเอง   เผชิญหน้ากับพระองค์ในชีวิตแต่ละวัน   มีประสบการณ์ตรงกับพระเจ้าในการดำเนินชีวิตประจำวันของเขา

ประสบการณ์ชีวิตของลูกกับพระเจ้าในอดีตที่ผ่านมา  ได้เสริมสร้างความเชื่อศรัทธาของลูกที่เป็นอยู่ในวันนี้   และการที่เขามีประสบการณ์สัมผัสกับความรักเมตตาของพระองค์วันต่อวัน ในวันนี้  ในปัจจุบันนี้   คือตัวเสริมสร้างความเข้มแข็งในความเชื่อ  ความไว้วางใจในพระเจ้า  และการดำเนินชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นในอนาคตด้วย

พ่อแม่ และ ปู่ย่าตายาย มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการรับผิดชอบร่วมกับพระเจ้าที่จะช่วยและเสริมสร้างให้ชีวิตหยั่งรากลงในความเชื่อ และ วางใจในพระเจ้า   อย่าโยนภาระความรับผิดชอบที่เป็นความเป็นความตายของลูกไปให้คริสตจักร   แต่พ่อแม่คือตัวหลักในความรับผิดชอบนี้ที่พระเจ้าทรงมอบหมาย

“...​พวก​ท่าน​จง​สอน​ถ้อย​คำ​เหล่า​นี้​แก่​บุตร​หลาน​ของ​ท่าน
จง​พูด​ถึง​ถ้อย​คำ​เหล่า​นี้​เมื่อ​ท่าน​อยู่​ใน​บ้าน และ​เมื่อ​ท่าน​เดิน​อยู่​ตาม​ทาง
เมื่อ​ท่าน​นอน​ลง​หรือ​ลุก​ขึ้น
ท่าน​จง​เขียน​คำ​เหล่า​นี้​ไว้​ที่​เสา​ประตู​บ้าน และ​ที่​ประตู​(บ้าน)ของ​ท่าน
เพื่อ​อายุ​ของ​พวก​ท่าน​และ​อายุ​ของ​บุตร​หลาน​ของ​ท่าน​จะ​ได้​ยืน​นาน​บน​แผ่น​ดิน
ซึ่ง​พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​ปฏิ​ญาณ​ที่​จะ​ประ​ทาน​แก่​บรรพ​บุรุษ​ของ​ท่าน
ตราบ​เท่า​ที่​ฟ้า​สวรรค์​อยู่​เหนือ​โลก” (เฉลยธรรมบัญญัติ 11:19-21 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
Prasit.emmaus@gmail.com;  081 289 4499

19 มกราคม 2561

เมื่อลูกวัยรุ่น “ละทิ้งความเชื่อ” พ่อแม่จะทำอย่างไรดี? (2)

ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่สอง

ในตอนที่หนึ่ง   เป็นการเจาะลงในความจริงชีวิตที่ยุคสมัยลูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากสังคมในสมัยพ่อแม่   เราได้พิจารณาถึงการที่ลูกของเราเดินออกนอกแผนที่ชีวิตและความเชื่อที่พ่อแม่เคยมีประสบการณ์  และคาดหวังที่จะให้ลูก ๆ เดินตามแผนที่ฉบับเดิมนั้น   เราพบความจริงว่าลูก ๆ ต้องการแผนที่ชีวิตและความเชื่อฉบับใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของเขา

พ่อแม่คริสตชนทุกข์ใจว่า   ตนจะรับมือและจัดการอย่างไรกับลูก ๆ ที่ไม่ยอมเดินตามแผนที่ชีวิตและความเชื่อที่ตนมีอยู่   และพ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าแผนที่ฉบับใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตของลูก ๆ มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร?   ในภาวะเช่นนี้จะทำอย่างไรดี?

ผมได้อ่านข้อเขียนชิ้นหนึ่ง  ที่คุณแม่อดทนใกล้ชิดลูกที่ทิ้งความเชื่อที่พ่อแม่เคยมี  แต่คุณแม่กลับอยู่เคียงข้างลูก รักเขาอย่างไร้เงื่อนไข   เมื่ออ่านบทความนี้ได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์คุณแม่คนนี้ได้ว่า   ถ้าลูกของเราเลิกที่จะเชื่อ  หรือ ทิ้งความเชื่อดั้งเดิมที่เรามี   พ่อแม่มีแนวทางปฏิบัติ 12 ประการครับ

  1. เราจะไม่มีวันหยุดอธิษฐานเพื่อลูก   เพราะการอธิษฐานคือพลังที่ยิ่งใหญ่  และเป็นสิ่งที่เราสามารถกระทำได้ตลอดเวลา
  2. เราจะหายใจลึก ๆ  แล้วพึ่งพาความเชื่อศรัทธา   และไว้วางใจพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพของเรา  และวางใจในพระราชกิจที่พระองค์จะกระทำในชีวิตลูก ๆ ของเรา  และ เฝ้าคอยดูพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของลูกแต่ละวัน
  3. เราจะไม่หยุดที่จะรักลูก  และพยายามที่จะมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างถึงความรักเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไขของพระคริสต์สำหรับพวกเขา
  4. เราจะฟังลูก ๆ ตลอดเวลาไม่หยุดยั้ง (แม้บางครั้งคำพูดของเขาดูจะรุนแรงหรือก้าวร้าวกับเรา)   เราจะรักษาและเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างเรากับลูกไว้เสมอ   เราจะสื่อสารกับลูกด้วยความสัตย์ซื่อ จริงใจ และ ด้วยความนับถือ   เราพยายามแสวงหาความเข้าใจในตัวลูก  และเราจะถามคำถามที่จะช่วยให้ลูกขุดลึกค้นพบตนเองและความจริง   และจะเสนอความจริงด้วยใจรักแทนที่จะถกเถียงความจริงกัน
  5. เราตระหนักรู้ว่าลูก ๆ ของเราไม่สามารถจะมีความเชื่อศรัทธาเพราะสืบทอดมรดกความเชื่อจากเราผู้เป็นพ่อแม่ได้   แต่เราจะต้องช่วยเขาให้ก่อนร่างหยั่งรากความเชื่อของเขาเอง  และนี่จึงไม่แปลกที่บางครั้งลูกสงสัยในสิ่งที่เราเชื่อศรัทธา  เกิดคำถาม  หรือ ไม่เดินตามบนเส้นทางความเชื่อแบบพ่อแม่  แต่ลูกบางคนก็เอาจริงเอาจังร้อนรนบนเส้นทางความเชื่อนั้น  เพราะสำหรับเยาวชน นี่คือเส้นทางชีวิตที่เขาจะเรียนรู้ความจริงว่าเขาต้องการพระคริสต์ด้วยชีวิตของเขาเอง และยอมรับพระคริสต์เข้าในชีวิตของตนด้วยการตัดสินในของเขาเอง  ไม่ใช่ด้วยพ่อแม่ และคริสเตียนศึกษาที่สอนเขาในชั้นเรียน
  6. เราในฐานะพ่อแม่ให้เราแบ่งปันประสบการณ์เรื่องราวการเผชิญหน้ากับความเชื่อ และประสบการณ์ที่ล้มลุกคลุกคลานในความเชื่อของเราแก่ลูก ๆ   เช่น  ในช่วงเวลาที่เราสงสัยในสิ่งที่เชื่อ  และ ทำไมเราถึงตัดสินใจและมีความเชื่ออย่างที่เราเป็นอยู่ในทุกวันนี้
  7. เราบอกให้ลูก ๆ รู้ว่าเราอธิษฐานเผื่อพวกเขา   และบอกลูก ๆ ว่าเราเห็นว่าพระเจ้ากำลังทำงานในชีวิตและสถานการณ์ที่ลูก ๆ เผชิญอยู่อย่างไร  พระเจ้ายังอยู่เคียงข้างเขาเสมอในทุกสถานการณ์ชีวิตของเขา  และพระเจ้ายังคงรักเมตตาพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข   ถึงแม้ตอนนี้ลูกจะไม่เชื่อในพระองค์ก็ตาม
  8. เราจะไม่ท้อถอย  และเราจะไม่บีบบังคับลูก  เราหาหนทางที่จะช่วยลูก ๆ ที่จะมีโอกาสสัมพันธ์กับบางคนที่มีความเชื่อที่เข้มแข็งในพื้นที่ที่ลูกอาศัย หรือ ทำงานอยู่   และถ้าบางคำถามของลูก ๆ ที่เราในฐานะพ่อแม่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี   พยายามเชื่อมให้ลูกไปพบกับบางคนที่เรารู้ว่าเขาสามารถอธิบายให้ลูก ๆ เข้าใจได้      เราให้กำลังใจแก่ลูก ๆ ที่จะหาโอกาสที่เขาจะสามารถบริการรับใช้คนรอบข้างใกล้เคียงในชีวิตประจำวันของเขา   เพื่อว่าความรักเมตตาของพระคริสต์จะซึมซับเข้าในจิตใจของลูก   เราจะแนะนำหรือกระตุ้นเชิญชวนให้ลูกไปโบสถ์   แต่เราจะไม่ใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ  ต่อว่า ดุด่า ตำหนิที่ลูกไม่ไปโบสถ์  หรือ สร้างเงื่อนไข ผลประโยชน์ต่อรองให้ลูกไปโบสถ์  หรือถึงขั้นลงโทษถ้าเขายังไม่ไปโบสถ์   ให้เราเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสไว้เสมอ
  9. เราต้องตระหนักรู้ว่า การที่ลูกไม่เชื่อพระเจ้ามิใช่ความล้มเหลวในการเป็นพ่อแม่   พระเจ้าประทานของประทานความสามารถต่าง ๆ แก่เราอย่างมีพระประสงค์   และการที่ลูกบางคนเดินออกนอกเส้นทางความเชื่อที่เรามีอยู่ใช่เป็นการสะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเชื่อของพ่อแม่
  10. เรายอมรับความจริงว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นความจริงในวันพรุ่งนี้   และเรารู้ความจริงว่า การเลี้ยงดูลูก ๆ และ การฟูมฟักความเชื่อศรัทธาของเขาเป็นเรื่องที่พัฒนาไปตลอดชีวิต   ที่เรายังไม่สามารถตัดสินลงไปว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้เป็นสิ่งจริงที่เป็นเช่นนี้ตลอดไปในชีวิตของลูก
  11. เรายังยืนหยัดมั่นคงอย่างเข้มแข็งและชื่นชมยินดีในความเชื่อศรัทธาของเรา   ติดตามและขุดลึกลงในความสัมพันธ์กับพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน  แสวงหาความจริงจากพระวจนะ  และยอมรับคุณค่าของเราในฐานะลูกที่รักของพระเจ้าคนหนึ่ง   และสำนึกถึงพระคุณของพระองค์ที่มีอยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา
  12. ให้เราภาวนาอธิษฐานให้การดำเนินชีวิตประจำวันของเราเป็นเสียงที่มีพลานุภาพในเมื่อเราไม่สามารถพูดด้วยคำพูดของเรา 


ทั้งสิ้นนี้  ยืนอยู่บนรากฐานความเชื่อของพ่อแม่ว่า  ความเชื่อศรัทธางอกงามและเข้มแข็งเมื่อชีวิตประจำวันของลูกมีโอกาสเผชิญหน้ากับพระเจ้า   และประสบการณ์ในชีวิตช่วงนั้นเองที่เขามีประสบการณ์ตรงกับพระองค์เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงเสริมสร้างประทานความเชื่อแก่ลูกให้เกิดขึ้น  จนเป็นความเชื่อที่ลูกตัดสินใจที่จะวางใจถวายชีวิตแด่พระเจ้าด้วยตัวของเขาเอง

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

17 มกราคม 2561

เมื่อลูกวัยรุ่น “ละทิ้งความเชื่อ” พ่อแม่จะทำอย่างไรดี?

มรดกทางความเชื่อศรัทธาของคริสตชน  ไม่ได้เป็นเหมือนมรดกทางทรัพย์สิน เงินทอง  ที่ดิน บ้างช่อง ฯลฯ   ที่พ่อแม่สามารถเก็บรักษาแล้วมอบให้กับลูก ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม   แต่ความเชื่อศรัทธาของคริสตชนแต่ละคน เป็นสิ่งที่คน ๆ นั้นต้องเผชิญ ปลุกปล้ำในชีวิตประจำวันของเขาเอง   จนเขายอมรับ และกลายเป็นความเชื่อศรัทธาของคน ๆ นั้นโดยเฉพาะ

เมื่อผมมีโอกาสพูดคุยกับพ่อแม่คริสตชนในปัจจุบัน  พบว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่คริสตชนหลายต่อหลายครอบครัวและหลายคนเกิดความทุกข์ใจอย่างมากคือ   ลูก ๆ ไม่เดินตามเส้นทางชีวิตแห่งความเชื่อ (อย่างที่พ่อแม่เคยเป็นเคยเดินมาก่อน)  พ่อแม่หลายครอบครัวพบว่า ลูก ๆ ที่ออกไปศึกษาต่อในเมืองในกรุงไม่ไปโบสถ์  อย่างที่สมัยตนเมื่ออายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกไปโบสถ์เป็นประจำและช่วยงานโบสถ์อย่างเต็มที่

พ่อแม่คริสตชนปัจจุบันทุกข์ใจเพราะลูก ๆ ไม่เดินตาม “แผนที่ชีวิตแห่งความเชื่อ” ที่พ่อแม่เคยเดินมาก่อน

พวกเขากำลังพบว่า  ลูก ๆ กำลังเดินออกนอกแผนที่ชีวิตแห่งความเชื่อศรัทธาที่ตนคาดว่าลูกจะเดินตาม   ทั้ง ๆ ที่เมื่อเขาเป็นเด็ก   เขาเรียนในชั้นเรียนรวีฯ อย่างต่อเนื่อง   จนโตขึ้นเข้าเรียนในชั้นเรียนก่อนรับบัพติสมา   เข้าร่วมกิจกรรมของอนุชนในคริสตจักร   แต่เมื่อต้องออกจากบ้าน หรือ ใช้เวลาชีวิตนอกบ้านมากกว่าในบ้าน   ลูก ๆ เริ่มไม่ค่อยไปโบสถ์ในวันอาทิตย์   ยิ่งเขามีกิจกรรมของสถานศึกษามากขึ้น   เมื่อพ่อแม่คาดหวังให้เขาเก่งมีทักษะในด้านต่าง ๆ  ไม่ว่ากีฬา ดนตรี ศิลปะ และ ฯลฯ   เวลาที่จะไปโบสถ์ยิ่งหดหายไปจนไม่มีเวลาไปโบสถ์  

ลูก ๆ ค้นพบแผนที่ชีวิตฉบับใหม่ “ในสังคมนอกบ้าน”   เขาเริ่มเดินออกนอกแผนที่ชีวิตความเชื่อที่พ่อแม่เคยเดินมาก่อน   และเข้าไปเดินใน “แผนที่ชีวิตสมัยใหม่”  

ต้องยอมรับว่า  พ่อแม่และคริสตจักรยังคงใช้แผนที่ชีวิตฉบับเดิมทั้ง ๆ ที่ชีวิตสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายเรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว   และ คนหนุ่มสาวก็คาดหวังว่าแผนที่ชีวิตสมัยใหม่จะตอบโจทย์ชีวิตที่เขากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันมากกว่าแผนที่ชีวิตของพ่อแม่

สิ่งที่พ่อแม่คริสตชนพยายามปลูกฝังเมื่อลูก ๆ ยังเป็นเด็กและเยาวชนให้มีความเชื่อศรัทธาอย่างที่ตนเองเคยได้รับการปลูกฝังมาก่อน   ดูเหมือนละลายหายสูญไปอย่างสิ้นเชิง   เมื่อเขาเริ่มเติบโตเป็นวัยรุ่นและเมื่อเขาเริ่มใช้ชีวิตนอกบ้านมากยิ่งขึ้น   ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?   เป็นโจทย์ที่คริสตจักรจะต้องมีคำตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว   และคริสตจักรมีแผนที่ความเชื่อศรัทธาที่สามารถสื่อสาร ตอบโจทย์ชีวิตของวัยรุ่นคนสมัยใหม่เหล่านี้หรือไม่?   คริสตจักรใส่ใจและสนใจที่จะแสวงหา “แผนที่ชีวิตแห่งความเชื่อ” ที่ตอบโจทย์ชีวิตของหนุ่มสาววัยรุ่นคนรุ่นใหม่หรือไม่?   หรือมองว่า “แผนที่ชีวิตความเชื่อศรัทธาคริสตชน” ศักดิ์สิทธิ์จนเปลี่ยนแปลงไม่ได้?

เมื่อผมมีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เคยมาคริสตจักร   ประเด็นที่น่าคิดคือ  เขาพูดตีแสกหน้าผมว่า  พวกผู้ใหญ่คริสตชนในคริสตจักรโดยเฉพาะระดับผู้นำมีชีวิตที่ไม่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ผู้นำ และ นักการเมืองในสังคมเลย   เขาพบว่า “ผู้ใหญ่” ในคริสตจักรหน้าไหว้หลังหลอก   เขาบอกว่าเขาเห็นพวกผู้ใหญ่หักหลังกัน  ไม่ได้มีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สมาชิก และ เยาวชนในคริสตจักร   คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งบอกผมว่า “ผมรู้สึกว่า  คริสตจักรไม่ได้สนใจสิ่งที่พวกผมคับข้องใจ หรือ ปัญหาที่พวกเราประสบในชีวิตประจำวัน  แต่กลับสนใจเรื่อง กฎระเบียบ  การตีตราตัดสินผู้อื่น...  เน้นการประกอบศาสนพิธีสำคัญกว่าการมีชีวิตที่สำแดงความรักแบบพระคริสต์”  วัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งบอกผมว่า  “เวลาไปโบสถ์วันอาทิตย์ พบแต่ความรุนแรงทั้งการซุบซิบนินทา  ตีตรากล่าวร้าย”   อีกกลุ่มหนึ่งบอกผมว่า  “พวกผู้นำคริสตจักรก็เอาระบบการเมืองสกปรกมาใช้ในคริสตจักร...  พวกเขาทำตัวไม่แตกต่างจากผู้นำในสังคมปัจจุบัน”   ....พอแค่นี้ครับ

เหล่านี้คือโจทย์ชีวิตที่เขาถาม และ ต้องการคำตอบ!   ดูเหมือนว่าผู้ใหญ่ของคริสตจักรระดับต่าง ๆ ไม่สนใจที่จะตอบ?   เขาเลยไม่สนใจที่จะสืบทอดความเชื่อศรัทธา “ที่ไม่ตอบโจทย์ในชีวิตของเขา”?

ในภาวะล่อแหลมแห่งชีวิตเช่นนี้   ใครที่จะดูแลความคิดจิตวิญญาณของเยาวชนคนรุ่นใหม่   คำตอบคงหนีไม่พ้น “พ่อแม่คริสตชน” ครับ   อย่างน้อยที่สุดผู้เขียนคาดหวังว่า  พ่อแม่กับลูก ๆ น่าจะมีสัมพันธภาพที่ยึดแน่นต่อกันเป็นรากฐานที่จะค่อย ๆ ประคับประคอง และ หล่อหลอมฟูมฟัก ความเชื่อศรัทธาของคริสตชนคนรุ่นใหม่เหล่านี้

ผมมีโอกาสสัมภาษณ์วัยรุ่นคริสตชนบางคนบางกลุ่ม   ที่ยืนยันว่า แม่ หรือ พ่อคือผู้ที่ช่วยประคับประคองชีวิตและความเชื่อศรัทธาของเขา   เมื่อเกิดวิกฤติชีวิต พ่อแม่คอยเตือนสติตนเสมอว่า  ในวิกฤติปัญหา หรือ สถานการณ์ที่เลวร้ายล่อแหลมเหล่านั้น  พระคริสต์อยู่เคียงข้างลูก   และพ่อแม่คอยบอกหนูเสมอว่า เขาอธิษฐานเผื่อหนูเสมอ   และที่สำคัญผมเห็นพ่อแม่ยังคงเคียงข้างในสถานการณ์ที่เลวร้ายของผม   ในเวลาเช่นนั้นเองที่ผมหมดทางเลือก  ผมก้มหัวลงอธิษฐานขอพระเจ้าช่วย   และจุดนี้เองที่ความเชื่อศรัทธาของผมกลับมาและค่อย ๆ เติบโตจากวันนั้น

จากการพูดคุยกับคริสตจักรกลุ่มวัยต่าง ๆ   ผมได้รับข้อมูลและการเรียนรู้มากมาย   สิ่งหนึ่งที่ยืนยันความจริงว่า   การที่เด็กและเยาวชนในครอบครัวของเราที่ได้ไปคริสตจักรในวันอาทิตย์  หรือรับการเลี้ยงดูด้วยพ่อแม่ที่เป็นคริสตชน   ไม่ได้รับประกันได้ว่าเด็กคนนั้นจะมีชีวิตตามความเชื่อศรัทธาของคริสตจักร   พลังการสร้างเสริมหล่อหลอมของครอบครัวคริสตชนเป็นการวางรากฐานที่สำคัญยิ่ง  นั่นเป็นความจริงส่วนหนึ่ง   แต่ก็ไม่สามารถที่จะค้ำประกันได้ว่า เด็กคนนั้นจะเป็นสาวกที่แท้จริงของพระคริสต์

เพราะความเชื่อศรัทธาเป็นเรื่องของแต่ละตัวคน  ความเชื่อศรัทธาเป็นการค้นพบในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง   มิใช่ครั้งเดียวเสร็จ   และความเชื่อศรัทธาในตัวของลูก ๆ มิใช่การสืบทอดความเชื่อศรัทธาจากตัวพ่อแม่   แต่ต้องเป็นความเชื่อศรัทธาที่แต่ละคนค้นพบ และ เติบโตขึ้นในความเชื่อที่เกิดขึ้นในแต่ละตัวคน  

ครอบครัวคริสตชนสามารถเสริมสร้างความเชื่อศรัทธาในลูกที่อยู่กับพ่อแม่   แต่เมื่อลูกต้องเผชิญโลกกว้างความเชื่อศรัทธาในบ้านไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตในสังคมได้   แต่ความเชื่อที่พระคริสต์กระทำกิจของพระองค์ในชีวิตของเขาแต่ละคนต่างหากที่ก่อร่างสร้างรากฐานความเชื่อที่เป็นของวัยรุ่นคน ๆ นั้น   เป็นความเชื่อของเขาเองที่มีกับพระเจ้า   ลูกของเราต้องมีโอกาสที่เผชิญหน้า สัมผัส และสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วยตัวของเขาเอง

ผมได้อ่านข้อเขียนชิ้นหนึ่ง  ที่คุณแม่อดทนใกล้ชิดลูกที่ทิ้งความเชื่อแบบพ่อแม่  แต่คุณแม่กลับอยู่เคียงข้างลูก รักเขาอย่างไรเงื่อนไข   เมื่ออ่านบทความนี้ได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์จากคุณแม่คนนี้ไว้ว่า   ถ้าลูกของเราเลิกที่จะเชื่อ  หรือ ทิ้งความเชื่อดังเดิมที่เรามี   เรามีแนวทางปฏิบัติ 12 ประการครับ
(กรุณาอ่านต่อในตอนที่ 2)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com;  081 289 4499