แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ละทิ้งความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ละทิ้งความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด

19 มกราคม 2561

เมื่อลูกวัยรุ่น “ละทิ้งความเชื่อ” พ่อแม่จะทำอย่างไรดี? (2)

ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่สอง

ในตอนที่หนึ่ง   เป็นการเจาะลงในความจริงชีวิตที่ยุคสมัยลูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากสังคมในสมัยพ่อแม่   เราได้พิจารณาถึงการที่ลูกของเราเดินออกนอกแผนที่ชีวิตและความเชื่อที่พ่อแม่เคยมีประสบการณ์  และคาดหวังที่จะให้ลูก ๆ เดินตามแผนที่ฉบับเดิมนั้น   เราพบความจริงว่าลูก ๆ ต้องการแผนที่ชีวิตและความเชื่อฉบับใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของเขา

พ่อแม่คริสตชนทุกข์ใจว่า   ตนจะรับมือและจัดการอย่างไรกับลูก ๆ ที่ไม่ยอมเดินตามแผนที่ชีวิตและความเชื่อที่ตนมีอยู่   และพ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าแผนที่ฉบับใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตของลูก ๆ มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร?   ในภาวะเช่นนี้จะทำอย่างไรดี?

ผมได้อ่านข้อเขียนชิ้นหนึ่ง  ที่คุณแม่อดทนใกล้ชิดลูกที่ทิ้งความเชื่อที่พ่อแม่เคยมี  แต่คุณแม่กลับอยู่เคียงข้างลูก รักเขาอย่างไร้เงื่อนไข   เมื่ออ่านบทความนี้ได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์คุณแม่คนนี้ได้ว่า   ถ้าลูกของเราเลิกที่จะเชื่อ  หรือ ทิ้งความเชื่อดั้งเดิมที่เรามี   พ่อแม่มีแนวทางปฏิบัติ 12 ประการครับ

  1. เราจะไม่มีวันหยุดอธิษฐานเพื่อลูก   เพราะการอธิษฐานคือพลังที่ยิ่งใหญ่  และเป็นสิ่งที่เราสามารถกระทำได้ตลอดเวลา
  2. เราจะหายใจลึก ๆ  แล้วพึ่งพาความเชื่อศรัทธา   และไว้วางใจพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพของเรา  และวางใจในพระราชกิจที่พระองค์จะกระทำในชีวิตลูก ๆ ของเรา  และ เฝ้าคอยดูพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของลูกแต่ละวัน
  3. เราจะไม่หยุดที่จะรักลูก  และพยายามที่จะมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างถึงความรักเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไขของพระคริสต์สำหรับพวกเขา
  4. เราจะฟังลูก ๆ ตลอดเวลาไม่หยุดยั้ง (แม้บางครั้งคำพูดของเขาดูจะรุนแรงหรือก้าวร้าวกับเรา)   เราจะรักษาและเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างเรากับลูกไว้เสมอ   เราจะสื่อสารกับลูกด้วยความสัตย์ซื่อ จริงใจ และ ด้วยความนับถือ   เราพยายามแสวงหาความเข้าใจในตัวลูก  และเราจะถามคำถามที่จะช่วยให้ลูกขุดลึกค้นพบตนเองและความจริง   และจะเสนอความจริงด้วยใจรักแทนที่จะถกเถียงความจริงกัน
  5. เราตระหนักรู้ว่าลูก ๆ ของเราไม่สามารถจะมีความเชื่อศรัทธาเพราะสืบทอดมรดกความเชื่อจากเราผู้เป็นพ่อแม่ได้   แต่เราจะต้องช่วยเขาให้ก่อนร่างหยั่งรากความเชื่อของเขาเอง  และนี่จึงไม่แปลกที่บางครั้งลูกสงสัยในสิ่งที่เราเชื่อศรัทธา  เกิดคำถาม  หรือ ไม่เดินตามบนเส้นทางความเชื่อแบบพ่อแม่  แต่ลูกบางคนก็เอาจริงเอาจังร้อนรนบนเส้นทางความเชื่อนั้น  เพราะสำหรับเยาวชน นี่คือเส้นทางชีวิตที่เขาจะเรียนรู้ความจริงว่าเขาต้องการพระคริสต์ด้วยชีวิตของเขาเอง และยอมรับพระคริสต์เข้าในชีวิตของตนด้วยการตัดสินในของเขาเอง  ไม่ใช่ด้วยพ่อแม่ และคริสเตียนศึกษาที่สอนเขาในชั้นเรียน
  6. เราในฐานะพ่อแม่ให้เราแบ่งปันประสบการณ์เรื่องราวการเผชิญหน้ากับความเชื่อ และประสบการณ์ที่ล้มลุกคลุกคลานในความเชื่อของเราแก่ลูก ๆ   เช่น  ในช่วงเวลาที่เราสงสัยในสิ่งที่เชื่อ  และ ทำไมเราถึงตัดสินใจและมีความเชื่ออย่างที่เราเป็นอยู่ในทุกวันนี้
  7. เราบอกให้ลูก ๆ รู้ว่าเราอธิษฐานเผื่อพวกเขา   และบอกลูก ๆ ว่าเราเห็นว่าพระเจ้ากำลังทำงานในชีวิตและสถานการณ์ที่ลูก ๆ เผชิญอยู่อย่างไร  พระเจ้ายังอยู่เคียงข้างเขาเสมอในทุกสถานการณ์ชีวิตของเขา  และพระเจ้ายังคงรักเมตตาพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข   ถึงแม้ตอนนี้ลูกจะไม่เชื่อในพระองค์ก็ตาม
  8. เราจะไม่ท้อถอย  และเราจะไม่บีบบังคับลูก  เราหาหนทางที่จะช่วยลูก ๆ ที่จะมีโอกาสสัมพันธ์กับบางคนที่มีความเชื่อที่เข้มแข็งในพื้นที่ที่ลูกอาศัย หรือ ทำงานอยู่   และถ้าบางคำถามของลูก ๆ ที่เราในฐานะพ่อแม่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี   พยายามเชื่อมให้ลูกไปพบกับบางคนที่เรารู้ว่าเขาสามารถอธิบายให้ลูก ๆ เข้าใจได้      เราให้กำลังใจแก่ลูก ๆ ที่จะหาโอกาสที่เขาจะสามารถบริการรับใช้คนรอบข้างใกล้เคียงในชีวิตประจำวันของเขา   เพื่อว่าความรักเมตตาของพระคริสต์จะซึมซับเข้าในจิตใจของลูก   เราจะแนะนำหรือกระตุ้นเชิญชวนให้ลูกไปโบสถ์   แต่เราจะไม่ใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ  ต่อว่า ดุด่า ตำหนิที่ลูกไม่ไปโบสถ์  หรือ สร้างเงื่อนไข ผลประโยชน์ต่อรองให้ลูกไปโบสถ์  หรือถึงขั้นลงโทษถ้าเขายังไม่ไปโบสถ์   ให้เราเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสไว้เสมอ
  9. เราต้องตระหนักรู้ว่า การที่ลูกไม่เชื่อพระเจ้ามิใช่ความล้มเหลวในการเป็นพ่อแม่   พระเจ้าประทานของประทานความสามารถต่าง ๆ แก่เราอย่างมีพระประสงค์   และการที่ลูกบางคนเดินออกนอกเส้นทางความเชื่อที่เรามีอยู่ใช่เป็นการสะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเชื่อของพ่อแม่
  10. เรายอมรับความจริงว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นความจริงในวันพรุ่งนี้   และเรารู้ความจริงว่า การเลี้ยงดูลูก ๆ และ การฟูมฟักความเชื่อศรัทธาของเขาเป็นเรื่องที่พัฒนาไปตลอดชีวิต   ที่เรายังไม่สามารถตัดสินลงไปว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้เป็นสิ่งจริงที่เป็นเช่นนี้ตลอดไปในชีวิตของลูก
  11. เรายังยืนหยัดมั่นคงอย่างเข้มแข็งและชื่นชมยินดีในความเชื่อศรัทธาของเรา   ติดตามและขุดลึกลงในความสัมพันธ์กับพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน  แสวงหาความจริงจากพระวจนะ  และยอมรับคุณค่าของเราในฐานะลูกที่รักของพระเจ้าคนหนึ่ง   และสำนึกถึงพระคุณของพระองค์ที่มีอยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา
  12. ให้เราภาวนาอธิษฐานให้การดำเนินชีวิตประจำวันของเราเป็นเสียงที่มีพลานุภาพในเมื่อเราไม่สามารถพูดด้วยคำพูดของเรา 


ทั้งสิ้นนี้  ยืนอยู่บนรากฐานความเชื่อของพ่อแม่ว่า  ความเชื่อศรัทธางอกงามและเข้มแข็งเมื่อชีวิตประจำวันของลูกมีโอกาสเผชิญหน้ากับพระเจ้า   และประสบการณ์ในชีวิตช่วงนั้นเองที่เขามีประสบการณ์ตรงกับพระองค์เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงเสริมสร้างประทานความเชื่อแก่ลูกให้เกิดขึ้น  จนเป็นความเชื่อที่ลูกตัดสินใจที่จะวางใจถวายชีวิตแด่พระเจ้าด้วยตัวของเขาเอง

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

17 มกราคม 2561

เมื่อลูกวัยรุ่น “ละทิ้งความเชื่อ” พ่อแม่จะทำอย่างไรดี?

มรดกทางความเชื่อศรัทธาของคริสตชน  ไม่ได้เป็นเหมือนมรดกทางทรัพย์สิน เงินทอง  ที่ดิน บ้างช่อง ฯลฯ   ที่พ่อแม่สามารถเก็บรักษาแล้วมอบให้กับลูก ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม   แต่ความเชื่อศรัทธาของคริสตชนแต่ละคน เป็นสิ่งที่คน ๆ นั้นต้องเผชิญ ปลุกปล้ำในชีวิตประจำวันของเขาเอง   จนเขายอมรับ และกลายเป็นความเชื่อศรัทธาของคน ๆ นั้นโดยเฉพาะ

เมื่อผมมีโอกาสพูดคุยกับพ่อแม่คริสตชนในปัจจุบัน  พบว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่คริสตชนหลายต่อหลายครอบครัวและหลายคนเกิดความทุกข์ใจอย่างมากคือ   ลูก ๆ ไม่เดินตามเส้นทางชีวิตแห่งความเชื่อ (อย่างที่พ่อแม่เคยเป็นเคยเดินมาก่อน)  พ่อแม่หลายครอบครัวพบว่า ลูก ๆ ที่ออกไปศึกษาต่อในเมืองในกรุงไม่ไปโบสถ์  อย่างที่สมัยตนเมื่ออายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกไปโบสถ์เป็นประจำและช่วยงานโบสถ์อย่างเต็มที่

พ่อแม่คริสตชนปัจจุบันทุกข์ใจเพราะลูก ๆ ไม่เดินตาม “แผนที่ชีวิตแห่งความเชื่อ” ที่พ่อแม่เคยเดินมาก่อน

พวกเขากำลังพบว่า  ลูก ๆ กำลังเดินออกนอกแผนที่ชีวิตแห่งความเชื่อศรัทธาที่ตนคาดว่าลูกจะเดินตาม   ทั้ง ๆ ที่เมื่อเขาเป็นเด็ก   เขาเรียนในชั้นเรียนรวีฯ อย่างต่อเนื่อง   จนโตขึ้นเข้าเรียนในชั้นเรียนก่อนรับบัพติสมา   เข้าร่วมกิจกรรมของอนุชนในคริสตจักร   แต่เมื่อต้องออกจากบ้าน หรือ ใช้เวลาชีวิตนอกบ้านมากกว่าในบ้าน   ลูก ๆ เริ่มไม่ค่อยไปโบสถ์ในวันอาทิตย์   ยิ่งเขามีกิจกรรมของสถานศึกษามากขึ้น   เมื่อพ่อแม่คาดหวังให้เขาเก่งมีทักษะในด้านต่าง ๆ  ไม่ว่ากีฬา ดนตรี ศิลปะ และ ฯลฯ   เวลาที่จะไปโบสถ์ยิ่งหดหายไปจนไม่มีเวลาไปโบสถ์  

ลูก ๆ ค้นพบแผนที่ชีวิตฉบับใหม่ “ในสังคมนอกบ้าน”   เขาเริ่มเดินออกนอกแผนที่ชีวิตความเชื่อที่พ่อแม่เคยเดินมาก่อน   และเข้าไปเดินใน “แผนที่ชีวิตสมัยใหม่”  

ต้องยอมรับว่า  พ่อแม่และคริสตจักรยังคงใช้แผนที่ชีวิตฉบับเดิมทั้ง ๆ ที่ชีวิตสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายเรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว   และ คนหนุ่มสาวก็คาดหวังว่าแผนที่ชีวิตสมัยใหม่จะตอบโจทย์ชีวิตที่เขากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันมากกว่าแผนที่ชีวิตของพ่อแม่

สิ่งที่พ่อแม่คริสตชนพยายามปลูกฝังเมื่อลูก ๆ ยังเป็นเด็กและเยาวชนให้มีความเชื่อศรัทธาอย่างที่ตนเองเคยได้รับการปลูกฝังมาก่อน   ดูเหมือนละลายหายสูญไปอย่างสิ้นเชิง   เมื่อเขาเริ่มเติบโตเป็นวัยรุ่นและเมื่อเขาเริ่มใช้ชีวิตนอกบ้านมากยิ่งขึ้น   ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?   เป็นโจทย์ที่คริสตจักรจะต้องมีคำตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว   และคริสตจักรมีแผนที่ความเชื่อศรัทธาที่สามารถสื่อสาร ตอบโจทย์ชีวิตของวัยรุ่นคนสมัยใหม่เหล่านี้หรือไม่?   คริสตจักรใส่ใจและสนใจที่จะแสวงหา “แผนที่ชีวิตแห่งความเชื่อ” ที่ตอบโจทย์ชีวิตของหนุ่มสาววัยรุ่นคนรุ่นใหม่หรือไม่?   หรือมองว่า “แผนที่ชีวิตความเชื่อศรัทธาคริสตชน” ศักดิ์สิทธิ์จนเปลี่ยนแปลงไม่ได้?

เมื่อผมมีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เคยมาคริสตจักร   ประเด็นที่น่าคิดคือ  เขาพูดตีแสกหน้าผมว่า  พวกผู้ใหญ่คริสตชนในคริสตจักรโดยเฉพาะระดับผู้นำมีชีวิตที่ไม่แตกต่างจากผู้ใหญ่ ผู้นำ และ นักการเมืองในสังคมเลย   เขาพบว่า “ผู้ใหญ่” ในคริสตจักรหน้าไหว้หลังหลอก   เขาบอกว่าเขาเห็นพวกผู้ใหญ่หักหลังกัน  ไม่ได้มีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สมาชิก และ เยาวชนในคริสตจักร   คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งบอกผมว่า “ผมรู้สึกว่า  คริสตจักรไม่ได้สนใจสิ่งที่พวกผมคับข้องใจ หรือ ปัญหาที่พวกเราประสบในชีวิตประจำวัน  แต่กลับสนใจเรื่อง กฎระเบียบ  การตีตราตัดสินผู้อื่น...  เน้นการประกอบศาสนพิธีสำคัญกว่าการมีชีวิตที่สำแดงความรักแบบพระคริสต์”  วัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งบอกผมว่า  “เวลาไปโบสถ์วันอาทิตย์ พบแต่ความรุนแรงทั้งการซุบซิบนินทา  ตีตรากล่าวร้าย”   อีกกลุ่มหนึ่งบอกผมว่า  “พวกผู้นำคริสตจักรก็เอาระบบการเมืองสกปรกมาใช้ในคริสตจักร...  พวกเขาทำตัวไม่แตกต่างจากผู้นำในสังคมปัจจุบัน”   ....พอแค่นี้ครับ

เหล่านี้คือโจทย์ชีวิตที่เขาถาม และ ต้องการคำตอบ!   ดูเหมือนว่าผู้ใหญ่ของคริสตจักรระดับต่าง ๆ ไม่สนใจที่จะตอบ?   เขาเลยไม่สนใจที่จะสืบทอดความเชื่อศรัทธา “ที่ไม่ตอบโจทย์ในชีวิตของเขา”?

ในภาวะล่อแหลมแห่งชีวิตเช่นนี้   ใครที่จะดูแลความคิดจิตวิญญาณของเยาวชนคนรุ่นใหม่   คำตอบคงหนีไม่พ้น “พ่อแม่คริสตชน” ครับ   อย่างน้อยที่สุดผู้เขียนคาดหวังว่า  พ่อแม่กับลูก ๆ น่าจะมีสัมพันธภาพที่ยึดแน่นต่อกันเป็นรากฐานที่จะค่อย ๆ ประคับประคอง และ หล่อหลอมฟูมฟัก ความเชื่อศรัทธาของคริสตชนคนรุ่นใหม่เหล่านี้

ผมมีโอกาสสัมภาษณ์วัยรุ่นคริสตชนบางคนบางกลุ่ม   ที่ยืนยันว่า แม่ หรือ พ่อคือผู้ที่ช่วยประคับประคองชีวิตและความเชื่อศรัทธาของเขา   เมื่อเกิดวิกฤติชีวิต พ่อแม่คอยเตือนสติตนเสมอว่า  ในวิกฤติปัญหา หรือ สถานการณ์ที่เลวร้ายล่อแหลมเหล่านั้น  พระคริสต์อยู่เคียงข้างลูก   และพ่อแม่คอยบอกหนูเสมอว่า เขาอธิษฐานเผื่อหนูเสมอ   และที่สำคัญผมเห็นพ่อแม่ยังคงเคียงข้างในสถานการณ์ที่เลวร้ายของผม   ในเวลาเช่นนั้นเองที่ผมหมดทางเลือก  ผมก้มหัวลงอธิษฐานขอพระเจ้าช่วย   และจุดนี้เองที่ความเชื่อศรัทธาของผมกลับมาและค่อย ๆ เติบโตจากวันนั้น

จากการพูดคุยกับคริสตจักรกลุ่มวัยต่าง ๆ   ผมได้รับข้อมูลและการเรียนรู้มากมาย   สิ่งหนึ่งที่ยืนยันความจริงว่า   การที่เด็กและเยาวชนในครอบครัวของเราที่ได้ไปคริสตจักรในวันอาทิตย์  หรือรับการเลี้ยงดูด้วยพ่อแม่ที่เป็นคริสตชน   ไม่ได้รับประกันได้ว่าเด็กคนนั้นจะมีชีวิตตามความเชื่อศรัทธาของคริสตจักร   พลังการสร้างเสริมหล่อหลอมของครอบครัวคริสตชนเป็นการวางรากฐานที่สำคัญยิ่ง  นั่นเป็นความจริงส่วนหนึ่ง   แต่ก็ไม่สามารถที่จะค้ำประกันได้ว่า เด็กคนนั้นจะเป็นสาวกที่แท้จริงของพระคริสต์

เพราะความเชื่อศรัทธาเป็นเรื่องของแต่ละตัวคน  ความเชื่อศรัทธาเป็นการค้นพบในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง   มิใช่ครั้งเดียวเสร็จ   และความเชื่อศรัทธาในตัวของลูก ๆ มิใช่การสืบทอดความเชื่อศรัทธาจากตัวพ่อแม่   แต่ต้องเป็นความเชื่อศรัทธาที่แต่ละคนค้นพบ และ เติบโตขึ้นในความเชื่อที่เกิดขึ้นในแต่ละตัวคน  

ครอบครัวคริสตชนสามารถเสริมสร้างความเชื่อศรัทธาในลูกที่อยู่กับพ่อแม่   แต่เมื่อลูกต้องเผชิญโลกกว้างความเชื่อศรัทธาในบ้านไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตในสังคมได้   แต่ความเชื่อที่พระคริสต์กระทำกิจของพระองค์ในชีวิตของเขาแต่ละคนต่างหากที่ก่อร่างสร้างรากฐานความเชื่อที่เป็นของวัยรุ่นคน ๆ นั้น   เป็นความเชื่อของเขาเองที่มีกับพระเจ้า   ลูกของเราต้องมีโอกาสที่เผชิญหน้า สัมผัส และสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วยตัวของเขาเอง

ผมได้อ่านข้อเขียนชิ้นหนึ่ง  ที่คุณแม่อดทนใกล้ชิดลูกที่ทิ้งความเชื่อแบบพ่อแม่  แต่คุณแม่กลับอยู่เคียงข้างลูก รักเขาอย่างไรเงื่อนไข   เมื่ออ่านบทความนี้ได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์จากคุณแม่คนนี้ไว้ว่า   ถ้าลูกของเราเลิกที่จะเชื่อ  หรือ ทิ้งความเชื่อดังเดิมที่เรามี   เรามีแนวทางปฏิบัติ 12 ประการครับ
(กรุณาอ่านต่อในตอนที่ 2)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com;  081 289 4499