แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เข้มแข็ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เข้มแข็ง แสดงบทความทั้งหมด

29 กันยายน 2562

คุณลักษณะของพ่อแม่คริสตชนที่เข้มแข็ง


เมื่อมีโอกาสชวนพูดคุยกับอนุชนในคริสตจักรว่า ลักษณะของพ่อแม่คริสตชนที่พวกเขาต้องการเห็นในยุคนี้ ควรจะมีลักษณะอย่างไร? เมื่อนำสิ่งที่ได้จากการพูดคุยต่างกรรมต่างวาระต่างคริสตจักรมาประมวลเข้ากัน พ่อแม่คริสตชนในยุคศตวรรษที่ 21 ที่อนุชนคริสตจักรอยากเห็นมีภาพดังนี้

1. มีความเชื่อที่จริงแท้: มิใช่ความเชื่อในคริสตจักรเป็นอย่างหนึ่ง ในบ้านเป็นอีกอย่างหนึ่ง และในที่ทำงาน ในสังคมชุมชนเป็นอีกอย่างหนึ่ง

2. เมื่อทำผิดกล้าที่จะรับผิดและขอโทษ: ไม่มีใครที่เป็นคนที่ดีพร้อมสมบูรณ์ตลอดเวลา เรามีเวลาที่พลาดพลั้ง แม้กับคนที่ตนรักก็ตาม แต่การถ่อม จริงใจ กล้าที่จะกล่าวขอโทษยอมรับผิด การกระทำเช่นนี้จะฝังในจิตสำนึกของลูกที่ยากจะลืมได้

3. รักซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ: ความรักต่อกันของพ่อแม่นั้นเห็นได้เด่นชัดและครอบคลุมความรู้สึกของทุกคนที่อยู่ในบ้าน ลูก ๆ รู้และมั่นใจว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่สุขสงบปลอดภัยในครอบครัวนี้ ชีวิตในครอบครัวจะไม่แตกหักเป็นเสี่ยง ๆ

4. เป็นพ่อแม่ที่รับมือกับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์: เรามักได้ยินเสียงของเด็ก หนุ่มสาว ในบ้านพูดถึงพ่อที่ขี้โมโห กระทำความรุนแรงต่อลูก หรือ ต่อแม่ แล้วเราจะคาดหวังว่าเด็ก ๆ ในครอบครัวเช่นนี้จะมีคุณลักษณะในการจัดการกับความไม่เห็นด้วยกันด้วยความรักและเมตตาได้อย่างไร?

5. เป็นพ่อแม่ที่ตั้งใจที่จะทำให้บรรยากาศในบ้านอยู่กันอย่างสนุกสนาน: พูดคุยกันหยอกล้อกันด้วยความสนิทสนม เป็นบ้านที่เปิดรับเพื่อน ๆ ของลูก เป็นพ่อแม่ที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าตนมีความสำคัญ เพื่อทำให้ลูก ๆ รู้สึกรักครอบครัวของเขา

6. เป็นพ่อแม่ที่มีโอกาสอธิษฐานกับลูกเสมอ: พ่อแม่จำนวนมากที่อธิษฐานกับลูกเมื่อลูกยังเล็กอยู่ และมักหยุดที่จะอธิษฐานเมื่อลูกเติบโตขึ้น แต่ในยุคนี้เราต้องการพ่อแม่ที่อธิษฐานกับลูกแม้จะเติบโตขึ้น หรือแม้เมื่อลูกเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

7. พ่อแม่ทำให้คริสตจักรเป็นส่วนสำคัญในครอบครัวของเขา: เมื่อพ่อแม่ทำเช่นนี้ลูก ๆ ก็จะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรด้วย แต่ถ้าเมื่อกลับบ้าน พ่อแม่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบต่อศิษยาภิบาล คณะธรรมกิจ หรือ สมาชิกบางคนในคริสตจักร ก็จะทำให้ลูก ๆ ไม่ค่อยอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในคริสตจักรนั้น

8. พ่อ แม่ให้ความสำคัญแก่ครอบครัวในอันดับต้น ๆ : เมื่อชวนเด็กโตคุยกันถึงลักษณะพ่อแม่ที่ตนประทับใจ พวกเขากล่าวว่า “เมื่อเราจำเป็นต้องการพ่อแม่ เขามีเวลาสำหรับเรา” “เรารู้เสมอว่า พ่อแม่รักเราเสมอ แม้เราจะทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ท่านก็ตาม” “เวลาสำหรับครอบครัวพ่อแม่จะอยู่กับเราทุกครั้ง”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



25 กรกฎาคม 2555

อึด ฮึด มั่นคง เข้มแข็งด้วยความรับผิดชอบ


อึด ฮึด มั่นคงเข้มแข็ง

ผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพมิใช่ผู้นำที่ไม่เคยล้มเหลว  แต่เขาจะไม่ยอมให้ผลความผิดพลาดล้มเหลวที่เขาทำฉุดกระชากลากเขาให้จมดิ่งลงในผลแห่งความล้มเหลวต่างหาก   อย่างเช่น  โมเสส  กษัตริย์ดาวิด เปโตร  เปาโล  และอีกหลายคน ซึ่งความผิดพลาดในชีวิตของผู้นำดังกล่าวที่คล้ายใกล้เคียงกันคือ  การตัดสินใจทำตามใจปรารถนาของตน ตามความนึกคิดของตนเองในด้านหนึ่ง  ในอีกด้านหนึ่งเมื่อผู้นำเหล่านี้กระทำผิดพลาดเขาไม่จมจ่อมอยู่ในความผิดพลาดแต่ใช้เวลาในการใคร่ครวญประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาว่าอะไรทำให้เขาตกอับผิดพลาดลง   และลักษณะที่สามคือ  ผู้นำเหล่านี้จะไม่ยอมละทิ้งความหวังใจในพระเจ้า (แต่ไม่ใช่ความดื้อรั้นไม่ยอมรับความผิดพลาด สูญเสีย ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง)

ประการสำคัญคือเมื่อผู้นำเหล่านี้ประสบกับความผิดพลาดล้มเหลว   เขาจะไม่ยอมให้จิตใจของเขาต้องจมดิ่งลงลึกทางด้านอารมณ์ความรู้สึกกับการสูญเสียที่เกิดขึ้น   ประการที่สองผู้นำเหล่านี้ยอมถ่อมและสงบจิตใจของตนลงเพื่อจะเรียนรู้จากบทเรียนของความผิดพลาดล้มเหลว   เพื่อตนจะไม่กระทำผิดซ้ำสองซ้ำสาม   แต่กลับใช้บทเรียนนั้นในการวางแผนชีวิตที่ดีที่พร้อม ลุกขึ้น ในการเผชิญหน้าในครั้งต่อไป

คำถามเพื่อการใคร่ครวญ

1. ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำ   ท่านมีแผนการอย่างไรบ้างที่จะเพิ่มพูนทวีคูณความพยายามของท่านเพื่อพลิกสถานการณ์ของการสูญเสีย หรือ ควบคุมให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด?

2. ท่านจะทำอย่างไรที่จะใช้ความผิดพลาดสูญเสียที่เกิดขึ้นให้กลับกลายเป็นพลังขับเคลื่อนให้ท่านมุ่งไปข้างหน้า?

ความรับผิดชอบ

ผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพคือผู้นำที่มีความรับผิดชอบ   เมื่อเกิดความผิดพลาด ล้มเหลว และสูญเสียขนาดใดก็ตาม   ในฐานะที่เป็นผู้นำเขาพร้อมที่จะเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น   จะไม่ยอมที่จะแก้ตัวเฉไฉด้วยเหตุผลและอำนาจ   จะไม่มองหา “แพะ” มารับบาป   ไม่โยนความผิดไปให้ผู้อื่นเพื่อฟอกตนเองให้เป็นคนบริสุทธิ์   แต่ออกมาข้างหน้ารับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นด้วยตนเองในฐานะผู้นำ  และมิใช่การรับผิดชอบต่อความผิดพลาดสูญเสียที่เกิดขึ้นเท่านั้น   แต่ผู้นำที่ทรงประสิทธิ์ภาพจะใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นให้เกิดการรวมจิตรวมใจกันเพื่อจะพลิกสถานการณ์แห่งการสูญเสียสู่การเสริมสร้างสถานการณ์ที่สร้างสรรค์ร่วมกัน

คำถามเพื่อการใคร่ครวญ

1. อะไรคือความทุกข์ยากลำบาก และ ความรับผิดชอบที่ท่านไม่อยากจะรับ  แต่จะช่วยขับเคลื่อนทีมงาน/องค์กรของท่านมุ่งไปข้างหน้า?

2. ในฐานะผู้นำ  ท่านถูกจ้องมองเสมอ   ผู้คนจะสนใจใส่ใจว่าท่านใช้อำนาจและอิทธิพลจัดการเช่นไร   ใครบ้างที่กำลังจ้องมองท่าน?   และพวกเขาเห็นอะไรบ้าง?
นักประวัติศาสตร์ David McCullough  กล่าวถึงอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จอร์จ  วอชิงตัน ไว้ว่า...

“จอร์จ วอชิงตัน มิใช่คนฉลาดปราดเปรื่องในด้านการวางแผนกลยุทธ์  ไม่ใช่คนที่มีวาทศิลป์หวานคม  แล้วก็ไม่ใช่คนที่มีความคิดสติปัญญาโดดเด่นกว่าผู้คนทั่วไป   ในสถานการณ์วิกฤติหลายครั้งที่เขาลังเลในการตัดสินใจ   เขาเคยตัดสินใจผิดพลาดรุนแรง   แต่ประสบการณ์ชีวิตเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ของเขาตั้งแต่ครั้งเมื่อเป็นเด็ก   และในสงครามกลางเมืองของอเมริกาคือสนามทดสอบชีวิตของเขา  เขาเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง  เหนือสิ่งอื่นใด  จอร์จ วอชิงตันจะไม่ยอมแพ้ในทุกสถานการณ์ที่คับขัน”  

หลายสิ่งสำคัญไม่มีใน จอร์จ วอชิงตัน   แต่เราพบสิ่งเด่นชัดที่มีในความเป็นผู้นำของเขาคือ  จอร์จ วอชิงตัน มีความ “อึด ฮึด มั่นคง เข้มแข็งด้วยความรับผิดชอบ” ครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

30 มกราคม 2554

องค์ประกอบ 5 ประการของการเติบโตเข้มแข็งในภาวะผู้นำ

เกษตรกรรู้ดีว่า พืชที่เพาะปลูกจะเติบโตและเกิดผลได้อย่างอุดมสมบูรณ์นั้นต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ เช่น เมล็ดพันธุ์ที่จะใช้ในการเพาะปลูกต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นดินที่จะใช้ปลูก อีกทั้งต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่ในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย กล่าวคือต้องปลูกเมล็ดที่เหมาะสมในผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ นอกจานั้นแล้วจะต้องมีแสงแดดที่พอเพียงเหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ มีความชื้นหรือน้ำเหมาะสมเพียงพอกับพืชพันธุ์ที่ปลูก และมีอุณหภูมิตลอดจนการถ่ายเทอากาศเหมาะสมอีกด้วย เมล็ดจึงจะงอกหรือแตกหน่อ แล้วเติบโตขึ้น ออกดอกและเกิดผล ถ้าองค์ประกอบหนึ่งองค์ประกอบใด (เมล็ด พื้นที่ปลูก แสงแดด อากาศ และน้ำ/ความชุ่มชื้น) ไม่เหมาะสมหรือสอดคล้องกันแล้ว การงอก เติบโต และการเกิดผลอาจจะเกิดการหยุดชะงัก หรือ ไม่เกิดผล

การเติบโต แข็งแรงขึ้นในด้านภาวะผู้นำก็จำเป็นที่มีองค์ประกอบที่สอดคล้องเหมาะสมเช่นกัน เช่นถ้าคนๆ นั้นไม่มีมุมมองหรือทัศนคติ และ พฤติกรรม/การกระทำที่เหมาะสมถูกต้อง ผลที่เกิดขึ้นและความอยากได้ใคร่มีของผู้นำคนนั้นก็จะ “พ่นพิษ” และ สร้างความล้มเหลวเสียหายมากกว่าการที่นำความเติบโต เกิดผลทั้งต่อตัวของผู้นำและคนรอบข้าง ให้เราพิจารณาถึงองค์ประกอบพื้นฐานของคุณภาพที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและเกิดผลในภาวะของผู้นำแต่ละคน

1. เปิดชีวิตรับการสอนและสร้าง
การหยิ่ง ยโส จองหอง ถ้ามีในคนไหนแล้วสิ่งเหล่านี้จะยึดกุมพื้นที่ในชีวิตจิตใจของคนๆ นั้นจนไม่เหลือแม้แต่มุมเล็กๆ ที่จะให้เกิดการพัฒนาและรับการเสริมสร้างจากผู้คนรอบข้าง (มิใช่คนที่เหนือกว่าเท่านั้น แต่รวมถึงลูกน้องหรือคนที่ต่ำด้อยกว่าด้วย) ดังนั้น การนอบน้อมถ่อมตนจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญ เติบโต และเกิดผลในชีวิตของแต่ละคน ดังคำกล่าวที่ว่า “การเปิดความนึกคิดแห่งตนเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบตนเองและนำไปสู่การเติบโต เข้มแข็งในชีวิต เราจะไม่สามารถเรียนรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยจนกว่าเจ้าตัวจะยอมรับว่า เราไม่ได้รู้ในทุกเรื่องทุกราว”

การเริ่มต้นยอมการปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือมุมมองในเรื่องต่างๆ ของเราช่วยให้เราเป็นคนที่ยอมรับการสอนสร้างจากผู้คนรอบข้าง คนเริ่มต้นพัฒนาตนเองคือคนที่ตระหนักชัดว่าตนไม่รู้เรื่องนั้นๆ ทั้งหมด และยอมที่จะลงมือปฏิบัติตามการสอนสร้างจากคนและสภาพรอบด้าน หลักการพื้นฐานในที่นี้คือ คนๆ นั้นเปิดใจเปิดชีวิตด้วยความถ่อม ให้ความสนใจ แล้วขจัดความ “ยึดมั่นถือมั่น” ตนเองอย่างแข็งทื่อตายตัวกับประสบการณ์และความเข้าใจเดิมๆ นี่คือการเริ่มต้นที่นำไปสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ความเข้าใจใหม่ๆ และ นำไปสู่การบรรลุความสำเร็จ เราแต่ละคนจะมีจิตใจที่เปิดกว้างยอมรับได้ไม่ยาก เพียงยอมรับว่าตนเองกำลังเป็นคนที่เริ่มต้นเรียนรู้ ตั้งใจที่จะเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ควรหลงลืมหรือลืมตัวคือ ต้องยืนมั่นที่ต้องการเปิดใจเปิดชีวิตยอมรับการสอนสร้างเสมออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มต้นไปขั้นหนึ่งที่เราได้ก้าวไปข้างหน้าระดับหนึ่งแล้ว ไม่ควรทะนงหลงตนคิดว่าตนเองรู้แล้วเก่งแล้ว แต่ยังต้องเปิดชีวิตจิตใจที่รับการสอนสร้างต่อไปและต่อเนื่อง

2. ด้วยใจเสียสละ
การที่จะมีภาวะผู้นำที่เติบโตเข้มแข็งในตัวเรานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีจิตใจที่จะ “ให้ด้วยใจรัก” ยอมที่จะเป็นฝ่ายให้และเสียสละ เริ่มตั้งแต่ที่จะยอมเสียสละความคุ้นชินกับแบบแผน หรือ รูปแบบเดิมๆ ที่ตนเองคุ้นเคย ยอมที่จะละหยุดระบบคุณค่าที่ตนเองยึดมั่น หรือ ยอมที่จะทำในบางสิ่งบางเรื่องที่เรายังไม่เห็นคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในลักษณะใดทั้งสิ้น สิ่งที่เราได้ในชีวิตมักมาจากผลพวงของการที่เรายอมเสียสละในบางสิ่งบางอย่าง เราจะต้องยอมที่จะเสียสละบางอย่างเพื่อก้าวข้ามไปสู่การมีภาวะผู้นำสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง

3. ความรู้สึกปลอดภัย
การที่เราจะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของเรานั้น เราต้องพร้อมและเต็มใจที่จะกล่าวว่า “ผมยังไม่รู้ในเรื่องนี้เลย” ไม่ว่าท่านจะอยู่ในตำแหน่งสูงเพียงใดก็ตาม อาจจะเป็นการยากที่ผู้มีตำแหน่งในการบริหารระดับสูงจะบอกกับคนใต้บังคับบัญชาว่าตนเองยังไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะเขามักเข้าใจว่า ลูกน้องในบังคับบัญชาของเขามุ่งมองมาที่เขาเพื่อจะรู้ว่าทิศทางขององค์กรของงานจะไปสู่เป้าหมายใด และผู้บริหารก็คงไม่ต้องการให้ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของตนต้องเสียขวัญและความมั่นใจในการทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้มุ่งมองหา “ผู้นำ” ที่สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาแสวงหาผู้นำที่ “จริงใจ” “น่านับถือ” และเป็นผู้นำที่ “หนุนเสริมเพิ่งพลังใจและการทำงาน” แก่ลูกน้อง เป็นผู้นำที่ไม่หย่อนย่อท้อแท้ต่ออุปสรรคที่องค์กรกำลังเผชิญหน้า ไม่ยอมหยุดยั้งขับเคลื่อนจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข ผู้นำเช่นนี้ที่ทำให้ทีมงานทั้งองค์กรรู้สึกปลอดภัยมั่นคงและต้องการ “ลุย” ไปกับผู้นำ

ในเวลาเดียวกันเราเองก็จะเป็นผู้นำที่รู้สึกมั่นคงปลอดภัยในการนำ เพราะเรารู้และมั่นใจว่าเรามิได้นำด้วยตัวเราคนเดียว แต่เรารู้สึกมั่นคงเพราะเรารู้ว่า ทุกคนในองค์กร หรือ อย่างน้อยที่สุดผู้คนส่วนใหญ่ในองค์กรของเราพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปกับเรา

4. เปิดใจฟัง และ ฟังอย่างใส่ใจ
ฟัง เรียนรู้ และถามจากบางคนที่ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำ เรียนรู้ และ ใช้ประสบการณ์ของผู้ประสบความสำเร็จเหล่านี้เพื่อเราจะไม่ต้องกระทำผิดซ้ำซากในสิ่งที่ท่านเหล่านี้เคยล้มเหลวมาแล้ว และเอาอย่างประยุกต์ชัยชนะในการงานและชีวิตของท่านเหล่านี้มาใช้ในการทำงานของเราด้วย นำประสบการณ์และบทเรียนที่ได้รับการบอกเล่าจากผู้ประสบความสำเร็จเหล่านี้มาสะท้อนคิดบนสถานการณ์ความเป็นจริงในงานที่เรารับผิดชอบ

นอกจากนั้น การฟังความคิดเห็น การสะท้อนความคิดเห็น และการวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อฝูงและเพื่อนร่วมงานอาจจะทำให้เรารู้สึกขมขื่นเจ็บปวดบ้างในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ถ้าเราฟังด้วยเอาใจใส่และจิตใจมั่นคงเป็นกลางและเปิดความคิดของเราออกรับฟัง จะช่วยปกป้องเราจากการตกเป็นเหยื่อของความล้มเหลวในจุดบอดที่เราเองไม่สามารถเห็นได้

5. ประยุกต์ใช้
ความรู้จะอยู่ติดกับเราเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะไม่มีคุณค่าอะไรแก่เราเลย นอกจากว่าเราจะนำความรู้นั้นมาใช้ทำจริงทันที หรือ เอาความรู้นั้นมาใคร่ครวญแสวงหาแนวทางในการปฏิบัติจริง จากนั้น จงนำประสบการณ์ที่ท่านได้จากการนำความรู้ไปปฏิบัติจริงแล้วถอดออกมาเป็นบทเรียนชีวิตของท่านเอง เมื่อนั้นสติปัญญาความเข้าใจของท่านจะเติบโตมั่นคง ชัดเจนขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ชีวิตในครั้งต่อๆ ไป

เรียบเรียงและเพิ่มเติมจากข้อเขียนของ John C. Maxwell
บทความเรื่อง Five Ingredients of Personal Growth

พระธรรมภาวนา

มัทธิว 20:25-28
25พระเยซูทรงเรียกเหล่าสาวกมาพร้อมหน้ากันและตรัสว่า
“ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า ผู้ปกครองของคนต่างชาติเป็นเจ้าเหนือเขา และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ใช้อำนาจเหนือพวกเขา 26แต่สำหรับพวกท่านไม่เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้าม ใครอยากเป็นใหญ่ในพวกท่านต้องรับใช้ท่าน 27และผู้ใดใคร่จะเป็นเอกต้องยอมเป็นทาสของท่าน 28เหมือนกับที่บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อปรนนิบัติและประทานชีวิตของพระองค์เป็นค่าไถ่เพื่อคนเป็นอันมาก
(สำนวนแปลอมตธรรม)