แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวดี แสดงบทความทั้งหมด

16 ธันวาคม 2562

ข่าวดีปีนี้...องค์กรของเราจะหลุดออกจาก“หล่มโคลนขี้ควาย” ได้อย่างไร!

ท่านครับ...องค์กรของเรากำลังย่ำแช่ติดหล่มใน “หล่มโคลนขี้ควาย” อยู่นะครับ!

เราจะนำองค์กรของเราออกจากการย่ำอยู่ในหล่มโคลนขี้ควายได้อย่างไร? จะต้องมีความจำเป็นในการนำการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไรบ้าง? หรือเราจะต้องนำการเปลี่ยนแปลงองค์กรในเมื่อเรายังไม่ชัดว่าองค์กรของเราจะมุ่งไปสู่ทิศทางไหนหรือเปล่า? หรืออาจจะเพราะบางคนในทีมงานทำงานแบบไม่มีข้อผูกพันหรือผูกมัดกับองค์กร หรือเมื่อผู้ที่ควรจะนำองค์กรกลับไม่มีความชัดเจนในหน้าที่ความรับผิดชอบของตน หรือองค์กรเผชิญหน้ากับความตกต่ำมาเป็นช่วงเวลายาวนานจนจำไม่ได้ว่า ความสำเร็จนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ หรือ ฯลฯ

ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนองค์กรของเรากำลังตกอยู่ในโคลนตมขี้ควาย แล้วกำลังหาทางที่จะหลุดออกจากการตกแช่อยู่ในหล่มโคลนขี้ควายอย่างไร

Ron Edmondson ได้ให้กระบวนการการหลุดออกจากหล่มโคลนขี้ควายไว้ 7 ประการคือ

1. วิเคราะห์สภาพจริงของน้ำ

น้ำโคลนที่เรายืนอยู่นี้จริง ๆ แล้วมีสภาพเช่นไร? โคลนดินร่วน หรือ โคลนดินเหนียว ยังมีกลิ่นเหม็นเยี่ยวและขี้ควายด้วยใช่ไหม? แล้วใต้โคลนเป็นดินดานที่น้ำยากที่จะซึมลงไปหรือเปล่า? มันทั้งข้นคลัก และลื่นหรือไม่? ยืนไปนาน ๆ จนขาคันเกาจนเป็นแผลใช่ไหม? สิ่งแรกที่เราจะต้องรู้คือสภาพโคลนตมที่เรายืนจมปลักอยู่

กระบวนการวิเคราะห์สภาพ “น้ำโคลน” ที่เรายืนแช่อยู่อาจจะใช้เวลาเพียงวันเดียว หรือ หนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือน หรือมากกว่านั้น เราต้องให้เวลากับเรื่องนี้ เราต้องเรียนรู้ความจริงว่าองค์กรของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์อะไรจริง ๆ ในตอนนี้ แล้วคนของเราในองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง มีทักษะ ความรู้ที่จะรับมือกับกับสถานการณ์ที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่?

2. สัตย์ซื่อจริงใจ

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะสร้างผลกระทบต่อทั้งตัวท่าน และเป็นกระบวนการที่ยาก” แล้วเราจะให้สิ่งนี้เป็นเรื่องเปิดเผยโปร่งใสได้อย่างไร? อาจจะฟังดูเหมือนจะล้ำหน้าไปหน่อย แต่คนในทีมงานรู้ว่าจะมีสิ่งใหม่บางอย่างเกิดขึ้น พวกเขาอาจจะยังไม่สามารถที่จะยอมรับได้ พวกเขาอาจจะยังไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง หรือพวกเขาอาจจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น ให้เราก้าวไปข้างหน้าและยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น

เราในฐานะผู้นำ เราควรหนุนเสริมให้กำลังใจแก่ทีมงานและคนที่เกี่ยวข้องว่า สิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ซึ่งพวกเขารู้แล้วว่ามันกำลังมีปัญหา องค์กรของเรายืนติดในปลักโคลนขี้ควาย พวกเขาเห็นกับตาสัมผัสกับชีวิตประจำวันของเขา ให้เรารับความเป็นจริงที่เรากำลังเผชิญอยู่ ผู้คนและทีมงานในองค์กรจะไว้วางใจเราในฐานะผู้นำเมื่อเราทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจ

3. มองเห็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

เราต้องชัดเจนว่าองค์กรของเราจะมุ่งไปสู่ที่ใด? แล้วเราจะจัดการอย่างไรที่จะหลุดออกจากหล่มตมขี้ควายนี้? แล้วเราจะต้องเตรียมคนของเราให้พร้อมมุ่งหน้าไปสู่ที่ที่เราจะมุ่งไปให้ถึงในด้านใด? แล้วเราเสนอย่างก้าวอะไรและอย่างไรบ้างที่จะไปให้ถึงที่ที่เราจะมุ่งไป? แล้วมีตารางเวลาอะไรบ้างของย่างก้าวดังกล่าว?

ให้ผู้นำแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ที่ท่านมีอยู่ในวันนี้แก่ทีมงาน ทีมงานและผู้คนในองค์กรต้องการมั่นใจว่า ย่างก้าวที่ดีดังกล่าวได้มีการวางแผน เป้าหมายมองเห็นได้อย่างชัดเจน ผู้คนในองค์กรได้รับการเตรียมพร้อม

4. มีการสื่อสารที่ดี

การสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤติ สับสน และว้าวุ่นเช่นนี้ เมื่อสถานการณ์โดยรอบขององค์กรมีสภาพที่เลวร้าย ผู้คนในองค์กรเกิดความวุ่นวาย สับสน พวกเขาต้องการรู้ชัดเจนว่ามีอะไรกำลังเกิดขึ้น และกำลังจัดการอย่างไรที่จะช่วยให้องค์กรหลุดออกจากโคลนตมขี้ควายนี้

โปรดตระหนักชัดว่า การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งการพูดและการฟัง ทั้งสองเรื่องต้องมีประสิทธิภาพ องค์กรต้องมีสิ่งนี้เสมอ คำเทศนาของศิษยาภิบาลบางครั้งต้องช่วยให้คนในองค์กรมองเห็นวิสัยทัศน์ และ จุดหมายปลายทางที่องค์กรของเราจะมุ่งไปให้ถึง

5. ยืนหยัดให้มั่น

สถานการณ์องค์กรที่จมปลักในโคลนตมขี้ควาย ถ้าใครไม่ยืนหยัดให้มั่นคง คนนั้นอาจจะลื่นล้มลงคลุกในโคลนตมขี้ควายทั้งตัว นอกจากกลิ่นเหม็นแล้ว สิ่งที่ยากลำบากยิ่งคือ การที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่ง เพราะมันจะลื่น และ ดูดตัวเราในขณะที่พยายามดึงตัวเองให้ยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ในฐานะผู้นำต้องแน่ใจว่า เรายังมีสุขภาพกาย ใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณที่แข็งแรง เพื่อจะสามารถนำผู้คนขับเคลื่อนออกจากโคลนตมขี้ควายดังกล่าว

6. ท้าทายเมื่อจำเป็น

ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกลงในสถานการณ์โคลนตมขี้ควายเช่นนี้ จะมีบางคนที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกนี้

ในฐานะผู้นำเราจะต้องท้าทายคนที่ต้องการกวนน้ำโคลนให้ขุ่นข้นเหนี่ยวลื่นยิ่งกว่าเดิม เราอาจจะต้องขจัดคนที่ต้องการอยู่เฉย ๆ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ ในที่สุดเราจะต้องนำคนที่เต็มใจที่จะหยิบพลั่วขึ้นตักโคลนออกจากองค์กร และชะล้างองค์กรจากโคลนขี้ควายนั้นให้ใสสะอาดอีกครั้งหนึ่ง

7. ชำระรักษาให้น้ำล้อมรอบแห่งสถานการณ์องค์กรใสสะอาดขึ้น

เราในฐานะผู้นำองค์กร จะต้องให้กำลังใจแก่ทีมงานและคนในองค์กรถึงวิสัยทัศน์ที่เป็นประโยชน์ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ผู้นำจะเป็นบุคคลที่ผู้คนและทีมงานในองค์กรสามารถพบเห็นเสมอ และแต่ละคนสามารถเข้าถึงผู้นำได้สะดวก ผู้คนในองค์กร ต้องการรู้และมั่นใจว่ามีผู้ที่จะนำในการชำระจัดการให้สถานการณ์โคลนตมขี้ควายกลายเป็นน้ำที่ใสสะอาด และนำองค์กรให้หลุดรอดออกจากโคลนตมดังกล่าวได้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


27 เมษายน 2561

ข่าวดีสำหรับผู้นำ “ที่หยุดนำ”

ผู้นำที่ “หยุดนำ” สามารถกลับมานำใหม่ได้ครับ!

ในตอนก่อนเราได้แบ่งปันถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้นำ “หยุดนำ” หรือ “ไม่นำ” ในองค์กร หรือ คริสตจักร   และเราแบ่งปันกันอีกว่า   เหตุผลประการหลักที่ผู้นำ “หยุดนำ” หรือ “ไม่นำ”  คือ ความท้อแท้หมดกำลังใจ

บางท่านคิดว่า เมื่อผู้นำ “หยุดนำ” หรือ “ไม่นำ”  คือสัญญาณจุดจบของการเป็นผู้นำหรือเปล่า?
ข่าวดีครับ...   ผู้นำที่ “หยุดนำ” สามารถกลับมานำใหม่ได้ครับ!
คำถามคือ   แล้วจะเริ่มนำใหม่ได้อย่างไร?

1.   ผู้นำครับ...เลี้ยงดู ใส่ใจจิตวิญญาณของตนเองก่อนครับ!

ท่านอาจจำเป็นที่ต้องมีเวลาพักผ่อน  มีที่ปรึกษาที่กอปรด้วยสติปัญญาจากเบี้องบน  และที่สำคัญคือตัวผู้นำเองจะต้องอธิษฐานด้วยความจริงใจอย่างต่อเนื่อง และ อีกสิ่งหนึ่งคือผู้นำจะต้องกลับมาตรวจสอบถึงอารมณ์ จิตวิญญาณของตนว่าเป็นอย่างไร  เพื่อที่ตนจะรู้เท่าทันตนเอง  

ท่านอาจจะจำเป็นหาวันใดวันหนึ่งทั้งวันที่ท่านจะมีเวลาอยู่กับพระเจ้าตัวต่อตัว   เพื่อท่านจะแสวงหาทางที่จะกลับคืนเข้าสู่วิถีชีวิตแห่งการทรงเรียกของท่าน    บางครั้งบางท่านอาจจะจำเป็นหรือต้องการสติปัญญาและกำลังใจจากเพื่อนสนิท  อย่างไรก็ตาม  บางครั้งท่านอาจจำเป็นที่จะต้องขุดค้นลงลึก หรือ ต้องทุ่มเทชีวิตเพื่อให้จิตใจของท่านกลับฟื้นคืนดีสู่เส้นทางการทรงเรียกอีกครั้งหนึ่ง   อย่าลังเลใจที่จะทุ่มเทชีวิตของท่านเพื่อการนี้

2.   พลิกฟื้นคืนดีการทรงเรียกของท่าน

ท่านไม่ควรมีการตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตของท่าน  จนกว่าชีวิตจิตวิญญาณของท่านได้รับการพลิกฟื้นคืนดีกับพระเจ้าก่อน   เพื่อท่านจะมีมุมมองในชีวิต และ ความนึกคิดต่อพระประสงค์ของพระเจ้าที่ถูกต้อง  

จากนั้นใช้เวลาในการสะท้อนคิดถึงการทรงเรียกในชีวิตของท่าน...   พระเจ้าตรัสอะไรกับท่านบ้าง?   การทรงเรียกนั้นเปลี่ยนแปลงหรือไม่?   ท่านเชื่อหรือไม่ว่า การทรงเรียกของพระเจ้าให้ท่านรับใช้พระองค์มีมากกว่านี้?  ดูเหมือนว่า พระเจ้าไม่ได้เปลี่ยนความคิดของพระองค์   และพระองค์ยังมีพันธกิจที่มีความหมายที่ให้ท่านรับใช้พระองค์หรือไม่?   การแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งต่อภาวะผู้นำในตัวท่าน  พระเจ้ามีพระประสงค์อะไรในชีวิตของท่าน?   แล้วท่านละ  ท่านต้องการอะไรในชีวิตของท่าน?

3.   รู้จักคนที่จะเคียงข้างท่าน

ไม่มีใครถูกกำหนดให้ชีวิตต้องจาริกไปตัวคนเดียว และ รับผิดชอบในการนำไปอย่างโดดเดี่ยวด้วยตนเอง

เป็นเรื่องธรรมชาติปกติที่คนเราจำเป็นต้องมีเพื่อนสนิทบางคนที่ตนเองไว้วางใจได้ และ วางแผนงานพันธกิจด้วยกันได้   ถ้าคริสตจักรของท่านเป็นคริสตจักรขนาดเล็ก   ท่านอาจจะเริ่มมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง  แต่ให้อธิษฐานและมองหาคนต่อ ๆ ไปด้วย   ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทที่ใหญ่โต   และที่ท่านกำลังแสวงหานี้ท่านแสวงหาเพื่อนสนิท  มากกว่าการแสวงหาคนที่เป็นผู้นำ


4.   ชัดเจนในเรื่องที่ท่านนำ

ในการนำท่านไม่จำเป็นที่จะต้องมีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ มากมายอะไร   แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้นำคริสตจักรจำเป็นจะต้องทำคือ  เราต้องกล้าก้าวไปล่วงหน้า “หนึ่งก้าว” ก่อนคริสตจักร หรือ คนอื่นในองค์กร  เช่น การเริ่มพันธกิจใหม่ของคริสตจักร หรืออาจจะเป็น “การยกเครื่อง” พันธกิจคริสตจักรใหม่ทั้งหมด   อาจจะเป็นการสร้างอาคารใหม่ของคริสตจักร   หรือ อาจจะเป็นความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับการนมัสการในคริสตจักร และ ฯลฯ   ประเด็นในที่นี้คือ  ท่านกำลังนำในเรื่องอะไร?   ท่านกำลังก้าวไปสู่ทิศทางไหน?  ในฐานะผู้นำ  ท่านจะต้องมีความชัดเจนสิ่งที่ท่านนำ และ จะนำไปสู่ทิศทางใด?

5.   เริ่มต้นด้วยสิ่งเล็ก ๆ ที่รู้ว่าจะสำเร็จ

บ่อยครั้งที่ผู้นำไม่เห็น หรือ มองข้ามความสามารถ หรือ ศักยภาพ ที่คริสตจักร/องค์กรมีอยู่ (แม้จะเล็กน้อย หรือ ธรรมดา) ว่ามีคุณค่า การที่ผู้คนจะเห็นคุณค่าความสามารถ และ ศักยภาพที่เล็กน้อยธรรมดาเหล่านั้นก็ต่อเมื่อมีผู้กระตุ้นในชุมชนคริสตจักร หรือ องค์กรได้ใช้สิ่งเล็กน้อยและธรรมดาเหล่านั้นมาทำให้เกิดผลและเป็นประโยชน์ก่อน   ทั้งผู้นำและคนในคริสตจักรก็จะกลับมาเห็นคุณค่าของศักยภาพ และ ความสามารถที่ธรรมดาและน้อยนิดเหล่านั้น

ดังนั้นในการเริ่มต้น  ผู้นำสามารถเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็ก ๆ ที่เป็นความจำเป็นต้องการของคนในคริสตจักร และ/หรือ คนในชุมชน  ที่ผู้นำและสมาชิกนำเอาความสามารถ หรือ ศักยภาพที่มีอยู่แล้วมาทำให้เป้าหมายสำเร็จเกิดผลตามความต้องการ   ในกระบวนการนี้ให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย  (มิใช่ผู้นำทำเอง/ทำแทนสมาชิก)   ทั้งนี้เพื่อทั้งผู้นำและทีมงานพันธกิจจะเกิดการเรียนรู้  และได้รับกำลังใจจากชัยชนะครั้งแรกที่เล็กแต่สำเร็จและสำคัญ   ที่จะนำไปสู่การคิด พิจารณา วางแผน และก้าวเดินงานพันธกิจต่อไปที่สำคัญและใหญ่ขึ้น

ศักยภาพ และ ความสามารถที่ธรรมดาและเล็กน้อยเหล่านี้   มิใช่เพียงชัยชนะเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น   แต่เป็นประกายไฟที่จุดตะเกียงที่จะส่องค้นพบตนเองของผู้นำและคริสตจักรหรือองค์กรในความมืดมิดที่ผ่านมา

ชัยชนะที่ธรรมดาเล็กน้อยนี้เป็นเหมือนเมล็ดผักกาดที่พระเยซูคริสต์เปรียบเทียบ   เมื่อหว่านลงไปในดินแล้วก็จะงอก เติบใหญ่ เกิดดอกออกผล   และขยายพันธุ์ต่อไป   และนี่คือการทำพันธกิจ   และนี่คือลักษณะของแผ่นดินของพระเจ้าที่พระคริสต์อธิบายไว้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

29 ธันวาคม 2557

บอกเล่าข่าวดี...อย่างคนเลี้ยงแกะ

...บรรดา​คน​เลี้ยง​แกะ​ก็​พูด​กัน​ว่า “ให้​เรา​ไป​ยัง​เมือง​เบธ​เล​เฮม​ดู​เหตุ​การณ์​ที่​เกิด​ขึ้น​ตาม​ที่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทรง​แจ้ง​กับ​เรา”    เขา​ก็​รีบ​ไป แล้ว​พบ​นาง​มา​รีย์​กับ​โย​เซฟ และ​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า  

เมื่อ​พวก​เขา​เห็น​แล้ว​จึง​เล่า​เรื่อง​ที่​เขา​ได้​ยิน​ถึง​พระ​กุมาร​นั้น   คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้​ยิน​ก็​ประ​หลาด​ใจ​เกี่ยว​กับ​เรื่อง​ที่​คน​เลี้ยง​แกะ​บอก​กับ​เขา  (ลูกา 2:15-18 มตฐ.)

ผู้เลี้ยงแกะประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์จากประสบการณ์ตรงที่พวกเขาได้ประสบแก่ผู้คนที่พวกเขาพบเห็น   แต่ไม่ใช่ประกาศข่าวดีตามหลักการความเชื่อที่ขาดประสบการณ์ตรงของคนที่ประกาศฯ   ที่ขาดน้ำหนักหลักฐานความน่าเชื่อถือ   คนเลี้ยงแกะสามารถชี้ประจักษ์เหตุการณ์ที่พวกเขาพบเห็นในเวลานั้น   จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจริงในเวลานั้น   และทุกคนที่ต้องการรู้จริงสามารถมีประสบการณ์ตรงกับเหตุการณ์เช่นนั้นได้   การประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์จึงเป็นการประกาศจากปากต่อปาก จากชีวิตถึงชีวิต

การประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์  มิใช่เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่ง หรือ พันธกิจหนึ่งที่คริสตชนพึงกระทำเท่านั้น   แต่เป็นเหตุการณ์ในชีวิตจริงของเราที่ได้สัมผัสมีประสบการณ์กับพระเยซูคริสต์   แล้วพบสิ่งดี ๆ มีคุณค่าที่ต้องการจะแบ่งปันบอกต่อคนรอบข้างที่เราพบประสบ   เป็นการประกาศข่าวดีของพระคริสต์ที่มาจากประสบการณ์ตรงและแรงบันดาลใจจากก้นบึ้งจิตใจของเรา   จากความปรารถนาที่ต้องการให้คนอื่น ๆ ได้สิ่งดี ๆ ที่เราได้รับในชีวิต   การประกาศข่าวดีเช่นนี้จึงเกิดจากจิตใจรักเมตตา   การประกาศข่าวดีฯ เช่นนี้กระทำได้ในทุกสถานการณ์และทุกบริบทชีวิตจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตคริสตชนของเราแต่ละคน

คนเลี้ยงแกะมิได้ “ประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์เป็นอาชีพ”  เพราะอาชีพของเขาคือเลี้ยงดูแลรักษาฝูงแกะ   แต่เขาประกาศข่าวดีที่เป็นประสบการณ์ตรงในวิถีการดำเนินชีวิตของเขา   เมื่อเขามาพบเหตุการณ์ความจริงที่ยิ่งใหญ่ตามที่ทูตสวรรค์แจ้งแก่เขาแล้ว   เมื่อเดินทางกลับไปที่ฝูงแกะเขาบอกกล่าวเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เขาพบเห็นแก่ผู้คนรอบข้าง   คนเลี้ยงแกะประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ในวิถีชีวิตประจำวันของเขา

สิ่งที่น่าสังเกตคือ   คนเลี้ยงแกะประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่อัศจรรย์ในชีวิตของพวกเขา   พวกเขาตื่นเต้น ชื่นชมยินดี  มีจิตใจที่ขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจ้าจนไม่สามารถเก็บงำเก็บเงียบไว้คนเดียวได้   พวกเขาจึงป่าวประกาศถึงข่าวดีที่กำลังเกิดขึ้น   คนเลี้ยงแกะประกาศข่าวดีเพราะเขาประสบพบเจอมีประสบการณ์ตรงกับเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น   เขาจึงประกาศบอกเล่าให้คนอื่นเพื่อจะได้มีประสบการณ์ชีวิตอย่างพวกเขา   แต่คริสตชนปัจจุบันบางพวกคนบางกลุ่มทุ่มเทการประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์  ด้วยการสร้างเหตุการณ์ หรือ “อิเวนต์ใหญ่ ๆ ” เพื่อเป็นเครื่องดึงดูดความสนใจของผู้คนให้มาร่วมใน “อิเวนต์” นั้น  

ดูเป็นกระบวนการที่สวนทางกัน   คนเลี้ยงแกะประกาศข่าวดีจากประสบการณ์ตรงที่พวกเขาได้รับจากพระราชกิจของพระเจ้า   แล้วบอกเล่าข่าวดีเหล่านั้นให้ผู้คนรับรู้และให้ไปพบเจอพระราชกิจที่น่าอัศจรรย์ของพระเจ้าด้วยชีวิตของแต่ละคนเอง   คนเลี้ยงแกะไม่ได้สร้างแรงดึงดูดให้ผู้คนสนใจที่ตัวพวกเขา   แต่เขาบอกเล่าให้ผู้คนสนใจพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงกระทำตามที่ทูตสวรรค์แจ้งแก่เขา    และทุกคนสามารถเข้าถึงเหตุการณ์แห่งพระราชกิจของพระเจ้าได้ตามสถานการณ์และสภาพชีวิตของตน

คนส่วนใหญ่จะสนใจหาแนวทางการแก้ปัญหาชีวิตต่อเมื่อเขาประสบกับ “วิกฤติชีวิต”   และถ้าเขาพบว่า ข่าวดีของพระเยซูคริสต์สามารถช่วยเขาให้เผชิญหน้าฝ่าฟันผ่านทะลุวิกฤตินั้นไปได้   ประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าในครั้งนั้นจะกลับกลายเป็น “ข่าวดีแห่งพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของเขา” และนี่คือข่าวดีที่เขาจะบอกเล่าแก่คนอื่น ๆ ต่อไป  (ดังตัวอย่างที่ผู้ประพันธ์ สดุดี บทที่ 103 กล่าวไว้)

ในคริสต์มาสและปีใหม่นี้   เรามีข่าวดีของพระคริสต์ในชีวิตของเราแล้วหรือยัง?   เรามีประสบการณ์ตรงกับพระราชกิจของพระคริสต์ในชีวิตของเราในเรื่องอะไร?   เป็นข่าวดีแห่งพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่เราจะบอกเล่าแก่ใครได้บ้าง?   คริสต์มาสและปีใหม่นี้ท่านปรารถนาให้ใครบ้างที่จะมีประสบการณ์ข่าวดีในชีวิตกับพระคริสต์?   ท่านรู้หรือยังว่า พระคริสต์ทรงเรียกท่านให้ทำอะไร? และ ทำอย่างไรในเรื่องนี้?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499