แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทดลอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทดลอง แสดงบทความทั้งหมด

31 สิงหาคม 2553

ของโอชะแห่งความชั่วร้าย

อ่านสดุดี 141:1-10
4ขออย่าให้จิตใจข้าพระองค์เอนเอียงไปหาความชั่วใดๆ
หรือให้ข้าพระองค์สาละวนอยู่กับการชั่วร้าย
ร่วมกับคนที่ทำความบาปผิด
และขออย่าให้ข้าพระองค์กินของโอชะของเขา (สดุดี 141:4)

กษัตริย์ดาวิดประพันธ์สดุดีบทที่ 141 จากประสบการณ์ของท่านที่ต้องปล้ำสู้กับการทดลองที่ดึงดูดให้ท่านมีใจเอนเอียงไปสู่การกระทำผิด ซึ่งแตกต่างจากสดุดีที่ประพันธ์ในบทอื่นๆ ที่การทดลองทำให้ผู้ถูกทดลองต้องทำความชั่วร้ายรุนแรงอันเป็นภัยคุกคามต่อสวัสดิภาพของชีวิต แต่การทดลองที่ปรากฏในสดุดีบทที่ 141 อันตรายที่เกิดจากการทดลองในที่นี้มิใช่การความรุนแรงจากการถูกล่อลวงให้กระทำผิด แต่การทดลองในสดุดีบทนี้มาในรูปแบบของการโน้มน้าวให้จิตใจเอนเอียงให้เข้าร่วมในการกระทำผิด และเห็นถึง “ความโอชะ” ของการกระทำผิดนั้น

น่าสังเกตว่า กษัตริย์ดาวิดรำพึงถึง “ความหอมหวานโอชะ” ของการกระทำผิด ท่านกล่าวถึงการทดลองในที่นี้ทำให้ผู้ถูกทดลองแทนที่จะมองเห็นความชั่วร้ายของการกระทำผิดอย่างในสดุดีบทอื่นๆ แต่ในสดุดี 141 กษัตริย์ดาวิดชี้ให้เห็นเล่ห์เหลี่ยมของผู้ทดลองที่ทำให้ผู้ถูกทดลองกลับมองเห็น “ความโอชะ” ของการกระทำผิดบาป คำว่า “ของโอชะ” ในข้อที่ 4 รากศัพท์ภาษาฮีบรูมีความหมายว่า สิ่งที่ทำให้ถูกตาตรึงใจ ความสวยงาม ความหวานชื่นอิ่มอกอิ่มใจ กษัตริย์ซาโลมอนใช้คำๆ นี้ในการพรรณนาถึงความงดงามของทรวดทรงหญิงที่โซโลมอนหลงรัก(บทเพลงโซโลมอน 1:16) หรือยังมีความหมายถึงรสชาติอันโอชะของอาหาร “น้ำที่ขโมยมาหวานดี และขนมที่รับประทานในที่ลับก็อร่อย” (สุภาษิต 9:17) หรือเสียงหวานชื่นตรึงใจของเสียงดนตรี (สดุดี 81:2) ความบาปสามารถแปลงโฉมให้ผู้คนมองว่าเป็น “ของโอชะ” “รื่นรมย์ยินดี” เป็นสิ่งที่น่าสนอกสนใจ และเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์

กษัตริย์ดาวิดรู้ดีว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความ “โอชะ สวยงาม และทรงคุณค่า” นั้นคือความเลวร้ายที่รุนแรง เป็นความขมขื่นที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง เป็นความเปื่อยเน่าที่ฉาบหุ้มด้วยความสวยงาม ดังนั้น ท่านจึงทูลขอต่อพระเจ้าว่า “ขออย่าให้จิตใจของข้าพระองค์เอนเอียงไปหาความชั่วใดๆ” ตามความหมายรากศัพท์เดิมในภาษาฮีบรูอาจจะแปลได้ว่า “ขอโปรดอย่าให้ข้าพระองค์โอนเอียงด้วยความสมัครใจไปในทางที่ชั่ว” ความบาปมิได้เกิดขึ้นจากการที่รีบเร่งกระทำในสิ่งที่ผิด แต่ความบาปเริ่มต้นจากภายในส่วนลึกแห่งจิตใจของเรา ที่ถูกโน้มน้าวทำให้เอนเอียงไปตามความบาปชั่วโดยเล่ห์อุบายของการทดลอง ที่ทำให้เรามองว่าการกระทำบาปชั่วเช่นนั้นไม่เห็นจะผิดหรือเลวร้ายรุนแรงแต่ประการใด แต่ถ้าเรายอมปล่อยใจให้เอนเอียงไปหาความบาปชั่วดังกล่าว หากถ้าเรายอมปล่อยจิตปล่อยใจให้ไปตามการยั่วยุด้วย “ของโอชะ” ของความชั่วร้าย เมื่อนั้น เราก็จะ “...สาละวนอยู่กับการชั่วร้ายร่วมกับคนที่กระทำความบาปผิด”

ดังนั้น การที่เราหลีกลี้ ปฏิเสธ “ของโอชะ” ของความชั่วร้าย ด้วยการตระหนักชัดว่านี่คือการทดลอง และรีบหันหลังให้กับมัน แต่เราไม่สามารถที่จะกระทำเช่นนี้ด้วยพละกำลังของเราเอง เราต้องการการทรงช่วยจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และเมื่อเราตัดสินใจ “ไม่เอนเอียงไปหาความชั่ว” แต่มุ่งมองไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดหัวใจทูลขอการทรงช่วยกู้จากพระองค์ พระองค์จะประทานการทรงช่วยเหลือแก่เรา

ในแต่ละวันจำเป็นที่เราต้องสำรวจและถามตนเองว่า
อะไรคือ “ของโอชะ” แห่งความบาปที่กำลังยั่วยวนเรา?
เรากำลังถูกการทดลองในเรื่องอะไร?
จิตใจของเราวันนี้ “เอนเอียง” ไปหาสิ่งใดกันแน่?

ในแต่ละวันจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องร้องทูลขออย่างกษัตริย์ดาวิด
บ่อยครั้งเรามีประสบการณ์อย่างดาวิดที่ชีวิตตกอยู่ในการล่อลวง
มีข้อเสนอที่ดูเหมือน “โอชะ” “หอมหวาน” ที่เราชื่นชอบ
แต่ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราตระหนักชัดทันทีว่า
นี่คือการทดลองของความบาป
นี่คือพลังอำนาจของการทดลองเพื่อทำร้ายและทำลาย

ดังนั้นให้เราอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างกษัตริย์ดาวิด
ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยให้เราอย่าได้มีจิตใจที่ “เอนเอียง” ไปหาความบาปชั่ว
ขอพระองค์คุ้มครองรักษาเราจากการที่ต้องตกลงในกับดัก “ความโอชะ”ของความบาป
การตกลงไปมีส่วนร่วมในการกระทำความชั่วร้ายเลวทราม ที่จะทำลายชีวิตจิตวิญญาณของเราและผู้อื่น

ขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง
ให้พ้นจากอำนาจแห่งความชั่วร้าย
ทรงนำข้าพระองค์ดำเนินไปบนเส้นทางของพระองค์
เติมเต็มจิตใจของข้าพระองค์ให้ปรารถนาพระองค์และความบริสุทธิ์ของพระองค์

16 กุมภาพันธ์ 2553

พระเยซูจะรู้ถึงความยากของการทำงานในยุคนี้หรือ?

เพราะเรามิได้มีมหาปุโรหิต ซึ่งไม่อาจจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา
แต่ทรงถูกลองใจเช่นเดียวกับเราทุกประการ กระนั้นก็ทรงปราศจากบาป
(ฮีบรู 4:15 อมตธรรมร่วมสมัย)

หลักคิดในการทำงาน
พระเยซูรู้ด้วยประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการต่อสู้กับการทดลอง ชัยชนะจะเป็นของเราได้โดยผ่านทางพระองค์

ในที่ทำงานเต็มไปด้วยการทดลอง นี่คือคำตอบจากคุณสมทรง เธอเป็นเลขานุการทางด้านกฎหมายในสำนักงานใหญ่แห่งหนึ่ง เธอนั่งเงียบในที่ทำงานของเธอแต่ภายในกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดกับการทดลอง

ไม่รู้ว่าคุณพจมานจะทำอย่างไร ถ้าเขารู้ว่าสุดารัตน์เป็นคนไร้ความสามารถ แต่ถ้าฉันจะบอกคุณพจมานถึงความผิดพลาดบางประการของสุดารัตน์ เขาอาจจะชื่นชอบฉันมากขึ้น... แน่นอน เธอกับฉันเป็นเพื่อนซี้กันอยู่แล้ว... แต่ว่าบางครั้งการที่เราจะได้เปรียบทางธุรกิจ คุณก็ต้องระมัดระวังตนเองให้ดีด้วย...

ถ้าอีตาสามารถแสดงอาการเย้ยหยันแดกดันฉันอีกครั้งหนึ่งล่ะก็..

จำเนียร ขอฉันช่วยซื้อกล่องใส่แผ่นดิสก์คอมพิวเตอร์สำหรับงานโครงการที่โรงเรียน ในสำนักงานของเรามีกล่องใส่แผ่นดิสก์มากมาย ฉันคิดว่าถ้าฉันจะเอาไปสักใบหนึ่งคงไม่มีใครในสำนักงานนี้จะรู้ แค่นี้ขนหน้าแข้งบริษัทไม่ร่วงหรอก

ถ้าเราไม่ระมัดระวัง ในเวลาที่เราถูกทดลองให้ทำในบางสิ่งบางอย่างที่รู้ในส่วนลึกของจิตใจว่าผิด เราก็ตกอยู่ในภาวะของการต่อสู้ภายในระหว่างตัวตนเดิมของเรากับชีวิตใหม่ที่เราได้รับทางพระคริสต์ “เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังขัดแย้งพระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ขัดแย้งเนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน ดังนั้นท่านทั้งหลายจึงไม่สามารถทำสิ่งที่ท่านปรารถนาจะทำ” (กาลาเทีย 5:17) แม้เราจะพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องมากแค่ไหนก็ตาม แต่เราถูกครอบงำให้ทำในสิ่งที่ผิด

ไม่มีใครที่เข้าใจเรื่องนี้ดีเกินไปกว่าพระเยซู ผู้ต่อสู้กับการทดลอง พระองค์ก็เป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน

ลองคิดดูซิว่า พระองค์จะมีความรู้สึกเช่นใดเมื่อคนในเมืองของพระองค์ไม่ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า แม้แต่สาวกของพระองค์ก็ทำให้พระองค์เสียพระทัยครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีใครชื่นชมและเข้าใจถึงพันธกิจของพระองค์ในโลกนี้ เหตุการณ์เหล่านี้น่าจะชวนให้พระองค์ท้อแท้ใจ “พอที...พระบิดา ข้าพระองค์ยอมแพ้แล้ว การที่พระองค์ส่งข้าพระองค์มาทำพันธกิจในโลกนี้ดูเป็นการไร้ค่า อุปสรรคมากมายใหญ่หลวงนัก”

มั่นใจได้ว่า พระเยซูถูกทำให้เกิดความรู้สึกที่ต้องการแก้เผ็ดศัตรูของพระองค์ เพราะพวกนี้ได้รวมหัวกันคิดอุบายวางกับดักทางบทบัญญัติ หลักการทางศาสนศาสตร์ และ กับดักทางการเมืองเพื่อจะจับผิดพระองค์ หาเหตุที่จะทำร้ายทำลายพระองค์เสีย เป็นการง่ายแค่ไหนที่พระองค์จะโต้ตอบศัตรูที่โป้ปดมดเท็จด้วยกับดักซ้อนกับดัก โต้ตอบความรุนแรงด้วยความรุนแรง

เมื่อฝูงชนห้อมล้อมและกลุ้มรุมยัดเยียดเข้าหาพระองค์ที่เหน็ดเหนื่อย ต่างไขว่คว้าจับฉวยพระองค์ให้ได้ ส่งเสียงร้องหาพระองค์ ในสภาพการณ์เช่นนี้เป็นการง่ายที่พระองค์จะหันมาตะโกนบอกฝูงชนว่า “ถอยออกไป... เราไม่สามารถช่วยทุกคนได้”

พระเยซูมีประสบการณ์ในความเป็นมนุษย์ที่ต้องการทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องต่อสู้กับสถานการณ์ที่บีบคั้นให้พระองค์ต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม พระองค์ได้ต่อสู้กับการทดลองที่ต้องการให้พระองค์ยอมจำนนต่ออารมณ์และความปรารถนาในความเป็นมนุษย์ในตัวของพระองค์ แต่พระองค์ยืนหยัดจงรักภักดีและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า

พระองค์ต้องการประทานพลังดังกล่าวแก่เราด้วยความรัก ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงเข้าใจเราเมื่อเราต้องพ่ายแพ้ต่อการทดลอง พระองค์พร้อมที่จะยกโทษแก่เราเมื่อเรายอมเข้ามาหาพระองค์ด้วยการสารภาพอย่างจริงใจ


อธิษฐาน

พระเจ้าที่รัก วันนี้ถ้าข้าพระองค์ถูกทดลอง...
ให้ข้าพระองค์ตอบแทนความเจ็บแสบด้วยการยอมรับความเจ็บปวด
ให้ทำงานเต็มความสามารถที่ทรงประทานให้ในตัวข้าพระองค์
ตั้งความปรารถนาของตนเองที่พระประสงค์ของพระองค์

โปรดเตือนให้ข้าพระองค์ระลึกถึง พระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงรู้ถึงความเป็นมนุษย์
โปรดประทานชัยชนะแก่ข้าพระองค์ โดยทางกำลัง และ การอภัยโทษจากพระองค์ และ
โดยทางความรักของพระองค์ อาเมน

11 กุมภาพันธ์ 2553

ขอให้พ้นจากสิ่งชั่วร้าย

พระเยซูทรงเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
ทรงกลับจากแม่น้ำจอร์แดน และพระวิญญาณทรงนำพระองค์ไปในถิ่นทุรกันดาร
ที่ซึ่งพระองค์ทรงถูกมารทดลองถึงสี่สิบวัน (ลูกา 4:1-2ก; c 2002)

หลักคิดในการทำงาน

พระเยซูก็เป็นเหมือนเรา ที่ถูกการทดลองทั้งความสะดวกสบายทางกาย ความมั่งคั่งในทรัพย์สินสมบัติ และถูกหลอกล่อด้วยอำนาจ แต่พระองค์ยังสัตย์ซื่อต่อพระประสงค์ของพระเจ้า และเราก็สามารถเป็นเหมือนพระองค์ได้

ผมขอเล่าเรื่องอุปมาเกี่ยวกับคุณหฤทัย

คุณหฤทัย เป็นเจ้าหน้าที่บริหารท่านหนึ่งในโรงงานหัตถกรรมขนาดใหญ่ เธอเป็นคนที่เข้มแข็งในงานคริสตจักรและในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์

เมื่อไม่นานมานี้เธอต้องปล้ำสู้กับปัญหาหนึ่ง เธอต้องเผชิญกับความยากลำบากในการที่จะประยุกต์ใช้หลักการในพระคัมภีร์ในการตัดสินใจถึงสิ่งที่ท้าทายต่อหน้าเธอในที่ทำงาน ขณะเมื่อเธอมองรอบๆ สำนักงานที่สร้างด้วยโลหะโครเมียมกับกระจก ที่เรียงรายด้วยจอคอมพิวเตอร์ และในจอที่สิบที่กำลังเป็นเรื่องราวของถนนสายหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่คลาคล่ำเนืองแน่นไปด้วยรถ เธอเกิดความคิดในใจว่า ชีวิตและคำสอนของพระเยซูคริสต์จะเข้ากับสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร

เช้าวันหนึ่ง คุณหฤทัยได้รับโทรศัพท์จากคุณจำนงค์ ซึ่งเป็นประธานบริษัทแห่งหนึ่ง จำนงค์ได้เชิญคุณหฤทัยให้ไปรับประทานอาหารกลางวันกับเขา

“คุณหฤทัยครับ” จำนงค์เริ่มต้นเมื่อทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะอาหาร “ผมต้องการให้คุณมาทำงานในบริษัทของเรา”

จากนั้น คุณจำนงค์ได้ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งจากกระเป๋าเอกสารส่วนตัวของเขา “นี่คือรายการเงินเดือนของเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงสุดสิบคน คุณสามารถเป็นคนหนึ่งในรายการนั้น”

คุณหฤทัยมองไปที่ตัวเลขเงินเดือนหกหลักในรายการนั้น “มันน่าสนใจมากคุณจำนงค์” เธอพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก

“คุณหฤทัย คุณสามารถเป็นคนหนึ่งในรายการนั้น” คุณจำนงค์ตอบ “คุณเพียงแต่...(อะแฮ่ม)...คุณช่วยนำแฟ้มบางแฟ้มในบริษัทของคุณออกมา และแผ่นดิสก์ 2-3 แผ่นเกี่ยวกับสินค้าชิ้นใหม่ที่คาดว่าบริษัทของคุณจะนำออกสู่ตลาด รูปแบบของสินค้าใหม่... คุณรู้ดีในเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้

“อ้อ ในเวลาเดียวกัน” คุณจำนงค์พูดต่อ “เย็นพรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปดูบ้าน เป็นบ้านที่ทันสมัยสะดวกสบาย ซึ่งแตกต่างจากบ้านของเจ้าหน้าที่บริหารของเรา

“อีกเรื่องหนึ่ง คุณหฤทัย” คุณจำนงค์พูดต่อ “คุณปรีดา ประธานบริษัทของคุณ คุณก็รู้ว่าเขาไว้วางใจตัวคุณมากเพียงใด ผมเชื่อว่าเขาจะบอกคุณถึงแผนการระยะยาวของบริษัท ถ้าคุณจะถามเขา ถ้าคุณนำข้อมูลดังกล่าวมาด้วยล่ะก็...มันจะหนุนให้คุณเป็นคนหนึ่งในทีมผู้บริหารของเราเลยทีเดียว”

ในหัวของหฤทัยหมุนติ้ว “ดิฉันชื่นชอบในข้อเสนอของคุณมาก” หฤทัยตอบในที่สุด “ดิฉันขอเวลาคิดทบทวนสักหน่อย พรุ่งนี้ดิฉันจะให้คำตอบได้ไหม?”

ค่ำคืนนั้นเมื่อหฤทัยอยู่ที่บ้าน เธออ่านพระธรรมมัทธิวบทที่ 4 เรื่องราวที่พระเยซูคริสต์ถูกการทดลองในถิ่นทุรกันดาร เธอได้อ่านถึงเรื่องที่มารได้เสนอขนมปังเมื่อพระองค์กำลังหิวหลังจากที่ไม่ได้กินอะไรมา 40 วัน พระคัมภีร์เขียนถึงคำตอบพระเยซูว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้” (ข้อ 4)

“ไม่ใช่บ้านที่ใหญ่โตหรูหรากว่า ไม่ใช่เงินเดือนที่สูงกว่า” หฤทัยใคร่ครวญในใจของเธอ

เธออ่านต่อไปถึงข้อเสนอของมารที่จะให้สิทธิอำนาจแก่พระเยซูเหนือราชอาณาจักรทั้งหลายในโลกนี้
“อำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศเหมือนที่คุณจำนงค์เสนอเลย” หฤทัยคิด

เช้าวันรุ่งขึ้น ในห้องทำงานอันทันสมัยทุกอย่างสั่งการด้วยระบบอิเลคทรอนิกส์ และควบคุมด้วยเครื่องมือไฮเทค หฤทัยพบว่า คำสอนของพระเยซูคริสต์ช่างทันสมัยเหมาะเจาะกับชีวิตจริงในปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้เธอรู้และมั่นใจว่า อะไรคือคำตอบที่เธอจะให้กับคุณจำนงค์

อธิษฐาน

พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อข้าพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจเลือกเมื่อถูกการลองใจ โปรดประทานความแหลมคมแก่ดวงตาภายในข้าพระองค์ที่จะรู้ว่า พระองค์จะทรงเลือกสิ่งใด และโปรดประทานกำลังแก่ข้าพระองค์ที่จะเลือกในสิ่งนั้น อาเมน

09 กุมภาพันธ์ 2553

การทดลอง

องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดประทานพลังที่สามารถเอาชนะการทดลอง
ดั่งที่พระองค์ทรงชนะแล้วในถิ่นทุรกันดาร

การที่ชีวิตจะมีชัยเหนือการทดลองได้ก็ต่อเมื่อท่านเห็นการทดลองว่าเป็นการทดลอง แล้วไม่นำตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทดลองนั้น หรือถ้าต้องเผชิญหน้ากับการทดลองก็ด้วยพระราชอำนาจ และ ฤทธิ์เดชจากเบื้องบน

ประแรกและประการสำคัญคือ เราต้องมอง และ รู้เท่าทันว่า นั่นคือการทดลอง เพราะการทดลองที่มาถึงคนเรานั้นมักมาในรูปแบบลักษณะของสิ่งให้เกิดความรื่นรมย์ ชื่นชอบ เป็นผลประโยชน์แก่เรา ดังนั้น การที่แต่ละคนรู้เท่าทันสิ่งที่กำลังเข้ามานั้นว่า มันคือการทดลองจึงเป็นจุดยืนที่สำคัญยิ่งต่อการที่เราจะมีชัยเหนือการทดลอง ถ้ามิเช่นนั้นแล้วเราก็จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือ ยอมรับสิ่งนั้นอย่าง “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”

ประการสำคัญที่สองคือ เมื่อเรารู้เท่าทันว่านั่นคือการทดลอง เราต้อง “แยก” หรือไม่นำตนเองเข้าไปเกลือกกลั้ว ยุ่งเกี่ยวในเหตุการณ์นั้น หรือ ในสิ่งนั้น ดังที่พระเยซูคริสต์สอนสาวกของพระองค์อธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้าว่า “...ขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง...”

ทั้งนี้เพราะการทดลองคือการที่อำนาจร้ายพลังชั่วที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการมีอำนาจเหนือเรา ต้องการจะครอบงำและบงการชีวิตของเราให้เป็นไปตามความต้องการของมัน ความมุ่งหมายอีกประการหนึ่งของการทดลองคือ แผนการของอำนาจร้ายพลังชั่วต้องการขัดขวาง และ พยายามตัดขาดความสัมพันธ์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราแต่ละคน เพื่อให้เราหลุดออกจากพลังแห่งความรักเมตตาของพระองค์ แล้วมันสามารถเข้ามาเป็นเจ้าของและควบคุมชีวิตของคนๆ นั้นได้อย่างง่ายดาย

อำนาจร้ายพลังชั่วจะทำการทดลองมนุษย์ด้วยการทำให้เกิดความสับสน ว้าวุ่นใจในการทำสิ่งดีสิ่งที่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉุดรั้งเราจากการทำสิ่งดีตามพระประสงค์ ทำให้เกิดความสงสัยแล้วใส่มุมมองเชิงลบ เช่น เรามีความสามารถที่จำกัด หรือ ความรู้สึกว่าคนอื่นอาจจะไม่เห็นด้วย กล่าวคือมุมมองถึงความอ่อนด้อย จำกัด และทำลายความเชื่อมั่นในตนเอง นั่นคือทำให้คนๆ นั้นมองเข้าไปในชีวิตของตนเองว่าไม่มีพลังไร้คุณค่า สิ่งนี้คือวิธีการของอำนาจร้ายพลังชั่วเข้ามามีอำนาจเหนือการมองและการรับรู้ของคนๆ นั้น ทำให้พลังภายในชีวิตของคนๆ นั้นสั่นคลอน หวั่นไหว ไม่มั่นใจ จึงไม่สามารถยืนหยัดในชีวิตอย่างมั่นคงได้

การทำงานของอำนาจร้ายพลังชั่วอีกลักษณะหนึ่งคือ การโหมกระหน่ำด้วยกระแสสังคม หรือ กระแสประชานิยม ที่พยายามกล่อม กรอกหู ให้คนๆ นั้น สับสนจนต้องยอมรับว่า “คนส่วนใหญ่” “เสียงส่วนใหญ่” คิดและตัดสินใจทำแตกต่างจากเรา จากนั้นพัฒนาไปสู่การรับรู้ว่าเรากำลังแตกต่างแปลกแยกจากคนอื่น แล้วกระตุ้นให้เกิดความกลัวว่าคนอื่นจะไม่ยอมรับตนเอง ตนเองจะถูกโดดเดี่ยว ตนเองวิ่งไม่ทันคนอื่น และทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ก็เพื่อที่จะผลักดันให้เราออกและไปให้ห่างไกลจากพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้าทั้งในความคิด ความเชื่อ การตัดสินใจ และ การกระทำ มันจะฉุดลากและแยกเราห่างจากพระเจ้าให้มากที่สุด

ด้วยเหตุนี้จึงน่าสังเกตว่า ในคำอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวก ได้ให้สาวกทูลขอต่อพระเจ้ามิให้เราแต่ละคนเข้าไปสู่การทดลองนั่นเป็นประการแรก แต่ถ้าอำนาจร้ายพลังชั่วโหมกระหน่ำการทดลองเข้าสู่ชีวิตของเราแต่ละคน กล่าวคือเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางชีวิตและสถานการณ์การทดลองพึงรู้และตระหนักชัดมั่นคงเสมอว่า เราสามารถพ้นจากอำนาจความชั่วร้ายด้วย “พระราชอำนาจ ฤทธิ์เดช และพระสิริของพระเจ้า” หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ด้วยพระราชอำนาจ ฤทธิ์เดช และความรักของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทรงปกป้องเราไม่ให้ตกอยู่ท่ามกลางการทดลอง หรือถ้าต้องอยู่ท่ามกลางการทดลองไม่ลืมว่า เราสามารถชนะการทดลองด้วยอำนาจจากเบื้องบน และ ฤทธิ์เดชจากพระเจ้า แต่ทั้งสิ้นนี้มิใช่ชัยชนะของเราแต่เพื่อชี้ให้เราและมนุษย์รอบข้างเรียนรู้ถึงพระเจ้าผู้มีอำนาจและพลังเหนือมารร้ายอำนาจชั่วทั้งมวล ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เพื่อถวายพระสิริแด่พระองค์

การทดลองเป็นสิ่งที่คริสตชนจะต้องรู้เท่าทันว่า นั่นคือการทดลอง และขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราไม่ให้ต้องตกอยู่ภายใต้การทดลอง แต่ถ้าเราจะต้องเผชิญหน้ากับการทดลองก็ขอให้พระราชอำนาจ และ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่จะทรงช่วยหนุนเสริมและปกป้องเราจากอำนาจร้ายพลังชั่วเหล่านั้น และสามารถมีชัยเหนืออำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นเพื่อเป็นที่ถวายพระสิริและพระเกียรติแด่พระเจ้า และชีวิตของเราเกิดการเรียนรู้และมีพลังแกร่งกล้ายิ่งขึ้นในความเชื่อและการดำเนินชีวิต