แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชัยชนะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชัยชนะ แสดงบทความทั้งหมด

15 พฤษภาคม 2557

กรอบคิดชัยชนะแบบไหน?

ถ้าจะกล่าวว่า  การชนะเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของผมคงไม่เกินความเป็นจริง   นอกจากมันซ่อนตัวในกระแสเลือดของผมแล้วมันยังฝังลึกในใต้จิตสำนึกของผม   และสิ่งนี้มันมิได้อยู่ในตัวผมเท่านั้น   แต่มันยังถ่ายทอดลงไปยังลูกสาวลูกชายของผมด้วย   ใช่ครับ  เขาต้องการมีชีวิตที่ชนะครับ   แต่การที่ใครจะชนะก็จะต้องลงในสังเวียนชีวิตของการแข่งขัน

ในสนามการทำงานเต็มไปด้วยการแข่งขัน   เพราะแต่ละคนในสนามการงานต่างต้องการชนะ เด่น ดี ดัง   ต่างต้องการทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ   ดังนั้น จะต้องหาทางทำงานให้ได้ผลงานมากกว่าคนอื่น  หรือ ทำงานให้เข้าตาเจ้านายมากกว่าคนอื่น   ชัยชนะที่กำลังพูดถึงนี้เป็นชัยชนะที่แต่ละคนต้องการให้ตนเองชนะ  เอาชนะแม้คนที่ทำงานในบริษัทเดียวกัน   ชนะแม้แต่คนที่ทำงานในองค์กรเดียวกัน   ชนะเพื่อตนเองจะโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ   เพื่อที่จะแสดงว่าตนเองมีความสามารถด้านต่างๆ เหนือกว่าคนอื่นๆ   เป็นชัยชนะที่ตนเองจะได้    เป็นชัยชนะที่เพื่อนที่ทำงานด้วยกันต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้  และสูญเสีย!?

ปัจจุบัน คนเราถูกหล่อหลอม หรือ ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลกระแสสังคมที่แข่งขันว่า   ชีวิตนี้ต้องชนะ   และยิ่งกว่านั้นต้องชนะเท่านั้น   ดังนั้น  เมื่อชีวิต “ไม่ชนะ” ไม่ได้อย่างใจคาดหวัง  หรือไม่ได้ดั่งใจที่คิดว่าตนควรจะได้   ก็รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม   รู้สึกว่าตนถูกเอารัดเอาเปรียบ   เกิดความท้อแท้ใจ   กำลังใจถดถอย  บ้างถึงขั้นต่อว่าพระเจ้าในใจว่า   ทำไมพระเจ้าไม่ใส่ใจตนบ้าง   ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยให้ตนชนะบ้าง?

เราจำเป็นที่จะต้องพิจารณากรอบคิดเรื่องชัยชนะของเราใหม่   ไม่เช่นนั้น กรอบคิดดังกล่าวจะกลับกลายเป็นอาวุธที่มาทิ่มแทงทำร้ายชีวิตของเรา   เช่น  กษัตริย์ซาอูลที่ต้องการให้ประชาชนยกย่องตนเองว่าเป็นผู้ที่มีชัยชนะ   แต่เมื่อได้ยินประชาชนร้องซ้องสรรเสริญดาวิดว่า   “ซาอูลฆ่าคนนับพัน   แต่ดาวิดฆ่าคนนับหมื่น”   เพราะการที่ซาอูลรับไม่ได้กับการที่ตนมิใช่ผู้ชนะ   และรับไม่ได้ที่มีคนที่เหนือกว่าตน  และเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงในความเป็นกษัตริย์ของเขา   เป็นเหตุให้ซาอูลต้องหาทางกำจัดดาวิดเสีย  

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าซาอูลชื่นชมในชัยชนะของดาวิด?

ปัจจุบัน   เราจำเป็นต้องเปลี่ยนกรอบคิดเรื่องชัยชนะในชีวิตเสียใหม่!    ดังนี้

1.   เครื่องวัดชัยชนะมิได้วัดด้วยคะแนนที่เราทำได้เสมอไป   ทีมงานที่ประสบชัยชนะมิใช่ทีมที่ทำคะแนนได้ดีที่สุด   แต่ทีมที่ยิ่งใหญ่คือทีมที่สามารถสกัดบทเรียนจากความพ่ายแพ้ หรือ ความล้มเหลวที่ผ่านมา   พวกเขาสามารถที่จะถอดบทเรียนจากครั้งที่ผ่านมาเพื่อใช้ปรับปรุงแก้ไข เพื่อประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนครั้งใหม่   ทีมนี้ยิ่งใหญ่เพราะเขาสามารถใช้โอกาสไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะที่จะสร้างการเรียนรู้ที่ลุ่มลึกมากกว่าชัยชนะที่ติดกรอบอยู่กับการแพ้หรือชนะคู่แข่งเท่านั้น

2.บางครั้งการที่คู่แข่งของเราประสบชัยชนะก็ดีกว่าที่เราชนะ   ยิ่งผมแก่เฒ่าลงมากแค่ไหน   ผมกลับมีความชื่นชมตื่นเต้นมากเมื่อเห็นคนอื่นประสบชัยชนะหรือเฉลิมฉลองในชัยชนะที่เขาได้รับ   ผมมีความรู้สึกชื่นอกชื่นใจและตื่นเต้นมากเมื่อเห็นคนรอบข้างได้รับชัยชนะ   ผมไม่จำเป็นที่จะต้องชนะ   แต่ผมใช้โอกาสและประสบการณ์ที่ได้รับในชีวิตที่ผ่านมาช่วยเอื้ออำนวยให้คนรอบข้างชื่นชมกับชัยชนะที่เขาได้รับ   ความสุขใจของผมคือผมไม่จำเป็นที่จะต้องชนะ   ผมต้องการเห็นคนรอบข้างที่ผมทำงานด้วยค้นพบตะลันต์ความสามารถที่จะนำมาใช้ในการทำงานชีวิตของเขา   เพื่อเขาจะได้ชัยชนะล้ำไปข้างหน้าผม  แสดงว่าองค์กรของเรามีอนาคต!

3.การที่ทำตนให้ได้รับชัยชนะใช้ความพยายามน้อยกว่าการที่ยอมหนุนให้คนอื่นชนะแทนที่ตนจะชนะ   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง   จะต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายเพื่อชนะใจตนเอง   ที่จะชื่นชมกับชัยชนะของคนรอบข้างที่เราทำงานหรือเกี่ยวข้องด้วย   นั่นหมายความว่าเราจะต้องทำอย่างที่เรามักได้รับการสอนว่า   “ให้เราทำดีที่สุด”   ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถจะควบคุมได้   แต่เราไม่สามารถที่จะควบคุมผลที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานนั้น   เราไม่รู้ว่าเกมการเมืองในองค์กร ในบริษัทของเราจะเป็นอย่างไร   แต่สิ่งที่เราสามารถให้กับองค์กรและคนรอบข้างคือการที่เราทำดีที่สุดเต็มความสมารถของเรา   และนี่คือสิ่งที่เราจะต้องทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่

กล่าวอีกนัยหนึ่งชัยชนะมิใช่เราได้รับผลที่เกิดจากการทำงานตามที่เราต้องการ ที่เราพอใจ    แต่ชัยชนะที่แท้จริงคือการที่เราทุ่มเทกำลังกาย  กำลังใจ  และกำลังสติปัญญาของเราทำงานนั้นๆ ให้ดีที่สุด   และพร้อมหนุนเสริมเพื่อนรอบข้างให้ประสบความสำเร็จและมีชัยในการงานที่กำลังทำอยู่   และชื่นชมในชัยชนะที่เขาได้รับ  

และที่สำคัญอย่างมากคือ   เหนือความชนะหรือพ่ายแพ้   ให้เราเรียนรู้ชีวิตและคุณค่าของชีวิตของทั้งเพื่อนรอบข้างและคุณค่าชีวิตของเราด้วย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

05 ธันวาคม 2553

ความรุนแรงแห่งโลกนี้

เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน
เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา
ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก
แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว
ยอห์น 16:33

ท่านที่รัก
ท่านคงมีคำถามคาใจว่า
ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าชนะโลกแล้ว
ทำไมท่านยังจะต้องได้รับความทุกข์ยากลำบาก

ท่านรู้แล้วว่า
ชัยชนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า มิใช่เพื่อพระองค์เอง
แต่เป็นชัยชนะสำหรับท่านและข้าพเจ้า
สำหรับลูกๆของพระองค์
องค์พระผู้เป็นเจ้าชนะการทดลองในทุกเรื่อง
องค์พระผู้เป็นเจ้าชนะในทุกความทุกข์ยาก ในทุกสถานการณ์

พลังแห่งความชั่วร้ายแผลงสุดฤทธิ์สุดเดชทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำลายองค์พระผู้เป็นเจ้า
แต่มันประสบความล้มเหลว
ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันล้มเหลวอย่างไรนอกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และ พระบิดาเท่านั้นที่รู้
จิตวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ยอมท้อถอย

ในสายตาของโลกนี้
แม้แต่สาวกที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้ายังมองว่าพระองค์พ่ายแพ้
พระองค์ถูกด่า
พระองค์ถูกถ่มน้ำลายรด
พระองค์ถูกเฆี่ยนตี

พวกสาวกเห็นว่าพระองค์สู้พวกศัตรูไม่ได้
แต่พวกสาวกไม่รู้ได้หรอกว่า จิตวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นไท
ไม่แตกสลาย และไม่มีใครจะทำอันตรายได้

เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเข้ามาในโลกนี้
เพื่อสำแดงพระเจ้าให้แก่มนุษย์
พระองค์ต้องการสำแดงให้พวกสาวกเห็นถึงพระเจ้า
พระเจ้าที่ความชั่วร้าย และ อำนาจแห่งความเลวร้าย
เอาชนะไม่ได้
ทำอันตรายไม่ได้ และ
ไม่สามารถแตะต้องพระองค์ได้

มนุษย์ไม่สามารถที่จะเห็นถึงพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ไม่มีใครแตะต้องได้
พระวิญญาณของพระองค์ที่อยู่เหนือความรุนแรง และ
พระวิญญาณของพระองค์ที่อยู่เหนือความเกลียดชังแห่งโลกนี้ และ
พระวิญญาณของพระองค์ที่สถิตอยู่ในที่ลับลี้แห่งพระบิดา
แต่มนุษย์สามารถที่จะมองเห็นร่างกายขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นขึ้นจากความตาย และ
มนุษย์สามารถเรียนรู้ว่า
แม้การที่มนุษย์พยายามที่จะล้างผลาญชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าในครั้งหลังสุด
ก็ไม่มีอำนาจและความสามารถที่จะแตะต้องพระองค์ได้

แต่ท่านจงมีจิตใจที่มั่นคงเถิด
เพราะท่านจะต้องมีส่วนร่วมในความยากลำบากขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ถ้าความชั่วร้ายปล่อยปละละเลย และไม่เผชิญหน้าท้าทายท่าน ก็แสดงว่าท่านเป็นพวกของมัน
แต่ถ้าความชั่วร้ายท้ายทายและเผชิญหน้าท่าน ทดลอง และ ทรมานบีบคั้นจนท่านต้องบาดเจ็บ
นั่นก็เพราะท่านอยู่ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้า และ เป็นมิตรสหายของพระองค์
จึงเป็นที่จงเกลียดจงชังของอำนาจแห่งความชั่วร้าย

แต่จงชื่นใจเถิด
ท่านเดินเคียงข้างไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
พระองค์มีชัยเหนือความชั่วร้ายในทุกจุด
มนุษย์จะสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้เหนือความสงสัย
เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นขึ้นจากความตายเท่านั้น และ
ในอำนาจแห่งชัยชนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ในวันนี้ท่านจึงเดินไปอย่างปลอดภัย
จึงไม่มีอันตรายใดที่จะมาแตะต้องชีวิตของท่านได้

11 กุมภาพันธ์ 2553

ขอให้พ้นจากสิ่งชั่วร้าย

พระเยซูทรงเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
ทรงกลับจากแม่น้ำจอร์แดน และพระวิญญาณทรงนำพระองค์ไปในถิ่นทุรกันดาร
ที่ซึ่งพระองค์ทรงถูกมารทดลองถึงสี่สิบวัน (ลูกา 4:1-2ก; c 2002)

หลักคิดในการทำงาน

พระเยซูก็เป็นเหมือนเรา ที่ถูกการทดลองทั้งความสะดวกสบายทางกาย ความมั่งคั่งในทรัพย์สินสมบัติ และถูกหลอกล่อด้วยอำนาจ แต่พระองค์ยังสัตย์ซื่อต่อพระประสงค์ของพระเจ้า และเราก็สามารถเป็นเหมือนพระองค์ได้

ผมขอเล่าเรื่องอุปมาเกี่ยวกับคุณหฤทัย

คุณหฤทัย เป็นเจ้าหน้าที่บริหารท่านหนึ่งในโรงงานหัตถกรรมขนาดใหญ่ เธอเป็นคนที่เข้มแข็งในงานคริสตจักรและในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์

เมื่อไม่นานมานี้เธอต้องปล้ำสู้กับปัญหาหนึ่ง เธอต้องเผชิญกับความยากลำบากในการที่จะประยุกต์ใช้หลักการในพระคัมภีร์ในการตัดสินใจถึงสิ่งที่ท้าทายต่อหน้าเธอในที่ทำงาน ขณะเมื่อเธอมองรอบๆ สำนักงานที่สร้างด้วยโลหะโครเมียมกับกระจก ที่เรียงรายด้วยจอคอมพิวเตอร์ และในจอที่สิบที่กำลังเป็นเรื่องราวของถนนสายหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่คลาคล่ำเนืองแน่นไปด้วยรถ เธอเกิดความคิดในใจว่า ชีวิตและคำสอนของพระเยซูคริสต์จะเข้ากับสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร

เช้าวันหนึ่ง คุณหฤทัยได้รับโทรศัพท์จากคุณจำนงค์ ซึ่งเป็นประธานบริษัทแห่งหนึ่ง จำนงค์ได้เชิญคุณหฤทัยให้ไปรับประทานอาหารกลางวันกับเขา

“คุณหฤทัยครับ” จำนงค์เริ่มต้นเมื่อทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะอาหาร “ผมต้องการให้คุณมาทำงานในบริษัทของเรา”

จากนั้น คุณจำนงค์ได้ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งจากกระเป๋าเอกสารส่วนตัวของเขา “นี่คือรายการเงินเดือนของเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงสุดสิบคน คุณสามารถเป็นคนหนึ่งในรายการนั้น”

คุณหฤทัยมองไปที่ตัวเลขเงินเดือนหกหลักในรายการนั้น “มันน่าสนใจมากคุณจำนงค์” เธอพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก

“คุณหฤทัย คุณสามารถเป็นคนหนึ่งในรายการนั้น” คุณจำนงค์ตอบ “คุณเพียงแต่...(อะแฮ่ม)...คุณช่วยนำแฟ้มบางแฟ้มในบริษัทของคุณออกมา และแผ่นดิสก์ 2-3 แผ่นเกี่ยวกับสินค้าชิ้นใหม่ที่คาดว่าบริษัทของคุณจะนำออกสู่ตลาด รูปแบบของสินค้าใหม่... คุณรู้ดีในเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้

“อ้อ ในเวลาเดียวกัน” คุณจำนงค์พูดต่อ “เย็นพรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปดูบ้าน เป็นบ้านที่ทันสมัยสะดวกสบาย ซึ่งแตกต่างจากบ้านของเจ้าหน้าที่บริหารของเรา

“อีกเรื่องหนึ่ง คุณหฤทัย” คุณจำนงค์พูดต่อ “คุณปรีดา ประธานบริษัทของคุณ คุณก็รู้ว่าเขาไว้วางใจตัวคุณมากเพียงใด ผมเชื่อว่าเขาจะบอกคุณถึงแผนการระยะยาวของบริษัท ถ้าคุณจะถามเขา ถ้าคุณนำข้อมูลดังกล่าวมาด้วยล่ะก็...มันจะหนุนให้คุณเป็นคนหนึ่งในทีมผู้บริหารของเราเลยทีเดียว”

ในหัวของหฤทัยหมุนติ้ว “ดิฉันชื่นชอบในข้อเสนอของคุณมาก” หฤทัยตอบในที่สุด “ดิฉันขอเวลาคิดทบทวนสักหน่อย พรุ่งนี้ดิฉันจะให้คำตอบได้ไหม?”

ค่ำคืนนั้นเมื่อหฤทัยอยู่ที่บ้าน เธออ่านพระธรรมมัทธิวบทที่ 4 เรื่องราวที่พระเยซูคริสต์ถูกการทดลองในถิ่นทุรกันดาร เธอได้อ่านถึงเรื่องที่มารได้เสนอขนมปังเมื่อพระองค์กำลังหิวหลังจากที่ไม่ได้กินอะไรมา 40 วัน พระคัมภีร์เขียนถึงคำตอบพระเยซูว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้” (ข้อ 4)

“ไม่ใช่บ้านที่ใหญ่โตหรูหรากว่า ไม่ใช่เงินเดือนที่สูงกว่า” หฤทัยใคร่ครวญในใจของเธอ

เธออ่านต่อไปถึงข้อเสนอของมารที่จะให้สิทธิอำนาจแก่พระเยซูเหนือราชอาณาจักรทั้งหลายในโลกนี้
“อำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศเหมือนที่คุณจำนงค์เสนอเลย” หฤทัยคิด

เช้าวันรุ่งขึ้น ในห้องทำงานอันทันสมัยทุกอย่างสั่งการด้วยระบบอิเลคทรอนิกส์ และควบคุมด้วยเครื่องมือไฮเทค หฤทัยพบว่า คำสอนของพระเยซูคริสต์ช่างทันสมัยเหมาะเจาะกับชีวิตจริงในปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้เธอรู้และมั่นใจว่า อะไรคือคำตอบที่เธอจะให้กับคุณจำนงค์

อธิษฐาน

พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อข้าพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจเลือกเมื่อถูกการลองใจ โปรดประทานความแหลมคมแก่ดวงตาภายในข้าพระองค์ที่จะรู้ว่า พระองค์จะทรงเลือกสิ่งใด และโปรดประทานกำลังแก่ข้าพระองค์ที่จะเลือกในสิ่งนั้น อาเมน