แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรอบคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรอบคิด แสดงบทความทั้งหมด

16 มกราคม 2562

กรอบคิดมาจากไหน?

พ่อ:     วันนี้วันเด็ก   ลูกจะไปไหน?
ลูก:     จะไปโรงเรียน
พ่อ:     ไปทำอะไร?                                           ทำอะไร?
ลูก:     ไปเต้นบนเวที
พ่อ:     เต้นอย่างไง?                                          ทำอย่างไร?
ลูก:     (ลูกเต้นให้พ่อดู)
พ่อ:     แล้วเขาจะให้อะไรลูก?                               เขาจะให้อะไร?
ลูก:     (ทำหน้าเหรอหรา  ไม่รู้จะตอบอย่างไร)
พ่อ:     แล้วลูกจะได้อะไร?                                   ลูกจะได้อะไร?
ลูก:     ???

พ่อไม่รู้หรอกว่า  คำถามของตนนั้นกำลังกำหนดกรอบคิด (หรือวางฐานคิด) ให้กับลูก
กรอบคิดของพ่อคือ...

ต้องรู้ว่าจะทำอะไร?   แล้วต้องรู้ต่อมาว่า ทำอย่างไร? (ต้องทำได้)   ทำแล้วตนจะได้ผลประโยชน์อะไร?  หรือทำแล้วเขาจะให้อะไรแก่ตน?

เมื่อลูกไปร่วมงานวันเด็กแล้ว  ลูกก็ได้ประสบการณ์ตรง  เขาได้ขนมจากครู   ซึ่งเป็นการตอกย้ำคำถามของพ่อว่า  ทำแล้วตนจะต้องได้รับผลประโยชน์อะไร   เป็นสิ่งดี ๆ ที่ตนชอบ   นี่เป็นกรอบคิดของพ่อ   แต่เมื่อพ่อถามลูกอย่างเป็นระบบ   พ่อบางคนอาจจะไม่รู้หรอกว่า  เขากำลังวาง “กรอบคิด” หรือ “หลักคิด” ให้กับลูก

ใช่แล้ว   พ่อกำลังวางกรอบคิดแบบ “ผลประโยชน์นิยม” ลงในตัวลูก  อย่างไม่รู้ตัว และ ไม่ตั้งใจ

แต่เมื่อกระบวนการแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดการก่อตัวกลายเป็นกรอบคิดในตัวลูก

กรอบคิดของพ่อ  เกิดการซึมซับ ถ่ายทอดไปก่อร่างเป็นกรอบคิดของลูก  ที่ทั้งพ่อและลูกไม่รู้ตัว

ณ วันนี้ ท่านมีกรอบคิดอะไร?   กรอบคิดแบบไหน?

ใครบ้างที่มีอิทธิพลทำให้เกิดการก่อตัวของกรอบคิดที่ท่านมีอยู่ในปัจจุบัน?

กรอบคิดของท่านมาจากไหน?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

15 มิถุนายน 2561

กรอบคิดกรอบเชื่อ ทำให้เขาเป็นอย่างที่เขาเชื่อและคิด

ถ้าเราเชื่อเราคิดตามกระแสโลกที่ล้อมรอบเรา  ความเชื่อความคิดของโลกก็จะมีอิทธิพลทำให้ชีวิตของเราเป็นไปตามกระแสสังคมโลก   เราเชื่ออย่างไรเราก็ถูกกำหนดถูกหล่อหลอมพฤติกรรมที่แสดงออกของเราไปตามอิทธิพลของกระแสคิดและเชื่อของสังคมดังกล่าว   พฤติกรรมที่เราแสดงออกคือตัวกำหนดเป้าหมายชีวิตของเรา   หลักการนี้เกิดเป็นจริงกับทั้งคริสตจักร  องค์กร  ประเทศ  หรือ แม้แต่สังคมโลกเราด้วย   กล่าวโดยภาพรวมคือ  ชีวิตของเราเป็นไปตามระบบคุณค่าและคุณธรรมที่เรายึดถือ  (ที่เป็นระบบคุณค่าที่กำหนดโดยกรอบคิดกรอบเชื่อของเรา)

ปัญหาที่น่าหนักใจคือ   คริสตชนถูกกรอบเชื่อกรอบคิดตามกระแสสังคมโลกปัจจุบันเข้ามาทำลายและเข้ายึดพื้นที่หลักเชื่อหลักคิดบนรากฐานสัจจะของพระกิตติคุณที่ควรจะเป็นรากฐาน หรือ แก่นกลางในกรอบคิดกรอบเชื่อของคริสตชน

แล้วหลักเชื่อหลักคิดตามกระแสสังคมโลกปัจจุบันที่แทรกซึมเข้ามายึดพื้นที่กรอบเชื่อความคิดของคริสตชนมีอะไรบ้าง?

1เสรีปัจเจกนิยม:  เข้ามาแทนที่ความเป็นไทในพระคริสต์ 

กรอบเชื่อกรอบคิดแห่งสัจจะของพระคริสต์เท่านั้นที่ให้ความเป็นไทแก่ชีวิตมนุษย์ที่พระคริสต์กอบกู้ให้หลุดรอดออกจากการครอบงำของอำนาจความบาปชั่ว   มาสู่ชีวิตที่เสรีหรือมีความเป็นไทในพระคริสต์  ที่ดำเนินชีวิตตามแผนการและพระประสงค์ของพระคริสต์  ในขณะที่เสรีปัจเจกนิยม  หรือ เสรีตามใจฉัน  ที่คน ๆ นั้นคิด ตัดสินใจ และมีพฤติกรรมตามใจตามความต้องการของตนเอง  จะผิดจะถูกอยู่ที่การพิจารณาตัดสินตามใจของเจ้าตัว  แม้คนอื่นจะมองว่าการทำเช่นนั้นไม่ถูกต้อง   แต่ถ้ามีประโยชน์ ดีต่อตนเอง  ก็จะตัดสินใจทำ  กลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว   เอาตนเองเป็นที่ตั้ง  อย่างที่ปรากฏในพระคัมภีร์ผู้วินิจฉัย 21:25 “ใน​สมัย​นั้น​ไม่​มี​กษัตริย์​ใน​อิส​รา​เอล ต่าง​ก็​ทำ​ตาม​ที่​ตน​เอง​เห็น​ชอบ”  หรือเป็นเหมือนผู้นำที่ชื่อว่าแซมสัน   ที่ตัดสินใจตามใจตนเอง  เมื่อแซมสันต้องการที่จะแต่งงาน  พ่อแม่ให้แซมสันหาหญิงที่เหมาะสมในหมู่อิสราเอล  มิใช่หญิงฟาลิสเตีย เพราะเขาเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า   แต่แซมสันกลับเอาแต่ใจตนเอง  ตอบพ่อแม่ว่า “ไป​ขอ​นาง​ให้​ลูก​ที เพราะ​นาง​ต้อง​ตา​ต้อง​ใจ​ลูก​มาก” (ผู้นิจฉัย 14:3 มตฐ.)

2โลกียนิยม หรือ โลกนิยม: 

พูดง่าย ๆ สั้น ๆ ของหลักเชื่อหลักคิดในที่นี้คือ “พระเจ้าไม่สำคัญ” “ไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้า”  เป็นการขับดันความคิดเรื่องพระเจ้าออกไปจากทุก ๆ มิติในชีวิตของเรา   จนถึงหน่วยย่อยลงไปทั้งในด้านการศึกษา  การปกครองสังคมชุมชน  ความสัมพันธ์ในครอบครัวถึงระดับประเทศ และ ในโลกปัจจุบัน   แต่ที่น่าหนักใจอย่างยิ่งคือ   คริสตชนจำนวนมากในปัจจุบันนี้ต้องตกอยู่ใต้อิทธิพล กรอบเชื่อกรอบคิดนี้  แม้ว่าคริสตชนกลุ่มนี้จะบอกตรง ๆ ว่าเขายังเชื่อในพระเจ้า  แต่คริสตชนกลุ่มนี้ดันให้พระเจ้าไปอยู่ในมุมที่ถูกจำกัดพื้นที่ทั้งกาละเทศะ  ให้พระเจ้าไปอยู่ที่คริสตจักรในวันอาทิตย์ตอนเช้าเท่านั้น   เขาไม่ให้พระเจ้าไปป้วนเปี้ยนในชีวิตประจำวันของเขา  ในที่ทำงาน  ในกลุ่มเพื่อ  ในชุมชนและประเทศ

3ไม่มีสัจจะที่ตายตัว: 

หลักคิดหลักเชื่อของคนกลุ่มนี้คือ  สัจจะของฉันไม่จำเป็นต้องเป็นหรือเหมือนสัจจะของคุณ  คนกลุ่มนี้จะคิดจะเชื่อว่า  สัจจะจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์แวดล้อม   ตามบริบท  ตามวัฒนธรรม  ดังนั้น จึงไม่มีสัจจะที่จริงแท้ตายตัว หรือ มีสัจจะที่เป็นหนึ่งเดียว   ดังนั้น  เขาจึงมิได้ยึดถือสัจจะหนึ่งเดียวของพระเจ้าที่จะใช้เป็นมาตรฐานในการชี้วัด   ซึ่งอิทธิพลความคิดเช่นนี้กำลังมีอิทธิพลอย่างมากในสังคมปัจจุบันนี้

คริสตชนจะต้องระมัดระวังในการดำเนินชีวิตประจำ   อย่าให้อิทธิพลความคิดความเชื่อทั้ง 3 ประการที่มีอิทธิพลของกระแสสังคมเข้ามาครอบงำกรอบคิดกรอบเชื่อของเรา  อิทธิพลทั้ง 3 ประการคือ เสรีปัจเจกนิยม  โลกียนิยม  และสัจจะความจริงแท้ไม่มีจริง  หรือ สัจจะความจริงไม่ใช่สิ่งตายตัว  แต่เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อมชีวิต

ถ้าสังคมถูกครอบงำด้วยอิทธิพลจากกระแสสังคมปัจจุบันทั้ง 3 ประการจะทำให้เกิดผลที่ตามมาคือ  สังคมที่เราอยู่จะมีแต่ผู้คนที่เอาตนเองเป็นที่ตั้งเป็นหลัก  เป็นคนที่เห็นแก่ตัว  สังคมก็จะเคลื่อนไปอย่างโงนเงน ไม่มั่นคง หวั่นไหว  นำสู่ความขัดแย้งวุ่นวาย   ผู้คนจะไม่มีใครที่จะอุทิศทุ่มเทเพื่อสัจจะสูงสุด  สำหรับคริสตชนคือพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์  

คริสตชนที่ถูกกระแสอิทธิพลนี้ครอบงำจะยังบอกคนอื่นว่า เขาเป็นสาวกของพระคริสต์  เขาเป็นคริสเตียน   แต่การคิดการตัดสินใจ และ พฤติกรรมที่เขาแสดงออกคือ   เขาเลือกทำตามสิ่งที่เขาเห็นว่าถูกว่าควรสำหรับเขา   เขาทำเพื่อความต้องการของตนเอง   เขาเห็นแก่ตนเองมากกว่าที่จะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า   สิ่งที่ตามมาในระยะยาว  เกิดความสับสน ขัดแย้ง ล่มจมขึ้นในวงการคริสตจักร และ สังคมโลกที่คนพวกนี้อาศัยอยู่

เมื่อรากฐานถูกทำลายลงแล้ว
คนชอบธรรมจะทำอะไรได้? (สดุดี 11:3 อมธ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

15 พฤษภาคม 2557

กรอบคิดชัยชนะแบบไหน?

ถ้าจะกล่าวว่า  การชนะเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของผมคงไม่เกินความเป็นจริง   นอกจากมันซ่อนตัวในกระแสเลือดของผมแล้วมันยังฝังลึกในใต้จิตสำนึกของผม   และสิ่งนี้มันมิได้อยู่ในตัวผมเท่านั้น   แต่มันยังถ่ายทอดลงไปยังลูกสาวลูกชายของผมด้วย   ใช่ครับ  เขาต้องการมีชีวิตที่ชนะครับ   แต่การที่ใครจะชนะก็จะต้องลงในสังเวียนชีวิตของการแข่งขัน

ในสนามการทำงานเต็มไปด้วยการแข่งขัน   เพราะแต่ละคนในสนามการงานต่างต้องการชนะ เด่น ดี ดัง   ต่างต้องการทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ   ดังนั้น จะต้องหาทางทำงานให้ได้ผลงานมากกว่าคนอื่น  หรือ ทำงานให้เข้าตาเจ้านายมากกว่าคนอื่น   ชัยชนะที่กำลังพูดถึงนี้เป็นชัยชนะที่แต่ละคนต้องการให้ตนเองชนะ  เอาชนะแม้คนที่ทำงานในบริษัทเดียวกัน   ชนะแม้แต่คนที่ทำงานในองค์กรเดียวกัน   ชนะเพื่อตนเองจะโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ   เพื่อที่จะแสดงว่าตนเองมีความสามารถด้านต่างๆ เหนือกว่าคนอื่นๆ   เป็นชัยชนะที่ตนเองจะได้    เป็นชัยชนะที่เพื่อนที่ทำงานด้วยกันต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้  และสูญเสีย!?

ปัจจุบัน คนเราถูกหล่อหลอม หรือ ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลกระแสสังคมที่แข่งขันว่า   ชีวิตนี้ต้องชนะ   และยิ่งกว่านั้นต้องชนะเท่านั้น   ดังนั้น  เมื่อชีวิต “ไม่ชนะ” ไม่ได้อย่างใจคาดหวัง  หรือไม่ได้ดั่งใจที่คิดว่าตนควรจะได้   ก็รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม   รู้สึกว่าตนถูกเอารัดเอาเปรียบ   เกิดความท้อแท้ใจ   กำลังใจถดถอย  บ้างถึงขั้นต่อว่าพระเจ้าในใจว่า   ทำไมพระเจ้าไม่ใส่ใจตนบ้าง   ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยให้ตนชนะบ้าง?

เราจำเป็นที่จะต้องพิจารณากรอบคิดเรื่องชัยชนะของเราใหม่   ไม่เช่นนั้น กรอบคิดดังกล่าวจะกลับกลายเป็นอาวุธที่มาทิ่มแทงทำร้ายชีวิตของเรา   เช่น  กษัตริย์ซาอูลที่ต้องการให้ประชาชนยกย่องตนเองว่าเป็นผู้ที่มีชัยชนะ   แต่เมื่อได้ยินประชาชนร้องซ้องสรรเสริญดาวิดว่า   “ซาอูลฆ่าคนนับพัน   แต่ดาวิดฆ่าคนนับหมื่น”   เพราะการที่ซาอูลรับไม่ได้กับการที่ตนมิใช่ผู้ชนะ   และรับไม่ได้ที่มีคนที่เหนือกว่าตน  และเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงในความเป็นกษัตริย์ของเขา   เป็นเหตุให้ซาอูลต้องหาทางกำจัดดาวิดเสีย  

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าซาอูลชื่นชมในชัยชนะของดาวิด?

ปัจจุบัน   เราจำเป็นต้องเปลี่ยนกรอบคิดเรื่องชัยชนะในชีวิตเสียใหม่!    ดังนี้

1.   เครื่องวัดชัยชนะมิได้วัดด้วยคะแนนที่เราทำได้เสมอไป   ทีมงานที่ประสบชัยชนะมิใช่ทีมที่ทำคะแนนได้ดีที่สุด   แต่ทีมที่ยิ่งใหญ่คือทีมที่สามารถสกัดบทเรียนจากความพ่ายแพ้ หรือ ความล้มเหลวที่ผ่านมา   พวกเขาสามารถที่จะถอดบทเรียนจากครั้งที่ผ่านมาเพื่อใช้ปรับปรุงแก้ไข เพื่อประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนครั้งใหม่   ทีมนี้ยิ่งใหญ่เพราะเขาสามารถใช้โอกาสไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะที่จะสร้างการเรียนรู้ที่ลุ่มลึกมากกว่าชัยชนะที่ติดกรอบอยู่กับการแพ้หรือชนะคู่แข่งเท่านั้น

2.บางครั้งการที่คู่แข่งของเราประสบชัยชนะก็ดีกว่าที่เราชนะ   ยิ่งผมแก่เฒ่าลงมากแค่ไหน   ผมกลับมีความชื่นชมตื่นเต้นมากเมื่อเห็นคนอื่นประสบชัยชนะหรือเฉลิมฉลองในชัยชนะที่เขาได้รับ   ผมมีความรู้สึกชื่นอกชื่นใจและตื่นเต้นมากเมื่อเห็นคนรอบข้างได้รับชัยชนะ   ผมไม่จำเป็นที่จะต้องชนะ   แต่ผมใช้โอกาสและประสบการณ์ที่ได้รับในชีวิตที่ผ่านมาช่วยเอื้ออำนวยให้คนรอบข้างชื่นชมกับชัยชนะที่เขาได้รับ   ความสุขใจของผมคือผมไม่จำเป็นที่จะต้องชนะ   ผมต้องการเห็นคนรอบข้างที่ผมทำงานด้วยค้นพบตะลันต์ความสามารถที่จะนำมาใช้ในการทำงานชีวิตของเขา   เพื่อเขาจะได้ชัยชนะล้ำไปข้างหน้าผม  แสดงว่าองค์กรของเรามีอนาคต!

3.การที่ทำตนให้ได้รับชัยชนะใช้ความพยายามน้อยกว่าการที่ยอมหนุนให้คนอื่นชนะแทนที่ตนจะชนะ   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง   จะต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายเพื่อชนะใจตนเอง   ที่จะชื่นชมกับชัยชนะของคนรอบข้างที่เราทำงานหรือเกี่ยวข้องด้วย   นั่นหมายความว่าเราจะต้องทำอย่างที่เรามักได้รับการสอนว่า   “ให้เราทำดีที่สุด”   ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถจะควบคุมได้   แต่เราไม่สามารถที่จะควบคุมผลที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานนั้น   เราไม่รู้ว่าเกมการเมืองในองค์กร ในบริษัทของเราจะเป็นอย่างไร   แต่สิ่งที่เราสามารถให้กับองค์กรและคนรอบข้างคือการที่เราทำดีที่สุดเต็มความสมารถของเรา   และนี่คือสิ่งที่เราจะต้องทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่

กล่าวอีกนัยหนึ่งชัยชนะมิใช่เราได้รับผลที่เกิดจากการทำงานตามที่เราต้องการ ที่เราพอใจ    แต่ชัยชนะที่แท้จริงคือการที่เราทุ่มเทกำลังกาย  กำลังใจ  และกำลังสติปัญญาของเราทำงานนั้นๆ ให้ดีที่สุด   และพร้อมหนุนเสริมเพื่อนรอบข้างให้ประสบความสำเร็จและมีชัยในการงานที่กำลังทำอยู่   และชื่นชมในชัยชนะที่เขาได้รับ  

และที่สำคัญอย่างมากคือ   เหนือความชนะหรือพ่ายแพ้   ให้เราเรียนรู้ชีวิตและคุณค่าของชีวิตของทั้งเพื่อนรอบข้างและคุณค่าชีวิตของเราด้วย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499