แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใคร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ใคร แสดงบทความทั้งหมด

23 เมษายน 2564

ใครจะเป็นกำลังใจให้คุณ...?

วันนี้ท่านต้องการได้รับกำลังใจไหม?

ถ้าท่านรู้สึกอยากยอมแพ้ยกธงขาว พระเจ้ายังจะเคียงข้างท่านไม่ทอดทิ้ง พระองค์เข้าใจอย่างดีในสถานการณ์ชีวิตของท่าน เพราะพระองค์ก็เคยผ่านพบวิกฤติชีวิตเช่นเดียวกันนี้มาก่อนเหมือนกัน พระองค์จะช่วยท่านให้สามารถยืนหยัดมั่นคงด้วยการหนุนช่วยจากพระคุณของพระองค์ ถ้าท่านสะดุดล้มลง พระองค์จะก้มลงพยุงท่านให้ลุกขึ้นใหม่

“ข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านสั้น ๆ ... มาให้กำลังใจท่านและเป็นพยานว่า
ทั้งหมดนี้คือพระคุณที่แท้จริงของพระเจ้า
จงยืนหยัดมั่นคงในพระคุณนี้”
(1เปโตร 5:12 อมธ.)

มิใช่เพราะท่านสมควรที่จะได้รับพระคุณของพระองค์ และท่านเองก็ไม่สามารถที่จะไขว่คว้าเอาพระคุณนั้นมาเป็นของท่านเอง แต่พระคุณพระเจ้าเป็นของประทานจากพระเจ้าที่มิได้คิดค่าราคาอะไรจากท่าน

พระคุณพระเจ้าที่หนุนเสริมท่าน พระคุณนี้จะให้ “ปัญญาที่รอบรู้และรอบคอบ”  ในเวลาที่ท่านถูกการทดสอบและทดลอง พระคัมภีร์ให้คำมั่นสัญญาว่า พระเจ้าจะประทานหนทางที่ท่านจะสามารถจะหลบหลีกหมากกลการล่อลวงนั้น เช่น อาจจะเป็นการที่ปิดการดูคลิปภาพเปลือยที่กำลังดูอยู่ หรือ การเดินเลี่ยงออกจากสถานการณ์ที่ไม่พึงอยู่ด้วย หรือ อาจจะเป็นการเปลี่ยนมุมมอง หรือ แนวคิดของท่าน พระเจ้าจะประทานช่องทางที่ท่านจะหลีกลี้หนีออกจากกับดักของการทดลองนั้น ๆ

พระคุณพระเจ้าที่หนุนเสริมพลังชีวิตในเวลาที่ท่านเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ ขอตั้งข้อสังเกตว่า “สิ่งที่ถูกต้อง” กับ “สิ่งที่ง่าย” ไม่เหมือนกันเสมอไปใช่ไหม? พระเจ้าประทานกำลังชีวิตแก่ท่านให้สามารถทำใน “สิ่งที่ถูกต้อง” ในเวลาที่ท่านเหนื่อยล้า หมดกำลังใจ ไม่ใช่ประทาน “สิ่งที่ง่าย”  อย่างที่ใจปรารถนาของเรา

ทุกสิ่งที่ท่านมีประสบการณ์ในชีวิต มีทั้งประสบการณ์ชีวิตที่เยี่ยมยอด กับ ประสบการณ์ชีวิตที่ย่ำแย่ แต่ทุกสถานการณ์ชีวิตของท่านอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า พระองค์คือผู้เดียวที่จะเสริมหนุนท่านผ่านทางพระคุณของพระองค์


20 มกราคม 2560

ถอดบทเรียนชีวิตที่พระคริสต์ “บ่มเพาะ” ในสาวก (5)

ใครคือเจ้านายตัวจริงในชีวิต

พระคริสต์มิได้ “บ่มเพาะชีวิตสาวก” ด้วยคำเทศน์ คำสอน หลักข้อเชื่อ และ การประกอบกิจในคริสตจักรเท่านั้น   แต่พระองค์ทรงใช้แบบอย่างการดำเนินชีวิตของพระองค์  พร้อมกับการกระตุ้นให้สาวกได้คิด  และท้าชวนให้เขาต้องตัดสินใจให้ปฏิบัติชีวิตสาวกของพระองค์ในชีวิตประจำวัน  ในทุกบริบทสถานการณ์ชีวิต              

ข้อเขียนตอนนี้เป็นตอนที่ 5 ในบทความเรื่อง ถอดบทเรียนชีวิตที่พระคริสต์ “บ่มเพาะ” ในชีวิตสาวก

ชายหนุ่มดีใจที่ได้พบกับพระเยซูคริสต์แล้วสนทนาพูดคุยกับพระองค์ด้วยความจริงใจ   เขาต้องการที่จะเป็นคนดีพร้อม  และมีชีวิตนิรันดร์  เขาจึงมาถามพระเยซูว่าเขาจะต้องทำอย่างไร?

“ท่าน​อา​จารย์ ข้าพ​เจ้า​จะ​ต้อง​ทำ​ความ​ดี​อะไร​บ้าง จึง​จะ​ได้​ชีวิต​นิรันดร์?” พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “ท่าน​ถาม​เรา​ถึง​สิ่ง​ที่​ดี​ทำไม? ผู้​ที่​ดี​มี​แต่​ผู้​เดียว  ถ้า​ท่าน​ต้อง​การ​จะ​เข้า​สู่​ชีวิต​ก็​ให้​ถือ​รัก​ษา​พระ​บัญ​ญัติ​ไว้”  คน​นั้น​ทูล​ถาม​ว่า “คือ​พระ​บัญ​ญัติ​ข้อ​ไหน​บ้าง?” พระ​เยซู​ตรัส​ว่า “‘ห้าม​ฆ่าคน ห้าม​ล่วง​ประ​เวณี​ผัว​เมีย​เขา ห้าม​ลักทรัพย์  ห้าม​เป็น​พยาน​เท็จ   จง​ให้​เกียรติ​บิดา​มารดา​ของ​ตน  และ​จง​รัก​เพื่อนบ้าน​เหมือน​รัก​ตน​เอง’   ชาย​หนุ่ม​คน​นั้น​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ข้าพ​เจ้า​รัก​ษา​ข้อ​เหล่า​นั้น​ทุก​ข้อ​อยู่​แล้ว ข้าพ​เจ้า​ยัง​ขาด​อะไร​อีก​บ้าง?”  พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ถ้า​ท่าน​ต้อง​การ​จะ​เป็น​คน​ดี​พร้อม จง​ไป​ขาย​ทรัพย์​สิ่ง​ของ​ที่​ท่าน​มี​อยู่​แจก​จ่าย​ให้​คน​ยาก​จน แล้ว​ท่าน​จะ​มี​ทรัพย์​สม​บัติ​ใน​สวรรค์ และ​จง​ตาม​เรา​มา”   เมื่อ​ชาย​หนุ่ม​ได้​ยิน​ถ้อย​คำ​นั้น​ก็​ออก​ไป​เป็น​ทุกข์ เพราะ​เขา​มี​ทรัพย์​สิน​จำนวน​มาก (มัทธิว 19:16-22 มตฐ.)

ประเด็นในเรื่องนี้ มิได้ขึ้นอยู่กับว่า   มีทรัพย์สินเงินทองมากน้อยแค่ไหน   แต่อยู่ที่ว่า ตนสามารถมีพลังอำนาจที่จะจัดการทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นอย่างไร   แต่ไม่พอ  ต้องมากกว่านั้นครับ   จะใช้อำนาจเพื่อจัดการใช้เงินทองความมั่งคั่งที่มีอยู่เพื่อตนเอง หรือ เพื่อใคร?  ซึ่งปกติมักเป็นการใช้ทรัพย์สินเงินทองตามความปรารถนาแห่งตน  หรือเพื่อที่จะทำให้ทรัพย์สินเงินทองนั้นเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น   แต่พระคริสต์กลับมีมุมมองที่สวนทางกับโลกนี้   เพราะพระองค์มองว่า ทรัพย์สินเงินทองความมั่งมีที่ใครคนใดคนหนึ่งมีอยู่เป็นของประทานจากพระเจ้า   และพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงประทานความมั่งคั่งแก่คนใดคนหนึ่งก็เพื่อที่คนนั้นจะเป็นตัวแทนของพระองค์ในการแจกจ่ายแบ่งปันความมั่งคั่งที่ได้รับจากพระเจ้า   เพื่อดูแลเอาใจใส่ผู้คนอื่น ๆ  มิใช่ด้วยเศษเสี้ยวที่เหลือ  แต่ทั้งหมดเพื่อพระองค์

“ไม่​มี​ใคร​เป็น​ข้า​สอง​เจ้า บ่าว​สอง​นาย​ได้ เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ชัง​นาย​ข้าง​หนึ่ง และ​รัก​นาย​อีก​ข้าง​หนึ่ง หรือ​เขา​จะ​นับ​ถือ​นาย​ฝ่าย​หนึ่ง และ​ดู​หมิ่น​นาย​อีก​ฝ่าย​หนึ่ง ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​รับใช้​พระ​เจ้า​และ​เงิน​ทอง​พร้อม​กัน​ไม่​ได้” (มัทธิว 6:24 มตฐ.)  เราบริหารจัดการเงินทองที่มีอยู่ หรือ เงินทองที่มีอยู่กลับมามีอำนาจจัดการชีวิตของเรา?

ตลอดวันนี้  ในฐานะสาวกของพระคริสต์  เมื่อเราจะใช้ทรัพย์สินเงินทองของเรา หรือ ที่เรามีอำนาจจะใช้มัน   ให้เราใคร่ครวญถามตนเองก่อนว่า   เราใช้ทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นเพื่อตนเอง  เพื่อชื่อเสียงของเรา  เพื่อให้คนอื่นยอมรับเรา  เพื่อเราจะมีตำแหน่งอำนาจ   หรือเราจะใช้ทรัพย์สินเงินทองที่เรามีอยู่ หรือ ที่เรารับผิดชอบเพื่อให้เกิดชีวิตใหม่ในพระคริสต์?  

และคงจะต้องถามว่า  ที่เราลุกขึ้นกระหืดกระหอบมาทำงานกันเพื่ออะไร?   เพื่อที่จะได้ทรัพย์สินเงินทองมาใช้? หรือ เพราะงานคือพื้นที่โอกาสชีวิตที่เราจะสำแดงชีวิตสาวกพระคริสต์ และ รับการทรงเสริมสร้างชีวิตของเราให้เป็นสาวกของพระองค์ในวันนี้มากยิ่งขึ้น?

เราสามารถจัดการและรับมือการใช้ทรัพย์สินเงินทองในชีวิตของเรา   หรือ เราจะใช้ทรัพย์สินเงินทองตามใจปรารถนาของเราเอง?   ถ้าเช่นนั้นเราคงต้องถามว่าใครคือ “เจ้านาย” ตัวจริงที่บงการชีวิตประจำวันของเรา?

หมายเหตุ: บทเรียนชีวิตเชิงปฏิบัติทั้ง 6 ประการผู้เขียนจะเสนอต่อจากนี้ในทุกวัน ๆ ละ 1 ประการ ตลอดสัปดาห์นี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

04 มิถุนายน 2558

ใครคือเจ้านายตัวจริงของท่าน?

เพราะ​ว่า​เรา​ไม่​ได้​ประกาศตัว​เอง
แต่​ประกาศ​ว่า​พระ​เยซู​คริสต์​ทรง​เป็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า
และ​ประกาศว่า​ตัว​เรา​เอง​เป็น​ทาส​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เพราะ​เห็น​แก่​พระ​เยซู  (2โครินธ์ 4:5 มตฐ.)

จอห์น เคนเน็ธ เกลเบรธ (John Kenneth Galbraith) นักเศรษฐศาสตร์เรืองนาม  ได้เขียนในอัตชีวประวัติของเขาตอนหนึ่ง  ถึงแม่บ้านประจำครอบครัวของเขา มิสซิส วิลสัน (Mrs. Wilson) ที่มีความจงรักภักดีอย่างมาก   เกลเบรธ   เล่าว่าวันนั้นเขารู้สึกอ่อนเพลียต้องการพักผ่อนอย่างมาก   เขาบอกกับแม่บ้านว่า ถ้ามีโทรศัพท์มาให้เธอเป็นคนรับสาย เขาต้องการหลับพักผ่อนสักพักหนึ่ง แล้วก็มีสายโทรศัพท์ดังเข้ามาจริง ๆ เป็นสายจากประธานาธิบดี  ลินดอน จอห์นสัน

“นี่ลินดอน จอห์นสัน พูดนะ”  เสียงจากปลายสายอีกข้างหนึ่ง “ขอช่วยเรียก เคนเน็ธ เกลเบรธ มารับสายหน่อย”
“เขากำลังหลับอยู่”  มิสซิส วิลสันตอบ “และเขาไม่ต้องการให้ใครรบกวนเขา”
“แต่ผมต้องการพูดกับเขาเดี๋ยวนี้”  ประธานาธิบดีตอบกลับ
“ไม่ได้ค่ะ...ท่านประธานาธิบดี”  มิสซิส วิลสัน สวนกลับ “ดิฉันทำงานให้กับคุณเกลเบรธ  ไม่ใช่ท่าน”

หลังจากนั้น 2-3 ชั่วโมง  ประธานาธิบดีโทรกลับมาใหม่  ท่านบอกกับเกลเบรธว่า “ช่วยบอกหญิงคนนั้นว่า ฉันต้องการเธอมาทำงานที่นี่ในทำเนียบขาว”

มิสซิส วิลสันรู้และตระหนักชัดถึงความสำคัญที่เธอจะต้องยืนหยัดสัตย์ซื่อทุ่มเทในการรับใช้เจ้านายของเธอ   ในฐานะที่เราเป็นผู้ติดตามพระคริสต์   เราก็ต้องยืนหยัดสัตย์ซื่อทุ่มเทชีวิตรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา   แม้จะมี “อำนาจ” หรือ “กระแสโลก” ที่พยายามฉุดกระชากลากเราออกจากการยืนหยัดสัตย์ซื่อทุ่มเทชีวิตชีวิตของเราต่อองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นก็ตาม

ให้เราดำเนินชีวิตที่ยืนหยัด สัตย์ซื่อ ทุ่มเทเพื่อพระคริสต์เหนือใครหรือสิ่งอื่นใด   อย่าให้ใครคนไหน หรือ สิ่งหนึ่งใดในโลกนี้มีความสำคัญมากกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เราจงรักภักดีสูงสุด 

จงยืนหยัด สัตย์ซื่ออย่างจริงใจต่อองค์พระเยซูคริสต์   เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดเหนือชีวิตของเรา   พระองค์เป็นเจ้านายตัวจริงในชีวิตของเราครับ

แล้วมี “อำนาจ” อะไรไหมในวันนี้   ที่เป็นตัวฉุดกระชากลากท่านให้ถอยห่างจากการจงรักภักดี สัตย์ซื่อ และทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อพระคริสต์?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

12 กันยายน 2557

ใครเป็นผู้จัดการชีวิตของท่าน?

ถ้าเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในปัจจุบัน   ใครที่จะโดยสารรถ (ติดตาม) ไปกับพระเยซูคริสต์   เราก็ต้องให้พระองค์เป็น “คนขับ” รถที่เราไปด้วยกันกับพระองค์   หรือ ถ้าพระคริสต์ใช้เราให้ขับรถนั้น   เราก็ต้องขับตามกำกับ หรือ ตามที่พระองค์ต้องการให้เราไปและต้องการให้เราขับอย่างไร

ท่านพร้อมที่จะให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้จัดการในชีวิตของท่านหรือไม่?

ปัญหาที่เราพบเสมอคือ   เราต้องการที่จะเป็นผู้จัดการชีวิตของเราเอง   และในส่วนลึกของจิตใจเรามักไม่ค่อยเห็นด้วยกับทิศทางที่พระองค์ทรงนำในชีวิตของเรา   บางครั้งก็เถียงหรือคัดค้านวิธีนำของพระองค์ในใจของเรา   เรามักลืมตัวคิดไปว่า เรารู้ดีในทุกเรื่อง   สาเหตุลึก ๆ ที่ทำให้เราต้องมีความเครียดในชีวิตก็เพราะเรามักสู้กับพระประสงค์และการทรงนำของพระองค์เสมอ   “ผมรู้นะว่าพระองค์ต้องการให้ผมทำอย่างงี้   แต่ใจผมต้องการทำอย่างนั้นมากกว่า”

ทุกเช้าเมื่อเราตื่นขึ้น  เรามีเรื่องที่ต้องตัดสินใจ...   ใครที่จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบชีวิตของเรา?   ใครจะเป็นผู้ที่ควบคุมชีวิตและสิ่งทั้งหลายในวันนี้  เราหรือพระเจ้า?   ใครจะควบคุมสถานการณ์ในวันนี้   เราหรือพระเจ้า?   เราต้องตัดสินใจในแต่ละวัน  ในแต่ละขณะ  เราต้องเป็นผู้ตัดสินใจ   เมื่อเราเลือกที่จะให้ตัวเราเองเป็นผู้จัดการชีวิตของเรา   มักนำมาซึ่งความขัดแย้ง  ความสับสน  และความตึงเครียดในชีวิต

พระเยซูได้กล่าวในมัทธิว 16:24 ว่า
“ถ้าใครต้องการจะติดตามเรา
ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง
รับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มตฐ.)

เมื่อเราตัดสินใจเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์   นั่นหมายความว่า เรามอบชีวิตของเราให้พระองค์เป็นผู้จัดการ   นั่นหมายความว่าเรา “ปฏิเสธที่จะเป็นผู้จัดการชีวิตของเราเอง”   แล้วดำเนินชีวิตตามที่พระองค์ชี้นำ   ไปทุกที่ที่พระองค์นำไป   แล้วทำตามสิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้เรากระทำในชีวิต  “แบกกางเขนของตนและตามพระองค์ไป”   ถ้าเป็นการขับรถยนต์ เราต้องยอมลุกจากที่นั่งของคนขับ   แล้วมอบให้พระองค์ทรงเป็นผู้ขับรถชีวิตของเรา  แล้วเราย้ายไปนั่งในที่นั่งของผู้โดยสาร

แต่ในความเป็นจริง   บ่อยครั้งที่เรายอมลุกจากที่นั่งคนขับ   มานั่งหลังคนขับ   เราเองยังไม่ลดละที่จะทำหน้าที่บทบาทของคนขับ   บ่อยครั้งใช่ไหมที่เราบอกพระองค์ว่า   ขอพระองค์ช่วยเลี้ยวซ้าย   ช่วยหยุดรถที   ขอพระองค์ขับช้าลง   เร่งพระองค์ขับให้เร็วทันใจเราหน่อย  บอกให้พระองค์ขับไปยังทิศทางที่เราต้องการไป...

เราไม่ได้เป็นคนขับ...   แต่เรากำลังกำกับการขับรถของคนขับมิใช่หรือ?

เราเคยกำกับการทรงนำของพระเจ้าใช่ไหม?

เราต้องการให้พระเจ้าช่วยในเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ป็นไปตามที่ใจของเราปรารถนา

เราต้องการแบกกางเขนแล้วตามพระองค์ไป   หรือเราต้องการให้พระเยซูแบกกางเขนของเรา แล้วเดินตามเราไป?

ปากบอกให้พระเจ้าทรงนำ   แต่เรากลับนำพระเจ้า!   ปากบอกว่าเราต้องการตามพระองค์ไป   แต่เราให้พระองค์ตามหาเรา?

ครูสอนเต้นรำบอกกับ ริก วอร์เรน และ ภรรยา เมื่อเขาไปเรียนเต้นรำว่า   ปัญหาใหญ่ของคนที่มาเรียนเต้นรำคือ  คู่เต้นรำมักบอกว่าให้อีกคนเป็นคนนำ   แต่ในภาคปฏิบัติมักพบว่าต่างคนต่างพยายามนำ   ผลที่เกิดขึ้นคือ   มักไปเหยียบเท้าของอีกคนหนึ่งเสมอ   และการเต้นรำก็จะถูกขัดจังหวะ  เกิดการสะดุด  

เมื่อเราพยายามที่จะนำพระเจ้า หรือ ควบคุมการทรงนำของพระองค์  จะด้วยตั้งใจทำหรือไม่ตั้งใจก็ตาม   ระวัง   ท่านอาจจะไปเหยียบ “เท้า” ของพระองค์เข้า!

สิ่งที่เราพึงกระทำคือ  เต็มใจและใส่ใจให้พระองค์ชี้นำในการดำเนินชีวิตของเรา   ให้พระเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในชีวิตของเรา  และให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้จัดการชีวิตของเรา

วันนี้เราคงต้องนั่งลงสำรวจและถามตนเองตรง ๆ ว่า...  
มีเรื่องอะไรบ้างในชีวิตของเราที่ยากหนักหนาที่จะยอมอย่างสิ้นเชิงต่อพระเจ้า?  
ท่านเคยมีเรื่องต่อล้อต่อเถียงกับพระเจ้าในจิตใจไหม?   เรื่องอะไร?
พฤติกรรมชีวิตในทุกวันนี้ของท่านแสดงว่าใครเป็นคนจัดการในชีวิตของท่าน?  

ถ้าท่านมอบให้พระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมจัดการชีวิตด้านต่าง ๆ ของท่าน   ท่านคิดว่า จะทำให้เกิดความแตกต่างในชีวิตของท่านอย่างไรบ้าง?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

31 กรกฎาคม 2557

ใครเป็นเจ้าของใคร?

หลายต่อหลายคนในปัจจุบัน  มี “สิ่งที่มีค่า” ที่ตนเองยอมทุ่มเงินซื้อไว้  ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรูราคาแพง   รถทันสมัยคันใหม่  แทปเลตรุ่นล่าสุด  สมาร์ทโฟนรุ่นเทคโนโลยีสูงสุด   ไปจนถึงสระว่ายน้ำในบ้านระดับมาตรฐาน   เรียกว่าเข้าเกณฑ์วัตถุนิยมเต็มขั้นอย่างงั้นเถิด  

แต่ขอโทษครับ บ้านหรูราคาแพงก็มีไว้ซุกหัวนอนในเวลากลางคืน   เพราะเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปบนท้องถนนและที่ทำงาน   รถคันงามทันสมัยก็แค่นาน ๆ เอาออกไปใช้ที   เพราะที่ใช้เป็นประจำก็เจ้ากระบะคู่ชีพคันเก่าที่ใช้ไปทำงาน   สมาร์ทโฟนก็เอาไว้คุยทางไลน์กับเพื่อนฝูง   แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีการงานธุรกิจอะไรมากมายที่ต้องติดต่อสื่อสาร   และที่มีแทปเลตรุ่นล่าสุดแท้จริงก็ไม่จำเป็นเพราะใช้สมาร์ทโฟนแทนได้   แต่ก็อีกนั่นแหละ  เพราะมันกลายเป็นเครื่องบ่งชี้สถานะของเราในสังคมไปเสียแล้วครับ   และที่จะโหลดดูหนังฟังเพลงก็เป็นเพียงบางครั้งที่พอจะมีเวลาเท่านั้น

ที่แย่ยิ่งกว่านี้   กลับมาคิดได้ว่า   ตอนแรกเราอยากจะเป็นเจ้าของสิ่งมีค่า ทันสมัย และ หรูเลิศเหล่านี้   แต่ ณ วันนี้เรากลับต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะหาเงินมาผ่อนสิ่งของที่เราอยากมี อยากได้ อยากเป็นเจ้าของ   ที่แย่เอามาก ๆ คือ  สิ่งเหล่านี้มันกำลังเข้ามาเป็นเจ้าของชีวิตเรา   มันเข้ามาครอบงำบงการชีวิตของเราเสียแล้ว

ไหนจะค่าใช้จ่ายจิปาถะในแต่ละวัน   แต่ที่ต้องทำเงินให้ได้ก็เพราะต้องเอามาผ่อนสิ่งที่อยากได้ใคร่เป็นเจ้าของ  แล้วยังต้องหาเงินมาชดใช้เงินที่ใช้ไปล่วงหน้าทางบัตรเครดิต   เหนื่อยนะครับ   ใครว่าไม่เหนื่อย   หลายคืนทำให้นอนไม่หลับ   บางคืนหลับไม่สนิท   สะดุ้งตื่นเพราะใบทวงหนี้ที่เราไม่สามารถจ่ายตามกำหนด

จริงเลยครับ   ของพวกนี้กำลังเข้ามาครอบงำเป็นเจ้าของชีวิตของเราเสียแล้ว!

ใช่สินะ   เรากำลังสร้างชีวิตของเรา   สร้างคุณค่าของเรา ด้วยวัตถุสิ่งของเหล่านี้   แต่เอาเข้าจริงเรากลับไม่มีเวลาที่จะใช้สิ่งเหล่านี้อย่างสมค่าราคา และ ได้ความสุขจากมันอย่างที่คาดคิด   แต่กลับเป็นทุกข์เพราะตกเป็นทาสของมัน! (ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อจะได้เงินไปจ่ายค่างวด)

ในฐานะคริสตชน   มีหลักคิดหลักเชื่อในเรื่องนี้ดังนี้ครับ

1.  คริสตชนต้องรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่แท้จริง

พระเยซูคริสต์ตั้งคำถามถามคนในสมัยของพระองค์   และถามเราคริสตชนในปัจจุบันว่า “...ถ้า(ท่าน)ได้สิ่งของหมดทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน?  ...คนนั้นจะนำอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา?” (มัทธิว 16:26) ในทัศนะของพระคริสต์ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด   เพราะไม่มีวัตถุสิ่งของประการใดที่จะนำมาแลกเอาชีวิตคืนมาได้   พระเจ้าประทานชีวิตแก่เราซึ่งเป็นของประทานที่มีค่าสูงสุดจากพระองค์  แล้วพระองค์ประทานวัตถุสิ่งของเพื่อรับใช้มนุษย์ในการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์

คริสตชนต้องระมัดระวังครับ   อย่าให้วัตถุสิ่งของเป็นสิ่งที่มีค่าเหนือชีวิตของเรา   นอกจากมันจะทำให้เราตกเป็นทาสของมันแล้ว   สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็น “รูปเคารพ” ในชีวิตของเราด้วย   “อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าใครรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น” (1ยอห์น 2:15)

ในการรับใช้พระเจ้า  ในการเลี้ยงดูฟูมฟักชีวิตประชากรของพระองค์  เราจะต้องรับใช้ตามพระประสงค์พระเจ้า   มิใช่รับใช้ด้วยเพราะเห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง  “จงเลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางพวกท่าน โดยเอาใจใส่ดูแล  ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจ แต่ด้วยความเต็มใจ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า  ไม่ใช่ด้วยใจโลภในทรัพย์สิ่งของ แต่ด้วยใจกระตือรือร้น” (1เปโตร 5:2 มตฐ.)

2.   คริสตชนต้องใช้วัตถุเงินทองให้เกิดคุณค่าแก่ชีวิตชุมชน

คำถามที่สำคัญคือ  คริสตชนจะใช้วัตถุสิ่งของและเงินทองที่พระเจ้าประทานแก่เราอย่างไร?   ในสมัยคริสตจักรเริ่มแรกในพระธรรมกิจการ   ผู้เชื่อได้ใช้ทรัพย์สินสิ่งของที่ตนมีค้ำจุนหนุนเสริมชุมชนผู้เชื่อให้สามารถอยู่รอดร่วมด้วยกัน  “...พวกเขาขายที่ดินและทรัพย์สิ่งของมาแบ่งให้แก่กันตามความจำเป็น” (กิจการ 2:45)   “คนทั้งหลายที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และไม่มีใครอ้างว่าสิ่งของที่ตนมีอยู่นั้นเป็นของตนเอง แต่ทั้งหมดเป็นของส่วนกลาง” (กิจการ 4:33 มตฐ.)

คุณค่าของทรัพย์สินสิ่งของเกิดจากการใช้สิ่งของที่มีด้วยน้ำใจที่แบ่งปัน เอื้ออาทรต่อกัน   และที่สำคัญคือ การแบ่งปันเกื้อหนุนกันนั้นไม่มีสิ่งเคลือบแฝง (อย่างการสร้างอิทธิพลแบบประชานิยม)   แต่กระทำด้วยความรักที่เสียสละแบบพระคริสต์   เปาโลกล่าวเรื่องนี้ไว้ว่า  “แม้ข้าพเจ้าจะบริจาคสิ่งของของข้าพเจ้าทุกอย่างหรือยอมให้เอาตัวไปเผาไฟ แต่ไม่มีความรัก ก็จะไม่เป็นประโยชน์กับข้าพเจ้า” (1โครินธ์ 13:3) ดังนั้น  การใช้ทรัพย์สินสิ่งของให้เกิดคุณค่านั้นเป็นการใช้ด้วยจิตใจที่รักเมตตา และ เสียสละแบบพระคริสต์ที่แบ่งปันเอื้ออาทรต่อกัน

3.   กลับใจใหม่ หัวใจใหม่ ท่าทีใหม่ในการใช้ทรัพย์สินเงินทอง

ตลอดชีวิตที่ผ่านมาศักเคียสหาทางกอบโกยเงินทองจากการเป็นคนเก็บภาษี  เขาสะสมสร้างความมั่งคั่ง   แต่เมื่อพระคริสต์ทรงเข้าไปในบ้าน ในชีวิตของเขา   ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลง   และสิ่งหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงคือ   เขาเปลี่ยนมุมมองต่อทรัพย์สินเงินทองที่เขามีอยู่   เขาใช้ทรัพย์สินเงินทองตามแบบความรัก เมตตา และ เสียสละแบบพระคริสต์   “ส่วนศักเคียสนั้นยืนขึ้นทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนยากจนครึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพระองค์โกงอะไรของใครมา ก็ยอมคืนให้เขาสี่เท่า” (ลูกา 19:8)

ศักเคียสใช้ทรัพย์สินเงินทองตามระบบคุณค่าและคุณธรรมในแผ่นดินของพระเจ้า  แล้วปัจจุบันเราใช้ทรัพย์สินเงินทองของเราตามระบบคุณค่าและคุณธรรมของใคร?

พระเยซูคริสต์สอนให้เราใช้ทรัพย์สินเงินทองที่เราได้รับ   เพื่อให้ชีวิตของเราเป็นคน “ดีพร้อม”  รากศัพท์ของคำว่า “ชีวิตที่ดีพร้อม” คือการที่ดำเนินชีวิตตามแบบของพระบิดาที่ทรงเป็นผู้ที่ดีพร้อม “เพราะฉะนั้นพวกท่านจงเป็นคนดีพร้อม เหมือนอย่างที่พระบิดาของท่าน ผู้สถิตในสวรรค์ทรงดีพร้อม” (มัทธิว 5:48 มตฐ.)   และพระองค์ตรัสอีกว่า “....ถ้าท่านต้องการจะเป็นคนดีพร้อม จงไปขายทรัพย์สิ่งของที่ท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนยากจน แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ และจงตามเรามา” (มาระโก 10:22 มตฐ.)


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

03 มีนาคม 2557

ใครคือศัตรูตัวจริงของท่าน?

จงรู้จักบังคับตนเองและตื่นตัวอยู่เสมอ
เพราะมารผู้เป็นศัตรูของท่านวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำราม เที่ยวหาเหยื่อเพื่อขย้ำกิน
(1เปโตร 5:8 อมต.)

ซานตานมารร้ายชอบและต้องการให้เราไม่รู้เท่าทันว่ามันมีบทบาทและอิทธิพลเช่นไรในความขัดแย้งต่างๆในชีวิตของเรา   ตราบใดที่เรามองหาทางที่จะจู่โจม ล้างผลาญ เอาชนะฝ่ายตรงกันข้าม   ในเวลาเช่นนั้นเองที่เรามองข้ามศัตรูตัวร้ายกาจอันตรายตัวจริง   จึงทำให้เรามิได้ระมัดระวังที่จะใส่ใจปกป้องตนเองจากอิทธิพลอำนาจแห่งมารร้ายนั้น   ทั้งยากอบ และ เปโตรต่างเตือนเราให้ตระหนักและรู้เท่าทันอำนาจที่อันตรายยิ่งนี้ว่า

“ดังนั้นแล้วท่านจงยอมจำนนต่อพระเจ้า จงยืนหยัดต่อสู้กับมารและมันจะหนีไปจากท่าน”(ยากอบ 4:7 อมต.)     “จงต่อต้านมาร ยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ...” (1เปโตร 5:9 อมต.)  เปาโลได้พูดชัดถึงอำนาจที่ชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในความขัดแย้งของเราว่า  “เพราะ​ว่า​เรา​ไม่ได้​ต่อสู้​กับ​เนื้อ​หนัง​และ​เลือด แต่​ต่อสู้​กับ​เทพ​ผู้​ครอง ศักดิ​เทพ เทพ​ผู้​ครอง​พิภพ​ใน​โมหะ​ความ​มืด​แห่ง​โลก​นี้ ต่อสู้​กับ​เหล่า​วิญญาณ​ที่​ชั่ว​ใน​สถาน​ฟ้า​อากาศ” (เอเฟซัส 6:12 มตฐ.)

ปัจจุบันนี้   เราตกหลุมพรางของอำนาจชั่วร้ายที่เป็นขั้วตรงกันข้ามสองลักษณะคือ   กลุ่มแรก เรามักลุ่มหลงในทรัพย์สิ่งของ  เงินทอง  อำนาจ  และความยิ่งใหญ่   ซึ่งสิ่งเหล่านี้เห็นชัดเป็นธรรมดาที่เราสามารถจับต้องและชี้วัดกันได้   เป็นหลุมพรางที่อยู่ในโลกแห่งวัตถุนิยม   และเมื่อใครก็ตามที่ตกลงหลุมพรางนี้ย่อมมีโอกาสที่จะต้องขัดแย้งกับคนอื่นๆ เพราะตนต้องสู้รบปรบมือกับคนอื่นในการแย่งชิงสิ่งดังกล่าวให้มาเป็นของตน  หรือปกป้องสิ่งดังกล่าวที่ตนมีอยู่แล้วไม่ให้หลุดลอยไปเป็นของคนอื่น

อีกหลุมพรางหนึ่งคือ คนที่ตกลงในหลุมพรางนี้จะมีจิตใจที่หมกมุ่นมืดมัวกับอำนาจที่ลึกลับ   ไม่สามารถเห็นด้วยตา หรือ สัมผัสด้วยมือ  แต่เป็นเรื่องการที่ตนต้องการหวังพึ่ง หรือ ยอมตนต่ออำนาจลับลึกเหล่านั้น   เพื่อหวังที่จะใช้อำนาจลับลึกเหล่านั้นหนุนเสริมเพิ่มพลังและบารมีแก่ตนเอง   หวังใช้อำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นในการแก้วิบากกรรมของชีวิตที่กำลังคืบคลานเข้ามา   เพื่อตนเองจะได้ในสิ่งที่ตนปรารถนาอยากได้ใคร่มี   เพื่อตนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่  เป็นผู้ชนะในที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม คริสตชนบางท่านบางกลุ่ม   ก็ไม่ผิดเพี้ยนไปจากคนที่ตกหลุมพรางลักษณะที่สองคือ   ที่เขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อต้องการใช้พระเจ้า หรือ ทำศาสนพิธีของคริสต์เพื่อหวังว่าพระเจ้าจะพอใจและช่วยในสิ่งที่เขาทูลขอต้องการ   แล้วความเชื่อของเขาจะเสื่อมน้อยถอยลงเมื่อ เขาไม่ได้สิ่งที่ทูลขอตามปรารถนาจากพระเจ้า  

แต่ยากอบ กล่าวชัด   ในการที่จะไม่ตกหลุมพรางมารร้ายทั้งสองหลุมพรางดังกล่าว   สิ่งแรกเราต้อง “...ยอมจำนนต่อพระเจ้า” ก่อน (4:7 อมต.)  แล้วจึงยืนหยัดต่อสู้กับมาร... (ข้อ 7)   ในการแก้ไขจัดการความขัดแย้งสำหรับคริสตชนแล้ว   สิ่งแรกที่จะต้องเริ่มต้นคือ “การจำนนตนเองต่อพระเจ้า” ก่อน   มิใช่การพิสูจน์ว่าตนเองถูกหรือผิด  จากนั้น  จะต้องรู้ว่า  ในความขัดแย้งนั้น ใครคือศัตรูตัวจริงของเรา   เปาโลเตือนคริสตชนชัดเจนว่า   ศัตรูตัวจริงในความขัดแย้งของเรานั้นเป็นอิทธิพลของอำนาจแห่งความชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในความขัดแย้ง   ยากที่เราจะมองเห็นด้วยตาของเรา  มันคอยสุมไฟแห่งความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น   สิ่งที่มารต้องการคือให้คู่ขัดแย้งพังพินาศไปด้วยกัน   และเหลือมันเท่านั้นที่จะยิ่งใหญ่   และมันจะช่วยให้ใครมีอำนาจ มั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ก็ต่อเมื่อคนๆ นั้นยอมตนสวามิภักดิ์ทำความชั่วร้ายที่มารมันต้องการ

เปาโลเรียกอำนาจชั่วร้ายเหล่านี้ในชื่อต่างๆ คือ  “...เทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้  (ท่าน)ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ” (เอเฟซัส 6:12 มตฐ.)

แล้วใครคือศัตรูตัวจริงของท่านในชีวิตทุกวันนี้ครับ?

ไม่ใช่คู่กรณีของท่านแน่   แต่เบื้องหลังที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกขัดแย้งกันเพราะ   มีอำนาจชั่วร้ายที่คอยสุมไฟอยู่ซึ่งทั้งสองฝ่ายมองข้าม  มองไม่เห็น  และบ่อยครั้งไม่รู้ตัว   แต่อำนาจชั่วร้ายกลับทำให้มุมมองที่มีต่อฝ่ายตรงกันข้ามว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตตัวร้ายกาจของตน   แล้วสุมไฟด้วยฟืนแห่งตัณหา ราคะ อยากได้อยากมีไม่สิ้นสุดในแต่ละคน   แล้วไฟแห่งความขัดแย้งก็ลุกขึ้น และ ถูกกระพือให้ไฟแรงขึ้นๆ

ยากอบบอกเราว่า   “อะไรคือต้นเหตุของการต่อสู้และการทะเลาะวิวาทในหมู่พวกท่าน? สิ่งเหล่านี้มาจากตัณหาซึ่งขับเคี่ยวกันภายในท่านไม่ใช่หรือ? ท่านอยากได้แต่ไม่ได้ ท่านฆ่าและละโมบของผู้อื่น     ท่านไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการก็วิวาทและต่อสู้กัน ท่านไม่มีเพราะไม่ได้ทูลขอพระเจ้า เมื่อท่านทูลขอท่านไม่ได้รับเพราะท่านขอด้วยแรงจูงใจผิดๆ เพื่อจะนำไปปรนเปรอตนเอง (ยากอบ 4:1-3 อมต.)

ดังนั้น   จุดเริ่มต้นของการสร้างสันติ และ การคืนดี คือ   การยอมจำนนต่อพระเจ้า   หรือ ฉบับมาตรฐานแปลว่า  “จงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า”  ทั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะไม่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลแห่งอำนาจชั่วร้ายที่เรามองไม่เห็น  แต่ยอมที่จะให้พระเจ้าทรงเปิดเผยพระประสงค์ในสถานการณ์นั้น   เพื่อเป็นแนวทางแห่งการสร้างสันติขึ้น   จากนั้นประการสำคัญต่อมาคือ  การต่อต้านมาร  ด้วยการยืนหยัดความเชื่อของเราในพระเจ้า

วันนี้ให้เราสู้กับศัตรูตัวจริงด้วยพระกำลังจากพระเจ้าครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

07 กุมภาพันธ์ 2557

ท่านกำลังรับใช้ใคร? อะไร?

ให้ทุกคนถือว่าเราเป็น…เหมือนคนรับใช้ของพระคริสต์
และเป็นผู้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า” (1โครินธ์ 4:1 มตฐ.)

เพราะฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์
ยังล้างเท้าของพวกท่าน
ท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย
เพราะว่าเราวางแบบอย่างแก่พวกท่านแล้ว
เพื่อให้ท่านทำเหมือนอย่างที่เราทำกับท่านด้วย (ยอห์น 13:14-15 มตฐ.)

สำหรับท่านการเป็นคนใช้มีความหมายว่าเช่นไร?

แต่ในโลกปัจจุบันนี้ความหมายของการเป็นคนรับใช้มีความหมายเอนเอียงไปทางลบ   คนที่เป็นคนใช้คือคนที่ต่ำต้อยคอยรับใช้คนอื่น   เป็นคนที่อ่อนแอต้องพึ่งพิงคนอื่น   แต่สำหรับคริสตชนแล้วการเป็นคนรับใช้คือสถานภาพที่พระคริสต์ทรงมอบหมายให้เรา

เปาโลกล่าวว่า  “ให้ทุกคนถือว่าเราเป็น…เหมือนคนรับใช้ของพระคริสต์และเป็นผู้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า” (1โครินธ์ 4:1 มตฐ.)   เปาโลเน้นย้ำในพระธรรมข้อนี้ว่า   ในฐานะที่เราเป็นคริสตชน  เราเป็นคนรับใช้ผู้คนรอบข้างเราในฐานะคนรับใช้ของพระคริสต์   และเรารับใช้พระองค์ในชีวิตประจำวัน   และในหน้าที่การงานที่เรารับผิดชอบ

เราจะเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ได้อย่างไร?

ถ้าใครก็ตามที่บอกว่าตนเองเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์   ประการแรกที่สุดคือเราต้องมีเป้าหมาย และ ความปรารถนาในชีวิตที่สอดคล้องเป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา

ผู้รับใช้ของพระคริสต์คือผู้ที่มีพระประสงค์ของพระคริสต์สำหรับชีวิต   เป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของตน

นั่นหมายความว่าการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน  แต่ละงาน  แต่ละสถานการณ์จะต้องดำเนินชีวิตตามที่พระคริสต์ประสงค์   แน่นอนว่า  การมีชีวิตที่รับใช้ตามน้ำพระทัยของพระคริสต์มิได้เกิดขึ้นหรือสำเร็จสมบูรณ์ทันที   ต้องมีการบ่มเพาะ  เลี้ยงดู  เสริมสร้างเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโต และ เกิดผลในชีวิต   นั่นหมายความว่า  คนรับใช้ของพระคริสต์แต่ละคนจะต้องดำเนินชีวิตตามแบบอย่างและเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน   นี่เป็นประการที่สอง

ถ้าชีวิตของเราจำเริญเติบโตเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   เราก็จะเต็มใจที่จะรับใช้พระคริสต์  และรับใช้ในทุกสถานการณ์ชีวิตในพระนามของพระคริสต์

ในพระธรรมยอห์น 13:14-15  ภายหลังที่พระคริสต์ก้มลงทำความสะอาดด้วยการล้างเท้าของสาวกแต่ละคนแล้วเช็ดจนแห้งแล้ว   พระองค์ตรัสสั่งสาวกของพระองค์ว่า 

เพราะฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์
ยังล้างเท้าของพวกท่าน
ท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย
เพราะว่าเราวางแบบอย่างแก่พวกท่านแล้ว
เพื่อให้ท่านทำเหมือนอย่างที่เราทำกับท่านด้วย (ยอห์น 13:14-15 มตฐ.)

พระเยซูคริสต์ตรัสแก่เราในวันนี้เช่นกันว่า   ให้เราทำอย่างที่พระองค์ทำ  ตามที่พระองค์เป็นแบบอย่างในชีวิตของเรา   บ่อยครั้งเมื่อเรารับใช้คนอื่นได้สร้างความอึดอัด  รู้สึกเสียหน้า   ต่ำต้อย  ไม่สบายใจ   แต่นั่นเป็นการที่เรายอมทำตามพระบัญชาของพระคริสต์   แต่เราไม่มีทางเลี่ยงถ้าเรายังเต็มใจต้องการเป็นสาวกของพระองค์   และที่สำคัญถ้าเรายอมกระทำตามแบบอย่างของพระคริสต์   เราจะได้รับการเสริมสร้างใหม่จากพระองค์  และเราจะเติบโตเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้นทุกวัน

คงมีสาวกหลายคนคิดในใจว่า   ถ้าให้ล้างเท้าของพระเยซูคริสต์   เท่าไหร่เท่ากันรับรองว่าตนยอมกระทำอย่างเต็มอกเต็มใจ  เพราะการรับใช้คนที่อยู่ในสถานภาพเหนือเราเป็นเรื่องปกติ และ ในบางกรณีมีเกียรติเสียอีก    แต่พระคริสต์ทรงเน้นว่าให้ล้างเท้าแก่เพื่อนสาวกด้วยกันนี่สิ   มันทำได้ยาก   มันเป็นหน้าที่ของคนใช้ในบ้าน   ไม่ใช่หน้าที่ของ “สาวก” ที่ติดตามพระเยซูคริสต์   เพราะเพื่อนสาวกอยู่ในระดับเดียวกับเราที่เรา   และลึกๆ แล้วเราต้องการแสดงให้เห็นว่าเราเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ   เพราะก่อนหน้านี้พวกสาวกเกิดความขัดแย้งกันว่าใครจะได้ตำแหน่งซ้ายขวาของพระเยซูคริสต์

พระองค์รู้ดีว่า   สาวกจะเกิดความไม่สบายใจอย่างยิ่งที่จะก้มลงล้างเท้าแก่เพื่อนสาวกคนอื่นๆ   เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของคนรับใช้ในบ้านในยุคนั้น    สิ่งที่สาวกทูลขอจากพระเยซูคริสต์คือ “ตำแหน่ง”   เพราะสาวกเห็นว่า “ตำแหน่ง” ดังกล่าวมีผลบ่งบอกถึงศักดิ์ศรี  ความสำคัญ  ชื่อเสียง  เกียรติยศ   การเป็นคนสำคัญของพระคริสต์   คนจะนับหน้าถือตา   และตนคาดหวังว่าจะมีอำนาจโดยปริยาย

ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า  หลังจากที่พระคริสต์ทรงบัญชาให้กระทำตามอย่างพระองค์   นอกจากเราไม่ได้เห็นสาวกก้มลงล้างเท้าของเพื่อนสาวกด้วยกันตามพระบัญชาแล้ว   ยังไม่มีสาวกแม้แต่คนเดียวที่ยอมก้มลงล้างเท้าให้แก่พระเยซูคริสต์  

ท่านพอจะมีคำตอบบ้างไหมครับว่าทำไมสาวกไม่ยอมทำตามพระบัญชาของพระคริสต์?

ปัจจุบันนี้การที่จะค้นหาคริสตชนที่หมกมุ่นควานหาตำแหน่งไม่ยากครับ   พบได้บ่อยออก

แต่คนที่ประกาศตัวว่า “เป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์”  มีมากมายหลายคน   แต่ก็ไม่ค่อยเห็นว่าคนพวกนี้ยอมมีชีวิตที่ก้มลงรับใช้คนรอบข้างในพระนามของพระคริสต์  ตามแบบอย่างที่พระองค์ทรงวางไว้   แต่กลับวิ่งบนเส้นทางคนละเส้นกับพระคริสต์   นอกจากไม่ทำแบบพระคริสต์แล้ว   ยังวิ่งสวนทางกับพระองค์ไขว่คว้าหาตำแหน่ง  ชื่อเสียง  และศักดิ์ศรีแห่งตนไม่รู้จักพอ?   ทั้งๆ ที่ปากบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญจีรังยั่งยืนก็ตาม

วันนี้ให้เรามีชีวิตตามพระบัญชา  ที่รับใช้คนรอบข้างอย่างพระคริสต์  ในพระนามของพระองค์!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

18 ตุลาคม 2556

ใครคือผู้รับใช้ของพระคริสต์?

อ่าน เอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​และ​
การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์
(เอเฟซัส 4:11-12 มตฐ. ในวงเล็บเป็น อมต.)

ใครคือผู้รับใช้ของพระคริสต์?  อย่างที่เราทราบแล้วว่า   สมาชิกคริสตจักรส่วนใหญ่ต่างชี้ไปทางเดียวกันคือ ศิษยาภิบาล หรือ ศาสนาจารย์ว่าเป็น “ผู้รับใช้” หรือ คนใช้ของพระคริสต์  กล่าวคือคนที่รับใช้พระคริสต์อย่างเป็นทางการเช่น เป็นผู้นำในการนมัสการพระเจ้า  อธิษฐาน  เทศนา  ไปเยี่ยมเยียนคนที่เจ็บป่วย   ดูแลกิจกรรม โปรแกรมต่างๆ ของคริสตจักรที่ตนเป็นศิษยาภิบาล และ ฯลฯ   และนี่คือความเข้าใจของสมาชิกส่วนใหญ่ว่าใครคือผู้รับใช้ของพระคริสต์

แต่นี่มิใช่เป็นสัจจะความจริงเรื่องผู้รับใช้ของพระคริสต์ตามคำสอนในพระคัมภีร์   ให้เราศึกษาเจาะลึกลงในพระธรรมเอเฟซัส 4:11-12   ในพระธรรมตอนนี้ได้กล่าวว่า  ผู้รับใช้ของพระคริสต์คือใคร 

พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวว่า อัครทูต  ผู้เผยพระวจนะ  ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ   ศิษยาภิบาล และ อาจารย์(ครูผู้สอน)   เป็นผู้ทำหน้าที่ “งานรับใช้” ในคริสตจักรหรือ?   เขาเป็นคนที่ลงมือลงชีวิตขับเคลื่อนรับใช้ในพันธกิจของคริสตจักรหรือ?

คำตอบคือไม่ใช่แน่นอน  

ถ้าตอบตามเนื้อหาสัจจะในพระคัมภีร์ตอนนี้   ตามสำนวนอมตธรรมบอกเราชัดเจนว่า   บุคคลที่กล่าวมานี้มีหน้าที่  “เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้...” (4:12)   แต่ถ้าในฉบับมาตรฐานแปลว่า  “เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติ(การรับใช้)...”  “ธรรมิกชน” ในตอนนี้แปลจากภาษาอังกฤษคำว่า “saints”  ในที่นี้ไม่ได้ได้หมายถึงคริสตชนที่มีคุณภาพชีวิตจิตวิญญาณที่สูงกว่าคนอื่น   แต่หมายถึงทุกคนที่ไว้วางใจในพระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดและมีพระองค์เป็นองค์เจ้าชีวิต (Lord) ของตน  

ดังนั้น ในอมตธรรมจึงแปลได้ชัดเจนว่า  เป็น “ประชากรของพระเจ้า”   คือทุกคนที่เป็นคนของพระคริสต์   ที่ได้รับการบ่มเพาะ  เสริมสร้าง  และฝึกฝนโดยศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรให้เป็นคนรับใช้ของพระคริสต์

บ่มเพาะ  เสริมสร้าง  และฝึกฝนในเรื่องอะไร?   ในฉบับอมตธรรมบอกว่า  เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้า “สำหรับงานรับใช้”  คำว่า “งาน” ในที่นี้ภาษากรีกใช้คำว่า “ไดอาโคเนีย” (diakonia)  มีความหมายว่า “บริการรับใช้”  ซึ่งโดยทั่วไปมักแปลว่า “พันธกิจ” (ดู โครินธ์ 4:1;  5:18)   จึงมิได้บ่งบอกความหมายถึง “งานรับใช้และบริการ” อย่างชัดเจนตรงตามความหมาย

ดังนั้น   ตามสัจจะความจริงในเอเฟซัส 4:11-12   ศิษยาภิบาลและผู้นำของคริสตจักรจึงมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการ บ่มเพาะ เสริมสร้าง และฝึกฝน ประชากรของพระเจ้าในคริสตจักร หรือ คนของพระคริสต์เพื่อทำงานรับใช้บริการ หรือ พันธกิจการรับใช้  

ภารกิจหลักและความรับผิดชอบแรกของศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรมิใช่งานรับใช้ หรือ พันธกิจการรับใช้บริการ   แต่เป็นการบ่มเพาะ เสริมสร้าง และฝึกฝนให้สมาชิกแต่ละคน (ประชากรของพระเจ้า) ที่ได้รับการทรงเรียกให้เข้ามาร่วมในพระราชกิจของพระเจ้า   เพื่อให้ทำพันธกิจการรับใช้และบริการ  เพื่อร่วมกันเสริมสร้าง “พระกาย” คือคริสตจักรให้เข้มแข็งขึ้น

การที่เราเรียกผู้นำคริสตจักร และ ศิษยาภิบาลว่า “ผู้รับใช้”   มักสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า  ผู้นำคริสตจักรเหล่านี้เท่านั้นที่มีหน้าที่ในการทำพันธกิจการรับใช้  

ตามพระคัมภีร์ตอนนี้ผู้ที่จะทำหน้าที่ในการทำพันธกิจการรับใช้คือ  สมาชิกคริสตจักรที่เป็นประชากรของพระเจ้าทุกคน  

ส่วนศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรคือผู้ที่ทำการบ่มเพาะ  เสริมสร้าง  และฝึกฝนประชากรของพระเจ้า(สมาชิกคริสตจักร) ให้เป็นคนรับใช้ในพันธกิจของพระองค์

ประเด็นใคร่ครวญ

1. ท่านคิดอย่างไรกับคำสอนในเอเฟซัส 4:11-12?
2. ความคิดแบบนี้เป็นความคิดใหม่สำหรับท่านหรือไม่?   เป็นความคิดที่ทำให้ท่านสับสนหรือ เป็นความคิดที่น่าตื่นเต้น?
3. ท่านมองว่าตนเองคือคนรับใช้ของพระคริสต์หรือไม่?
4. การที่มองว่าท่านเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของท่านหรือไม่?  อย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

24 เมษายน 2556

ใครขโมยความรักจากผู้นำ?


“แต่ความรักนั้นใหญ่ที่สุด...” (1โครินธ์ 13:13)

ทำไมหลายคนในพวกเราที่ล้มเหลวและเพลี่ยงพล้ำในความรักเมตตา   ทั้งๆ ที่บ่อยครั้งเราสามารถที่จะรักและเมตตาได้   เหตุผลประการหนึ่งคือ  เราได้บ่มเพาะมุมมองทัศนคติ และ การกระทำของเราที่ขัดขวางยับยั้งความสามารถของเราที่จะรักและเมตตา   เฉกเช่นเศษไขมันที่ก่อตัวจนใหญ่พอที่จะเกิดการอุดตันในเส้นเลือด  ขวางการไหลเวียนของกระแสเลือด   เช่นเดียวกัน ในชีวิตของเราสามารถที่จะสะสมก่อตัว “ก้อนอุดตัน” ในชีวิตของเรา   จนกลายเป็นตัวขัดขวางอุดตันกระแสความรักของพระเจ้าที่ไหลเวียนทำงานในชีวิตของเรา

อะไรคือตัวยับยั้งและอุดตันความรักเมตตาในชีวิตของเรา?   เราสามารถหาพบได้ในข้อเขียนของเปาโลว่าด้วยเรื่องความรักเมตตา (1 โครินธ์ บทที่ 13)   ในข้อเขียนดังกล่าวเราพบทั้งคุณภาพแห่งความรักเมตตา  และ  ตัวยับยั้งกีดขวางกระแสแห่งความรักเมตตา

ความรักในพระวจนะ:  ความรักนั้นอดทนนาน
อุปสรรคขัดขวางความรัก:  ขาดความอดทน  ใจร้อน หุนหันพลันแล่น

การขาดความอดทน ใจร้อน หุนหันพลันแล่น เป็นลักษณะของคนที่เอาแต่ใจตนเอง  เรื่องในชีวิตของตนเป็นเรื่องที่สำคัญเหนือกว่าใครอื่นใด   คนจำพวกนี้ให้ความสนใจเอาใจใส่คนอื่นเพียงน้อยนิดหรือไม่ให้ความสนใจเลย   คนที่ขาดความอดทนมักต้องการให้คนอื่นเอาใจตน   แล้วจะไม่สนใจคนอื่นเลยถ้าคนอื่นมิได้ตอบสนองความต้องการความรู้สึกของตน   คำภาษากรีกของคำว่า “อดทน” ที่เปาโลใช้ในที่นี้หมายถึงคนที่ถูกคนอื่นทำสิ่งที่ผิดหรือไม่ดี  และคนๆ นั้นมีอำนาจในการแก้แค้นแต่เขากลับไม่ทำ   สำหรับ “การขาดความอดทน” คือคนที่แสวงหาทางที่จะแก้แค้น   ที่คนมีความอดทนจะไม่ทำเช่นนั้น

ลองให้คะแนนตนเอง  ให้วงกลมรอบหมายเลขที่ใกล้เคียงความจริงของท่านมากที่สุด (ถ้าคะแนนเต็ม 5)

ฉันมีความอดทน           น้อยที่สุด 0         1          2          3          4          5 มากที่สุด
ฉันขาดความอดทน       น้อยที่สุด 0         1          2          3          4          5 มากที่สุด

ความรักในพระวจนะ:  มีใจปรานี
อุปสรรคขัดขวางความรัก:  จิตใจที่ไร้ความปรานี

บางท่านบอกว่าการมีใจปรานีเป็นลักษณะของความอ่อนแอ  ดังนั้น เขาจึงคิดว่า  ไม่มีใครที่จะมีอำนาจเข้มแข็งด้วยการมีใจที่ปรานี   คนที่มองตนเองว่ากำลังต้องแข่งขันกับคนอื่นรอบข้างเสมอมักเป็นคนที่ไร้ความปรานี(เพราะต้องเอาชนะคนอื่นให้ได้)   ความรู้สึกว่าตนเองต่ำกว่าด้อยกว่าผู้อื่นที่ซ่อนเร้นในผู้ใดก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดจิตใจที่ไร้ความปรานี   ตรงกันข้าม  คนที่มีความรักเมตตาย่อมพร้อมที่จะยอมรับและหนุนเสริมชีวิตของคนอื่นรอบข้าง

ลองให้คะแนนตนเอง  ให้วงกลมรอบหมายเลขที่ใกล้เคียงความจริงของท่านมากที่สุด (ถ้าคะแนนเต็ม 5)

ฉันมีใจปรานี                น้อยที่สุด   0      1      2       3       4       5 มากที่สุด
ฉันมีใจไร้ความปรานี    น้อยที่สุด  0      1       2       3       4      5 มากที่สุด

ความรักในพระวจนะ:  ไว้วางใจผู้อื่น
อุปสรรคขัดขวางความรัก:  ความอิจฉา

ผู้ที่มีความรักเมตตาย่อมห่วงหาอาทรเอาใจใส่ผู้อื่น   เมื่อความรักเมตตาเติบโตขึ้น  คนที่รักและได้รับความรักก็เติบโตขึ้นเช่นกัน   แต่บ่อยครั้งที่เราไม่ทันรู้เท่าทันว่า ความรักเมตตาอาจจะแคระแกร็นได้   ถ้าคนๆ นั้นแทนที่จะมีความไว้วางใจและเอาใจใส่คนอื่นแต่กลับเป็นความอิจฉา   ต้องการอยู่เหนือหรือมีความสำคัญกว่าคนอื่น     ความอิจฉาเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเรามันเติบโตขึ้นเฉกเช่นมะเร็งที่โตวันโตคืนตลอดเวลาโดยร่างกายไม่สามารถควบคุมเลย   ความอิจฉาต้องการที่จะเป็นเจ้าของอย่างสิ้นเชิง  ต้องการมีสิทธิเฉพาะเหนือคนอื่น   อารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้มีพลังอำนาจที่จะครอบงำและทำลายความสัมพันธ์ที่ดีๆ และความรู้สึกมั่นคงลงเสีย  และยังจะทำลายคนที่มีเหตุมีผลอีกด้วย

ลองให้คะแนนตนเอง  ให้วงกลมรอบหมายเลขที่ใกล้เคียงความจริงของท่านมากที่สุด (ถ้าคะแนนเต็ม 5)

ฉันมีความไว้วางใจคนอื่น   น้อยที่สุด   0      1      2      3      4      5 มากที่สุด
ฉันมีใจที่อิจฉา                    น้อยที่สุด   0      1      2      3      4      5 มากที่สุด

ความรักในพระวจนะ:  ถ่อมสุภาพ
อุปสรรคขัดขวางความรัก:  อวดตัว หยิ่งผยอง

อุปสรรคที่ขัดขวางความรักในประการนี้คือ การอวดตัว  หยาบคาย  หยิ่งผยอง  คุยโม้โอ้อวด  ชื่นชมในความสำคัญของตนเอง   เป็นคนที่อวดตัวคือคนที่ทำเป็นให้ความรักเพื่อที่จะรับ  รับการยกย่อง  นับหน้าถือตาจากคนอื่น  แต่ทั้งนี้เป็นการกระทำที่ยกตนข่มท่าน  ยกตนเองขึ้นให้สำคัญเหนือคนอื่น

ลองให้คะแนนตนเอง  ให้วงกลมรอบหมายเลขที่ใกล้เคียงความจริงของท่านมากที่สุด (ถ้าคะแนนเต็ม 5)

ส่วนมากฉันถ่อมสุภาพ       น้อยที่สุด   0      1       2       3       4       5 มากที่สุด
ส่วนมากฉันอวดตัว หยิ่ง     น้อยที่สุด   0      1       2       3       4       5 มากที่สุด

ความรักในพระวจนะ:  ใจกว้างขวาง  เอื้อเฟื้อ  อารี
อุปสรรคขัดขวางความรัก:  เห็นแก่ตัว

อุปสรรคประการสำคัญที่ขัดขวางความรักเมตตาที่เรายากที่จะเอาชนะได้คือ ความเห็นแก่ตัว   การกระทำที่เกิดจากแรงกระตุ้นผลักดันจากความเห็นแก่ตัวแตกต่างอย่างสิ้นเชิงหรืออยู่คนละขั้วกับการกระทำที่ได้รับแรงกระตุ้นผลักดันจากความรักเมตตา   พระเยซูคริสต์ทรงรู้ดีถึงพิษสงค์ของการเห็นแก่ตัว  พระองค์กล่าวว่า “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงดินและตายไป  ก็จะคงอยู่เมล็ดเดียว  แต่ถ้าตายไปแล้วก็จะงอกขึ้นเกิดผลเป็นอันมาก” (ยอห์น 12:24)   ความเห็นแก่ตัวจะมุ่งแต่เสาะหาเพื่อตนเอง  ไม่ยอมที่จะต้องสูญเสียตนเอง   พูดง่ายๆ ถ้าเป็นเมล็ดข้าวก็ไม่ยอมที่จะให้ตนเองต้องตกลงในดิน เปื่อยเน่า และตาย   แสวงหาทุกหนทางที่จะรักษาตนเองไว้   แต่ความรักเมตตาแสวงหาแนวทางเพื่อคนอื่น   เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น   เพื่อผู้อื่นจะได้มีชีวิตอยู่   ถ้าเป็นเมล็ดข้าวก็ยอมเน่า เปื่อย และตาย   เพื่อที่จะได้เกิดต้นข้าวต้นใหม่ๆ ที่จะเกิดผลเป็นอันมาก

ลองให้คะแนนตนเอง  ให้วงกลมรอบหมายเลขที่ใกล้เคียงความจริงของท่านมากที่สุด (ถ้าคะแนนเต็ม 5)

ส่วนมากฉันมีใจกว้างขวาง     น้อยที่สุด   0      1       2       3       4       5 มากที่สุด
ส่วนมากฉันเห็นแก่ตัว             น้อยที่สุด   0      1       2       3       4       5 มากที่สุด

ความรักในพระวจนะ:  ไม่ฉุนเฉียวโกรธง่าย  ช้าในการโกรธ
อุปสรรคขัดขวางความรัก:  ฉุนเฉียว  โกรธง่าย  ขี้โมโห

พระคริสต์เคยตรัสถึงคนที่ไวในการโกรธว่า  “แต่เราบอกพวกท่านว่า  ใครโกรธพี่น้องของตน  คนนั้นจะต้องถูกพิพากษา   ถ้าใครพูดกับพี่น้องอย่างเหยียดหยามคนนั้นจะต้องถูกนำไปยังศาลสูงให้พิพากษา   และถ้าใครพูดว่า “อ้ายโฉด” คนนั้นจะมีโทษถึงไฟนรก” (มัทธิว 5:22)   ยากอบเตือนคริสตชนไว้ว่า  “พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า  จงเข้าใจเรื่องนี้  คือให้ทุกคนไวในการฟัง  ช้าในการพูด  ช้าในการโกรธ” (1:19)

ลองให้คะแนนตนเอง  ให้วงกลมรอบหมายเลขที่ใกล้เคียงความจริงของท่านมากที่สุด (ถ้าคะแนนเต็ม 5)

ส่วนมากฉันช้าในการโกรธ         น้อยที่สุด   0      1       2       3       4       5 มากที่สุด
ส่วนมากฉันฉุนเฉียวโกรธง่าย     น้อยที่สุด   0      1       2       3       4       5 มากที่สุด

ความรักในพระวจนะ:  ยอมยกโทษ
อุปสรรคขัดขวางความรัก:  ช่างจดจำความผิด  แค้นเคือง  แค้นที่รอเวลาชำระ

ความแค้นเคือง ไม่พอใจเป็นการสะสมของความขุ่นเคือง หงุดหงิดในอดีตที่ปะทุขึ้นในปัจจุบัน  คำว่า “ช่างจดจำความผิด”  ที่เปาโลใช้ในที่นี้เป็นภาษาทางการบัญชีที่บันทึกตัวเลขไว้เพื่อไม่ให้ลืม   และนี่คือพฤติกรรมที่หลายต่อหลายคนได้ทำเช่นนั้น   และการจดจำความผิด  ความแค้นที่คนอื่นทำกับตนแบบไม่ให้ลืมเช่นนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ขวางทางความรักเมตตา   “ฉันพร้อมที่จะยกโทษ  แต่ฉันไม่สามารถที่จะลืมได้”  เป็นการยกโทษที่จอมปลอม   การไม่ยอมยกโทษเป็นการมองไปที่อดีตมิใช่การมุ่งมองไปยังอนาคต   ความรักเมตตาเป็นพลังปลดปล่อยความจำที่ยึดเกาะที่ความทุกข์ในความผิดที่คนอื่นกระทำกับตนหรือความผิดที่สร้างความเจ็บปวดแก่ตน

ลองให้คะแนนตนเอง  ให้วงกลมรอบหมายเลขที่ใกล้เคียงความจริงของท่านมากที่สุด (ถ้าคะแนนเต็ม 5)

ส่วนมากฉันยอมยกโทษ        น้อยที่สุด   0      1       2       3       4       5 มากที่สุด
ส่วนมากฉันจดจำความผิด     น้อยที่สุด   0      1       2       3       4       5 มากที่สุด

ความรักในพระวจนะ:  เกลียดชังความชั่วอธรรม  ชื่นชมยินดีในสัจจะความจริง
อุปสรรคขัดขวางความรัก:  ชื่นชมยินดีในความชั่วอธรรม

เมื่อเปาโลกล่าวว่า ความรักนั้นไม่ชื่นชมยินดี(เกลียด)ในความอธรรม หมายความว่าอะไรกันแน่?     ในการรักความชั่วหรือความอธรรมไม่จำเป็นว่าจะต้องกระทำความชั่วหรืออธรรมเสมอไป   แต่หมายถึงการที่มีเจตนาร้าย  หรือพอใจที่ได้ยินได้ฟังการกล่าวร้ายป้ายสีผู้อื่น  น่าแปลกใจว่า คนที่พยายามทำตนให้เป็นผู้มีจริยธรรมสูงส่งมักเป็นคนที่ชื่นชอบในความชั่วอธรรมมากที่สุด   ในการที่เขาพยายามที่จะมีชีวิตที่ละเว้นจากกระแสโลก   พวกเขากล่าวร้ายคนอื่นที่ไม่ทำอย่างเขา   พวกเขาสะใจที่เห็นคนอื่นผิดพลาดสะดุดล้มเพราะยอมประนีประนอมกับวิถีทางโลก   แล้วคนหน้าซื่อใจคดพวกนี้ตั้งหน้าตั้งตาที่จะตัดสินพิพากษาคนเหล่านั้นเมื่อได้โอกาส   ข่าวดีหรือพระกิตติคุณของคนพวกนี้เริ่มต้นด้วยการตัดสินกล่าวร้าย   มุ่งเน้นที่การพิพากษา  แล้วจบสิ้นด้วยการแตกแยก   ดูเหมือนว่าข่าวดีหรือพระกิตติคุณของพวกนี้มองหาไม่พบความรักเมตตา  

ลองให้คะแนนตนเอง  ให้วงกลมรอบหมายเลขที่ใกล้เคียงความจริงของท่านมากที่สุด (ถ้าคะแนนเต็ม 5)

ส่วนมากฉันชื่นชมยินดีในความจริง   น้อยที่สุด   0    1     2      3     4    5 มากที่สุด
ส่วนมากฉันชื่นชมในความชั่วอธรรม น้อยที่สุด   0    1     2      3     4    5 มากที่สุด

ความรักในพระวจนะ:  ความรักไม่มีวันเสื่อมสูญ  มีความทรหดมั่นคง
อุปสรรคขัดขวางความรัก:  มีความทรหดอดทนที่จำกัด

ความรักที่จอมปลอมมีความทรหดอดทนที่จำกัด   เมื่อเกิดความทุกข์ลำบากทุกอย่างก็แตกหัก   เป็นเหมือนเขื่อนที่มีการแตกร้าว  เริ่มสูญเสียความแข็งแรง   เริ่มมีน้ำไหลซึมออกจากรอยร้าวนั้น   จนขยายรอยกว้างและกลายเป็นรอยแยกที่น้ำทะลักไหลล้นออกมา   ความรักที่แท้จริงนั้นไม่มีการเสื่อมสลาย   แต่เป็นเหมือนเขื่อนที่แข็งแรงมั่นคงที่สามารถรองรับแรงดันของน้ำมหาศาล   ความรักจะไม่สบประมาท เหยียดหยามดูหมิ่นคนอื่น  ความรักจะไม่ประทุษร้าย ทำร้ายให้ใครบาดเจ็บ   ความรักเมตตาจะไม่มีวันสิ้นหวัง   แต่ความรักจะยืนมั่นเข้มแข็ง

ลองให้คะแนนตนเอง  ให้วงกลมรอบหมายเลขที่ใกล้เคียงความจริงของท่านมากที่สุด (ถ้าคะแนนเต็ม 5)

ส่วนมากฉันมีความทรหดมั่นคง      น้อยที่สุด   0   1     2    3    4    5 มากที่สุด
ส่วนมากฉันมีความอดทนที่จำกัด   น้อยที่สุด   0   1     2    3    4    5 มากที่สุด

เมื่อเราได้แยกแยะค้นพบอุปสรรคที่ขัดขวางความรักในตัวเรา โดยเฉพาะผู้นำคริสตชนแล้ว   หนทางที่จะแก้ไขเติมเต็มสภาพชีวิตที่ขาดความรักเมตตา หรือ มีอุปสรรคที่ขัดขวางยับยั้งความรักเมตตาในชีวิตของเรา  มีเพียงทางเดียวคือ   ให้เราเติมเต็มชีวิตของเราด้วยความรักเมตตา   เพื่อเราจะเป็นคนที่ชุมช่ำด้วยความรักเมตตาและเป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยความรักเมตตาที่พระเจ้าทรงประสงค์  “จงดำเนินในวิถีแห่งความรัก...” (1โครินธ์ 14:1 อมตธรรม)

การที่จะให้ตัวขัดขวางความรักเมตตาในชีวิตของเรามลายหายสูญไปจากชีวิตของเราได้นั้นมีเพียงหนทางเดียวคือ  ให้เราเติมเพิ่มความรักเมตตาของพระคริสต์ลงในชีวิตของเรา   เฉกการเติมน้ำลงในแก้วน้ำ   ที่ทำให้ที่ว่างในแก้วน้ำลดน้อยลงไป   แต่มีน้ำที่เพิ่มมากขึ้นจนเต็มแก้ว และล้นออกนอกแก้วในที่สุด

การขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางความรักเมตตาในชีวิตของเรา  มิใช่ขัดขวาง ทำลายอุปสรรค

แต่เติมเต็มชีวิตของเราด้วยความรักเมตตาของพระคริสต์ต่างหาก   ที่ตัวขจัดสิ่งเหล่านั้นจะออกไปจากชีวิตของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499