แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่าน แสดงบทความทั้งหมด

31 ธันวาคม 2558

ถ้าท่านต้องการ...

ถ้า...
ท่านประสงค์
หญิงพรหมจารีจะมาเดินบนเส้นทางชีวิตของท่าน
หญิงพรหมจารีที่ตั้งท้องด้วยเดชพระวิญญาณ
แล้วเธอจะกล่าวกับท่านว่า...

“ฉันต้องการชายคาคุ้มหัวในค่ำคืนนี้
โปรดนำฉันเข้าใต้ชายคาของท่าน
เข้าใต้ชีวิตจิตใจของท่าน
เวลาคลอดลูกของฉันใกล้เข้ามาเต็มทนแล้ว

จากนั้น... ภายใต้ชายคาแห่งชีวิตจิตใจของท่าน
ท่านจะพบ...
การปัดกวาดทำความสะอาด
การติดสนิทใกล้ชิดเพิ่มทวีมากขึ้น
พระคริสต์องค์สูงสุดจะคลอดใต้ชายคาบ้านแห่งชีวิตจิตใจของท่าน
และจะอยู่ในชีวิตจิตใจของเราตลอดไป

เมื่อหญิงสาวพรหมจารีจับมือของท่านแน่น 
เพื่อให้ท่านช่วยเหลือเธอที่กำลังคลอดบุตร
เราแต่ละคนเป็นหมอตำแยของพระเจ้า

ใช่ ณ ที่นั่น...
ภายใต้ชายคาแห่งชีวิตจิตใจของท่าน
ภายใต้สภาพแวดล้อมในชีวิตของท่าน
ชีวิตของทารกน้อยปรากฏแจ้งออกมาในชีวิตประจำวันของท่าน

ท่านผู้จาริกไปบนเส้นทางชีวิต...
นี่คือความล้ำลึกของมดลูกแห่งจิตวิญญาณของท่าน
เมื่อพระเจ้าทรงกำมือของท่านแน่นเพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน
ท่านแต่ละคนก็เป็นคนรับใช้ที่พระองค์ทรงรักยิ่ง
ในเวลาเช่นนั้น...
อย่าอยู่ห่างจากพระองค์

ถ้าท่านต้องการ...
หญิงพรหมจารีจะเข้ามาในเส้นทางชีวิตของท่าน
หญิงสาวที่ตั้งครรภ์...
แห่งความสว่าง และ
ความชื่นชมยินดีแห่งชีวิต        

เรียบเรียงเขียนใหม่จากการอ่านข้อเขียนของท่านยอห์นแห่งกางเขนเรื่อง “IF YOU WANT”

โปรดอ่านบทคิดข้อเขียนนี้อย่างช้า ๆ  ด้วยจิตใคร่ครวญ   เพื่อจะสัมผัสกับการทรงสำแดงของพระเจ้าถึงความล้ำลึกของมดลูกแห่งจิตวิญญาณของท่าน 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

26 สิงหาคม 2557

ท่านจะตอบพระเยซูว่าอย่างไร?

เมื่อ​คน​นั้น​ (บารทิเมอัส) ได้​ยิน​ว่า​พระ​เยซู​ชาว​นาซาเร็ธ​เสด็จ​มา จึง​ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า
“ท่าน​เยซู บุตร​ดาวิด​เจ้า​ข้า ขอ​ทรง​เมตตา​ข้า​พระ​องค์​เถิด”  (มาระโก 10:47)

เมื่อพระเยซู  สาวกของพระองค์  และประชาชนเป็นจำนวนมากกำลังเดินทางออกจากเมืองเยรีโค   มีคนขอทานตาบอดข้างถนนคนหนึ่งชื่อบารทิเมอัส   เมื่อได้ยินว่าพระเยซูกำลังจะผ่านมาทางนั้น   เขาจึงร้องเสียงดังว่า “ท่าน​เยซู บุตร​ดาวิด​เจ้า​ข้า ขอ​ทรง​เมตตา​ข้า​พระ​องค์​เถิด” (ข้อ 47)   หลายคนสั่งให้คนตาบอดหุบปากเงียบเสีย   แต่เขายิ่งร้องเสียงดังขึ้น   พระเยซูหยุดเดินทางต่อแต่สั่งให้นำคนนั้นมาหาพระองค์   คนตาบอดทิ้งผ้าห่มของเขาแล้วถูกนำมาหาพระองค์   พระเยซูถามเขาว่า “เจ้า​ปรารถนา​จะ​ให้​เรา​ทำ​อะไร​ให้​เจ้า” เขาทูลตอบว่า  “​พระ​อาจารย์​เจ้า​ข้า ขอ​โปรด​ให้​ตา​ข้า​พระ​องค์​เห็น​ได้” (ข้อ 51)   พระองค์ตรัสกับเขาว่า  “จง​ไป​เถิด ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​ได้​กระทำ​ให้​เจ้า​หาย​ปกติ​แล้ว” ใน​ทันใด​นั้น​คน​ตา​บอด​นั้น​ก็​เห็น​ได้ และ​ได้​เดินทาง​ตาม​พระ​องค์​ไป​ (ข้อ 52)

ปกติแล้ว พระคัมภีร์จะเรียกพระเยซูว่า พระบุตรของพระเจ้า  หรือ  บุตรมนุษย์   แต่ในตอนนี้ บารทิเมอัส เรียกพระเยซูว่า  บุตรดาวิด   แต่ประเด็นที่น่าสนใจว่า   เมื่อบารทิเมอัสตะโกนเรียกร้องความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์   ทำไมพวกสาวกและประชาชนถึงห้ามไม่ให้ร้อง  แล้วสั่งบารทิเมอัสให้เงียบเสียงเสีย?

เราคงไม่ลืมว่า   ขณะนี้พระเยซูคริสต์  สาวก และประชาชนจำนวนมากกำลังเคลื่อนมวลชนเข้าไปยังกรุงเยรูซาเล็ม   และหลายคนที่คาดการณ์ว่า  ที่กรุงเยรูซาเล็มครั้งนี้อาจจะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น   แต่การที่บารทิเมอัสมาร้องเรียกชื่อพระเยซูว่า  “เยซูบุตรดาวิด”   คำร้องนี้มีนัยทางการเมืองสำหรับคนยิวและทหารโรมันที่อยู่ในพื้นที่นี้   เป็นการบ่งชี้ถึงว่าพระคริสต์คือพระเมสสิยาห์ที่สืบเชื้อสายจากกษัตริย์ดาวิด  ผู้กลับมาเพื่อพลิกฟื้นราชอาณาจักรและราชวงศ์เพื่อสถาปนาราชอาณาจักรเยรูซาเล็มขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

การร้องเสียงดังเช่นนี้สร้างอันตรายที่จะถูกกองกำลังโรมันเข้ามาปราบปราม   พวกเขาจึงรีบสั่งให้บารทิเมอัสเงียบเสียงเสีย   ไม่เช่นนั้น อาจจะทำให้ต้องพากันไปตายในกรุงเยรูซาเล็ม

สาวกและประชาชนยังไม่ต้องการตายครับ!

แต่สำหรับพระเยซูคริสต์   ความสนใจของพระองค์ไม่เหมือนสาวก   พระองค์สนใจในประโยคต่อไปของบารทิเมอัสที่ว่า   “...ขอทรงเมตตาข้าพระองค์เถิด”

สาวกของพระเยซูสนใจ “การเมืองที่เป็นเรื่อง อำนาจ และผลประโยชน์ส่วนตน”   พวกเขาสนใจที่จะทำการปลดปล่อยออกจากการเป็นเมืองขึ้นของโรมัน   แต่พระคริสต์สนใจ “คุณภาพชีวิต” ของผู้คน   แม้จะเป็นขอทานข้างถนนก็ตามที   พระองค์ไม่สนใจว่าเขาจะตะโกนร้องดังว่าอย่างไร   แต่พระองค์สนใจที่จะพบปะพูดคุยกับเขา   สั่งให้คนพาบารทิเมอัสมาพบกับพระองค์

สิ่งแรกที่พระองค์ทำคือ   ถามถึงความคิด ความรู้สึก และความต้องการสูงสุดในชีวิตของบารทิเมอัส   “เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า?”  พระองค์สนใจชีวิต  ความต้องการ  ความปรารถนา  และสิ่งที่พระองค์จะทำแก่เขาได้

บารทิเมอัสต้องการมองเห็นได้ครับ!   เขาต้องการการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขา   เขาต้องการเป็นคนที่มีค่า    เขาต้องการเป็นคนที่จะช่วยตนเองได้   และเป็นที่พึ่งพิงสำหรับคนอื่นตามที่เขาจะทำให้ได้   เขาไม่คิดว่าใครจะได้อำนาจ   เขาไม่ได้สนใจว่าใครจะได้ตำแหน่งอะไร  เขาไม่ได้คิดที่จะได้เป็นใหญ่  แต่เขาต้องการเห็นได้ครับ

พระเยซูบอกกับบารทิเมอัสว่า  เขาจะได้ตามสิ่งที่เขาเชื่อและปรารถนา  

บารทิเมอัสได้คุณภาพ และ ศักยภาพในชีวิตเพิ่มขึ้นจากการที่เป็นคนตาบอด  เขาได้รับการเยียวยาให้สามารถมองเห็นได้   ชีวิตเขาได้รับคุณค่ามากขึ้น   มาระโกใช้คำสั้น ๆ เพียงสองคำว่า   บารทิเมอัส “มองเห็นได้”  และ  เดินทาง “ตามพระองค์” ไป

สำหรับพระคริสต์แล้ว  พระองค์มุ่งมั่นสนใจ “เสียงจากก้นบึ้งแห่งชีวิต” ของประชาชน   เพื่อที่พระองค์จะให้ชีวิตของพระองค์เพื่อให้คนทั้งหลายได้มีชีวิต ในขณะที่สาวกพระคริสต์ และ ผู้คนที่เดินตามติดพระองค์ให้กลับให้ความสำคัญกับ “เสียง” ทาง “การเมือง” ของผู้คน

แต่พระคริสต์ให้ความสำคัญกับคุณค่า และ คุณภาพชีวิตของผู้คน

วันนี้  พวกสาวก และ คนติดตามพระเยซูในประเทศไทยกำลังให้ความสนใจและสำคัญในเรื่องอะไรครับ?  

วันนี้   ถ้าพระเยซูคริสต์ถามท่านว่า   “...เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า?”   ท่านจะตอบพระองค์ว่าอย่างไรครับ?   หลายสิ่งที่เรารู้ว่าเราจัดการตนเองไม่ได้    แต่เราเชื่อและพึ่งในพระเมตตาของพระเยซูคริสต์ได้  

อะไรคือสิ่งที่ท่านจะพึ่งพิงในพระเมตตาคุณของพระคริสต์ในวันนี้?  

ท่านเชื่อในพระเมตตาคุณของพระองค์หรือไม่ครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

10 กุมภาพันธ์ 2557

ท่านเป็นคนของใครในวันนี้?

เปา​โล ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​เยซู​คริสต์
ที่​ได้​รับ​การ​ทรง​เรียก​ให้​เป็น​อัคร​ทูต
และ​​ตั้ง​ไว้​ให้​ประกาศข่าวประเสริฐของ​พระ​เจ้า
(โรม 1:1 มตฐ.)

เปาโลเริ่มประโยคแรกในจดหมายที่ท่านเขียนถึงผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ในโรม   ท่านได้บอกให้ผู้อ่านว่าท่านเป็นใคร  ท่านบอกผู้อ่านว่า  “(ข้าพเจ้า)เปาโล  ทาสรับใช้ ของพระคริสต์”   ในพระคัมภีร์สำนวนแปลต่างๆ ของสมาคมพระคริสต์ธรรมพระคัมภีร์ฯ  และของอมตธรรมร่วมสมัย  ต่างแปลอย่างเดียวกันว่า “เปาโล ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์”   แต่ในต้นฉบับภาษากรีกใช้คำว่า doulos ซึ่งแปลว่า “ทาส”   มีความหมายถึงผู้ที่แม้จะมีชีวิตอยู่   แต่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง   มีคนอื่นเป็นเจ้าของ  เป็นเจ้านาย  ในที่นี้เปาโลบอกผู้อ่านว่า  ข้าพเจ้าเปาโล  ผู้เป็นทาสรับใช้ของพระเยซูคริสต์  

นั่นหมายความว่าท่านได้มอบกายถวายชีวิตให้เป็นของพระเยซูคริสต์ทั้งชีวิต

เฉกเช่นเดียวกับเปาโล   คริสตชนทุกคนต่างเป็น “ทาสรับใช้” ของพระคริสต์เช่นกัน

ทุกวันนี้เราท่านคงหนักใจที่จะใช้คำว่า “ทาสรับใช้”   หรือการที่จะบอกว่า “ตนเป็นคนที่มีเจ้าของ...”   เพราะเรามีมุมมองว่า ทาสเป็นเรื่องของการกดขี่ข่มเหงทำร้ายทำลายศักดิ์ศรี   พระฉายา  และคุณค่าในความเป็นคนที่พระเจ้าทรงสร้างและประทานให้   หลายคนบอกว่า  ราชกาลที่ 5 ได้ยกเลิกระบบทาสไปจากประเทศไทยแล้ว   นี่คริสตชนสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 21 ยังมีจิตใจที่เป็นทาสอีกหรือ?

ความเป็นจริงคริสตชนไทยก็ไม่อยากใช้คำนี้สักเท่าใด   ดังเห็นได้จากการใช้คำว่า “ผู้รับใช้”  ที่ดูดีกว่าแทน   เพราะคำว่า “ผู้รับใช้” มิได้บ่งบอกถึงการที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตเราเอง   แต่บ่งบอกถึงฐานะพิเศษที่รับใช้พระเยซูคริสต์(คนสำคัญ)   ดังนั้น  ผู้รับใช้หลายต่อหลายคนจึงภาคภูมิใจในการใช้คำว่า “ผู้รับใช้ของพระคริสต์”   และมักนิยมชมชอบเป็นผู้รับใช้อย่างเป็น “ทูตของพระคริสต์”  ซึ่งมีฐานะสูงส่งขนาดตัวแทนของพระเยซูคริสต์

แต่เปาโลแนะนำตัวของท่านประโยคแรกในจดหมายฝากว่า  “ข้าพเจ้าเปาโล ทาสรับใช้ ของพระคริสต์”   “ข้าพเจ้าเปาโลมีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้านาย และ ทรงเป็นเจ้าของ!”

ทำไมเปาโลบอกถึงสถานภาพที่แท้จริงของตนว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสรับใช้ของพระเยซูคริสต์”   มิใช่เพราะเปาโลนิยมชมชอบระบบทาส   แต่เพราะเปาโลต้องการบอกกับผู้อ่านชัดเจนว่า   ชีวิตที่ท่านมีอยู่นี้   ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้   มีคุณค่าและความหมายที่ดำเนินชีวิตอยู่ในทุกวันนี้   เพราะพระคริสต์ทรงปลดปล่อย และ ไถ่ถอนชีวิตทั้งชีวิตของท่าน  คือทรงไถ่ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมชีวิตทั้งหมดของตนออกจากอำนาจของความบาปชั่ว ผิดพลาด  คิดผิด เชื่อผิด  เข้าใจผิด  และมีมุมมองที่ผิดๆ   จึงทำให้ดำเนินชีวิตไปอย่างผิดพลาดร้ายแรง    แต่เพราะพระคริสต์ทรงรักท่าน   จึงไถ่ถอนปลดปล่อยท่านออกมาจากอำนาจชั่วดังกล่าวด้วย “พระโลหิต” หรือทั้งชีวิตของพระคริสต์   ดังนั้น  เปาโลจึงมิได้เป็นเจ้าของชีวิตที่ตนเองมีอีกต่อไป   แต่ชีวิตทั้งชีวิตที่มีอยู่เป็นของพระเยซูคริสต์ที่ทรงไถ่ถอนปลดปล่อย   ดังนั้น   ชีวิตของเปาโลจึงมิใช่ทำตามใจปรารถนาของตนเองอีกต่อไป   แต่เปาโลชี้ชัดว่า  ชีวิตที่มีอยู่นี้มีอยู่เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระคริสต์คือทรงใช้ให้ตนไปประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์   และเปาโลออกไปทำเช่นนี้ในฐานะ “ทาสรับใช้ของพระคริสต์”  เพราะ...

ท่านไม่ได้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐเพราะเป็นอาชีพเพื่อมีรายได้เพื่ออยู่รอด

ท่านมิได้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐเพราะได้เงินเดือน  ได้ค่าสวัสดิการชีวิต  หรือได้ตำแหน่ง

ท่านมิได้รับจ้าง หรือ รับเงินเดือน  เงินสนับสนุนจากใคร  องค์กรไหน

แต่เปาโลออกไปประกาศข่าวประเสริฐเพราะจิตสำนึกว่า ตนเป็น ทาสรับใช้ของพระคริสต์

ในช่วงปี 2014 นี้   จะเป็นการดียิ่งถ้าเราท่านจะมีเวลาสงบอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า  เพื่อใคร่ครวญว่า   จากพฤติกรรมชีวิตที่ผ่านมาตลอดปี 2013 เรามีพฤติกรรมว่า “ใครเป็นเจ้าของชีวิตของเรากันแน่?”    และในปี 2014 นี้  ท่านตัดสินใจมีชีวิตโดยมีใครเป็นเจ้าของ  หรือ ใครเป็นเจ้านายควบคุมชีวิตของเราท่าน?

ชื่อเสียง  เกียรติยศ
ตำแหน่ง  ฐานะ
เงินทอง  ทรัพย์สิน  สมบัติ
ครอบครัว  คู่ชีวิต  ลูกหลาน...
ธุรกิจ  การงาน
ความอยู่รอดปลอดภัย
สารเสพติด และ สิ่งเสพติด (เช่น เน็ท  เพศ  เสี่ยงโชค   หุ้น...)
ใจปรารถนาของตนเอง
....
ทุกวันนี้อะไรที่เป็น “เจ้านาย” ที่บงการชีวิตของท่าน?  หรือ  ท่านกำลัง “รับใช้” ใคร/อะไรในทุกวันนี้

แล้วในปี 2014 นี้   ท่านคิดว่าจะยอมให้ “ใคร” หรือ “อะไร” ที่จะเป็นเจ้านายบงการชีวิตของท่าน?

หรือในปีใหม่นี้ ท่านจะยอมเป็น “ทาสรับใช้” ของใคร?  หรือ  อะไร ในชีวิตของท่าน?

จริงๆ แล้ว “ใคร” หรือ “สิ่งใด” ที่มีอิทธิพลบ่งการชีวิตของท่าน?
หรือพูดให้สวยหน่อย   ใครเป็นเจ้านายชีวิตของท่าน?
ท่านคิดอย่างไรกับการที่ “ท่านจะเป็นทาสรับใช้ของพระคริสต์”?
ท่านคิดอย่างไรกับประสบการณ์ของเปาโลที่ว่า  การเป็นทาสพระคริสต์คือการเป็นไทที่แท้จริงทั้งชีวิต?

ท่านคิดว่า   ถ้าท่านจะดำเนินชีวิตโดยมีพระคริสต์เป็นเจ้านาย หรือ เป็นทาสรับใช้พระคริสต์จะทำให้ท่านมีชีวิตที่แตกต่างจากปีที่ผ่านพ้นไปอย่างไรบ้าง?

วันนี้ท่านจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกว่า  ท่านเป็นคนของใคร? 
                                                                                  
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

07 กุมภาพันธ์ 2557

ท่านกำลังรับใช้ใคร? อะไร?

ให้ทุกคนถือว่าเราเป็น…เหมือนคนรับใช้ของพระคริสต์
และเป็นผู้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า” (1โครินธ์ 4:1 มตฐ.)

เพราะฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์
ยังล้างเท้าของพวกท่าน
ท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย
เพราะว่าเราวางแบบอย่างแก่พวกท่านแล้ว
เพื่อให้ท่านทำเหมือนอย่างที่เราทำกับท่านด้วย (ยอห์น 13:14-15 มตฐ.)

สำหรับท่านการเป็นคนใช้มีความหมายว่าเช่นไร?

แต่ในโลกปัจจุบันนี้ความหมายของการเป็นคนรับใช้มีความหมายเอนเอียงไปทางลบ   คนที่เป็นคนใช้คือคนที่ต่ำต้อยคอยรับใช้คนอื่น   เป็นคนที่อ่อนแอต้องพึ่งพิงคนอื่น   แต่สำหรับคริสตชนแล้วการเป็นคนรับใช้คือสถานภาพที่พระคริสต์ทรงมอบหมายให้เรา

เปาโลกล่าวว่า  “ให้ทุกคนถือว่าเราเป็น…เหมือนคนรับใช้ของพระคริสต์และเป็นผู้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า” (1โครินธ์ 4:1 มตฐ.)   เปาโลเน้นย้ำในพระธรรมข้อนี้ว่า   ในฐานะที่เราเป็นคริสตชน  เราเป็นคนรับใช้ผู้คนรอบข้างเราในฐานะคนรับใช้ของพระคริสต์   และเรารับใช้พระองค์ในชีวิตประจำวัน   และในหน้าที่การงานที่เรารับผิดชอบ

เราจะเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ได้อย่างไร?

ถ้าใครก็ตามที่บอกว่าตนเองเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์   ประการแรกที่สุดคือเราต้องมีเป้าหมาย และ ความปรารถนาในชีวิตที่สอดคล้องเป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา

ผู้รับใช้ของพระคริสต์คือผู้ที่มีพระประสงค์ของพระคริสต์สำหรับชีวิต   เป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของตน

นั่นหมายความว่าการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน  แต่ละงาน  แต่ละสถานการณ์จะต้องดำเนินชีวิตตามที่พระคริสต์ประสงค์   แน่นอนว่า  การมีชีวิตที่รับใช้ตามน้ำพระทัยของพระคริสต์มิได้เกิดขึ้นหรือสำเร็จสมบูรณ์ทันที   ต้องมีการบ่มเพาะ  เลี้ยงดู  เสริมสร้างเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโต และ เกิดผลในชีวิต   นั่นหมายความว่า  คนรับใช้ของพระคริสต์แต่ละคนจะต้องดำเนินชีวิตตามแบบอย่างและเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน   นี่เป็นประการที่สอง

ถ้าชีวิตของเราจำเริญเติบโตเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   เราก็จะเต็มใจที่จะรับใช้พระคริสต์  และรับใช้ในทุกสถานการณ์ชีวิตในพระนามของพระคริสต์

ในพระธรรมยอห์น 13:14-15  ภายหลังที่พระคริสต์ก้มลงทำความสะอาดด้วยการล้างเท้าของสาวกแต่ละคนแล้วเช็ดจนแห้งแล้ว   พระองค์ตรัสสั่งสาวกของพระองค์ว่า 

เพราะฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์
ยังล้างเท้าของพวกท่าน
ท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย
เพราะว่าเราวางแบบอย่างแก่พวกท่านแล้ว
เพื่อให้ท่านทำเหมือนอย่างที่เราทำกับท่านด้วย (ยอห์น 13:14-15 มตฐ.)

พระเยซูคริสต์ตรัสแก่เราในวันนี้เช่นกันว่า   ให้เราทำอย่างที่พระองค์ทำ  ตามที่พระองค์เป็นแบบอย่างในชีวิตของเรา   บ่อยครั้งเมื่อเรารับใช้คนอื่นได้สร้างความอึดอัด  รู้สึกเสียหน้า   ต่ำต้อย  ไม่สบายใจ   แต่นั่นเป็นการที่เรายอมทำตามพระบัญชาของพระคริสต์   แต่เราไม่มีทางเลี่ยงถ้าเรายังเต็มใจต้องการเป็นสาวกของพระองค์   และที่สำคัญถ้าเรายอมกระทำตามแบบอย่างของพระคริสต์   เราจะได้รับการเสริมสร้างใหม่จากพระองค์  และเราจะเติบโตเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้นทุกวัน

คงมีสาวกหลายคนคิดในใจว่า   ถ้าให้ล้างเท้าของพระเยซูคริสต์   เท่าไหร่เท่ากันรับรองว่าตนยอมกระทำอย่างเต็มอกเต็มใจ  เพราะการรับใช้คนที่อยู่ในสถานภาพเหนือเราเป็นเรื่องปกติ และ ในบางกรณีมีเกียรติเสียอีก    แต่พระคริสต์ทรงเน้นว่าให้ล้างเท้าแก่เพื่อนสาวกด้วยกันนี่สิ   มันทำได้ยาก   มันเป็นหน้าที่ของคนใช้ในบ้าน   ไม่ใช่หน้าที่ของ “สาวก” ที่ติดตามพระเยซูคริสต์   เพราะเพื่อนสาวกอยู่ในระดับเดียวกับเราที่เรา   และลึกๆ แล้วเราต้องการแสดงให้เห็นว่าเราเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ   เพราะก่อนหน้านี้พวกสาวกเกิดความขัดแย้งกันว่าใครจะได้ตำแหน่งซ้ายขวาของพระเยซูคริสต์

พระองค์รู้ดีว่า   สาวกจะเกิดความไม่สบายใจอย่างยิ่งที่จะก้มลงล้างเท้าแก่เพื่อนสาวกคนอื่นๆ   เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของคนรับใช้ในบ้านในยุคนั้น    สิ่งที่สาวกทูลขอจากพระเยซูคริสต์คือ “ตำแหน่ง”   เพราะสาวกเห็นว่า “ตำแหน่ง” ดังกล่าวมีผลบ่งบอกถึงศักดิ์ศรี  ความสำคัญ  ชื่อเสียง  เกียรติยศ   การเป็นคนสำคัญของพระคริสต์   คนจะนับหน้าถือตา   และตนคาดหวังว่าจะมีอำนาจโดยปริยาย

ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า  หลังจากที่พระคริสต์ทรงบัญชาให้กระทำตามอย่างพระองค์   นอกจากเราไม่ได้เห็นสาวกก้มลงล้างเท้าของเพื่อนสาวกด้วยกันตามพระบัญชาแล้ว   ยังไม่มีสาวกแม้แต่คนเดียวที่ยอมก้มลงล้างเท้าให้แก่พระเยซูคริสต์  

ท่านพอจะมีคำตอบบ้างไหมครับว่าทำไมสาวกไม่ยอมทำตามพระบัญชาของพระคริสต์?

ปัจจุบันนี้การที่จะค้นหาคริสตชนที่หมกมุ่นควานหาตำแหน่งไม่ยากครับ   พบได้บ่อยออก

แต่คนที่ประกาศตัวว่า “เป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์”  มีมากมายหลายคน   แต่ก็ไม่ค่อยเห็นว่าคนพวกนี้ยอมมีชีวิตที่ก้มลงรับใช้คนรอบข้างในพระนามของพระคริสต์  ตามแบบอย่างที่พระองค์ทรงวางไว้   แต่กลับวิ่งบนเส้นทางคนละเส้นกับพระคริสต์   นอกจากไม่ทำแบบพระคริสต์แล้ว   ยังวิ่งสวนทางกับพระองค์ไขว่คว้าหาตำแหน่ง  ชื่อเสียง  และศักดิ์ศรีแห่งตนไม่รู้จักพอ?   ทั้งๆ ที่ปากบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญจีรังยั่งยืนก็ตาม

วันนี้ให้เรามีชีวิตตามพระบัญชา  ที่รับใช้คนรอบข้างอย่างพระคริสต์  ในพระนามของพระองค์!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

06 มกราคม 2557

ท่านอยากได้รับเกียรติยศและศักดิ์ศรีไหม?

ความสุขุมรอบคอบจะทำให้คนเราอดทน
และเกียรติยศของเขา  คือการให้อภัยความผิดของคนอื่น
                                                                                      (สุภาษิต 19:11 อมต.)

เมื่อเรายอมที่จะมองข้ามความผิดแล้วให้อภัยต่อคนอื่น   เรากำลังสะท้อนชีวิตตามพระฉายาของพระเจ้าที่ทรงให้อภัยความบาปผิดแก่เราเองเป็นพิเศษ

8 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาและทรงพระคุณ
ทรงพระพิโรธช้าและเปี่ยมด้วยความรักมั่นคง

9 พระองค์จะไม่ทรงกล่าวโทษอยู่เสมอ
หรือทรงพระพิโรธเป็นนิตย์

10 พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำแก่เราอย่างสาสมกับบาปของเรา
หรือลงโทษอย่างสาหัสอย่างสาสมกับความชั่วช้าของเรา
(สดุดี 103:8-10 อมต.)

ในช่วงเวลาเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่   ท่านอาจจะมีประสบการณ์ของ “การได้รับ” ในหลายสิ่งหลายอย่าง   ไม่ว่าจะเป็นขนมที่ท่านชอบ   อาหารที่อร่อย   งานเลี้ยงที่หรูหรา   ของขวัญที่ถูกใจ  แต่บทความนี้ไม่ได้หมายถึงการได้รับในทำนองนี้  

แต่เรากำลังพูดถึงประสบการณ์ของการได้รับ “เกียรติยศ และ ศักดิ์ศรี” ในการดำเนินชีวิต
คริสตชน

ในทุกเทศกาลปีใหม่   เรามักจะตั้งปณิธานและรายการที่เราตั้งใจจะทำ  หรือ  รายการปณิธานสภาพชีวิตที่เราต้องการจะเป็นใช่ไหมครับ?   ท่านมีโอกาสถามเพื่อนสนิท  หรือ  คนใกล้ชิด  หรือแม้แต่คนข้างตัว  และตัวของเราเองว่า  

ปณิธานชีวิตของเราปีนี้คืออะไร?   ได้เริ่มต้นลงมือทำสู่ความสำเร็จแล้วหรือยัง?
แต่ผมคาดว่า มีเพียงไม่กี่คนกระมังที่ตั้งปณิธานปีนี้ว่า  

“ฉันจะ ‘มองข้าม’ แล้ว ‘ให้อภัย’ ความผิดของคนอื่น”  ในปีนี้!

โปรดสังเกตว่า   ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตได้ชี้แจ้งแก่เราว่า   เมื่อเรายอมที่จะมองข้ามและอภัยความผิดของคนอื่น   การทำเช่นนั้นได้นำเอาศักดิ์ศรีและเกียรติยศมาให้แก่เรา   เราได้รับประสบการณ์ของการได้รับ   และที่เราได้รับเกียรติยศที่สำคัญในชีวิตเพราะการที่เราสะท้อนภาพชีวิต(พระฉายา)การทรงอภัยโทษที่พระเจ้าให้แก่เรา   เฉกเช่นที่พระองค์ทรงได้รับเกียรติยศยกย่องเพราะพระองค์ทรงเมตตาอภัยโทษแก่คนที่กระทำความบาปผิด

ท่านต้องการได้รับเกียรติยศและศักดิ์ศรีในชีวิตของท่านไหม?

ด้วยความอดทนของเรา และ ยอมที่จะมองข้ามและให้อภัยความผิดของผู้อื่น   เรากำลังมีชีวิตที่ทำให้เกิดการยกย่องสรรเสริญพระนามของพระเจ้าองค์สูงสุดบนแผ่นดินโลกนี้   เพราะ...

เรากำลังนำผู้คนให้เข้าใกล้ชิดสนิทรู้จักกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  

เรากำลังดำเนินชีวิตที่รักเมตตากรุณาตามแบบอย่างของพระคริสต์  

เราเป็นผู้สร้างสันติและการคืนดี  

เรากำลังนำผู้คนให้เข้าไปอยู่ภายใต้การครอบครองในแผ่นดินของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

28 ตุลาคม 2556

ท่านรับใช้พระคริสต์ในงานอะไร?

อ่าน เอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​ การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์
(เอเฟซัส 4:11-12 มตฐ.  ในวงเล็บมาจาก อมต.)

จากบทใคร่ครวญเอเฟซัส 4:11-12  ที่ผ่านมา   เราได้เห็นแล้วว่า  สมาชิกคริสตจักร หรือ ประชากรของพระเจ้า   ทุกคนเป็นคนรับใช้ หรือ ผู้รับใช้ของพระคริสต์   ซึ่งผู้รับใช้เหล่านี้ได้รับการบ่มเพาะ เสริมสร้าง และฝึกฝนจากศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักร   ดังนั้น   ไม่ว่าเราจะเป็นใคร หรือมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่งอะไร   ถ้าเราได้รับพระคุณของพระเจ้าโดยทางความเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์แล้ว   เราทุกคนต่างเป็นผู้ร่วมรับใช้ในพระราชกิจของพระเยซูคริสต์

สัจจะความจริงประการนี้นำไปสู่คำถามว่า   แล้วท่านรับใช้พระคริสต์ในงานอะไร?

แน่นอนครับในด้านหนึ่งเราท่านรับใช้พระคริสต์เกี่ยวกับพันธกิจด้านต่างๆ ที่เราทำในคริสตจักรของเรา เช่น  การสอนคริสเตียนศึกษา   เป็นนักร้องในคณะนักร้อง   เป็นผู้ผ่านถุงถวาย   รับใช้ในฐานะผู้ปกครอง  มัคนายก  เป็นกรรมการในคณะต่างๆ...  ซึ่งมีพันธกิจมากมายหลายอย่างที่เราสามารถรับใช้ในคริสตจักร   และต่อจากพระธรรมตอนนี้ไปอีก 2-3 ข้อเราพบว่า   แต่ละคนต่างมีความสำคัญทั้งนั้น ถ้าคริสตจักรแห่งนั้นเป็นคริสตจักรที่มีชีวิตและเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ที่ผ่านมา...  เราอาจจะเข้าใจว่าสมาชิกทุกคนเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   แต่เราส่วนใหญ่มักตกลงในกับดักความคิดความเข้าใจที่ว่า   เราเป็นคนรับใช้พระคริสต์ “ในพันธกิจด้านต่างๆ ในคริสตจักร” เท่านั้น   ซึ่งเป็นความคิดความเข้าใจที่คับแคบ   เรามักมองเห็นเพียงว่าคริสตชนเป็นคนรับใช้ในงานพันธกิจในคริสตจักร   แต่กลับมองข้ามหรือมองไม่เห็นว่า   เราเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ในพระราชกิจต่างๆ ของพระองค์ที่ทรงกระทำนอกคริสตจักร  ที่ทรงกระทำในสังคมชุมชน   เรายังคงจำได้ว่าในพระธรรมเอเฟซัสก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงแผนการของพระเจ้าที่ทรงรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระคริสต์   ที่เราได้รับการทรงสร้างใหม่ในพระคริสต์ก็เพื่อที่เราจะกระทำการดี   การดีที่ว่านี้คือการมีส่วนร่วมในการงานพระราชกิจการพลิกฟื้นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและจักรวาลนี้

ดังนั้น  พันธกิจงานรับใช้ของเราจึงมิใช่งานที่ทำในคริสตจักรเท่านั้น   แต่พันธกิจการรับใช้ของเราเป็นการที่เรารับใช้พระคริสต์ด้วยทั้งชีวิตของเรา   เพื่อว่าเราจะมีชีวิตทุกมิติ  ทั้งในครอบครัว  ในที่ทำงาน  ในชุมชนสังคม  ในกลุ่มเพื่อนฝูง  และในชุมชนคริสตจักรด้วยการมีส่วนร่วมในการรับใช้ในพระราชกิจตามพระประสงค์ของพระคริสต์

อะไรคือพันธกิจที่เรารับใช้พระคริสต์ในชีวิตนี้?  

คือการที่เรามอบกายถวายชีวิตทั้งสิ้นเพื่อรับใช้พระประสงค์ของพระองค์   ที่เราอุทิศทั้งชีวิตของเรารับใช้ผู้คนรอบข้างในพระนามของพระเจ้า   เป็นการที่เราใช้ตะลันต์  ของประทาน  ความสามารถที่เราได้รับการฝึกฝนมา   และโอกาสทั้งสิ้นที่เราได้รับในการรับใช้และเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์คือชุมชนคริสตจักรให้เข้มแข็ง   และรวบรมทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์   และเป็นการดำเนินชีวิตในทุกขณะจิตเพื่อพระเจ้า  เพื่อพระประสงค์และพระสิริของพระองค์

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ท่านเข้าใจอย่างไรว่าในฐานะที่ท่านเป็นสาวกที่ติดตามพระคริสต์  อะไรคือพันธกิจที่ท่านรับใช้พระองค์?
2. ท่านจะมีส่วนในการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์คือคริสตจักรให้เติบโตเข้มแข็งได้อย่างไร?
3. ชีวิตของท่านจะเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเดิมอย่างไรบ้าง  ถ้าท่านเห็นว่าในทุกส่วนทุกมิติชีวิตของท่านเป็นไปเพื่อรับใช้พระคริสต์?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า  
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเรียกข้าพระองค์ให้เข้ามามีส่วนร่วมรับใช้ในพระราชกิจของพระองค์  
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงให้เกียรติให้โอกาสแก่ข้าพระองค์ได้รับใช้พระองค์ในสังคมโลกนี้  
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้ได้มีส่วนในการเสริมสร้างพระกายของพระองค์คือคริสตจักรให้จำเริญขึ้น  
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงให้โอกาสแก่ข้าพระองค์ที่จะรับใช้พี่น้องผู้คนในสังคมชุมชนในพระนามของพระองค์
ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดเมตตาช่วยข้าพระองค์ดำเนินชีวิตในทุกขณะในฐานะคนรับใช้ของพระองค์   โปรดช่วยข้าพระองค์ในการรับใช้พระองค์  แม้ในเวลาที่กำลังหุงหาอาหารสำหรับผู้คนในครอบครัว   หรือเมื่อกำลังทำบัญชี   หรือการยุติการขาย  หรือ ในการเทศนา   โปรดประทานนิมิตหมายที่คมชัดที่จะใช้ทั้งชีวิตนี้สำหรับพระราชกิจของพระองค์   เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างและทุกขณะในชีวิตข้าพระองค์เป็นที่ยกย่องถวายพระเกียรติแด่พระองค์  
อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

20 กันยายน 2556

ท่านได้รับการทรงเรียก

อ่านเอเฟซัส 4:1-3

เพราะ​ฉะนั้น ข้าพเจ้า​ผู้​เป็น​นัก​โทษ​โดย​เห็น​แก่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า
ขอ​วิง​วอน​พวก​ท่าน​ให้​ดำ​เนิน​ชีวิต​สม​กับ​การ​ทรง​เรียก​ที่​ท่าน​ได้​รับ​การ​ทรง​เรียก​มา​นั้น (4:1 มตฐ.)

เมื่อตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยม  ผมได้รับประสบการณ์การทรงเรียกจากพระเจ้า   ในตอนนั้นผมเข้าใจว่า ผู้ที่ได้รับการทรงเรียกคือคนที่พระเจ้าเรียกให้ไปรับใช้พระองค์ในงานของคริสตจักร เช่น เป็นมิชชันนารี  ศาสนาจารย์  ศิษยาภิบาล  หรือ ครูศาสนา   แม้ว่าผมจะไม่ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับศิษยาภิบาลของผม   แต่ผมก็มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเรียกผมและผมเองก็ได้อธิษฐานถวายตัวแก่พระเจ้าที่จะทำงานของพระองค์   ผมตัดสินใจเรียนในโรงเรียนพระคัมภีร์   และต่อมาได้รับทุนเตรียมศาสนศาสตร์ของโรงเรียนพระคริสตธรรมเชียงใหม่(แมคกิลวารีในปัจจุบัน)   แล้วมาเรียนหลักสูตร B.D.  ความเข้าใจในตอนนั้นคือเรียนเพื่อไปรับใช้พระเจ้าในคริสตจักร

ผมได้รับความเข้าใจที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษในความเชื่อว่า  พระเจ้าทรงเรียกให้เป็นศาสนาจารย์ หรือ ศิษยาภิบาลในคริสตจักร   และเมื่อมาคิดทบทวนย้อนหลังพบว่า   ในตอนนั้นผมได้มองข้าม หรือ ไม่เห็นว่า  การทรงเรียกของพระเจ้าจะเกี่ยวข้องอะไรกับฆราวาสหรือสมาชิกคริสตจักรทั่วไปแต่อย่างไร

อย่างไรก็ตาม  ต่อมาผมได้เรียนรู้ว่า  การมีความคิด ความเข้าใจ และมุมมองข้างต้นเป็นการมองอย่างคนสายตาสั้น   ถ้าเปรียบเทียบกับความหมายการทรงเรียกในพระคัมภีร์   เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าคนที่ได้รับสถาปนาเป็นศาสนาจารย์  ศิษยาภิบาล  รับใช้งานของพระเจ้าในคริสตจักรเป็นผู้ที่ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า  แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งก็เป็นความจริงเท่ากันคือ   คริสตชนที่ไม่มีตัวย่อ  ศจ.  ศบ.  คศ  ผป.  มน.  อยู่ข้างหน้าชื่อของเขาก็เป็นคริสตชนที่ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าเช่นกัน

เราเห็นความจริงนี้ชัดเจนใน เอเฟซัส 4:1  เป็นตัวอย่างหนึ่ง   เปาโลเขียนในที่นี้ไว้ว่า  “...ข้าพเจ้า​ผู้​เป็น​นัก​โทษ​โดย​เห็น​แก่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ขอ​วิง​วอน​พวก​ท่าน​ให้​ดำ​เนิน​ชีวิต​สม​กับ​การ​ทรง​เรียก​ที่​ท่าน​ได้​รับ​การ​ทรง​เรียก​มา​นั้น”  ขอตั้งข้อสังเกตว่า   เปาโลไม่ได้หมายถึงผู้นำในคริสตจักรเท่านั้นที่ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า   ตรงกันข้ามเปาโลหมายถึงทุกคนที่เป็นสมาชิกในชุมชนคริสตจักร   ท่านวิงวอนและให้กำลังใจพวกเขาที่จะดำเนินชีวิตให้สมค่ากับ “การทรงเรียกที่เขาได้รับนั้น”

ตามบริบทหรือสถานการณ์ในคริสตจักรเอเฟซัส   เปาโลหมายถึงการที่พระเจ้าทรงเรียกแต่ละบุคคล และ  การทรงเรียกทั้งชุมชนคริสตชนในคริสตจักร   ถ้าใครก็ตามที่ได้รับพระคุณของพระเจ้าโดยผ่านทางความเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์   คนนั้นก็ได้รับการทรงเรียกแล้ว   ยิ่งกว่านั้น  คริสตชนในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในพระวรกายของพระคริสต์คือคริสตจักร  คนๆ นั้นก็มีส่วนร่วมกับสมาชิกคนอื่นในชุมชนนั้น    คริสตชนได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า

ในวันนี้   ขอท่านหาเวลาที่จะสงบอยู่กับพระเยซูคริสต์   แล้วใคร่ครวญว่า...

1. ท่านมั่นใจหรือไม่ว่าท่านได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าในชีวิตของท่านในปัจจุบันนี้?
2. ถ้าท่านมั่นใจว่า  ชีวิตของท่านได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า  ชีวิตที่ได้รับการทรงเรียกหมายความว่าอย่างไรสำหรับตัวท่านเอง?
3. ถ้าท่านยังไม่มั่นใจว่าพระเจ้าทรงเรียกท่าน   เมื่อท่านอ่านข้อเขียนของเปาโลในเอเฟซัส 4:1 ที่ว่า “...การทรงเรียกที่ท่านได้รับ...”  ท่านคิดและเข้าใจอย่างไร?
4. ท่านเห็นว่าชีวิตของท่านในทุกวันนี้ได้ดำเนินชีวิตสมค่ากับการทรงเรียกหรือไม่  อย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

06 สิงหาคม 2555

“ทำไมท่านถึงปั้นข้าพเจ้าอย่างนี้?”


อ่านโรม 9:19-24

มนุษย์เอ๋ยท่านเป็นใครที่จะตอบโต้กับพระเจ้า?
สิ่งที่ถูกปั้นจะกล่าวแก่ผู้ปั้นได้หรือว่า “ทำไมท่านจึงปั้นข้าพเจ้าอย่างนี้?”
(โรม 9:20 ฉบับมาตรฐาน)

พระธรรมตอนนี้ในโรมบทที่ 9 เปาโลได้อธิบายถึงเสรีภาพของพระเจ้า และ พระเจตนาและพระประสงค์ของพระองค์   ที่ทรงใช้ในการสร้างชีวิตและสภาพแวดล้อมในชีวิตของเรา   ซึ่งบางครั้งมนุษย์เราอาจจะดูแล้วว่าพระเจ้าไม่น่าจะสร้างแบบนั้นแบบนี้  หรือสร้างอย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน   เราอาจจะรู้สึกไม่ชอบไม่พอใจลึกๆ   แต่เปาโลเห็นว่า  มนุษย์ผู้ที่พระเจ้าทรงปั้นไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบโต้พระเจ้าที่ทรงสร้างชีวิตเราให้อยู่ในสภาพเช่นนี้   เปาโลถามว่าเราจะตอบโต้กับพระเจ้าว่า  “ทำไมพระองค์ถึงสร้างข้าพระองค์ให้เป็นเช่นนี้?” หรือ?

คำกล่าวของเปาโลในข้อนี้เป็นการพาดพิงไปถึงคำกล่าวของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ที่กล่าวใน 29:16 ที่ถามตรงประชาชนว่า แท้จริงแล้วเขามีสิทธิอะไรที่จะตอบโต้กับพระเจ้า?   เขาจะปฏิเสธถึงการที่เขาเป็นฝีพระหัตถ์ที่พระเจ้าทรงสร้างได้หรือ?   หรือเขาจะกล่าวหาว่า พระเจ้าสร้างเขามาผิดๆ เช่นนั้นหรือ?

บ่อยครั้ง ในห้วงความคิดจิตใจของเรา เรามักตะโกนถามพระเจ้าในใจว่า  “ถ้าพระองค์เป็นผู้สร้างข้าพระองค์จริงๆ แล้ว  ทำไมพระองค์สร้างข้าพระองค์ให้มีสภาพชีวิตเช่นนี้   ทำไมสร้างชีวิตข้าพระองค์ต้องอยู่ในความยุ่งยากซับซ้อนจนข้าพระองค์ไม่รู้จะจัดการชีวิตของตนเองได้อย่างไร”  

แท้จริงแล้ว  เป็นสิทธิอย่างสิ้นเชิงของพระเจ้ามิใช่หรือ ว่าพระองค์จะสร้างโดยมีพระเจตนาและพระประสงค์เช่นไรที่ทรงสร้างเราขึ้น  แต่เมื่อความทุกข์ยากลำบาก และเมื่อความอยุติธรรมเข้ามามีอิทธิพลกดข่มในชีวิตของเรา   มักทำให้เราต้องตะโกนโพล่งออกมาดังๆ ในใจเช่นนั้น   สถานการณ์แวดล้อมเหล่านี้มักมีอิทธิพลเหนือความคิด ความรู้สึก และมุมมองในชีวิตของเรายิ่งว่าอิทธิพลของความเชื่อศรัทธาที่เราจะไว้วางใจในพระเจ้า

จากประสบการณ์ตรงในชีวิตของผม  เมื่อเราตอบโต้ เถียงถาม ท้าทายว่าพระองค์คิดถูกทำถูกแล้วหรือ ถึงพระประสงค์และพระเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่อนุญาตให้ชีวิตของเราต้องตกท่ามกลางสภาพที่เลวร้ายเช่นนั้น   ผมสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงอดทนด้วยพระเมตตา แต่พระองค์ก็ทรงกระทำพระราชกิจตามพระประสงค์ในชีวิตของผมต่อไป จนในที่สุดผมเองกลับเป็นฝ่ายต้องยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ เมื่อทรงเปิดเผย ช่วยให้เรามองเห็นและเข้าใจ   และนี่เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตที่ทำให้ผมไว้วางใจพระเจ้าและหยั่งรากลึกและมั่นคงในพระองค์มากยิ่งขึ้น

เมื่อชีวิตตกในความทุกข์ยากลำบาก  เมื่อความคิดความเข้าใจสับสน   เมื่ออารมณ์ขุ่นมัวและร้อนเดือด   นั่นเป็นสัญญาณว่าชีวิตของเราถูกอิทธิพลของสภาพที่เลวร้ายครอบงำ และกดทับ  มันพยายามที่จะพันธนาการทั้งชีวิตของเราให้เป็นทาสของอำนาจชั่วร้ายของมัน  


ในภาวะเช่นนั้น จงสงบและไว้วางใจในพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา  
ในเวลาเช่นนั้นคือช่วงเวลาที่เราจะ “รอคอยเวลาของพระเจ้า”  
ในเวลาเช่นนั้น คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเราจะเข้าผ่อนพักในพระเจ้าตามคำเชิญชวนของพระคริสต์  
ในเวลาเช่นนั้นเรากำลังอยู่ใกล้ชิดกับพระคริสต์ในอุโมงค์ที่มืดมิด
           เพื่อรอคอยรุ่งเช้าวันใหม่ที่จะมีชีวิตใหม่พร้อมกับพระองค์  
ในเวลาเช่นนั้น มิใช่การดิ้นรนอย่างสุดฤทธิ์ที่จะเอาชนะด้วยตนเอง
           ด้วยแผนการและกำลังขอตนเอง  
แต่ในเวลาเช่นนั้นเป็นเวลาของการรอคอยพระเจ้า  
           เพื่อรับกำลังใหม่  ชีวิตใหม่จากพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเรา

เมื่อชีวิตตกลงในสภาวะที่หนักหนาสาหัส เราจะต้องพึ่งพิงในพระคุณและพระปัญญาของพระเจ้า   พระเจ้าทรงเคยให้ชีวิตใหม่เกิดขึ้นในความตายของพระคริสต์แล้วฉันใด   พระเจ้าองค์เดียวกันนี้จะทรงกระทำพระราชกิจท่ามกลางชีวิตของเราที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ชีวิตใหม่ที่เป็นรูปธรรมที่เราสัมผัสได้ในชีวิต   ความไว้วางใจของเราที่มีในพระเจ้าเช่นนี้ เป็นการที่เรามีชีวิตตามแบบอย่างของพระคริสต์ที่สำแดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและสัตย์ซื่ออย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงของพระองค์ท่ามกลางความสงสัยที่จิตใจเต็มด้วยคำถาม   ทั้งนี้ “เพื่อจะทรงให้ศักดิ์ศรีอันอุดมของพระองค์ปรากฏแก่บรรดาผู้ที่เป็นภาชนะแห่งพระเมตตา...”(ข้อ 23)

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ


1. ท่านเคยต้องการที่จะถามพระเจ้าว่า “ทำไมถึงทรงสร้างข้าพระองค์ให้เป็นเช่นนี้” หรือไม่?
2. ท่านเคยได้รับคำตอบไหม?  ถ้าเคย  พระเจ้าตอบท่านอย่างไร?  และเมื่อใด?   หรือ
3. สภาพชีวิตในตอนนั้นของท่านได้คำตอบ หรือ ได้รับการแก้ไขหรือไม่?

ใคร่ครวญภาวนา

องค์พระผู้เป็นเจ้า   ในวันนี้ ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของชีวิตข้าพระองค์   พระองค์ทรงมีพระเมตตาคุณในชีวิตประจำวันที่ผ่านมาของข้าพระองค์  ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระพรอันเหลือล้นของพระองค์ที่มีในชีวิตของข้าพระองค์   ด้วยเหตุนี้ ในวันนี้ข้าพระองค์จึงไม่มีเสียงโต้แย้งถกเถียงกับพระองค์

ข้าแต่พระเจ้า  แต่ถ้าในวันใดวันหนึ่งในข้างหน้า   เมื่อชีวิตของข้าพระองค์ตกทุกข์ได้ยาก  จนเกิดความคับข้องใจหรือสงสัยในพระเมตตาของพระองค์   ในเวลาที่ข้าพระองค์ไม่สามารถที่จะมองเห็นว่าทำไมพระองค์ถึงให้ชีวิตของข้าพระองค์ต้องเป็นเช่นนั้น   ในเวลาเช่นนั้น  ขอพระองค์โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีความไว้วางใจในพระองค์   โปรดประทานความเชื่อมั่นคงในความดีและพระปัญญาของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง 

ข้าแต่พระเจ้า   ในวันนี้ข้าพระองค์ระลึกถึงมิตรสหายบางคนกำลังตกในสภาพชีวิตที่ยากลำบาก ทั้งสับสนและยุ่งยากซับซ้อน   พวกเขาอาจจะมีความประหลาดใจ และ คำถามมากมายในใจต่อพระองค์  ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องมีชีวิตอย่างที่กำลังเป็นอยู่นี้   ทำไมชีวิตของเขาถึงต้องได้รับความไม่เป็นธรรม   ในวันนี้ข้าพระองค์ขออธิษฐานเผื่อมิตรสหายกลุ่มนี้   ขอพระองค์โปรดให้เขาได้เรียนรู้และไว้วางใจในพระองค์ในที่สุด   ขอความรักเมตตาของพระองค์ทรงมีพลังในชีวิตของเขา   ถึงแม้ว่า ตอนนี้ วันนี้ เขายังไม่ได้รับคำตอบต่อคำถามที่ดังก้องในความคิดของเขา   เหนือความไม่มั่นใจและสงสัยขอให้เขาตระหนักชัดว่า  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต พระองค์ทรงสถิตเคียงข้างกับเขาในชีวิตทุกเวลา   เขาเป็นลูกของพระองค์   และชีวิตของพวกเขาอยู่ในพระหัตถ์ที่เข้มแข็ง มั่นคง และเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณของพระองค์  อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

09 เมษายน 2555

พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตายในชีวิตของท่านแล้วหรือยัง?

9 เมษายน 2012

การเป็นขึ้นจากความตายเป็นเรื่องที่มิใช่เพียงเข้าใจยาก เชื่อยากเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ “จินตนาการ” ยากด้วยเช่นกัน มิใช่เพียงในพวกเราเท่านั้น แต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นกับสาวกที่ติดตามพระเยซูคริสต์ด้วยตนเองเช่นกัน! ทั้งๆที่พระองค์ได้บอกพวกเขาล่วงหน้าแล้วว่า พระองค์จะถูกฆ่าจนเสียชีวิต แต่พระองค์จะเป็นขึ้นจากความตายในวันที่สาม (ที่ซีซาเรยาฟีลิปปี มัทธิว 16:21, มาระโก 8:31, ลูกา 9:22; ที่แคว้นกาลิลี มัทธิว 17:22-23, มาระโก 9:31, ลูกา 9:44; ขณะเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม มัทธิว 20:18-19, มาระโก 10:33-34, ลูกา 18:31-33) และผู้บันทึกพระกิตติคุณได้บอกชัดว่า สาวกไม่เข้าใจในสิ่งที่พระเยซูแจ้งแก่พวกเขาล่วงหน้า

ถึงแม้ว่า ในพระราชกิจที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ ที่ได้เรียกคนตายให้เป็นขึ้น ทั้งในคนต่างชาติ และเพื่อนสนิทชาวยิวอย่างลาซารัส รวมไปถึงบุตรสาวของไยรัส แต่ประสบการณ์เหล่านี้ก็ยังไม่ช่วยให้สาวกเข้าใจซึมซับจนเชื่อในเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายได้ ยิ่งเรื่องที่ว่า พระเยซูคริสต์จะต้องตายแล้วจะเป็นขึ้นจากความตายยิ่งยากแก่การจินตนาการของเหล่าสาวก

แต่เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงสาวกเกือบตั้งตัวไม่ติด ตั้งแต่ครั้งเมื่อพระเยซูคริสต์อธิษฐานที่เกทเสมนีสาวกกลับหลับใหลไม่ได้สติ เมื่อพระเยซูถูกพวกทหารและผู้นำศาสนายิวจับไปสาวกก็ต้องหลบหนีและหลบซ่อนเอาตัวรอด ถึงแม้เปโตรต้องการที่จะรู้ถึงความเป็นไปของพระเยซูคริสต์ (ในเวลานั้นเปโตรคิดหรือวางแผนอะไรในใจเราไม่ทราบ) แต่เมื่อต้องเผชิญกับความจริงเขากลับตัดสินใจปฏิเสธการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ถึงสามครั้งก่อนไก่ขัน น่าสังเกตว่าสาวกและเพื่อนสนิทของพระเยซูคริสต์ที่อยู่ในวิกฤติเวลานั้นที่พระคริสต์ถูกตรึงบนกางเขนกลับเหลือแต่พวกสตรี และ สาวกชายเพียงน้อยนิดเท่านั้น

ภายหลังที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนกางเขน แล้วพระศพถูกนำไปฝังที่อุโมงค์ของโยเซฟ สมาชิกสภาผู้นำศาสนายิว เป็นชาวอาริมาเธีย เขาไม่เห็นด้วยกับมติของสภาครั้งนี้ และยังเป็นคนที่คอยท่าแผ่นดินของพระเจ้า (ลูกา 23:50-56) ลูกาได้บันทึกเหตุการณ์เช้าวันอาทิตย์ไว้ดังนี้

“ตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ พวกผู้หญิงก็นำเครื่องหอมที่จัดเตรียมไว้มาถึงอุโมงค์ พวกนางพบว่าก้อนหินกลิ้งออกจากปากอุโมงค์แล้ว และเมื่อเข้าไปหาก็ไม่พบพระศพของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า ขณะกำลังฉงนสนเท่ห์เพราะเหตุการณ์นั้น นี่แน่ะ มีชายสองคนยืนอยู่ใกล้พวกนาง เครื่องนุ่งห่มแพรวพราวจนพร่าตา ผู้หญิงเหล่านั้นก็หวาดกลัวและซบหน้าลงถึงดิน ชายสองคนนั้นจึงพูดกับนางว่า “พวกท่านแสวงหาคนเป็นในพวกคนตายทำไม? พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว จงระลึกถึงคำที่พระองค์ตรัสกับพวกท่านขณะที่พระองค์ยังอยู่ในแคว้นกาลิลีว่า บุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือของคนบาป และจะต้องถูกตรึงที่กางเขน และวันที่สามจะเป็นขึ้นมาใหม่ พวกนางจึงระลึกถึงพระดำรัสของพระองค์

เมื่อกลับจากอุโมงค์แล้ว พวกนาง1ก็เล่าเหตุการณ์นี้ทั้งหมดแก่สาวกสิบเอ็ดคนและคนอื่นๆ ด้วย...แต่พวกอัครทูตไม่เชื่อ เห็นว่าเป็นคำเหลวไหล แต่เปโตรลุกขึ้นวิ่งไปที่อุโมงค์ เมื่อก้มลงมองดูก็เห็นแต่ผ้าป่านเท่านั้น จึงกลับไปด้วยความประหลาดใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น” (ลูกา 24:1-12 ฉบับมาตรฐาน)

พระเยซูคริสต์ในการรับรู้ ในความคิด ในความรู้สึกของเหล่าสาวกและคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์คือ “พระเยซูคริสต์ตายแล้ว” และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ สาวกส่วนหนึ่งซ่อนตัวด้วยกันที่ห้องชั้นบน (อาจจะเป็นบ้านบิดาของมาระโก) มีแต่กลุ่มสตรีอีกเช่นเคยที่วางแผนที่จะแสดงความเคารพรักต่อพระเยซูคริสต์ครั้งสุดท้าย ด้วยการนัดหมายที่จะไปชโลมพระศพของพระองค์ที่อุโมงค์รุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์ (วันอาทิตย์)

พระเยซูคริสต์ในชีวิต ความคิด และสำนึกของสตรีกลุ่มนี้คือ “พระศพ” ในอุโมงค์ มีแต่พระเยซูคริสต์ที่ตายแล้วในชีวิตของพวกเธอ ดูเหมือนความฝันความหวังทุกอย่างกำลังจบสิ้นลง และพวกเธอก็ตั้งใจปิดฉากความหวังดังกล่าวด้วยการนำเครื่องหอมและน้ำมันหอมไปชโลมพระศพด้วยความผูกพันและเคารพ ระหว่างทางที่มุ่งไปสู่อุโมงค์ฝังพระศพพระเยซูจิตใจของพวกเธอมีแต่ความว้าวุ่นกังวลกับอุปสรรคที่อยู่ข้างหน้าว่า แล้วใครจะกลิ้งเอาหินใหญ่ที่ปิดปากอุโมงค์ออก(มาระโก 16:3) เพื่อพวกเธอจะสามารถเข้าถึงพระศพเพื่อนำเครื่องหอมและน้ำมันหอมไปชโลมได้อย่างไร

แต่เมื่อไปถึงอุโมงค์กลับสร้างความฉงนสนเท่ห์แก่พวกเธออย่างยิ่ง ก้อนหินที่ปิดปากอุโมงค์ถูกกลิ้งออกแล้ว พวกเธอคงมิสนใจถามหาว่าใครเป็นคนกลิ้งออกไป แต่เข้าไปที่อุโมงค์ยิ่งต้องประหลาดใจอย่างยิ่งที่ไม่พบพระศพของพระคริสต์ตามที่คาดหมายตั้งใจ น่าสังเกตว่าพวกเธอไม่ได้ดีใจในเหตุการณ์นี้ แต่เสียใจอย่างมากที่ไม่สามารถทำในสิ่งที่ตั้งใจ พวกเธอเข้าใจว่าต้องมีคนขโมยพระศพไป หรือ อย่างน้อยย้ายพระศพไปที่อื่น! ใครเป็นคนเอาพระศพไป แล้วเขาเอาไปไว้ที่ไหน กลายเป็นประเด็นร้อนในจิตใจของพวกเธอ

พวกเธอต้องถึงกับตะลึงตกใจกลัวอย่างสุดๆ ที่พบทูตสวรรค์ยืนขนาบที่วางพระศพพระเยซู ยิ่งกว่านั้นทูตสวรรค์ถามพวกเธอด้วยคำถามที่กระตุกความรู้สึกนึกคิดของพวกเธอให้ “ระลึกถึง” คำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่บอกเขาล่วงหน้าถึงการตายและการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ ทูตสวรรค์บอกพวกเธอว่า “พวกท่านแสวงหาคนเป็นในหมู่คนตายทำไม? พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่แต่ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว!...จงระลึกถึงคำที่พระองค์ตรัสกับพวกท่าน...ว่า บุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือของพวกคนบาป และจะต้องถูกตรึงที่กางเขน และวันที่สามจะเป็นขึ้นมาใหม่” (ลูกา 24:5-7 ฉบับมาตรฐาน) พวกเธอจึงระลึกได้ถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์เคยตรัสกับพวกสาวกก่อนหน้านี้แล้ว (ข้อ 8)

พระเยซูคริสต์ในความรู้สึกนึกคิดและในชีวิตของพวกเธอมิใช่ “พระศพ” อีกต่อไป แต่เป็นพระคริสต์ที่เป็นขึ้นจากความตายแล้ว เกิดความชื่นชมยินดี เป็นพลังกระตุ้นให้พวกเธอรีบกลับไปบอกสาวกคนอื่นๆว่า พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตายแล้ว แต่พวกเธอกลับผิดคาดเพราะ “...พวกอัครทูตไม่เชื่อ เห็นว่าเป็นคำเหลวไหล” (ข้อ 11)

ข่าวดี หรือ พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย การทรงมีชัยเหนือความตาย ที่ใครประสบพบเจอด้วยตนเอง มีประสบการณ์ตรงกับพระคริสต์ ได้รับการสัมผัสสัมพันธ์กับพระองค์โดยตรงย่อมก่อเกิดความเข้าใจใหม่ เกิดความชื่นชมยินดี ชีวิตเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เป็นพลังนำข่าวดีนี้ไปบอกไปแจ้งแก่คนอื่นๆ ทั้งนี้เพราะพระคริสต์ในชีวิตของคนเหล่านี้เป็นพระคริสต์ที่เป็นขึ้นจากความตาย และพลังแห่งชัยชนะเหนือความตายเป็นพลังในชีวิตของคนเหล่านี้

แต่ถ้าใครที่ได้รับเพียงการบอกเล่า หรือ ข้อมูลเรื่องพระคริสต์เท่านั้นโดยไม่มีประสบการณ์ตรงและสัมผัสกับพระองค์ที่เป็นขึ้นจากความตาย พระคริสต์ในชีวิตของผู้นั้นก็ยังไม่มีชีวิต เป็นเพียงมีความรู้ มีข้อมูล เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ แต่มิใช่พระคริสต์ที่มีชีวิตในคนนั้น

แปลกแต่จริง ทั้งๆ ที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย ที่อุโมงค์ฝังพระศพของพระองค์ก็ไม่มีพระศพที่นั่นแล้ว แต่คริสเตียนทุกวันนี้ส่วนหนึ่งยังแสวงหาที่จะแสดงความรักและเคารพพระเยซูคริสต์ด้วยความคิดที่ต้องการ “ชโลมพระศพพระคริสต์” ด้วยเครื่องหอมและน้ำมันหอม อย่างเช่นกลุ่มสตรีสมัยพระเยซูคาดคิดตั้งใจในครั้งแรกก่อนพบความจริง คริสเตียน ผู้นำคริสตจักร และนักศาสนศาสตร์กลุ่มนี้กลับมาถกเถียงกันว่า การประกอบพิธีบัพติสมาแบบไหนถึงจะถูกต้อง ถึงจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า จะร้องเพลงสรรเสริญด้วยเพลงสั้น หรือ เพลงไทยนมัสการ เพลงชีวิตคริสเตียน จะอธิษฐานในใจหรืออธิษฐานเสียงดังพระเจ้าถึงจะฟัง ถึงจะแสดงว่าคนนั้นร้อนรน จะต้องพูดภาษาแปลกๆ ถึงแสดงว่าเป็นคริสเตียนแท้จริง คาดหวังให้มีคนกลับใจรับบัพติสมาเพิ่มจำนวนสมาชิกคริสตจักรมากขึ้นว่านั่นเป็นเครื่องชี้วัดถึงความเจริญเติบโตเข้มแข็งของชีวิตคริสตจักร หรือจำเป็นจะต้องสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกด้วยหรือไม่?

อะไรคือเครื่องชี้วัดว่า พระคริสต์ในชีวิตของคนๆ นั้น คริสตจักรนั้นๆ สังคมชุมชนนั้นๆ เป็นพระคริสต์ที่เป็นขึ้นจากความตายแล้ว? และ

อะไรคือสิ่งที่ส่อให้เห็นว่าพระคริสต์ในคนๆ นั้น คริสตจักรนั้นๆ และชุมชนนั้นๆ ยังเป็นพระศพที่พวกเขาพยายามปกป้องเก็บรักษาไว้ เพื่อชโลมพระศพนั้น เป็นการแสดงถึงความเคารพรักต่อพระคริสต์?

พระคริสต์ในชีวิตของพวกเราแต่ละคนเป็นขึ้นจากความตายแล้วหรือยัง? หรือยังเป็น “พระศพ” ที่เราหวงไว้บูชา?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-2894499