แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป็น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป็น แสดงบทความทั้งหมด

26 พฤษภาคม 2557

อย่าทำตัวเป็นตำรวจโลก!

เช้านี้เรากล่าวหาว่าคนอื่นเป็นหินสะดุด  ทำสิ่งเลวร้าย
แต่เราไม่ได้เห็นถึงสิ่งดีที่เขาตั้งใจกระทำเมื่อวานนี้

เราหัวเราะเยาะหญิงคนนั้นที่เดินกะโผลกกะเผลก
แต่เราไม่ได้เห็นตะปูตัวเล็กๆ ที่โผล่แทงเข้าไปในรองเท้าของเธอ

เราล้อเลียนความกลัวที่แสดงออกมาจากสีหน้าดวงตาของเธอ
แต่เราไม่รู้เลยว่าเมือวานนี้เธอต้องหลบลูกหลงจากการต่อสู้กันของสองพวกอย่างไร             
เธออาจจะกลัวว่า วันนี้อาจจะหลบไม่ทันเหมือนเมื่อวาน

ผู้คนเห็นว่า  เธอบริหารจัดการชักช้าน่ารำคาญ
แต่ใครจะรู้ไหมว่า  ครั้งที่แล้วเธอล้มคะมำไม่เป็นท่าเพราะความรีบเร่งใจร้อน

เราไม่รู้เลย...
นอกจากคนที่ติดตามย่างก้าวชีวิตเมื่อวานนี้ของเธอเท่านั้น
ที่ควรเป็นคนที่ “ตัดสิน” เธอ

มิเพียงแต่เราทำตัวโฉดเขลาอวดดีมองข้าม “เมื่อวานนี้” ของเธอ
เรายังไม่รู้ถึง “วันพรุ่งนี้” ของเธออีกด้วย
แล้วเรากล้าหาญอวดดีเช่นไรไปตัดสิน “หนังสือที่เขียนยังไม่เสร็จ” ว่า “ห่วย”?

เราควรจะตัดสินชี้ขาดทั้งๆ ที่จิตกรยังจับพู่กันละเลงไปบนผืนผ้าภาพที่วาดหรือ?
เราจะไปตัดสิน “คนอื่น” “ชาติอื่น” ได้อย่างไร 
เมื่อพระเจ้ายังทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของพวกเขา?

เปาโลมองคริสตชนในเมืองฟีลิปปีว่า
“ข้าพเจ้าแน่ใจอย่างนี้ว่า พระองผู้ทรงเริ่มต้นการดีไว้ในพวกท่าน
จะทรงทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์...” (ฟีลิปปี 1:6 มตฐ.)

พระเยซูคริสต์กล่าวเตือนเราแต่ละคนว่า
3 ทำไม​ท่าน​มอง​เห็น​ผง​ใน​ตา​พี่​น้อง​ของ​ท่าน
แต่​กลับ​มอง​ไม่​เห็น​ไม้​ทั้ง​ท่อน​ที่​อยู่​ใน​ตา​ของ​ท่าน?
4 ท่าน​จะ​กล่าว​กับ​พี่น้อง​ได้​อย่างไร​ว่า ‘ให้​ฉัน​เขี่ย​ผง​ออก​จาก​ตา​ของ​เธอ?’
ทั้งๆ ที่​มี​ไม้​ทั้ง​ท่อน​อยู่​ใน​ตา​ของ​ท่าน​เอง
5 คน​หน้า​ซื่อ​ใจ​คด จง​ชัก​ไม้​ทั้ง​ท่อน​ออก​จาก​ตา​ของ​ท่าน​ก่อน
แล้ว​ท่าน​จะ​เห็น​ได้​ถนัด จึง​จะ​เขี่ย​ผง​ออก​จาก​ตา​พี่​น้อง​ของ​ท่าน​ได้
(มัทธิว 7:3-5 มตฐ.)

เราท่านคงจำได้นะครับว่า   คำตรัสนี้พระองค์กำลังตรัสกับใคร!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

10 กุมภาพันธ์ 2557

ท่านเป็นคนของใครในวันนี้?

เปา​โล ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​เยซู​คริสต์
ที่​ได้​รับ​การ​ทรง​เรียก​ให้​เป็น​อัคร​ทูต
และ​​ตั้ง​ไว้​ให้​ประกาศข่าวประเสริฐของ​พระ​เจ้า
(โรม 1:1 มตฐ.)

เปาโลเริ่มประโยคแรกในจดหมายที่ท่านเขียนถึงผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ในโรม   ท่านได้บอกให้ผู้อ่านว่าท่านเป็นใคร  ท่านบอกผู้อ่านว่า  “(ข้าพเจ้า)เปาโล  ทาสรับใช้ ของพระคริสต์”   ในพระคัมภีร์สำนวนแปลต่างๆ ของสมาคมพระคริสต์ธรรมพระคัมภีร์ฯ  และของอมตธรรมร่วมสมัย  ต่างแปลอย่างเดียวกันว่า “เปาโล ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์”   แต่ในต้นฉบับภาษากรีกใช้คำว่า doulos ซึ่งแปลว่า “ทาส”   มีความหมายถึงผู้ที่แม้จะมีชีวิตอยู่   แต่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง   มีคนอื่นเป็นเจ้าของ  เป็นเจ้านาย  ในที่นี้เปาโลบอกผู้อ่านว่า  ข้าพเจ้าเปาโล  ผู้เป็นทาสรับใช้ของพระเยซูคริสต์  

นั่นหมายความว่าท่านได้มอบกายถวายชีวิตให้เป็นของพระเยซูคริสต์ทั้งชีวิต

เฉกเช่นเดียวกับเปาโล   คริสตชนทุกคนต่างเป็น “ทาสรับใช้” ของพระคริสต์เช่นกัน

ทุกวันนี้เราท่านคงหนักใจที่จะใช้คำว่า “ทาสรับใช้”   หรือการที่จะบอกว่า “ตนเป็นคนที่มีเจ้าของ...”   เพราะเรามีมุมมองว่า ทาสเป็นเรื่องของการกดขี่ข่มเหงทำร้ายทำลายศักดิ์ศรี   พระฉายา  และคุณค่าในความเป็นคนที่พระเจ้าทรงสร้างและประทานให้   หลายคนบอกว่า  ราชกาลที่ 5 ได้ยกเลิกระบบทาสไปจากประเทศไทยแล้ว   นี่คริสตชนสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 21 ยังมีจิตใจที่เป็นทาสอีกหรือ?

ความเป็นจริงคริสตชนไทยก็ไม่อยากใช้คำนี้สักเท่าใด   ดังเห็นได้จากการใช้คำว่า “ผู้รับใช้”  ที่ดูดีกว่าแทน   เพราะคำว่า “ผู้รับใช้” มิได้บ่งบอกถึงการที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตเราเอง   แต่บ่งบอกถึงฐานะพิเศษที่รับใช้พระเยซูคริสต์(คนสำคัญ)   ดังนั้น  ผู้รับใช้หลายต่อหลายคนจึงภาคภูมิใจในการใช้คำว่า “ผู้รับใช้ของพระคริสต์”   และมักนิยมชมชอบเป็นผู้รับใช้อย่างเป็น “ทูตของพระคริสต์”  ซึ่งมีฐานะสูงส่งขนาดตัวแทนของพระเยซูคริสต์

แต่เปาโลแนะนำตัวของท่านประโยคแรกในจดหมายฝากว่า  “ข้าพเจ้าเปาโล ทาสรับใช้ ของพระคริสต์”   “ข้าพเจ้าเปาโลมีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้านาย และ ทรงเป็นเจ้าของ!”

ทำไมเปาโลบอกถึงสถานภาพที่แท้จริงของตนว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสรับใช้ของพระเยซูคริสต์”   มิใช่เพราะเปาโลนิยมชมชอบระบบทาส   แต่เพราะเปาโลต้องการบอกกับผู้อ่านชัดเจนว่า   ชีวิตที่ท่านมีอยู่นี้   ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้   มีคุณค่าและความหมายที่ดำเนินชีวิตอยู่ในทุกวันนี้   เพราะพระคริสต์ทรงปลดปล่อย และ ไถ่ถอนชีวิตทั้งชีวิตของท่าน  คือทรงไถ่ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมชีวิตทั้งหมดของตนออกจากอำนาจของความบาปชั่ว ผิดพลาด  คิดผิด เชื่อผิด  เข้าใจผิด  และมีมุมมองที่ผิดๆ   จึงทำให้ดำเนินชีวิตไปอย่างผิดพลาดร้ายแรง    แต่เพราะพระคริสต์ทรงรักท่าน   จึงไถ่ถอนปลดปล่อยท่านออกมาจากอำนาจชั่วดังกล่าวด้วย “พระโลหิต” หรือทั้งชีวิตของพระคริสต์   ดังนั้น  เปาโลจึงมิได้เป็นเจ้าของชีวิตที่ตนเองมีอีกต่อไป   แต่ชีวิตทั้งชีวิตที่มีอยู่เป็นของพระเยซูคริสต์ที่ทรงไถ่ถอนปลดปล่อย   ดังนั้น   ชีวิตของเปาโลจึงมิใช่ทำตามใจปรารถนาของตนเองอีกต่อไป   แต่เปาโลชี้ชัดว่า  ชีวิตที่มีอยู่นี้มีอยู่เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระคริสต์คือทรงใช้ให้ตนไปประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์   และเปาโลออกไปทำเช่นนี้ในฐานะ “ทาสรับใช้ของพระคริสต์”  เพราะ...

ท่านไม่ได้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐเพราะเป็นอาชีพเพื่อมีรายได้เพื่ออยู่รอด

ท่านมิได้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐเพราะได้เงินเดือน  ได้ค่าสวัสดิการชีวิต  หรือได้ตำแหน่ง

ท่านมิได้รับจ้าง หรือ รับเงินเดือน  เงินสนับสนุนจากใคร  องค์กรไหน

แต่เปาโลออกไปประกาศข่าวประเสริฐเพราะจิตสำนึกว่า ตนเป็น ทาสรับใช้ของพระคริสต์

ในช่วงปี 2014 นี้   จะเป็นการดียิ่งถ้าเราท่านจะมีเวลาสงบอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า  เพื่อใคร่ครวญว่า   จากพฤติกรรมชีวิตที่ผ่านมาตลอดปี 2013 เรามีพฤติกรรมว่า “ใครเป็นเจ้าของชีวิตของเรากันแน่?”    และในปี 2014 นี้  ท่านตัดสินใจมีชีวิตโดยมีใครเป็นเจ้าของ  หรือ ใครเป็นเจ้านายควบคุมชีวิตของเราท่าน?

ชื่อเสียง  เกียรติยศ
ตำแหน่ง  ฐานะ
เงินทอง  ทรัพย์สิน  สมบัติ
ครอบครัว  คู่ชีวิต  ลูกหลาน...
ธุรกิจ  การงาน
ความอยู่รอดปลอดภัย
สารเสพติด และ สิ่งเสพติด (เช่น เน็ท  เพศ  เสี่ยงโชค   หุ้น...)
ใจปรารถนาของตนเอง
....
ทุกวันนี้อะไรที่เป็น “เจ้านาย” ที่บงการชีวิตของท่าน?  หรือ  ท่านกำลัง “รับใช้” ใคร/อะไรในทุกวันนี้

แล้วในปี 2014 นี้   ท่านคิดว่าจะยอมให้ “ใคร” หรือ “อะไร” ที่จะเป็นเจ้านายบงการชีวิตของท่าน?

หรือในปีใหม่นี้ ท่านจะยอมเป็น “ทาสรับใช้” ของใคร?  หรือ  อะไร ในชีวิตของท่าน?

จริงๆ แล้ว “ใคร” หรือ “สิ่งใด” ที่มีอิทธิพลบ่งการชีวิตของท่าน?
หรือพูดให้สวยหน่อย   ใครเป็นเจ้านายชีวิตของท่าน?
ท่านคิดอย่างไรกับการที่ “ท่านจะเป็นทาสรับใช้ของพระคริสต์”?
ท่านคิดอย่างไรกับประสบการณ์ของเปาโลที่ว่า  การเป็นทาสพระคริสต์คือการเป็นไทที่แท้จริงทั้งชีวิต?

ท่านคิดว่า   ถ้าท่านจะดำเนินชีวิตโดยมีพระคริสต์เป็นเจ้านาย หรือ เป็นทาสรับใช้พระคริสต์จะทำให้ท่านมีชีวิตที่แตกต่างจากปีที่ผ่านพ้นไปอย่างไรบ้าง?

วันนี้ท่านจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกว่า  ท่านเป็นคนของใคร? 
                                                                                  
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

29 สิงหาคม 2555

...ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง?


ใคร่ครวญถึงความรับผิดชอบในการเอาใจใส่ รับใช้และบริการ

คงไม่มีใครเลือกเอาคาอินเป็นพระเอกในดวงใจของตน   แต่หลายคนได้ตีตราว่าคาอินคือฆาตกรคนแรกของมนุษยชาติ  แต่ก็มีคำถามด้วยเช่นกันว่า  อะไรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ต้องฆ่าน้อง
บางคนบอกว่าเพราะความอิจฉาที่พระเจ้าโปรดปรานน้องมากกว่าตน
บ้างก็บอกว่าที่คาอินทำเช่นนี้เป็นการประชดพระเจ้า  ถ้าไม่มีอาเบลแล้วพระองค์จะรักใคร?
บ้างก็บอกว่าเพราะคาอินต้องการ เด่น ดัง ดี แต่ผู้เดียว  ด้วยการทำลายคู่แข่งขันในชีวิตของตน
ที่คาอินทำลงไปนั้น  มิเคยไตร่ตรองถามตนเองว่า แล้วอาเบลน้องชายจะเป็นเช่นไร
แย่ยิ่งกว่าแย่ไม่เคยคิดสักนิดเลยว่าพระเจ้าผู้สร้างเขาจะคิดและรู้สึกเช่นไร
แต่ในปัจจุบันนี้พฤติกรรมแบบ “คาอิน” ยังมีให้เราเห็นเกร่อมากมายในสังคม ในคริสตจักรไทยของเรา
การทำร้ายทำลายคนที่ขัดผลประโยชน์  ขัดอำนาจ  บดบังบารมี  คนละพรรคคนละพวก
ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ   ตั้งแต่เบาที่สุดคือโฆษณาตนเอง  สาดโคลนอีกพวกหนึ่ง
จนกระทั่งทำให้คนอีกฝ่ายหนึ่งต้องล่มแล้วจมหายไปจากเวทีอำนาจ
เพื่อตนจะมีโอกาสขึ้นเถลิงอำนาจอย่างใจปรารถนา
ไม่เคยคิดสักนิดเลยว่า แล้วพี่น้องคริสเตียนที่ตนไล่บดบี้ขยี้นั้นจะเป็นเช่นไร
แล้วก็ไม่นึกถึงว่าแล้วพระเจ้าจะรู้สึกอย่างไร

แต่พระเจ้ายังเมตตาคาอิน พระองค์ถามคำถามคาอินเพื่อให้คาอินได้คิดและไตร่ตรองว่า
“อาเบล น้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
คาอินสวนกลับพระเจ้าอย่างกวนประสาทและท้าทายว่า
“ข้าพระองค์ไม่ทราบ  ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง?”

สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการทำร้ายทำลายกันเช่นนี้ทั้งในบ้าน ในคริสตจักร และในที่งาน   เพราะคนอย่างคาอินมุ่งมองเน้นความสำคัญของตนเอง   มองทุกอย่าง  ทำทุกอย่างเพราะสนใจแต่ตนเอง   ขอให้ชีวิตของตนเองมุ่งไปข้างหน้าก่อน   ขอให้ครอบครัวของฉันปลอดภัยก่อน  เรื่องของคนอื่นค่อยว่ากันทีหลัง   ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง   ข้าพระองค์หรือต้องรับผิดชอบ  ต้องเอาใจใส่คนพวกนั้น!
ท่านครับ   ท่านคิดว่าทุกวันนี้พระเจ้าจะตอบคนโอหังพวกนี้ว่าอย่างไร?
คงหนีไม่พ้นว่า พระองค์ทรงตอบว่า “ใช่ซิ  เจ้าจะต้องต้องเอาใจใส่และดูแลน้องของเจ้าคนนั้น”
ในพระคัมภีร์มีคำตอบเรื่องนี้ที่ชัดเจนตลอดพระคัมภีร์ทั้งเล่ม
“ใช่  และมากกว่านั้น  เจ้าจะต้องดูแล เอาใจใส่  และเจ้าอย่าข่มเหงคนต่างด้าว...”
(อพยพ 23:9 TBS1971)
“คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับเจ้านั้นก็เหมือนกับชาวเมืองของเจ้า   เจ้าจงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง...”
(เลวีนิติ 19:34 TBS1971)

นอกจากนั้น  เสียงของผู้เผยพระวจนะก็ยังดังแสบแก้วหูอยู่ว่า
“...เจ้าอดอาหารเพียงเพื่อวิวาทและต่อสู้ และเพื่อต่อยด้วยหมัดอธรรม
การอดอาหารอย่างเจ้าในวันนี้ จะไม่ทำให้เสียงของเจ้าได้ยินไปถึงที่สูง
เราเลือกการอดอาหารอย่างนี้มิใช่หรือ?
คือการแก้พันธนะอธรรม  การแก้สายรัดของแอก
การปลดปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ  และการหักแอกทั้งหมดเสีย
คือการแบ่งอาหารของเจ้ากับคนหิว  การนำคนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้านมิใช่หรือ?
และเมื่อเห็นคนเปลือยกายก็คลุมกายเขาไว้  ทั้งไม่ซ่อนตัวเจ้าจากญาติของเจ้ามิใช่หรือ?
และถ้าเจ้าทุ่มเทชีวิตของเจ้าแก่ผู้หิวโหย  และทำให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มเอิบ
แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด  และความมืดคลุ้มของเจ้าจะเป็นเหมือนเที่ยงวัน
...”    (อิสยาห์ บทที่ 58 ฉบับมาตรฐาน)

“โอเจ้าทั้งหลายผู้บิดเบือนความยุติธรรม และเหยียบย่ำความชอบธรรม
เพราะว่าพวกเจ้าเหยียบย่ำคนยากจน  และรีดเอาส่วนแบ่งข้าวสาลีไปจากเขา
เจ้าจึงสร้างบ้านด้วยศิลาสกัด  แต่เจ้าจะไม่ได้อยู่ในตึกนั้น
เจ้าทำสวนองุ่นที่ร่มรื่น  แต่เจ้าจะไม่ได้ดื่มเหล้าองุ่นจากสวนนั้น
จงเกลียดความชั่วและจงรักความดี  และจงตั้งความยุติธรรมไว้ในศาล...” (อาโมสบทที่ 5 ฉบับมาตรฐาน)

มนุษย์เอ๋ยพระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี?   และพระยาเวห์ประสงค์อะไรจากเจ้า?
นอกจากให้ทำความยุติธรรมและให้รักความเมตตา 
และให้ดำเนินชีวิตของเจ้าไปกับพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ   (มีคาห์ 6:8)

พระเยซูท้าทายผู้ที่ติดตามพระองค์ว่ามิเพียงแต่รักเพื่อนบ้านเท่านั้น   แต่ให้รักศัตรูคู่อาฆาตด้วย
“จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาคนที่ข่มเหงท่าน
เพราะพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน  (มัทธิว 5:43-44)
จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน  ด้วยสุดกำลังของท่าน ด้วยสุดความคิดของท่าน 
และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  (ลูกา 10:25-37)
และเปาโลกล่าวไว้ว่า  “จงรักกันฉันท์พี่น้อง  จงให้ขวนขวายในการให้เกียรติกันและกัน (โรม 12:10-13)

พระเจ้ามิได้บัญชาให้เรารักพี่น้อง  เพื่อนบ้านเท่านั้น  แต่พระองค์ประสงค์ให้เรารักแม้แต่คนที่เป็นศัตรูของเราด้วย   พระเจ้าทรงเชิญชวนให้เรารักเมตตา  นมัสการพระองค์ด้วยความถ่อมใจด้วยการดูแล เอาใจใส่ รับใช้คนอื่นรอบข้างในชีวิตของเรา   พระวจนะของพระเจ้าท้าทายให้เรากลับใจใหม่  และรับการปลดปล่อยออกจากวงจรอุบาทว์แห่งการแข่งขันและเข่นฆ่าทำลายกัน  แล้วหันหน้าเข้าสู่การดำเนินชีวิตภายใต้การครอบครองของพระเจ้าในแผ่นดินของพระองค์

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ต่อแต่ละคน แต่ละบริบท ในการกระทำที่แตกต่างกัน   แต่ให้เราตระหนักชัดเสมอว่า  พระองค์ประสงค์ให้เรารับผิดชอบ  ดูแล  เอาใจใส่ ด้วยความรักเมตตา  อุทิศตนแด่พระเจ้า  เพื่อที่จะขยายอาณาเขตแห่งความรักเมตตา  อภิบาลเอาใจใส่ชีวิตคนรอบข้างในชีวิตของเรา   ด้วยการสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในโลกนี้   และร่วมกระทำพระราชกิจในทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่

วันนี้พระคริสต์ตรัสถามเราว่า...
น้องชายของท่านอยู่ที่ไหน?
เพื่อนบ้านของท่านอยู่ที่ไหน?
ศัตรูของท่านอยู่ที่ไหน?
ท่านจะรับผิดชอบ  ดูแล  เอาใจใส่ และรับใช้เขาเหล่านี้หรือไม่ในวันนี้?
แล้วท่านจะตอบพระองค์ว่าอย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499