แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้าพระองค์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้าพระองค์ แสดงบทความทั้งหมด

18 สิงหาคม 2557

พระเจ้า...ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้นกับข้าพระองค์?

เมื่อเหตุร้าย หรือ สถานการณ์ที่เราไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา  ทันทีคำถามผุดขึ้นในห้วงความคิดและความรู้สึกของเรา  มักเริ่มต้นคำถามว่า “ทำไม?”  

ทำไมเขาถึงเดินออกไปจากชีวิตของฉัน?
ทำไมเพื่อนคนนี้ถึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา?
ทำไมฉันจึงต้องเจ็บปวดซ้ำซาก?
ทำไมคนที่ฉันรักถึงต้องมาตายจากไปในเวลาที่ไม่สมควร?
ทำไมฉันต้องตกงาน?
ทำไมฉันต้องเป็นมะเร็ง?   ทำไมต้องเป็นฉัน?   ทำไมไม่เป็นคนอื่น?
ทำไม?  ทำไม?  ทำไม?

แล้วคำตอบที่เรามักจะได้รับคือ  “ไม่มีคำตอบ”   “ไม่รู้สิ”

โยบ...ถามพระเจ้าแรงกว่าเราครับ   ทำไมพระเจ้าให้เขามีชีวิตแต่ชีวิตนี้ต้องทนกับความระทมทุกข์ (โยบ 3:20)  ดูจะเป็นธรรมชาติในความเป็นมนุษย์ที่ตั้งคำถามว่า “ทำไม”   และเราท่านต่างถามคำถามนี้บ่อย ๆ ทั้งที่รู้ตัวและที่ไม่รู้ตัว   ด้วยความเป็นมนุษย์ผมขอถามคำถามต่อไปว่า 

“ทำไมมนุษย์ถึงมักถามคำถามว่าทำไม?”

เป็นไปได้ไหมว่า   เพราะเรามีความคิดและเข้าใจที่ผิดพลาดว่า  
“ความรู้จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้”  
เราถามว่า “ทำไม” เหมือนกับว่า  
ถ้าเราได้คำตอบว่าทำไมเราถึงเป็นเช่นนี้   เราจะแก้ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ได้  
เราเข้าใจผิดว่าถ้าเรามีคำตอบในเรื่องนั้น ๆ เราจะแก้สภาวะที่เราไม่พึงประสงค์นั้นได้  
เราคิดผิดไปว่าเราสามารถแก้ปัญหาทุกปัญหาได้    เพียงถ้าเรามีคำตอบว่าทำไม

แต่ในความเป็นจริง   เราไม่สามารถแก้ไขทุกสิ่งได้   แม้แต่นิสัยของเราเองบางอย่างเรายังไม่สามารถจัดการแก้ไขได้เลย    แล้วเราจะไปเปลี่ยน  ความคิด  จิตใจ  และชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น ๆ ได้อย่างไร   แล้วเราจะไปควบคุมกำกับกระแสต่าง ๆ ในสังคมได้อย่างไร?   ตกลงเป็นอันว่า ถึงเราจะได้คำตอบแต่ในหลาย ๆ ครั้งเราก็ยังไม่สามารถที่จะจัดการแก้ปัญหาเหล่านั้นที่เราประสบได้เลย

ในฐานะที่เราเป็นคริสตชน   เรารู้ว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นได้สองแนวทางใหญ่ ๆ คือ  

แนวทางแรกเกิดจากการค้นหา  ทดลอง  และการแสวงหาคำตอบของเรา   เราใช้สติปัญญา  เราใช้ความคิดตรรกะเหตุผลในการค้นหาเพื่อที่จะเรียนรู้

ในอีกด้านหนึ่ง   มีหลายเรื่องในชีวิตที่เราไม่สามารถค้นหาเรียนรู้จากวิธีการที่กล่าวข้างต้น     แต่ต้องอาศัยการทรงเปิดเผยจากพระเจ้า   ถึงพระราชกิจที่ทรงกระทำในชีวิตมนุษย์และในสังคมโลก    พระราชกิจเหล่านี้พระองค์ทรงกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์     มิใช่เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น  หรือ ตามความต้องการรู้ของมนุษย์   ดังนั้น   การเรียนรู้จากการทรงเปิดเผยถึงพระประสงค์ของพระเจ้าจะค่อย ๆ ช่วยเราให้เข้าใจสถานการณ์ชีวิตแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นกับเรา

ในภาวะวิกฤติต่าง ๆ ในชีวิตที่เราเผชิญอยู่   เราจะรับมือกับความทุกข์ยากเหล่านั้นได้อย่างไรคงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ว่าเราได้คำตอบว่า “ทำไม” ถึงเกิดขึ้นแก่เรา

แต่สิ่งที่เราต้องการคือ  “กำลัง” และ “การหนุนช่วย”    สิ่งนี้ต่างหากที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือและจัดการกับวิกฤตินั้นด้วยความอดทนและจิตใจที่มั่นคง

พระเจ้าทรงเปิดเผยแผนการและพระราชกิจของพระองค์ผ่านทางธรรมชาติที่พระองค์ทรงสร้าง   ผ่านพระวจนะที่บันทึกถึงพระราชกิจ   พระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์   และพระองค์ทรงเปิดเผยและสำแดงพระองค์ผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของแต่ละคน   และสถานการณ์ของสังคมโลกด้วย

การทรงเปิดเผยของพระเจ้าในแต่ละสถานการณ์ชีวิต   เราต้องเข้าใจว่า  

ประการแรก  การที่เราตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่คับขันยากลำบากนั้น   มิใช่เพราะพระเจ้าต้องการให้เราประสบความทุกข์ยากลำบากในชีวิต   แต่ในหลาย ๆ สถานการณ์เกิดจากผลการตัดสินใจเลือก และ การกระทำของมนุษย์คนนั้นเอง

ประการที่สอง  สภาวะแวดล้อมที่เป็นต้นเหตุให้ชีวิตของเราต้องตกในสภาพที่ทุกข์ยากหรือเสี่ยงตาย   ในภาวะเช่นนี้เราจึงหวังพึ่งในการนำของพระเจ้าให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์สำหรับชีวิตของเรา   สิ่งที่เราทูลขอคงมิใช่ขอพระเจ้าช่วยให้เรารู้ว่าจะทรงนำเราไปในทางไหน  ถึงแม้ว่าเรารู้แล้วเราก็จัดการตนเองไม่ได้อยู่ดี   แต่เราทูลขอให้เรามีกำลังและความอดทนในการรอคอย และมีจิตใจที่ไว้วางใจในการทรงนำ และยอมทำตาม

ประการที่สาม  ในการทรงนำแต่ละก้าวย่างในวิกฤตินั้นเองที่เป็นการทรงเปิดเผยถึงน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราในเรื่องนั้น   เราได้เรียนรู้พระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตเรา   เราได้รับการทรงสร้างใหม่จากการใช้ชีวิตที่ก้าวย่างออกจากพลังอำนาจชั่วที่ทำให้เราตกอยู่ใต้วิกฤติ   เราได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นในการดำเนินชีวิต   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินชีวิตในวิถีแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า  

สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้เราเห็นถึงพระประสงค์ และ ชีวิตของเราชัดเจนมากยิ่งขึ้น   และทำให้เข้มแข็งเติบโตขึ้นในชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์
เพราะ​ว่า​บัดนี้​เรา​เห็น​สลัว ๆ เหมือน​ดู​ใน​กระจก
แต่​เวลา​นั้น​จะ​ได้​เห็น​พระ​พักตร์​ชัดเจน
เดี๋ยวนี้​ความ​รู้​ของ​ข้าพเจ้า​ไม่​สมบูรณ์
เวลา​นั้น​ข้าพเจ้า​จะ​รู้​แจ้ง​เหมือน​พระ​องค์​ทรง​รู้จัก​ข้าพเจ้า​
(1โครินธ์ 13:12 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 เมษายน 2557

วาทะจากกางเขน...ทำไมพระองค์ทอดทิ้งข้าพระองค์

เจ็ดปัจฉิมวาทะของพระคริสต์บนกางเขน

พอ​ถึง​บ่าย​สาม​โมง
พระ​เยซู​ก็​ทรง​ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า  “เอโลอี เอโลอี ลามา สะบัก​ธานี” 
แปลว่า  “พระเจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์
ทำ​ไม​พระ​องค์​ทรง​ทอด​ทิ้ง​ข้า​พระ​องค์?”
(มาระโก 15:34 มตฐ.)

ปัจฉิมวาทะจากกางเขนที่สี่คือ “พระเจ้าของข้าพระองค์...ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?”
พระเยซูร้องเสียงดัง  จากเนื้อหาของสดุดี 22:1-2  ว่า
 พระ​เจ้า​ข้า พระ​เจ้า​ข้า  ไฉน​ทรง​ทอด​ทิ้ง​ข้า​พระ​องค์​เสีย?...
 (สดุดี 22:1 มตฐ.)

วิถีแห่งกางเขนเป็นเส้นทางชีวิตที่สวนต้านกระแสนิยมแห่งโลกนี้   ชีวิตของคนในโลกนี้ไม่ต้องการมีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก   ไม่ต้องการมีชีวิตที่ต้องเจ็บปวด   ไม่ต้องการมีชีวิตที่มีความเครียด   และมนุษย์หลายต่อหลายคนไม่ต้องการพบกับความตาย

บนกางเขนของพระเยซูคริสต์ได้สะท้อนสัจจะความจริงถึงพันธกิจแห่งการรับใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้าบนวิถีแห่งกางเขนนี้คือ   ความทุกข์ยากลำบาก   ความเจ็บปวด   ความสิ้นหวัง  ความเครียดสุดๆ ในชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ยอมจำนนต่อพระเจ้า   เมื่อใครที่มอบกายถวายชีวิตจิตวิญญาณของตนให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์   การได้รับความทุกข์  ก็เป็นการทนทุกข์ด้วยความเต็มใจ   จึงเป็นคุณลักษณะหนึ่งของชีวิตที่มอบถวายให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ทำให้เราระลึกถึงพระเยซูคริสต์อธิษฐานต่อพระบิดาที่สวนเก็ธเสมนี    ในขณะที่พระองค์ขอให้สาวกของพระองค์เฝ้าอธิษฐานในเวลาวิกฤติแห่งชีวิต   แต่สาวกคนสนิทกลับหลับใหลไม่ได้สติ   ในคืนนั้นจิตใจของพระองค์ว้าวุ่นหาความสงบไม่ได้   ตอนหนึ่งในคำอธิษฐาน พระองค์ทูลขอต่อพระบิดาว่า  “...ข้า​แต่​พระ​บิดา ถ้า​พระ​องค์​พอ​พระ​ทัย ขอ​ให้​ถ้วย​นี้​เลื่อน​พ้น​ไป​จาก​ข้า​พระ​องค์...” (ลูกา 22:42 มตฐ.)   ลูกาได้บรรยายถึงสภาพชีวิต อารมณ์ ความรู้สึกของพระเยซูในเวลาวิกฤตินั้นอย่างชัดเจนว่า  “เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​ทุกข์ พระ​องค์​ก็​ยิ่ง​ทรง​อธิษ​ฐาน​อย่าง​จริง​จัง  เหงื่อ​ของ​พระ​องค์​เป็น​เหมือน​โล​หิต​เม็ด​ใหญ่​ไหล​หยด​ลง​ถึง​ดิน” (ข้อ 44)   พระเยซูทรงทุกข์และหมดแรงขนาดไหน?  ขนาดที่ลูกาเขียนว่า   “มี​ทูต​องค์​หนึ่ง​จาก​ฟ้า​สวรรค์​มา​ปรา​กฏ​ต่อ​พระ​องค์​และ​ช่วย​ชู​กำ​ลัง​พระ​องค์” (ข้อ 43)

ในเวลาเดียวกันหมอลูกาได้บันทึกไว้ด้วยเช่นกันว่า   ทำไมพวกสาวกคนสนิทของพระเยซูถึงหลับใหลไม่ได้สติ   ท่านเขียนไว้ว่า  “...​พวก​เขา​หลับ​ไป​ด้วย​ความ​ทุกข์​โศก​เศร้า” (ข้อ 45)  

พวกเขาคงรู้สึกผิดหวัง   คนที่เขาคิดว่าเป็นพระมาซีฮาที่จะมาช่วยกอบกู้เอกราชของพวกเขาตอนนี้กำลังถูกต่อต้านอย่างหนักทั้งจากผู้นำของศาสนายิว   นักการเมืองยิวที่ขายตัวเป็นสมุนรับใช้เผด็จการโรมัน   อีกทั้งพวกฟาริสีที่ประนามหยามเหยียดว่า พระเยซูเป็นคนบาป   กินอยู่กับคนบาป  คบหาสมาคมกับหญิงชั่ว   เข้าไปในบ้านของพวกเก็บภาษีที่กดขี่รีดภาษีจากคนยิวด้วยกัน   อีกทั้งยังไปพูดคุยกับหญิงสะมาเรียคนเลือดผสมไม่บริสุทธิ์

พวกเขาอุตส่าห์ ละทิ้งหน้าที่การงานอาชีพ   ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการติดตามพระเยซูไปที่ต่างๆ ในเวลาสามปีที่ผ่าน   และในที่สุดจะต้องมาจบลงด้วยการจนมุมเช่นนี้หรือ?   ไม่เห็นว่าพระเยซูจะมีกองกำลังที่จะมาสู้กับพวกทหารโรมัน   พวกกบฏใต้ดินกลุ่มแล้วกลุ่มเล่ามาติดต่อให้พระองค์ไปเป็นผู้นำกองกำลัง   แต่พระองค์กลับปฏิเสธ   ในที่สุดคนที่เขาคิดว่าเป็นพระมาซีฮาก็ล้มเหลวอีกเช่นเคย!

จึงไม่น่าแปลกใจว่า   ทำไมสาวกทิ้งพระเยซูไปอย่างไม่เห็นฝุ่น   เปโตรที่กล่าวแข็งขันมั่นเหมาะว่าพร้อมตายกับพระคริสต์  ก็ปฏิเสธการเป็นสาวกของพระองค์  และยังบอกว่าไม่เคยคบหารู้จักกับพระองค์   นอกนั้นหายหัวไปไหนหมดไม่รู้   มีเพียงสาวกคนที่พระองค์ทรงรักเท่านั้น   ที่ไปยืนอยู่ห่างๆ ใต้กางเขนร่วมกับกลุ่มผู้หญิงที่ติดตามพระองค์   มารีย์มารดาและน้าสาวของพระเยซู   มารีย์มักดาลา   มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส  

เราท่านคงไม่ปฏิเสธว่า   พระเยซูทรงทุกข์อกทุกข์ใจ  สุดแสนเจ็บปวดร่างกายจากการถูกตรึง  บาดแผลครั้งนี้บาดลึกลงถึงจิตวิญญาณ   ถึงขนาดที่ร้องด้วยเสียงดังว่า   “พระเจ้าของข้าพระองค์...ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์”  

ในการรับใช้พระเจ้าของพระเยซูคริสต์   พระองค์ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตกาลในชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า   และเมื่อถึงครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต   พระองค์ปรึกษากับพระเจ้าว่า   จะไม่รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสนี้ได้ไหม?   แต่พระองค์ตามด้วยวาทะทองของพระองค์  “...แต่​อย่าง​ไร​ก็​ดี อย่า​ให้​เป็น​ไป​ตาม​ใจ​ข้า​พระ​องค์ แต่​ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์” (ลูกา 22:42 มตฐ.)  

ใช่แล้วครับ   การที่ใครคนใดคนหนึ่งมอบกายถวายชีวิตแด่พระเจ้า   เขาคนนั้นมิใช่ทำตามใจตนเอง   แต่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า   และการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้านั้นรวมถึงชีวิตที่ทุกข์ทนยากลำบาก   ว้าเหว่  โดดเดี่ยว  ถูกทอดทิ้งแม้แต่จากคนสนิท  และจะต้องมอบชีวิตให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าด้วย

อิสยาห์กล่าวถึงผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ไว้ว่า 
“ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น​และ​ถูก​ทอด​ทิ้ง
เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บ​ปวด และ​คุ้น​เคย​กับ​ความ​ทุกข์​ยาก
และ​เป็น​ดั่ง​ผู้​ซึ่ง​คน​ทั้ง​หลาย​หัน​หน้า​หนี
ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น และ​เรา​ไม่​ได้​นับ​ถือ​ท่าน...”
(อิสยาห์ 53:3…มตฐ.)

ความเครียด  ความทุกข์ยากลำบาก  เป็นขั้นตอนหนึ่งที่นำไปสู่การพลิกฟื้นชีวิตใหม่  ความหวังใหม่  ความสำเร็จ   เหมือนกับการที่จะได้ทารกแม่ต้องตั้งครรภ์   บางคนต้องแพ้ท้อง   เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในตัวของแม่   และเมื่อถึงเวลาคลอดบุตร  ต้องทนเจ็บ  แล้วเบ่งลูกออกด้วยสุดแรงเกิด   แต่เมื่อได้อุ้มทารกน้อยชีวิตใหม่ในอ้อมอก   ความเจ็บปวดเหล่านั้นกลับอันตรธานหายไป   มีแต่ความปีติชื่นชนและความสุข

ชีวิตบนวิถีทางแห่งสาวกของพระคริสต์เราหลีกหนีไม่พ้นที่ต้องได้รับความ เครียด  ปวดร้าวในชีวิต  ทุกข์ทนอย่างไม่เป็นธรรม   บนเส้นทางนั้นแม้เราจะรู้สึกว่าพระเจ้าช่างอยู่ห่างไกลจากเราเหลือเกิน   แต่ในความเป็นจริงพระองค์ทรงอยู่เคียงข้าง   และทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในวิกฤติชีวิตของเรา

ถ้าไม่มีกางเขนที่ภูเขากะโหลกศีรษะ  ก็จะไม่มีการเป็นขึ้นจากความตาย
ถ้าไม่มีการเป็นขึ้นจากความตายของพระคริสต์   ก็ไม่มีความเชื่อแบบคริสตชน
ถ้าไม่มีความเชื่อแบบคริสตชน  ก็ไม่มีชุมชนคริสตจักร

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

29 สิงหาคม 2555

...ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง?


ใคร่ครวญถึงความรับผิดชอบในการเอาใจใส่ รับใช้และบริการ

คงไม่มีใครเลือกเอาคาอินเป็นพระเอกในดวงใจของตน   แต่หลายคนได้ตีตราว่าคาอินคือฆาตกรคนแรกของมนุษยชาติ  แต่ก็มีคำถามด้วยเช่นกันว่า  อะไรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ต้องฆ่าน้อง
บางคนบอกว่าเพราะความอิจฉาที่พระเจ้าโปรดปรานน้องมากกว่าตน
บ้างก็บอกว่าที่คาอินทำเช่นนี้เป็นการประชดพระเจ้า  ถ้าไม่มีอาเบลแล้วพระองค์จะรักใคร?
บ้างก็บอกว่าเพราะคาอินต้องการ เด่น ดัง ดี แต่ผู้เดียว  ด้วยการทำลายคู่แข่งขันในชีวิตของตน
ที่คาอินทำลงไปนั้น  มิเคยไตร่ตรองถามตนเองว่า แล้วอาเบลน้องชายจะเป็นเช่นไร
แย่ยิ่งกว่าแย่ไม่เคยคิดสักนิดเลยว่าพระเจ้าผู้สร้างเขาจะคิดและรู้สึกเช่นไร
แต่ในปัจจุบันนี้พฤติกรรมแบบ “คาอิน” ยังมีให้เราเห็นเกร่อมากมายในสังคม ในคริสตจักรไทยของเรา
การทำร้ายทำลายคนที่ขัดผลประโยชน์  ขัดอำนาจ  บดบังบารมี  คนละพรรคคนละพวก
ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ   ตั้งแต่เบาที่สุดคือโฆษณาตนเอง  สาดโคลนอีกพวกหนึ่ง
จนกระทั่งทำให้คนอีกฝ่ายหนึ่งต้องล่มแล้วจมหายไปจากเวทีอำนาจ
เพื่อตนจะมีโอกาสขึ้นเถลิงอำนาจอย่างใจปรารถนา
ไม่เคยคิดสักนิดเลยว่า แล้วพี่น้องคริสเตียนที่ตนไล่บดบี้ขยี้นั้นจะเป็นเช่นไร
แล้วก็ไม่นึกถึงว่าแล้วพระเจ้าจะรู้สึกอย่างไร

แต่พระเจ้ายังเมตตาคาอิน พระองค์ถามคำถามคาอินเพื่อให้คาอินได้คิดและไตร่ตรองว่า
“อาเบล น้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
คาอินสวนกลับพระเจ้าอย่างกวนประสาทและท้าทายว่า
“ข้าพระองค์ไม่ทราบ  ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง?”

สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการทำร้ายทำลายกันเช่นนี้ทั้งในบ้าน ในคริสตจักร และในที่งาน   เพราะคนอย่างคาอินมุ่งมองเน้นความสำคัญของตนเอง   มองทุกอย่าง  ทำทุกอย่างเพราะสนใจแต่ตนเอง   ขอให้ชีวิตของตนเองมุ่งไปข้างหน้าก่อน   ขอให้ครอบครัวของฉันปลอดภัยก่อน  เรื่องของคนอื่นค่อยว่ากันทีหลัง   ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง   ข้าพระองค์หรือต้องรับผิดชอบ  ต้องเอาใจใส่คนพวกนั้น!
ท่านครับ   ท่านคิดว่าทุกวันนี้พระเจ้าจะตอบคนโอหังพวกนี้ว่าอย่างไร?
คงหนีไม่พ้นว่า พระองค์ทรงตอบว่า “ใช่ซิ  เจ้าจะต้องต้องเอาใจใส่และดูแลน้องของเจ้าคนนั้น”
ในพระคัมภีร์มีคำตอบเรื่องนี้ที่ชัดเจนตลอดพระคัมภีร์ทั้งเล่ม
“ใช่  และมากกว่านั้น  เจ้าจะต้องดูแล เอาใจใส่  และเจ้าอย่าข่มเหงคนต่างด้าว...”
(อพยพ 23:9 TBS1971)
“คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับเจ้านั้นก็เหมือนกับชาวเมืองของเจ้า   เจ้าจงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง...”
(เลวีนิติ 19:34 TBS1971)

นอกจากนั้น  เสียงของผู้เผยพระวจนะก็ยังดังแสบแก้วหูอยู่ว่า
“...เจ้าอดอาหารเพียงเพื่อวิวาทและต่อสู้ และเพื่อต่อยด้วยหมัดอธรรม
การอดอาหารอย่างเจ้าในวันนี้ จะไม่ทำให้เสียงของเจ้าได้ยินไปถึงที่สูง
เราเลือกการอดอาหารอย่างนี้มิใช่หรือ?
คือการแก้พันธนะอธรรม  การแก้สายรัดของแอก
การปลดปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ  และการหักแอกทั้งหมดเสีย
คือการแบ่งอาหารของเจ้ากับคนหิว  การนำคนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้านมิใช่หรือ?
และเมื่อเห็นคนเปลือยกายก็คลุมกายเขาไว้  ทั้งไม่ซ่อนตัวเจ้าจากญาติของเจ้ามิใช่หรือ?
และถ้าเจ้าทุ่มเทชีวิตของเจ้าแก่ผู้หิวโหย  และทำให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มเอิบ
แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด  และความมืดคลุ้มของเจ้าจะเป็นเหมือนเที่ยงวัน
...”    (อิสยาห์ บทที่ 58 ฉบับมาตรฐาน)

“โอเจ้าทั้งหลายผู้บิดเบือนความยุติธรรม และเหยียบย่ำความชอบธรรม
เพราะว่าพวกเจ้าเหยียบย่ำคนยากจน  และรีดเอาส่วนแบ่งข้าวสาลีไปจากเขา
เจ้าจึงสร้างบ้านด้วยศิลาสกัด  แต่เจ้าจะไม่ได้อยู่ในตึกนั้น
เจ้าทำสวนองุ่นที่ร่มรื่น  แต่เจ้าจะไม่ได้ดื่มเหล้าองุ่นจากสวนนั้น
จงเกลียดความชั่วและจงรักความดี  และจงตั้งความยุติธรรมไว้ในศาล...” (อาโมสบทที่ 5 ฉบับมาตรฐาน)

มนุษย์เอ๋ยพระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี?   และพระยาเวห์ประสงค์อะไรจากเจ้า?
นอกจากให้ทำความยุติธรรมและให้รักความเมตตา 
และให้ดำเนินชีวิตของเจ้าไปกับพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ   (มีคาห์ 6:8)

พระเยซูท้าทายผู้ที่ติดตามพระองค์ว่ามิเพียงแต่รักเพื่อนบ้านเท่านั้น   แต่ให้รักศัตรูคู่อาฆาตด้วย
“จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาคนที่ข่มเหงท่าน
เพราะพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน  (มัทธิว 5:43-44)
จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน  ด้วยสุดกำลังของท่าน ด้วยสุดความคิดของท่าน 
และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  (ลูกา 10:25-37)
และเปาโลกล่าวไว้ว่า  “จงรักกันฉันท์พี่น้อง  จงให้ขวนขวายในการให้เกียรติกันและกัน (โรม 12:10-13)

พระเจ้ามิได้บัญชาให้เรารักพี่น้อง  เพื่อนบ้านเท่านั้น  แต่พระองค์ประสงค์ให้เรารักแม้แต่คนที่เป็นศัตรูของเราด้วย   พระเจ้าทรงเชิญชวนให้เรารักเมตตา  นมัสการพระองค์ด้วยความถ่อมใจด้วยการดูแล เอาใจใส่ รับใช้คนอื่นรอบข้างในชีวิตของเรา   พระวจนะของพระเจ้าท้าทายให้เรากลับใจใหม่  และรับการปลดปล่อยออกจากวงจรอุบาทว์แห่งการแข่งขันและเข่นฆ่าทำลายกัน  แล้วหันหน้าเข้าสู่การดำเนินชีวิตภายใต้การครอบครองของพระเจ้าในแผ่นดินของพระองค์

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ต่อแต่ละคน แต่ละบริบท ในการกระทำที่แตกต่างกัน   แต่ให้เราตระหนักชัดเสมอว่า  พระองค์ประสงค์ให้เรารับผิดชอบ  ดูแล  เอาใจใส่ ด้วยความรักเมตตา  อุทิศตนแด่พระเจ้า  เพื่อที่จะขยายอาณาเขตแห่งความรักเมตตา  อภิบาลเอาใจใส่ชีวิตคนรอบข้างในชีวิตของเรา   ด้วยการสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในโลกนี้   และร่วมกระทำพระราชกิจในทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่

วันนี้พระคริสต์ตรัสถามเราว่า...
น้องชายของท่านอยู่ที่ไหน?
เพื่อนบ้านของท่านอยู่ที่ไหน?
ศัตรูของท่านอยู่ที่ไหน?
ท่านจะรับผิดชอบ  ดูแล  เอาใจใส่ และรับใช้เขาเหล่านี้หรือไม่ในวันนี้?
แล้วท่านจะตอบพระองค์ว่าอย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499