แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระองค์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระองค์ แสดงบทความทั้งหมด

14 พฤษภาคม 2561

โอพระเจ้า... พระองค์เป็นพระเจ้าแบบไหนกันนะ?


เรื่องชีวิตจริง ที่พระเจ้าตอบคำอธิษฐานอย่างเหลือเชื่อ บทเรียนสำคัญสำหรับชีวิตของเราครับ!

คำอธิษฐานของหญิงสามัญชน ที่พระเจ้าตอบคำอธิษฐานเรื่องลูก ด้วยการทรงเรียกและทำพระราชกิจเปลี่ยนชีวิตของหมอที่เรืองนาม

กระผมขอขอบคุณ  คุณอนุสรณ์ สมสิริ  ที่ได้กรุณาส่งเรื่องราวนี้มาให้ผมได้อ่าน   ผมเข้าใจเอาเองว่า  ท่านส่งมาเพื่อตอบสนองข้อเขียนก่อนหน้านี้ของผม เรื่อง “ทำอย่างไรดี...เมื่อต้องรอคอยคำตอบจากพระเจ้า?”   ผมเลยถือวิสาสะที่จะส่งต่อมายังท่านที่เคารพได้อ่านด้วย  ผมถอดความเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทย  มิได้แปลจากต้นฉบับโดยตรงครับ

ดร.อับราฮาม  นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง ที่คนทั่วไปที่รู้จักดี  เขาต้องเดินทางไปร่วมสัมมนาและรับรางวัลจากงานวิจัยทางการแพทย์ของท่านยังต่างเมือง  

เขาได้เดินทางไปในงานนั้นด้วยเครื่องบิน ภายหลังการเหินสู่ฟ้าบินไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมง เครื่องบินลำดังกล่าวต้องลงจอดฉุกเฉิน ณ สนามบินที่ใกล้ที่สุด อันเนื่องจากความขัดข้องทางเทคนิค

แต่เนื่องจากท่านกลัวว่าจะไปไม่ทันเวลาของการประชุมดังกล่าว ท่านจึงได้ไปสอบถามข้อมูลรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทเครื่องบิน ท่านได้ข้อมูลว่าเขาจะต้องรอไปอีก 10 ชั่วโมงสำหรับเครื่องบินเที่ยวต่อไป   เขาตัดสินใจเช่ารถขับเองไปยังที่ประชุมซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง

พอเขาขับรถเช่าออกไปได้ไม่เท่าไหร่ อากาศเกิดแปรปรวน พายุเริ่มโหมแรง ฝนที่ตกลงอย่างหนักทำให้ท่านไม่สามารถเห็นถนนได้ชัดเจน ท่านขับเลยแยกที่ควรจะเลี้ยว... คุณหมอหลงทาง

การขับรถหลงทางบนถนนเปลี่ยว รู้สึกอารมณ์เสียและเหน็ดเหนื่อย ท่านพยายามมองหาเครื่องหมายที่จะบอกทางไปในเมือง ท่านได้เจอบ้านที่ซอมซ่อข้างทางหลังหนึ่ง  ท่านจอดและเคาะที่ประตู หญิงสาวสวยคนหนึ่งเปิดประตู ท่านพยายามอธิบายให้หญิงคนนั้นทราบถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายของตน เพื่อจะเป็นเหตุผลขอยืมโทรศัพท์ของเธอ แต่เธอบอกว่าเธอไม่มีโทรศัพท์ แต่หญิงคนนั้นได้เชิญให้ ดร.อับราฮาม ให้เข้ามาในบ้านก่อน   ให้รอจนกว่าฟ้าฝนจะดีขึ้นกว่านี้ค่อยเดินทางต่อ คุณหมอที่กำลังหิวและอ่อนแรงรับคำเชิญ หญิงคนนั้นได้ทำอาหารและเครื่องดื่มให้คุณหมอ

หญิงสาวได้เชิญชวนคุณหมอให้ร่วมอธิษฐานกับเธอ แต่คุณหมอปฏิเสธ สำหรับคุณหมอแล้ว ท่านเชื่อในการทำงานหนัก ไม่ใช่มัวแต่นั่งอธิษฐาน! คุณหมอนั่งอยู่บนโต๊ะและจิบน้ำชาของตน   ท่านสังเกตเห็นหญิงคนนั้นอธิษฐานอย่างมากข้าง ๆ เปลทารกน้อยของเธอ หมอรู้สึกว่าหญิงคนนี้ต้องกำลังเผชิญกับปัญหาหนัก และ ต้องการความช่วยเหลืออย่างแน่นอน คุณหมอได้ถามหญิงนั้นว่า จริง ๆ แล้ว...เธอต้องการอะไรจากพระเจ้า และพระเจ้าเคยฟังและตอบคำอธิษฐานของเธอหรือไม่?

เมื่อคุณหมอถามถึงทารกที่อยู่ในเปล หญิงคนนั้นอธิบายว่า เด็กคนนี้เป็นลูกชายของตน ขณะนี้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และทางโรงพยาบาลได้แนะนำให้เธอพาลูกของเธอไปพบแพทย์ที่ชื่อว่า อับราฮาม หมอคนนี้จะรักษาให้ลูกขอเธอหายได้ แต่เธอบอกว่าเธอไม่มีเงินพอสำหรับค่ารักษาแน่

เธอบอกหมอต่อไปว่า ตอนนี้พระเจ้ายังไม่ได้ตอบคำอธิษฐานของเธอ แต่เธอบอกว่าพระเจ้าจะต้องมีทางออกไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในสักวันหนึ่ง และเธอยังบอกอีกว่า...

เธอจะไม่ยอมให้ความกลัวมีชัยเหนือความเชื่อของเธอ

ดร.อับราฮาม ถึงกับตะลึงอึ้งไป และไม่รู้จะพูดอย่างไร คุณหมอเริ่มร้องไห้ แล้วท่านพูดออกมาด้วยเสียงดังว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่จริง ๆ” คุณหมอคิดใคร่ครวญถึงเรื่องของหญิงคนนั้นและสถานการณ์ที่เลวร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เครื่องบินเกิดการขัดข้องทางเทคนิค พายุและฟ้าฝนที่บ้าคลั่ง และการที่เขาหลงทางในการขับรถ   พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์เลวร้ายเหล่านี้ที่เกิดขึ้น ในการตอบคำอธิษฐานหญิงที่สัตย์ซื่อมั่นคงในความเชื่อคนนี้   และพระเจ้าต้องการที่จะให้โอกาสแก่ตนอีกครั้งหนึ่ง ให้คุณหมอหลุดออกจากเครื่องพันธนาการทางวัตถุนิยม และ อาชีพการงานในชีวิต เพื่อคุณหมอจะมีเวลาที่จะติดตามพระเจ้า และ มีเวลาที่จะให้แก่คนยากคนจน และพระองค์ตอบคำอธิษฐานแก่หญิงคนนี้ที่ไม่มีความช่วยเหลืออื่นใดนอกจากการอธิษฐานอย่างจริงจังเข้มแข็ง

โอ  พระเจ้า  พระองค์เป็นพระเจ้าแบบไหนกันนะ?

พระเจ้าที่อาจจะไม่ได้ตอบคำอธิษฐานตามที่คนอธิษฐานต้องการหรือคาดหวัง แต่พระองค์ตอบคำอธิษฐานตามวิถีทางของพระองค์เอง

ในเรื่องนี้ เห็นได้ว่าพระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าฟ้าฝนที่เลวร้าย  เครื่องยนต์ที่ขัดข้อง  ความผิดพลาดหลงทาง  ซึ่งดูแล้วเป็นสถานการณ์ที่ร้าย ๆ ทั้งสิ้น แต่พระเจ้าใช้สถานการณ์เหล่านี้เพื่อให้เกิดผลดีต่อชีวิตของคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเกิดผลดีแก่หมอที่กลับมาไว้วางใจในพระเจ้า และมอบตัวรับใช้พระองค์  เด็กน้อยได้รับการรักษา  คุณแม่เกิดความชื่นชมยินดีในพระเจ้า 

อย่าหยุดที่จะไว้วางใจในพระเจ้า
อย่าหยุดที่จะหวังในพระองค์
พระเจ้ากำลังกระทำกิจของพระองค์ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของท่าน
จงยึดมั่นในพระองค์
จงมั่นคงในพระองค์
มุ่งมองไปยังพระองค์ทุกวัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

23 เมษายน 2557

วาทะจากกางเขน...ทำไมพระองค์ทอดทิ้งข้าพระองค์

เจ็ดปัจฉิมวาทะของพระคริสต์บนกางเขน

พอ​ถึง​บ่าย​สาม​โมง
พระ​เยซู​ก็​ทรง​ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า  “เอโลอี เอโลอี ลามา สะบัก​ธานี” 
แปลว่า  “พระเจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์
ทำ​ไม​พระ​องค์​ทรง​ทอด​ทิ้ง​ข้า​พระ​องค์?”
(มาระโก 15:34 มตฐ.)

ปัจฉิมวาทะจากกางเขนที่สี่คือ “พระเจ้าของข้าพระองค์...ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?”
พระเยซูร้องเสียงดัง  จากเนื้อหาของสดุดี 22:1-2  ว่า
 พระ​เจ้า​ข้า พระ​เจ้า​ข้า  ไฉน​ทรง​ทอด​ทิ้ง​ข้า​พระ​องค์​เสีย?...
 (สดุดี 22:1 มตฐ.)

วิถีแห่งกางเขนเป็นเส้นทางชีวิตที่สวนต้านกระแสนิยมแห่งโลกนี้   ชีวิตของคนในโลกนี้ไม่ต้องการมีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก   ไม่ต้องการมีชีวิตที่ต้องเจ็บปวด   ไม่ต้องการมีชีวิตที่มีความเครียด   และมนุษย์หลายต่อหลายคนไม่ต้องการพบกับความตาย

บนกางเขนของพระเยซูคริสต์ได้สะท้อนสัจจะความจริงถึงพันธกิจแห่งการรับใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้าบนวิถีแห่งกางเขนนี้คือ   ความทุกข์ยากลำบาก   ความเจ็บปวด   ความสิ้นหวัง  ความเครียดสุดๆ ในชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ยอมจำนนต่อพระเจ้า   เมื่อใครที่มอบกายถวายชีวิตจิตวิญญาณของตนให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์   การได้รับความทุกข์  ก็เป็นการทนทุกข์ด้วยความเต็มใจ   จึงเป็นคุณลักษณะหนึ่งของชีวิตที่มอบถวายให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ทำให้เราระลึกถึงพระเยซูคริสต์อธิษฐานต่อพระบิดาที่สวนเก็ธเสมนี    ในขณะที่พระองค์ขอให้สาวกของพระองค์เฝ้าอธิษฐานในเวลาวิกฤติแห่งชีวิต   แต่สาวกคนสนิทกลับหลับใหลไม่ได้สติ   ในคืนนั้นจิตใจของพระองค์ว้าวุ่นหาความสงบไม่ได้   ตอนหนึ่งในคำอธิษฐาน พระองค์ทูลขอต่อพระบิดาว่า  “...ข้า​แต่​พระ​บิดา ถ้า​พระ​องค์​พอ​พระ​ทัย ขอ​ให้​ถ้วย​นี้​เลื่อน​พ้น​ไป​จาก​ข้า​พระ​องค์...” (ลูกา 22:42 มตฐ.)   ลูกาได้บรรยายถึงสภาพชีวิต อารมณ์ ความรู้สึกของพระเยซูในเวลาวิกฤตินั้นอย่างชัดเจนว่า  “เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​ทุกข์ พระ​องค์​ก็​ยิ่ง​ทรง​อธิษ​ฐาน​อย่าง​จริง​จัง  เหงื่อ​ของ​พระ​องค์​เป็น​เหมือน​โล​หิต​เม็ด​ใหญ่​ไหล​หยด​ลง​ถึง​ดิน” (ข้อ 44)   พระเยซูทรงทุกข์และหมดแรงขนาดไหน?  ขนาดที่ลูกาเขียนว่า   “มี​ทูต​องค์​หนึ่ง​จาก​ฟ้า​สวรรค์​มา​ปรา​กฏ​ต่อ​พระ​องค์​และ​ช่วย​ชู​กำ​ลัง​พระ​องค์” (ข้อ 43)

ในเวลาเดียวกันหมอลูกาได้บันทึกไว้ด้วยเช่นกันว่า   ทำไมพวกสาวกคนสนิทของพระเยซูถึงหลับใหลไม่ได้สติ   ท่านเขียนไว้ว่า  “...​พวก​เขา​หลับ​ไป​ด้วย​ความ​ทุกข์​โศก​เศร้า” (ข้อ 45)  

พวกเขาคงรู้สึกผิดหวัง   คนที่เขาคิดว่าเป็นพระมาซีฮาที่จะมาช่วยกอบกู้เอกราชของพวกเขาตอนนี้กำลังถูกต่อต้านอย่างหนักทั้งจากผู้นำของศาสนายิว   นักการเมืองยิวที่ขายตัวเป็นสมุนรับใช้เผด็จการโรมัน   อีกทั้งพวกฟาริสีที่ประนามหยามเหยียดว่า พระเยซูเป็นคนบาป   กินอยู่กับคนบาป  คบหาสมาคมกับหญิงชั่ว   เข้าไปในบ้านของพวกเก็บภาษีที่กดขี่รีดภาษีจากคนยิวด้วยกัน   อีกทั้งยังไปพูดคุยกับหญิงสะมาเรียคนเลือดผสมไม่บริสุทธิ์

พวกเขาอุตส่าห์ ละทิ้งหน้าที่การงานอาชีพ   ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการติดตามพระเยซูไปที่ต่างๆ ในเวลาสามปีที่ผ่าน   และในที่สุดจะต้องมาจบลงด้วยการจนมุมเช่นนี้หรือ?   ไม่เห็นว่าพระเยซูจะมีกองกำลังที่จะมาสู้กับพวกทหารโรมัน   พวกกบฏใต้ดินกลุ่มแล้วกลุ่มเล่ามาติดต่อให้พระองค์ไปเป็นผู้นำกองกำลัง   แต่พระองค์กลับปฏิเสธ   ในที่สุดคนที่เขาคิดว่าเป็นพระมาซีฮาก็ล้มเหลวอีกเช่นเคย!

จึงไม่น่าแปลกใจว่า   ทำไมสาวกทิ้งพระเยซูไปอย่างไม่เห็นฝุ่น   เปโตรที่กล่าวแข็งขันมั่นเหมาะว่าพร้อมตายกับพระคริสต์  ก็ปฏิเสธการเป็นสาวกของพระองค์  และยังบอกว่าไม่เคยคบหารู้จักกับพระองค์   นอกนั้นหายหัวไปไหนหมดไม่รู้   มีเพียงสาวกคนที่พระองค์ทรงรักเท่านั้น   ที่ไปยืนอยู่ห่างๆ ใต้กางเขนร่วมกับกลุ่มผู้หญิงที่ติดตามพระองค์   มารีย์มารดาและน้าสาวของพระเยซู   มารีย์มักดาลา   มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส  

เราท่านคงไม่ปฏิเสธว่า   พระเยซูทรงทุกข์อกทุกข์ใจ  สุดแสนเจ็บปวดร่างกายจากการถูกตรึง  บาดแผลครั้งนี้บาดลึกลงถึงจิตวิญญาณ   ถึงขนาดที่ร้องด้วยเสียงดังว่า   “พระเจ้าของข้าพระองค์...ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์”  

ในการรับใช้พระเจ้าของพระเยซูคริสต์   พระองค์ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตกาลในชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า   และเมื่อถึงครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต   พระองค์ปรึกษากับพระเจ้าว่า   จะไม่รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสนี้ได้ไหม?   แต่พระองค์ตามด้วยวาทะทองของพระองค์  “...แต่​อย่าง​ไร​ก็​ดี อย่า​ให้​เป็น​ไป​ตาม​ใจ​ข้า​พระ​องค์ แต่​ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์” (ลูกา 22:42 มตฐ.)  

ใช่แล้วครับ   การที่ใครคนใดคนหนึ่งมอบกายถวายชีวิตแด่พระเจ้า   เขาคนนั้นมิใช่ทำตามใจตนเอง   แต่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า   และการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้านั้นรวมถึงชีวิตที่ทุกข์ทนยากลำบาก   ว้าเหว่  โดดเดี่ยว  ถูกทอดทิ้งแม้แต่จากคนสนิท  และจะต้องมอบชีวิตให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าด้วย

อิสยาห์กล่าวถึงผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ไว้ว่า 
“ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น​และ​ถูก​ทอด​ทิ้ง
เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บ​ปวด และ​คุ้น​เคย​กับ​ความ​ทุกข์​ยาก
และ​เป็น​ดั่ง​ผู้​ซึ่ง​คน​ทั้ง​หลาย​หัน​หน้า​หนี
ท่าน​ถูก​ดู​หมิ่น และ​เรา​ไม่​ได้​นับ​ถือ​ท่าน...”
(อิสยาห์ 53:3…มตฐ.)

ความเครียด  ความทุกข์ยากลำบาก  เป็นขั้นตอนหนึ่งที่นำไปสู่การพลิกฟื้นชีวิตใหม่  ความหวังใหม่  ความสำเร็จ   เหมือนกับการที่จะได้ทารกแม่ต้องตั้งครรภ์   บางคนต้องแพ้ท้อง   เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในตัวของแม่   และเมื่อถึงเวลาคลอดบุตร  ต้องทนเจ็บ  แล้วเบ่งลูกออกด้วยสุดแรงเกิด   แต่เมื่อได้อุ้มทารกน้อยชีวิตใหม่ในอ้อมอก   ความเจ็บปวดเหล่านั้นกลับอันตรธานหายไป   มีแต่ความปีติชื่นชนและความสุข

ชีวิตบนวิถีทางแห่งสาวกของพระคริสต์เราหลีกหนีไม่พ้นที่ต้องได้รับความ เครียด  ปวดร้าวในชีวิต  ทุกข์ทนอย่างไม่เป็นธรรม   บนเส้นทางนั้นแม้เราจะรู้สึกว่าพระเจ้าช่างอยู่ห่างไกลจากเราเหลือเกิน   แต่ในความเป็นจริงพระองค์ทรงอยู่เคียงข้าง   และทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในวิกฤติชีวิตของเรา

ถ้าไม่มีกางเขนที่ภูเขากะโหลกศีรษะ  ก็จะไม่มีการเป็นขึ้นจากความตาย
ถ้าไม่มีการเป็นขึ้นจากความตายของพระคริสต์   ก็ไม่มีความเชื่อแบบคริสตชน
ถ้าไม่มีความเชื่อแบบคริสตชน  ก็ไม่มีชุมชนคริสตจักร

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

26 สิงหาคม 2556

พระองค์ทรงเป็นใครกันหนอ?

อ่าน มาระโก 4:35-41

เหล่าสาวกแตกตื่นตกใจ ต่างถามกันว่า
“พระองค์ทรง​เป็นใครกันหนอ? แม้แต่ลมและคลื่นก็ยังเชื่อฟังพระองค์!”
(มาระโก 4:41 อมตธรรม)
                                                                                                                          
เราไม่รู้อย่างแน่ชัดว่า  สาวกของพระเยซูคิดหรือเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับพระองค์ในช่วงเริ่มแรกของการกระทำพระราชกิจของพระเยซูคริสต์เจ้า   พวกเขาติดตามพระองค์เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่าพระเยซูเป็นผู้ที่มีสิทธิอำนาจ   ดูเหมือนว่าพวกเขาคิดว่าพระองค์คือพระเมสิยาห์   ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมให้มาสถาปนาแผ่นดินของพระเจ้าในอิสราเอล   แต่จากพระธรรมมาระโก 4:35-41  ได้ชี้ให้เห็นว่า  เมื่อพวกเขามีโอกาสติดต่อสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระองค์ พวกเขากลับไม่แน่ใจว่า พระองค์เป็นใครกันแน่

เรื่องราวในตอนนี้เริ่มต้นด้วยพระเยซูคริสต์พร้อมด้วยสาวกของพระองค์เดินทางโดยเรือจากทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบกาลิลีไปยังฝั่งตะวันออก   ขณะที่กำลังเดินทางไปในเรือนั้นได้เกิดพายุอย่างรุนแรงกระหน่ำถาโถมเข้าใส่เรือที่พวกเขาโดยสาร   และคลื่นซัดสูงอย่างน่ากลัว  แต่เพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการทำพระราชกิจ   พระเยซูนอนหลับอยู่ท้ายเรือ   อย่างไรก็ตาม  การนอนหลับต้องถูกขัดจังหวะ   สาวกปลุกให้พระองค์ตื่นด้วยเสียงตะโกนว่า  “พระอาจารย์  พระองค์ไม่ทรงห่วงว่าเราจะจมน้ำตายหรือ” (มาระโก 4:38 อมตธรรม)   พระองค์ทรงตื่นขึ้นแล้วทรงห้ามลมและคลื่น พระองค์ตรัสสั่งลมพายุและคลื่นว่า  “จงสงบเงียบ” (ข้อ 39 มตฐ)   และเมื่อคลื่นลมสงบลงแล้วพระองค์หันไปพูดกับสาวกว่า “ทำไมจึงกลัวนัก  พวกท่านยังไม่มีความเชื่ออีกหรือ?” (ข้อ 40 อมตธรรม)   แต่พวกสาวกเกิดความแตกตื่นตกใจ  แล้วถามกันว่า  “พระองค์เป็นใครกันหนอ   แม้แต่ลมและคลื่นยังเชื่อฟังพระองค์” (ข้อ 41 อมตธรรม) ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า  การที่พระเยซูคริสต์สามารถรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย   แม้จะเป็นความอัศจรรย์เพราะมีคนอื่นที่สามารถรักษาโรคได้เช่นกันในเวลานั้น   แต่นี่พระเยซูยังมีอำนาจสามารถสั่งได้แม้แต่พายุและคลื่นลมได้   ซึ่งสาวกไม่เห็นใครจะทำได้อย่างพระองค์   ดังนั้นสาวกมิใช่ประหลาดอัศจรรย์ใจเท่านั้น   แต่ “แตกตื่นตกใจ” เลยทีเดียว

พวกสาวกต่างก็รู้แล้วว่าพระเยซูคริสต์สามารถกระทำการอัศจรรย์ได้หลายอย่าง   พวกเขาเห็นกับตาว่าพระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย  ทรงขับไล่อำนาจชั่วที่ครอบงำชีวิตของผู้คนให้ออกจากคนเหล่านั้น   ถึงแม้ว่าเขาจะคิดว่าพระองค์น่าจะเป็นพระเมสิยาห์   ซึ่งพวกเขาเข้าใจว่าเป็นผู้ที่มีสิทธิอำนาจและจะมาปลดปล่อยประชากรของพระเจ้าออกจากใต้แอกการปกครองของพวกโรม   แต่นี่พระองค์ทำได้มากกว่านั้น   พระองค์มีอำนาจเหนือธรรมชาติขนาดที่สามารถสั่งคลื่นลมได้   และนี่ทำให้พวกเขาเกิดความกลัวและแตกตื่นตกใจ  และถามกันว่า  พระองค์เป็นใครกันแน่?

ท่านและผมต่างเป็นคริสตชนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง   บนเส้นทางจาริกแห่งความเชื่อของเรา   เราต่างเข้าใจพระองค์ว่าพระองค์เป็นใครตามกรอบคิดและมุมมองตามประสบการณ์ชีวิตของเราแต่ละคน   แต่บางครั้งพระองค์ก็ทำให้ผมต้องงงงวยเมื่อพระองค์สำแดงพระองค์แตกต่างไปจากกรอบความเข้าใจและมุมมองที่ผมมีต่อพระองค์   บางครั้งสร้างความสับสนแก่ผม   บางครั้งทำให้ผมผิดหวัง   แต่บางครั้งผมก็ต้องประหลาดใจกับพระคุณที่ประทานให้อย่างเหลือล้นจนเกินความเข้าใจของผมเอง

สิ่งนี้ทำให้ผมเกิดการเรียนรู้ใหม่ว่า   พระองค์ทรงเป็นมากกว่าที่ผมคิดที่ผมเข้าใจพระองค์! 

ผมเรียนรู้อีกว่าผมจะจำกัดการทรงเป็นจริงของพระองค์ให้อยู่แค่กรอบคิดมุมมองอันคับแคบของผมไม่ได้   จนบ่อยครั้งในชีวิตของเราต่างต้องถามอย่างสาวกที่ว่า “พระองค์ทรงเป็นใครกันหนอ?”  

ขอให้เราเปิดใจ เปิดความคิด  และเบิกตาใจของเราให้กว้างเพื่อเราจะเห็นและเรียนรู้ว่าพระองค์เป็นใครมากกว่าที่เราคิดเราเข้าใจพระองค์   และอย่าให้ความเชื่ออันคับแคบที่ส่งทอดสอนกันมาเป็นตัวจำกัดกีดกันที่เราจะเปิดรับความจริงว่าพระเยซูคริสต์เป็นผู้ใด  เวลาใดก็ตามที่เรารู้สึกหงุดหงิด สับสน เมื่อได้ยินได้เห็นพระเยซูคริสต์มากกว่าที่เรารู้และเข้าใจ    เราไม่จำเป็นต่อต้าน หรือ ปิดกั้น   แต่ให้เราเปิดใจและเปิดตาของเราให้พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงเปิดเผยให้เรารู้ว่า   จริงๆ แล้วพระองค์คือใครกันหนอ?   เพื่อเราจะได้มีโอกาสเรียนรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้น   และจะได้สัมผัสกับพระราชกิจและพระคุณของพระองค์ที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้น

วันนี้พระคริสต์ทรงพร้อมที่จะสำแดงพระองค์ให้เราได้เห็น เข้าใจ และมีมุมมองต่อพระองค์ที่กว้างไกลมากยิ่งขึ้น   ขอให้เราอย่าปิดกั้นการทรงสำแดงของพระองค์   และอย่าใจแคบจำกัดให้พระองค์เป็นแค่ที่เราคิดเราเข้าใจเท่านั้น

วันนี้ให้เราเปิดชีวิตของเราน้อมรับการทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา   เพื่อเราจะได้เรียนรู้จักพระองค์อย่างที่พระองค์เป็น   มิใช่อย่างที่เราต้องการให้พระองค์เป็น!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

11 มิถุนายน 2555

เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า...แต่พระองค์อยู่เคียงข้างเรา


วันนี้ผมมีโอกาสพบปะและพูดคุยกันกับ ผู้ปกครอง และ มัคนายก กลุ่มเล็กๆ เพียง 3 ท่าน   เมื่อพบและพูดคุยกัน   ผมถามขึ้นว่า  “เวลาใดบ้างที่เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า?”  สมาชิกกลุ่มคงสงสัยและถามในใจว่า วันนี้มาไม้ไหนกันแน่!  แต่ทุกคนก็ช่วยกันตอบ  “เวลาที่เราอธิษฐาน,   เวลาที่เราเข้านมัสการพระเจ้า,   เวลาที่เราเฝ้าเดี่ยวศึกษาพระวจนะของพระเจ้า...”

ผมตั้งข้อสังเกตว่า  “เวลาที่เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้าส่วนมากเป็นอะไรที่เป็น “พิธีรีตอง”  เป็นเวลาที่แยกเฉพาะ   แล้วเวลาที่เราทำงาน  เวลาที่เราพูดคุยกับเพื่อนฝูงอย่างวันนี้   เวลาที่เราอยู่บ้าน   เวลาที่เราทำธุระส่วนตัว  เวลาที่เราพูดเรานำทั้งในที่ทำงาน  ในคริสตจักรและที่อื่นๆ   เวลาที่เราเข้าอินเตอร์เน็ท  เวลาที่เราดูหนังฟังเพลง  เวลาที่เราเล่นกีฬาล่ะ   เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้าหรือไม่?”

สองท่านหัวเราะ  ผู้ปกครองท่านหนึ่งพูดขึ้นว่า  “ถ้าว่ากันอย่างอาจารย์  เวลาไหนๆ ก็อยู่ต่อหน้าพระเจ้าทั้งนั้นแหละ!”   พวกเราต่างเห็นพ้องกันว่า   จริงๆ แล้วในทุกเวลาของชีวิตเรามีชีวิตอยู่ต่อหน้าพระเจ้า   และก็มิใช่การอยู่ต่อหน้าแบบพระเจ้าอยู่ในสวรรค์ที่สูงมองลงมาที่การดำเนินชีวิตของเราเท่านั้น   แต่เรามีชีวิตที่อยู่ต่อหน้าพระเจ้าแบบใกล้ชิดที่เรียกว่า พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเราในชีวิตประจำวันเลยทีเดียว   ยิ่งกว่านั้นพระเจ้ายังอยู่เคียงข้างเราในทุกสถานการณ์ชีวิตอีกด้วย

จากนั้นผมชวนคุยต่อไปว่า   “ถ้าทุกขณะในการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นการอยู่ต่อหน้าพระเจ้าแล้ว  การอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในแต่ละเหตุการณ์ สถานการณ์ เราจะต้องมีการเตรียมตัวหรือไม่อย่างไร?”

มัคนายกท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า  “ผมว่าจำเป็นมากนะครับที่เราจะต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะอยู่ต่อหน้าพระเจ้า  เช่น  ในการที่จะอธิษฐานเราก็ควรมีการเตรียมตัว   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่เราจะเป็นผู้นำการอธิษฐานในที่สาธารณะ   ผมไม่ชอบเลยที่ถูกเชิญให้อธิษฐานอย่างกะทันหัน   เพราะผมจะต้องว่าไปตามความเคยชิน  ว่าไปตามที่จะคิดได้ในเวลานั้น...  บอกตรงๆ ผมไม่ชอบเลย”

ผู้ปกครองท่านหนึ่งถามขึ้นมาว่า   “แต่ถ้าเราบอกว่าทุกเหตุการณ์ในชีวิตเราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า   แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไร  แล้วยิ่งอย่างที่พูดว่า เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า แล้วบอกว่าพระเจ้าอยู่เคียงข้างเราด้วยแล้ว  เราจะเตรียมตัวอย่างไร?”   คำถามของผู้ปกครองทำให้เราต่างต้องคิดหนัก

มัคนายกท่านเดิมแสดงความคิดเห็นว่า  “แท้จริงแล้ว  ในทุกเหตุการณ์ชีวิตเราควรจะมีการเตรียมตัวอย่างดี  เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ต่อหน้าพระเจ้า   แต่เท่าที่ผ่านมาเราไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องนี้ หรือ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้   เราไม่ได้เตรียมตัวของเราที่อยู่ต่อหน้าพระเจ้า   หรืออาจจะเพราะเราไม่ได้คิด หรือ ลืมไปว่าในเหตุการณ์นั้นๆ เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า   เราจึงปล่อยให้การคิด การตัดสินใจ และการกระทำของเราเป็นไปตามกระแสเหตุการณ์  เป็นไปตามความคิดประสบการณ์ที่เราเคยชิน  และบ่อยครั้งก็ปล่อยไปตาม “ยถากรรม”

ผู้ปกครองท่านที่ตั้งคำถามนี้ถามสวนขึ้นมาว่า  “แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไร เตรียมแบบไหนในเหตุการณ์นั้น  ถ้าเป็นการเตรียมตัวก่อนการอธิษฐาน  เราอาจจะหาเวลาที่จะสงบใจ  เราอาจจะเตรียมตัวด้วยการอ่านพระคัมภีร์  หรือการร้องเพลง หรือ ฮัมเพลงนมัสการ หรือฟังเพลงนมัสการ  แต่ถ้าเป็นการที่เราจะต้องพบปะกับผู้คน  เจ้านาย  ลูกน้อง  เพื่อนร่วมงาน  เวลาที่เราจะต้องตัดสินใจ  ที่เราเชื่อว่าเป็นการกระทำต่อหน้าพระเจ้า  ในเหตุการณ์เช่นนี้เราจะเตรียมตัวอย่างไร?”

ผู้ปกครองอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นสตรี  ท่านขอแสดงความคิดเห็นด้วยคน  น้ำเสียงที่นุ่มนวลได้บอกกับคนในกลุ่มว่า “ดิฉันเห็นว่า เป็นความคิดเห็นที่ถูกต้องที่เราจะต้องมีการเตรียมตัวในการอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในแต่ละเหตุการณ์   เพียงแต่เราไม่ค่อยคิดถึงเลยไม่ค่อยได้ทำ แล้วเราจึงไม่เคยชินต่างหาก   แต่ถ้าเราเอาใจใส่เรื่องนี้มากขึ้น  เราจะมีประสบการณ์  และเห็นความสำคัญ  เราจะทำบ่อยจนเป็นประจำ   จากประสบการณ์ส่วนตัว  เมื่อดิฉันต้องไปนำประชุมคณะครูในโรงเรียน   นอกจากที่ดิฉันจะเตรียมตัวอย่างดีในด้านเนื้อหาของประเด็นต่างๆ ที่จะนำในการประชุมครั้งนี้แล้ว   ดิฉันใคร่ครวญถึงความรู้สึก ถึงคุณค่าในชีวิตคุณครูแต่ละท่าน   ดิฉันจะถามตัวเองว่า ถ้าในการประชุมครั้งนี้พระเยซูจะยืนขึ้นพูดกับคณะครู   พระองค์จะพูดกับเขาถึงเรื่องอะไร ด้วยท่าทีแบบไหน   พระเจ้าต้องการให้อะไรเกิดขึ้นในการประชุมครูครั้งนี้   และดิฉันมักจะถามเป็นคำถามสุดท้ายว่า  ในการประชุมครั้งนี้พระเจ้ามีพระประสงค์อะไรในตัวดิฉันที่เป็นคนหนึ่งในที่ประชุมนี้... สำหรับประสบการณ์ส่วนตัว  ดิฉันเตรียมตัวก่อนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในการประชุมครูเช่นนี้ค่ะ”

เราต่างฟังด้วยความสนใจและผงกหัวเห็นด้วย   และนี่คือการเตรียมตัวที่จะอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา   การเตรียมนี้เป็นการเตรียมในชีวิต ความคิด จิตใจ และจิตวิญญาณของเรา   การเตรียมชีวิตภายในเช่นนี้ก็เป็นตัวควบคุมสิ่งที่เราจะพูดจะทำในเหตุการณ์เฉพาะที่เราจะเข้าร่วมอยู่ด้วย   ซึ่งเป็นการอยู่ต่อหน้าพระเจ้า

กลุ่มของเราได้มีโอกาสอ่านและศึกษาจากพระปัญญาในพระคัมภีร์  พระธรรมปัญญาจารย์ 5:1-7 ที่ว่า...
      จงระมัดระวังแต่ละย่างก้าว  เมื่อท่านไปยังพระนิเวศ(การอยู่ต่อหน้า)ของพระเจ้า
      เข้าไปฟังใกล้ๆ ก็ดีกว่าถวายเครื่องบูชาแบบคนโง่  ซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด
      อย่าปากไว  อย่าใจร้อนผลีผลาม  พลั้งปากพล่อยๆ ต่อหน้าพระเจ้า
      พระเจ้าประทับในฟ้าสวรรค์  ส่วนท่านอยู่บนโลก  ฉะนั้นจงพูดแต่น้อยคำ
      ห่วงกังวลมากก็ฝันมาก  ยิ่งพูดมากก็ยิ่งพูดโง่ๆ
      เมื่อถวายปฏิญาณต่อพระเจ้าแล้ว  จงรีบทำให้ครบถ้วน
      พระเจ้าไม่พอพระทัยคนโง่  จงทำตามที่ปฏิญาณไว้
      ไม่ปฏิญาณยังดีกว่าปฏิญาณแล้วไม่ทำให้ครบถ้วน
      อย่าให้ปากพาตัวหลงทำบาป
      และอย่าแก้ตัวกับผู้สื่อสารของพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าเผลอปฏิญาณไป”
      จะให้พระเจ้าทรงพระพิโรธวาจาของท่านและทำลายกิจการจากน้ำมือของท่านทำไมเล่า?
      ฝันมากและพูดมากก็อนิจจัง  ดังนั้นจงยำเกรงพระเจ้าเถิด  (อมตธรรม,  ข้อความในวงเล็บเป็นของผู้เขียน)

เราได้เรียนรู้ว่า การเตรียมตัวอยู่ต่อหน้าพระเจ้าคือการใคร่ครวญเพื่อที่เราจะ “ระมัดระวัง” ในการคิด ท่าทีชีวิตที่เราแสดงออก  การพูด และการกระทำของเราแต่ละอย่าง  พื้นฐานของการเตรียมตัวอยู่ต่อหน้าพระเจ้าคือ การที่เราจะต้องมีความยำเกรงพระเจ้า   มิใช่พูดจาเพ้อเจ้อ ท่าทีโอหัง เชื่อมั่นในตนเอง  จนกระทำหมิ่นหยามผู้อื่น   การกระทำเช่นนี้มิได้ยำเกรงพระเจ้า และ มิได้ถวายเกียรติแด่พระองค์

ทำให้ระลึกถึงคำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่ว่า...
“สิ่งที่ออกมาจากปากนั้นออกมาจากใจ   และสิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน
เพราะความคิดชั่ว การเข่นฆ่า การล่วงประเวณี การผิดศีลธรรมทางเพศ การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การนินทาว่าร้าย  ล้วนออกมาจากจิตใจ
สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน...”   (มัทธิว 15:18-20 อมตธรรม)

ดังนั้น  การเตรียมตัวอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในแต่ละเหตุการณ์   คือการเตรียมตัวด้วยการสำรวจ “ความคิดจิตใจของเรา”  เพราะสิ่งที่เราพูดออกมาย่อมแสดงถึงสภาพชีวิตจิตใจตัวจริงของเรา

การเตรียมที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ  การฟังพระเจ้า การเตรียมที่จะอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเรา  คือการฟังให้ได้ยินถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในเหตุการณ์นั้นๆ   สิ่งที่เราจะพูด จะอธิษฐาน ท่าทีที่จะแสดงออก  และการตัดสินใจตลอดจนการกระทำของเราในเหตุการณ์นั้นได้สำแดงถึงสัจจะความจริงของพระเจ้าหรือไม่?   ทำไมเราถึงพูด ถึงอธิษฐาน  แสดงท่าที และการกระทำเช่นนั้น?   เราฟังมากกว่าพูดหรือพูดมากกว่าฟัง?  สิ่งที่เราพูดเป็นการพูดเร็วอย่างมิได้คิดใคร่ครวญหรือไม่?  เป็นการพูดในสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า หรือพูดในสิ่งที่เราต้องการพูด?

ฟังเถิดท่านที่พูดว่า “ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้เราจะไปเมืองนั้นเมืองนี้  จะไปอยู่ที่นั่นหนึ่งปี  ทำมาค้าขายได้กำไร”  ท่านไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น  ชีวิตของท่านเป็นอย่างไร  ท่านเป็นเหมือนหมอกซึ่งปรากฏอย่างเพียงชั่วครู่แล้วก็เลือนหายไป   แทนที่จะกล่าวเช่นนั้นท่านควรพูดว่า “ถ้าเป็นพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเราจะมีชีวิตอยู่ทำสิ่งนั้นทำสิ่งนี้ (ยากอบ 4:13-15 อมตธรรม)

ในการเตรียมตัวการอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในเหตุการณ์ต่างๆ   เรามักเตรียมตัวด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้า ในคำอธิษฐานเตรียมตัวนั้น เรากำลังบอกพระเจ้าให้ทำในสิ่งที่เราอยากให้พระเจ้าทำอยากให้เกิดหรือไม่?   บ่อยครั้งนักที่เราอธิษฐานเตรียมตัวสำหรับแต่ละเหตุการณ์   เราขอ(บางคนสั่ง)ให้พระเจ้าทำตามสิ่งที่เราเห็นดี   แทนที่จะเป็นเวลาของการแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้า   ทั้งนี้เพราะ เรามักเตรียมตัวที่จะกำกับและควบคุมในเหตุการณ์นั้นๆ  จนลืมตัวไปควบคุมสิ่งที่พระเจ้าจะกระทำด้วยหรือไม่?

                                                                                              
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499