แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคียงข้าง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคียงข้าง แสดงบทความทั้งหมด

02 มิถุนายน 2558

เดินทีละก้าว...พระเจ้าเคียงข้างทุกวัน!

จงมั่นใจในพระเจ้าถึงสิ่งดี ๆ ที่พระเจ้ากระทำในชีวิตของเรา และ ทำผ่านชีวิตของเราในวันนี้

เพราะ​ว่า​สำ​หรับ​ข้าพเจ้า การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ​คริสต์ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำ​ไร  (ฟิลิปปี 1:21 มตฐ.)

วันหนึ่ง   เมื่อจอร์จ ไวท์ฟิลด์ (George Whitfield) นักประกาศเรืองนามของโลกในสมัยของเขากำลังร่วมวงสนทนากับเพื่อนสนิทรุ่นราววัยเดียวกับเขา    เขาได้พูดถึงความลำบาก  ปัญหา  อุปสรรค  และความรู้สึกที่ตีบตัน  และสร้างความเหนื่อยอ่อนใจกายของงานพันธกิจที่เขาต้องแบกรับใช้อยู่นั้น   แล้วเขากล่าวตอนท้ายว่า  แต่อย่างไรก็ตาม คงอีกไม่นานที่เขาก็จะไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว

เพื่อนร่วมกลุ่มสนทนาเกือบทุกคนแสดงออกถึงความรู้สึกในทำนองเดียวกันกับ จอร์จ  ไวท์ฟิลด์  มีเพื่อนเพียงคนเดียวที่นั่งเงียบอยู่ในกลุ่ม   ไวท์ฟิลด์จึงเอ่ยปากถามเพื่อนคนนี้ว่า 

“เพื่อน  นายเป็นเพื่อนที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่มของเรา   ดูเหมือนเพื่อนจะไม่สนใจ หรือ ดีใจกับการที่เรามีชีวิตใกล้ฝั่ง  ที่ชีวิตเราจะเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในบ้านขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

ชายชราคนนั้นพูดโพล่งตรงเผงออกมาว่า  “ผมไม่มีหน้าที่จะต้องทำอะไรกับความตายของตนเอง  หน้าที่และความรับผิดชอบของผมคือ  ทำวันนี้ด้วยความรับผิดชอบและสัตย์ซื่อต่อพระประสงค์ของพระผู้ช่วยให้รอดในวันนี้ให้ดีที่สุดและด้วยความสัตย์ซื่อ  และถ้าพระเจ้าเห็นว่าวันไหนที่พระองค์จะเรียกผมให้มีชีวิตที่เปลี่ยนจากที่เป็นในวันนี้ไปอยู่กับพระองค์แล้ว  ผมก็จะต้องไปตามที่พระองค์ทรงเรียกนะ”

ไวท์ฟิลด์ รับว่าคำกล่าวของเพื่อนอาวุโสคนนี้เป็นเสียงเตือนจากพระเจ้า   และเป็นคำพูดความคิดที่หนุนเสริมเพิ่มกำลังชีวิตของเขาที่จะก้าวเดินต่อไปทีละก้าวในแต่ละวัน   ไม่ว่าสถานการณ์รอบข้างจะเป็นเช่นไร   เพียงให้เห็นคุณค่าในการที่เราจะใช้ชีวิตทำตามพระประสงค์ที่มอบหมายให้เราทำด้วยความสัตย์ซื่อและสุดจิตสุดใจสุดความคิดในแต่ละวัน

เมื่อชีวิตย่างเข้าสู่ฤดูกาล “ใบไม้ร่วง”   เป็นการง่ายที่เราจะลืมตนคิดถึงแต่สิ่งดี ๆ ในอดีตชีวิตที่ผ่านมา   แล้วมักโหยหาที่จะกลับไปทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง  หรือต้องการกลับไปแก้ไขสิ่งผิดพลาดให้ดีถูกต้อง   แต่นั่นเป็นความโหยหาที่เป็นจริงไปไม่ได้แล้ว   หรือไม่เราก็มุ่งมองไปข้างหน้าอยากจะไปให้ถึงสิ่งดี ๆ ที่เราจะสบายในอนาคต เช่น  การยึดมั่นแต่ที่จะมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจากชีวิตโลกนี้ไปอยู่กับพระเจ้า   จึงทำให้เราไม่ทำอะไรมากนัก   ทำหน้าที่ “รอคอย” รถเมล์เที่ยวสุดท้ายที่จะมารับเราไป “สวรรค์”   ด้วยชีวิตที่เฉื่อยชาไร้ประโยชน์

แต่เปาโลบอกเราว่า  ที่เรามีชีวิตอยู่ไม่ว่ากี่ปี กี่เดือน  กี่วัน หรือกี่ชั่วโมง  “เราอยู่เพื่อพระคริสต์”   และการที่เราจะอยู่เพื่อพระคริสต์  เราต้องอยู่เพื่อดำเนินชีวิตแต่ละวันนี้รับใช้ตามพระประสงค์   และสำนึกว่า ถึงเราจะแก่และอ่อนแรงแต่เราไม่ได้พึ่งพิงกำลังของเราเท่านั้น  แต่ได้รับเสริมหนุนด้วยกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

ดังนั้น   ให้เรามีชีวิตอยู่ในวันนี้ด้วยมุ่งมองถึงสิ่งดี ๆ ที่มีข้างหน้าที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามีพระประสงค์ต้องการให้เราทำ    และรู้ด้วยว่า  วันนี้เป็นวันที่พระเจ้าจะทรงใช้เราท่านแต่ละคนให้ทำสิ่งที่ดียิ่งในสายพระเนตรของพระองค์   ด้วยการหนุนเสริมเพิ่มพลังจากพระองค์   ส่วนเรื่องที่เราจะถูกรับไปอยู่กับพระเจ้าเมื่อใดนั้นไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเรา   แต่พระเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบและทำตามน้ำพระทัยของบพระองค์ในเรื่องนี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

11 มิถุนายน 2555

เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า...แต่พระองค์อยู่เคียงข้างเรา


วันนี้ผมมีโอกาสพบปะและพูดคุยกันกับ ผู้ปกครอง และ มัคนายก กลุ่มเล็กๆ เพียง 3 ท่าน   เมื่อพบและพูดคุยกัน   ผมถามขึ้นว่า  “เวลาใดบ้างที่เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า?”  สมาชิกกลุ่มคงสงสัยและถามในใจว่า วันนี้มาไม้ไหนกันแน่!  แต่ทุกคนก็ช่วยกันตอบ  “เวลาที่เราอธิษฐาน,   เวลาที่เราเข้านมัสการพระเจ้า,   เวลาที่เราเฝ้าเดี่ยวศึกษาพระวจนะของพระเจ้า...”

ผมตั้งข้อสังเกตว่า  “เวลาที่เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้าส่วนมากเป็นอะไรที่เป็น “พิธีรีตอง”  เป็นเวลาที่แยกเฉพาะ   แล้วเวลาที่เราทำงาน  เวลาที่เราพูดคุยกับเพื่อนฝูงอย่างวันนี้   เวลาที่เราอยู่บ้าน   เวลาที่เราทำธุระส่วนตัว  เวลาที่เราพูดเรานำทั้งในที่ทำงาน  ในคริสตจักรและที่อื่นๆ   เวลาที่เราเข้าอินเตอร์เน็ท  เวลาที่เราดูหนังฟังเพลง  เวลาที่เราเล่นกีฬาล่ะ   เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้าหรือไม่?”

สองท่านหัวเราะ  ผู้ปกครองท่านหนึ่งพูดขึ้นว่า  “ถ้าว่ากันอย่างอาจารย์  เวลาไหนๆ ก็อยู่ต่อหน้าพระเจ้าทั้งนั้นแหละ!”   พวกเราต่างเห็นพ้องกันว่า   จริงๆ แล้วในทุกเวลาของชีวิตเรามีชีวิตอยู่ต่อหน้าพระเจ้า   และก็มิใช่การอยู่ต่อหน้าแบบพระเจ้าอยู่ในสวรรค์ที่สูงมองลงมาที่การดำเนินชีวิตของเราเท่านั้น   แต่เรามีชีวิตที่อยู่ต่อหน้าพระเจ้าแบบใกล้ชิดที่เรียกว่า พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเราในชีวิตประจำวันเลยทีเดียว   ยิ่งกว่านั้นพระเจ้ายังอยู่เคียงข้างเราในทุกสถานการณ์ชีวิตอีกด้วย

จากนั้นผมชวนคุยต่อไปว่า   “ถ้าทุกขณะในการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นการอยู่ต่อหน้าพระเจ้าแล้ว  การอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในแต่ละเหตุการณ์ สถานการณ์ เราจะต้องมีการเตรียมตัวหรือไม่อย่างไร?”

มัคนายกท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า  “ผมว่าจำเป็นมากนะครับที่เราจะต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะอยู่ต่อหน้าพระเจ้า  เช่น  ในการที่จะอธิษฐานเราก็ควรมีการเตรียมตัว   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่เราจะเป็นผู้นำการอธิษฐานในที่สาธารณะ   ผมไม่ชอบเลยที่ถูกเชิญให้อธิษฐานอย่างกะทันหัน   เพราะผมจะต้องว่าไปตามความเคยชิน  ว่าไปตามที่จะคิดได้ในเวลานั้น...  บอกตรงๆ ผมไม่ชอบเลย”

ผู้ปกครองท่านหนึ่งถามขึ้นมาว่า   “แต่ถ้าเราบอกว่าทุกเหตุการณ์ในชีวิตเราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า   แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไร  แล้วยิ่งอย่างที่พูดว่า เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า แล้วบอกว่าพระเจ้าอยู่เคียงข้างเราด้วยแล้ว  เราจะเตรียมตัวอย่างไร?”   คำถามของผู้ปกครองทำให้เราต่างต้องคิดหนัก

มัคนายกท่านเดิมแสดงความคิดเห็นว่า  “แท้จริงแล้ว  ในทุกเหตุการณ์ชีวิตเราควรจะมีการเตรียมตัวอย่างดี  เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ต่อหน้าพระเจ้า   แต่เท่าที่ผ่านมาเราไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องนี้ หรือ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้   เราไม่ได้เตรียมตัวของเราที่อยู่ต่อหน้าพระเจ้า   หรืออาจจะเพราะเราไม่ได้คิด หรือ ลืมไปว่าในเหตุการณ์นั้นๆ เราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า   เราจึงปล่อยให้การคิด การตัดสินใจ และการกระทำของเราเป็นไปตามกระแสเหตุการณ์  เป็นไปตามความคิดประสบการณ์ที่เราเคยชิน  และบ่อยครั้งก็ปล่อยไปตาม “ยถากรรม”

ผู้ปกครองท่านที่ตั้งคำถามนี้ถามสวนขึ้นมาว่า  “แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไร เตรียมแบบไหนในเหตุการณ์นั้น  ถ้าเป็นการเตรียมตัวก่อนการอธิษฐาน  เราอาจจะหาเวลาที่จะสงบใจ  เราอาจจะเตรียมตัวด้วยการอ่านพระคัมภีร์  หรือการร้องเพลง หรือ ฮัมเพลงนมัสการ หรือฟังเพลงนมัสการ  แต่ถ้าเป็นการที่เราจะต้องพบปะกับผู้คน  เจ้านาย  ลูกน้อง  เพื่อนร่วมงาน  เวลาที่เราจะต้องตัดสินใจ  ที่เราเชื่อว่าเป็นการกระทำต่อหน้าพระเจ้า  ในเหตุการณ์เช่นนี้เราจะเตรียมตัวอย่างไร?”

ผู้ปกครองอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นสตรี  ท่านขอแสดงความคิดเห็นด้วยคน  น้ำเสียงที่นุ่มนวลได้บอกกับคนในกลุ่มว่า “ดิฉันเห็นว่า เป็นความคิดเห็นที่ถูกต้องที่เราจะต้องมีการเตรียมตัวในการอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในแต่ละเหตุการณ์   เพียงแต่เราไม่ค่อยคิดถึงเลยไม่ค่อยได้ทำ แล้วเราจึงไม่เคยชินต่างหาก   แต่ถ้าเราเอาใจใส่เรื่องนี้มากขึ้น  เราจะมีประสบการณ์  และเห็นความสำคัญ  เราจะทำบ่อยจนเป็นประจำ   จากประสบการณ์ส่วนตัว  เมื่อดิฉันต้องไปนำประชุมคณะครูในโรงเรียน   นอกจากที่ดิฉันจะเตรียมตัวอย่างดีในด้านเนื้อหาของประเด็นต่างๆ ที่จะนำในการประชุมครั้งนี้แล้ว   ดิฉันใคร่ครวญถึงความรู้สึก ถึงคุณค่าในชีวิตคุณครูแต่ละท่าน   ดิฉันจะถามตัวเองว่า ถ้าในการประชุมครั้งนี้พระเยซูจะยืนขึ้นพูดกับคณะครู   พระองค์จะพูดกับเขาถึงเรื่องอะไร ด้วยท่าทีแบบไหน   พระเจ้าต้องการให้อะไรเกิดขึ้นในการประชุมครูครั้งนี้   และดิฉันมักจะถามเป็นคำถามสุดท้ายว่า  ในการประชุมครั้งนี้พระเจ้ามีพระประสงค์อะไรในตัวดิฉันที่เป็นคนหนึ่งในที่ประชุมนี้... สำหรับประสบการณ์ส่วนตัว  ดิฉันเตรียมตัวก่อนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในการประชุมครูเช่นนี้ค่ะ”

เราต่างฟังด้วยความสนใจและผงกหัวเห็นด้วย   และนี่คือการเตรียมตัวที่จะอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา   การเตรียมนี้เป็นการเตรียมในชีวิต ความคิด จิตใจ และจิตวิญญาณของเรา   การเตรียมชีวิตภายในเช่นนี้ก็เป็นตัวควบคุมสิ่งที่เราจะพูดจะทำในเหตุการณ์เฉพาะที่เราจะเข้าร่วมอยู่ด้วย   ซึ่งเป็นการอยู่ต่อหน้าพระเจ้า

กลุ่มของเราได้มีโอกาสอ่านและศึกษาจากพระปัญญาในพระคัมภีร์  พระธรรมปัญญาจารย์ 5:1-7 ที่ว่า...
      จงระมัดระวังแต่ละย่างก้าว  เมื่อท่านไปยังพระนิเวศ(การอยู่ต่อหน้า)ของพระเจ้า
      เข้าไปฟังใกล้ๆ ก็ดีกว่าถวายเครื่องบูชาแบบคนโง่  ซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองทำผิด
      อย่าปากไว  อย่าใจร้อนผลีผลาม  พลั้งปากพล่อยๆ ต่อหน้าพระเจ้า
      พระเจ้าประทับในฟ้าสวรรค์  ส่วนท่านอยู่บนโลก  ฉะนั้นจงพูดแต่น้อยคำ
      ห่วงกังวลมากก็ฝันมาก  ยิ่งพูดมากก็ยิ่งพูดโง่ๆ
      เมื่อถวายปฏิญาณต่อพระเจ้าแล้ว  จงรีบทำให้ครบถ้วน
      พระเจ้าไม่พอพระทัยคนโง่  จงทำตามที่ปฏิญาณไว้
      ไม่ปฏิญาณยังดีกว่าปฏิญาณแล้วไม่ทำให้ครบถ้วน
      อย่าให้ปากพาตัวหลงทำบาป
      และอย่าแก้ตัวกับผู้สื่อสารของพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าเผลอปฏิญาณไป”
      จะให้พระเจ้าทรงพระพิโรธวาจาของท่านและทำลายกิจการจากน้ำมือของท่านทำไมเล่า?
      ฝันมากและพูดมากก็อนิจจัง  ดังนั้นจงยำเกรงพระเจ้าเถิด  (อมตธรรม,  ข้อความในวงเล็บเป็นของผู้เขียน)

เราได้เรียนรู้ว่า การเตรียมตัวอยู่ต่อหน้าพระเจ้าคือการใคร่ครวญเพื่อที่เราจะ “ระมัดระวัง” ในการคิด ท่าทีชีวิตที่เราแสดงออก  การพูด และการกระทำของเราแต่ละอย่าง  พื้นฐานของการเตรียมตัวอยู่ต่อหน้าพระเจ้าคือ การที่เราจะต้องมีความยำเกรงพระเจ้า   มิใช่พูดจาเพ้อเจ้อ ท่าทีโอหัง เชื่อมั่นในตนเอง  จนกระทำหมิ่นหยามผู้อื่น   การกระทำเช่นนี้มิได้ยำเกรงพระเจ้า และ มิได้ถวายเกียรติแด่พระองค์

ทำให้ระลึกถึงคำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่ว่า...
“สิ่งที่ออกมาจากปากนั้นออกมาจากใจ   และสิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน
เพราะความคิดชั่ว การเข่นฆ่า การล่วงประเวณี การผิดศีลธรรมทางเพศ การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การนินทาว่าร้าย  ล้วนออกมาจากจิตใจ
สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน...”   (มัทธิว 15:18-20 อมตธรรม)

ดังนั้น  การเตรียมตัวอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในแต่ละเหตุการณ์   คือการเตรียมตัวด้วยการสำรวจ “ความคิดจิตใจของเรา”  เพราะสิ่งที่เราพูดออกมาย่อมแสดงถึงสภาพชีวิตจิตใจตัวจริงของเรา

การเตรียมที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ  การฟังพระเจ้า การเตรียมที่จะอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเรา  คือการฟังให้ได้ยินถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในเหตุการณ์นั้นๆ   สิ่งที่เราจะพูด จะอธิษฐาน ท่าทีที่จะแสดงออก  และการตัดสินใจตลอดจนการกระทำของเราในเหตุการณ์นั้นได้สำแดงถึงสัจจะความจริงของพระเจ้าหรือไม่?   ทำไมเราถึงพูด ถึงอธิษฐาน  แสดงท่าที และการกระทำเช่นนั้น?   เราฟังมากกว่าพูดหรือพูดมากกว่าฟัง?  สิ่งที่เราพูดเป็นการพูดเร็วอย่างมิได้คิดใคร่ครวญหรือไม่?  เป็นการพูดในสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า หรือพูดในสิ่งที่เราต้องการพูด?

ฟังเถิดท่านที่พูดว่า “ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้เราจะไปเมืองนั้นเมืองนี้  จะไปอยู่ที่นั่นหนึ่งปี  ทำมาค้าขายได้กำไร”  ท่านไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น  ชีวิตของท่านเป็นอย่างไร  ท่านเป็นเหมือนหมอกซึ่งปรากฏอย่างเพียงชั่วครู่แล้วก็เลือนหายไป   แทนที่จะกล่าวเช่นนั้นท่านควรพูดว่า “ถ้าเป็นพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเราจะมีชีวิตอยู่ทำสิ่งนั้นทำสิ่งนี้ (ยากอบ 4:13-15 อมตธรรม)

ในการเตรียมตัวการอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในเหตุการณ์ต่างๆ   เรามักเตรียมตัวด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้า ในคำอธิษฐานเตรียมตัวนั้น เรากำลังบอกพระเจ้าให้ทำในสิ่งที่เราอยากให้พระเจ้าทำอยากให้เกิดหรือไม่?   บ่อยครั้งนักที่เราอธิษฐานเตรียมตัวสำหรับแต่ละเหตุการณ์   เราขอ(บางคนสั่ง)ให้พระเจ้าทำตามสิ่งที่เราเห็นดี   แทนที่จะเป็นเวลาของการแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้า   ทั้งนี้เพราะ เรามักเตรียมตัวที่จะกำกับและควบคุมในเหตุการณ์นั้นๆ  จนลืมตัวไปควบคุมสิ่งที่พระเจ้าจะกระทำด้วยหรือไม่?

                                                                                              
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

21 กุมภาพันธ์ 2554

ผู้นำที่เคียงข้างกับผู้ตาม

แล้วข้าพเจ้าบอกพวกเขาว่า
“ท่านเห็นแล้วว่า เรา ทุกข์ใจเพราะเรื่องใด
เยรูซาเล็มปรักหักพัง ประตูเมืองก็ถูกเผา
ให้(พวก)เรา ช่วยกันสร้างกำแพงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่เถิด
เรา จะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้าอีกต่อไป
เนหะมีย์ 2:17
(อักษรในวงเล็บเพิ่มเติมโดยผู้เขียน)

เนหะมีย์ เป็นคนธรรมดาที่มีตำแหน่งพิเศษเป็นผู้เชิญจอกเสวยของกษัตริย์อาทาเซอร์ซีสแห่งเปอร์เซีย เป็นผู้ที่มีหน้าที่การงานที่มั่นคงและประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน เนหะมีย์ไม่มีอำนาจแต่เป็นผู้มีอิทธิพล เป็นที่ไว้วางใจของกษัตริย์ ยำเกรงพระเจ้าและห่วงใยกรุงเยรูซาเล็ม

เมื่อเนหะมีย์ได้ข่าวจากพี่น้องยูดาห์คนหนึ่งที่มาเยี่ยมท่าน ท่านซักถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวยิวในกรุงเยรูซาเล็มที่เหลือรอดพ้นจากการถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย คนจากเยรูซาเล็มเล่าให้ท่านฟังว่า “คนที่เหลือซึ่งรอดพ้นจากการเป็นเชลย...มีความทุกข์และมีความอัปยศอย่างยิ่ง ประตูกำแพงก็ปรักหักพัง ประตูเมืองก็ถูกเผาไปแล้ว” (1:1-3, อมตธรรม)

เมื่อเนหะมีย์ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ท่าน “นั่งลงร้องไห้...ถืออดอาหาร...อธิษฐานต่อพระเจ้า...อยู่หลายวัน” (ข้อ 4) และนี่คือลักษณะผู้นำที่สำคัญเมื่อพบกับปัญหาแล้วนำปัญหานั้นพึ่งพิงในการทรงนำจากพระเจ้า จากนั้นท่านได้ใช้ “ศักยภาพ” หรือ “ของประทานจากพระเจ้า” คือการที่มีตำแหน่งในวังของกษัตริย์ในการจัดการปัญหาที่พบ จนกษัตริย์เป็นผู้ส่งเนหะมีย์ไปเยรูซาเล็มเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว (บทที่ 2) นอกจากลักษณะการเป็นผู้นำที่กล้าเสี่ยงภายใต้การทรงนำของพระเจ้า ยังกล้าที่จะสละตำแหน่งและความสุขส่วนตนเพื่อส่วนรวม ท่านเป็นผู้นำที่ร่วมในความทุกข์กับประชาชนยูดาห์ในกรุงเยรูซาเล็ม

ขอโปรดสังเกตคำว่า “เรา” และ “พวกเรา” ในข้อพระคัมภีร์ที่ยกมาข้างต้น แทนที่เนหะมีย์มาถึงกรุงเยรูซาเล็มเริ่มกระตุ้นให้ชาวเยรูซาเล็มลุกขึ้นสร้างกำแพงขึ้นใหม่ แต่สิ่งแรกที่ผู้นำอย่างเนหะมีย์แสดงออกชัดเจนคือการแสดงตนร่วมในความทุกข์ ปัญหา ความจำเป็นต้องการ และอนาคตของชาวเยรูซาเล็ม ดังนั้น ปัญหาที่พบจึงมิใช่ปัญหาของ “พวกเขา” หรือชาวเยรูซาเล็มต่อไป ตอนนี้เนหะมีย์มองกำแพงเมืองที่ปรักหักพังเป็น “ปัญหาของเรา”

แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเนหะมีย์มิใช่ผู้นำแบบนี้แต่เป็นผู้นำที่เราพบมากมายในองค์กร สังคม และประเทศของเรา เมื่อถึงเยรูซาเล็ม และกล่าวกับผู้นำและผู้คนในเยรูซาเล็มเช่นนี้ว่า “พวกท่านกำลังตกในภาวะยุ่งเหยิงเลวร้าย พวกคุณย่อมรู้ดีว่าพวกคุณควรจะทำอย่างไร พวกคุณรู้ว่าจำเป็นต้องทำอะไรบ้าง ผมบอกได้เลยว่าพวกคุณต้องซ่อมแซมและสร้างกำแพงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ ถ้าผมจะช่วยอะไรได้บ้างบอกมาเลย พบผมได้ที่ห้องทำงานของผม ผมยอมรับความจริงว่า คนที่แก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุดคือพวกคุณ เพราะนี่คือปัญหาของพวกคุณ ใครจะทำได้ดีกว่าคุณ เพราะคนที่ตกอยู่ในปัญหาย่อมรู้ปัญหาดีกว่าคนอื่น การซ่อมแซมกำแพงเยรูซาเล็มดำเนินการไปอย่างไรแค่ไหน โปรดรายงานให้ผมทราบด้วย ผมสนับสนุนพวกคุณในการแก้ปัญหาของพวกคุณ” ถ้าเนหะมีย์พูดเช่นนี้ ปฏิกิริยาตอบสนองของชาวกรุงเยรูซาเล็มจะเป็นอย่างไร? อย่างไรก็ตาม การพูดในทำนองนี้ของผู้นำฟังดูแล้วคุ้นหูของพวกเราในทุกวันนี้มิใช่หรือ?

การที่ผู้นำเข้าร่วมในความทุกข์ในปัญหาของผู้ที่เขานำย่อมเป็นการกระตุ้นหนุนเสริมที่ให้กำลังใจ และ พลังชีวิตแก่ผู้ตามของตน

ครั้งเมื่อ Lee Iacocca เป็นประธาน และ ซีอีโอ ของบริษัทไคส์เลอร์ (Chrysler)ในเวลานั้นบริษัทกำลังประสบกับวิกฤติปัญหาธุรกิจการผลิตรถยนต์ในปี 1979 เขารู้ว่าเขาจะต้องขอลดเงินเดือนของพนักงานเพื่อไม่ให้บริษัทต้องประสบกับภาวะล้มละลาย เขาพยายามผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎรให้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัท แต่เขาก็ยังตกในสภาพที่ไม่เป็นที่ไว้วางใจของสหภาพแรงงาน เขารู้ว่า เขาจะต้องหาทางที่จะโน้มน้าวคนงานของบริษัทให้มีหัวใจร่วมกันให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ไคส์เลอร์

Iacocca ได้เชิญผู้บริหารหลักของบริษัท และ ผู้บริหารของสหภาพแรงงานเข้าประชุม ในที่ประชุมนั้นเขาได้ประกาศว่า ปีหน้าเงินเดือนตลอดปีของเขาคือ 1 เหรียญสหรัฐ เกมพลิกด้วยการที่เขายอมเสียสละเงินเดือนของเขา Iacocca ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญสูงสุดกับความอยู่รอดและความมั่นคงของบริษัทมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน เขาลงมาร่วมทุกข์กับคนงานในบริษัท เขากล่าวว่า “เราอยู่ในภัยพิบัตินี้ด้วยกัน และด้วยการร่วมมือกันเราสามารถที่จะฝ่าทะลุวิกฤติที่เลวร้ายนี้ได้” เขารู้และสัมผัสได้ว่าคนงานของเขาต้องได้รับความเจ็บปวดในชีวิตเมื่อทุกคนร่วมแรงร่วมใจร่วมชีวิตฝ่าอุปสรรคครั้งนี้

ถ้าผู้ตามรู้ว่าผู้นำร่วมทุกข์กับเขา พวก เขาสามารถร่วมกันในการขยับเคลื่อนภูเขาออกไปได้
สำหรับเนหะมีย์ พวกเขาสามารถซ่อมกำแพงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่
ท่านในฐานะผู้นำ(ระดับไหนก็ตาม)ท่านจะร่วมทุกข์กับคนที่ท่านนำได้หรือไม่?
ท่านจะพูดว่า “ให้ พวกเรา ฝ่าทะลุวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” ได้หรือไม่?