แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ตาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ตาม แสดงบทความทั้งหมด

21 กุมภาพันธ์ 2554

ผู้นำที่เคียงข้างกับผู้ตาม

แล้วข้าพเจ้าบอกพวกเขาว่า
“ท่านเห็นแล้วว่า เรา ทุกข์ใจเพราะเรื่องใด
เยรูซาเล็มปรักหักพัง ประตูเมืองก็ถูกเผา
ให้(พวก)เรา ช่วยกันสร้างกำแพงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่เถิด
เรา จะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้าอีกต่อไป
เนหะมีย์ 2:17
(อักษรในวงเล็บเพิ่มเติมโดยผู้เขียน)

เนหะมีย์ เป็นคนธรรมดาที่มีตำแหน่งพิเศษเป็นผู้เชิญจอกเสวยของกษัตริย์อาทาเซอร์ซีสแห่งเปอร์เซีย เป็นผู้ที่มีหน้าที่การงานที่มั่นคงและประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน เนหะมีย์ไม่มีอำนาจแต่เป็นผู้มีอิทธิพล เป็นที่ไว้วางใจของกษัตริย์ ยำเกรงพระเจ้าและห่วงใยกรุงเยรูซาเล็ม

เมื่อเนหะมีย์ได้ข่าวจากพี่น้องยูดาห์คนหนึ่งที่มาเยี่ยมท่าน ท่านซักถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวยิวในกรุงเยรูซาเล็มที่เหลือรอดพ้นจากการถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย คนจากเยรูซาเล็มเล่าให้ท่านฟังว่า “คนที่เหลือซึ่งรอดพ้นจากการเป็นเชลย...มีความทุกข์และมีความอัปยศอย่างยิ่ง ประตูกำแพงก็ปรักหักพัง ประตูเมืองก็ถูกเผาไปแล้ว” (1:1-3, อมตธรรม)

เมื่อเนหะมีย์ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ท่าน “นั่งลงร้องไห้...ถืออดอาหาร...อธิษฐานต่อพระเจ้า...อยู่หลายวัน” (ข้อ 4) และนี่คือลักษณะผู้นำที่สำคัญเมื่อพบกับปัญหาแล้วนำปัญหานั้นพึ่งพิงในการทรงนำจากพระเจ้า จากนั้นท่านได้ใช้ “ศักยภาพ” หรือ “ของประทานจากพระเจ้า” คือการที่มีตำแหน่งในวังของกษัตริย์ในการจัดการปัญหาที่พบ จนกษัตริย์เป็นผู้ส่งเนหะมีย์ไปเยรูซาเล็มเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว (บทที่ 2) นอกจากลักษณะการเป็นผู้นำที่กล้าเสี่ยงภายใต้การทรงนำของพระเจ้า ยังกล้าที่จะสละตำแหน่งและความสุขส่วนตนเพื่อส่วนรวม ท่านเป็นผู้นำที่ร่วมในความทุกข์กับประชาชนยูดาห์ในกรุงเยรูซาเล็ม

ขอโปรดสังเกตคำว่า “เรา” และ “พวกเรา” ในข้อพระคัมภีร์ที่ยกมาข้างต้น แทนที่เนหะมีย์มาถึงกรุงเยรูซาเล็มเริ่มกระตุ้นให้ชาวเยรูซาเล็มลุกขึ้นสร้างกำแพงขึ้นใหม่ แต่สิ่งแรกที่ผู้นำอย่างเนหะมีย์แสดงออกชัดเจนคือการแสดงตนร่วมในความทุกข์ ปัญหา ความจำเป็นต้องการ และอนาคตของชาวเยรูซาเล็ม ดังนั้น ปัญหาที่พบจึงมิใช่ปัญหาของ “พวกเขา” หรือชาวเยรูซาเล็มต่อไป ตอนนี้เนหะมีย์มองกำแพงเมืองที่ปรักหักพังเป็น “ปัญหาของเรา”

แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเนหะมีย์มิใช่ผู้นำแบบนี้แต่เป็นผู้นำที่เราพบมากมายในองค์กร สังคม และประเทศของเรา เมื่อถึงเยรูซาเล็ม และกล่าวกับผู้นำและผู้คนในเยรูซาเล็มเช่นนี้ว่า “พวกท่านกำลังตกในภาวะยุ่งเหยิงเลวร้าย พวกคุณย่อมรู้ดีว่าพวกคุณควรจะทำอย่างไร พวกคุณรู้ว่าจำเป็นต้องทำอะไรบ้าง ผมบอกได้เลยว่าพวกคุณต้องซ่อมแซมและสร้างกำแพงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ ถ้าผมจะช่วยอะไรได้บ้างบอกมาเลย พบผมได้ที่ห้องทำงานของผม ผมยอมรับความจริงว่า คนที่แก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุดคือพวกคุณ เพราะนี่คือปัญหาของพวกคุณ ใครจะทำได้ดีกว่าคุณ เพราะคนที่ตกอยู่ในปัญหาย่อมรู้ปัญหาดีกว่าคนอื่น การซ่อมแซมกำแพงเยรูซาเล็มดำเนินการไปอย่างไรแค่ไหน โปรดรายงานให้ผมทราบด้วย ผมสนับสนุนพวกคุณในการแก้ปัญหาของพวกคุณ” ถ้าเนหะมีย์พูดเช่นนี้ ปฏิกิริยาตอบสนองของชาวกรุงเยรูซาเล็มจะเป็นอย่างไร? อย่างไรก็ตาม การพูดในทำนองนี้ของผู้นำฟังดูแล้วคุ้นหูของพวกเราในทุกวันนี้มิใช่หรือ?

การที่ผู้นำเข้าร่วมในความทุกข์ในปัญหาของผู้ที่เขานำย่อมเป็นการกระตุ้นหนุนเสริมที่ให้กำลังใจ และ พลังชีวิตแก่ผู้ตามของตน

ครั้งเมื่อ Lee Iacocca เป็นประธาน และ ซีอีโอ ของบริษัทไคส์เลอร์ (Chrysler)ในเวลานั้นบริษัทกำลังประสบกับวิกฤติปัญหาธุรกิจการผลิตรถยนต์ในปี 1979 เขารู้ว่าเขาจะต้องขอลดเงินเดือนของพนักงานเพื่อไม่ให้บริษัทต้องประสบกับภาวะล้มละลาย เขาพยายามผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎรให้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัท แต่เขาก็ยังตกในสภาพที่ไม่เป็นที่ไว้วางใจของสหภาพแรงงาน เขารู้ว่า เขาจะต้องหาทางที่จะโน้มน้าวคนงานของบริษัทให้มีหัวใจร่วมกันให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ไคส์เลอร์

Iacocca ได้เชิญผู้บริหารหลักของบริษัท และ ผู้บริหารของสหภาพแรงงานเข้าประชุม ในที่ประชุมนั้นเขาได้ประกาศว่า ปีหน้าเงินเดือนตลอดปีของเขาคือ 1 เหรียญสหรัฐ เกมพลิกด้วยการที่เขายอมเสียสละเงินเดือนของเขา Iacocca ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญสูงสุดกับความอยู่รอดและความมั่นคงของบริษัทมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน เขาลงมาร่วมทุกข์กับคนงานในบริษัท เขากล่าวว่า “เราอยู่ในภัยพิบัตินี้ด้วยกัน และด้วยการร่วมมือกันเราสามารถที่จะฝ่าทะลุวิกฤติที่เลวร้ายนี้ได้” เขารู้และสัมผัสได้ว่าคนงานของเขาต้องได้รับความเจ็บปวดในชีวิตเมื่อทุกคนร่วมแรงร่วมใจร่วมชีวิตฝ่าอุปสรรคครั้งนี้

ถ้าผู้ตามรู้ว่าผู้นำร่วมทุกข์กับเขา พวก เขาสามารถร่วมกันในการขยับเคลื่อนภูเขาออกไปได้
สำหรับเนหะมีย์ พวกเขาสามารถซ่อมกำแพงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่
ท่านในฐานะผู้นำ(ระดับไหนก็ตาม)ท่านจะร่วมทุกข์กับคนที่ท่านนำได้หรือไม่?
ท่านจะพูดว่า “ให้ พวกเรา ฝ่าทะลุวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” ได้หรือไม่?

21 กรกฎาคม 2553

ซึมซับจากหนังสือ The Right To Lead

เขียนโดย จอห์น ซี. แมกซ์แวลล์
เก็บความและเรียบเรียง โดย ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

เกริ่นนำ

อะไรที่ทำให้คนบางคนมีสิทธิที่จะนำคนอื่น? ที่แน่นอนคือ การที่จะนำคนอื่นได้อย่างแท้จริงนั้นมิได้เกิดจากการที่ได้รับการเลือกตั้ง และ ก็ไม่ได้เกิดจากการได้รับเลือกสรร แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้เกิดจากการมีตำแหน่ง หรือมีคำนำหน้าชื่อ เช่น ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ ท่านนายก ท่านเลขาธิการ ท่านอธิการ หรือ ฯลฯ และก็ไม่ได้เป็นผู้นำเพราะมียศนำหน้าชื่อ หรือตัวย่อปริญญาตามท้ายชื่อ และสมรรถนะความสามารถในการนำก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะจากการสั่งสมอายุที่มากขึ้น หรือ ประสบการณ์ที่หลากหลายกว่าด้วยเช่นกัน

กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดความได้ว่า ไม่มีใครที่มีสิทธิในการเป็นผู้นำเพราะ “ได้รับสิทธิ” ในการนำ แต่สิทธิในการนำเป็นสิ่งที่เกิดจาก “การยอมรับ” จากผู้คนที่เขาจะนำ และนี่ต้องใช้เวลาครับผม

ผู้นำที่คนอื่นต้องการตาม

หัวใจที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมิได้ให้ความสำคัญที่จะจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้คนอื่น(ต้อง)ตามเขา แต่ตรงกันข้ามผู้นำควรจะเป็นคนที่ทำตนให้เป็นคนที่ผู้อื่นต้องการที่จะตาม พูดฟันธงก็คือผู้นำคนนั้นต้องเป็นคนที่คนอื่นไว้วางใจได้และนำคนอื่นไปยังที่ที่คนเหล่านั้นต้องการจะไปให้ถึง

จอห์น ซี. แมกซ์แวลล์ ได้ให้ข้อคิดและแนวทางที่น่าสนใจในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า “The Right To Lead” ดังนี้

1. ปลดและปล่อย “ตัวกูของกู” ให้ออกไปจากตน

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่แท้จริงมิใช่ผู้นำที่หวังว่า “ตนต้องได้” แต่ที่เขานำก็เพื่อที่จะ “รับใช้” คนอื่น (คำนี้ดูคุ้นหูคริส-เตียน) ในประการนี้แมกซ์แวลล์ได้อ้างอิงข้อสังเกตที่ Lawrence D. Bell ได้กล่าวไว้ว่า “ขอช่วยแสดงให้ผมเห็นถึงคนที่ไม่สามารถขวนขวายทำในสิ่งเล็กสิ่งน้อย แล้วผมจะแสดงให้เห็นถึงคนที่ไม่ควรวางใจให้ทำการใหญ่”

2. สิ่งแรก...ให้เป็นผู้ตามที่ดี

คงเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะมีผู้นำที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพซึ่งไม่เคยผ่านการเป็นผู้ตามที่ดีมาก่อน และนี่ก็เป็นเหตุผลที่การฝึกฝนสร้างผู้นำในกองทัพอย่างเช่น United States Military Academy บ่มเพาะฝึกฝนเจ้าหน้าที่ที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำให้เป็นผู้ตามที่ดีก่อน เช่นเดียวกันกับที่ West Point ที่ได้ผลิตผู้นำได้มากกว่า Harvard Business School

3. การเสริมสร้างสัมพันธภาพเชิงบวกและสร้างสรรค์

การเป็นผู้นำนั้นไม่ใช่เรื่องอื่นใดเลยแต่เป็นการที่คนๆ นั้นมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น ในที่นี้หมายความถึงการที่มีสัมพันธภาพอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้นำในยุคปัจจุบันนี้ให้ความสนใจและความสำคัญในประการนี้ค่อนข้างมาก เพราะเขาตระหนักชัดว่า “ตำแหน่ง” หรือ คำนำหน้า เช่น “ศจ. รศ. ดร. และ ฯลฯ” มีความหมายหรือมีความสำคัญเพียงน้อยนิดสำหรับการเป็นผู้นำของเขา เพราะเขาเหล่านี้รู้อยู่แก่ใจแล้วว่า คนทั้งหลายจะติดตามคนที่พวกเขาสามารถเข้าได้ด้วยดี

4. ทำงานเก่ง เยี่ยม ยอด

ไม่มีใครให้การนับถือคนที่ทำงานเหลาะแหละ ไม่เกิดผล ผิดพลาดบ่อยครั้ง หรือผู้นำที่ไม่รู้จะทำอะไร ผู้นำที่จะได้รับสิทธิในการนำก็คือ คนที่ทุ่มเททั้งกาย ความตั้งใจ และความสามารถทั้งสิ้นลงในงานที่เขาทำ ผู้นำเช่นนี้มิใช่ลงทุนลงแรงตะลันต์ความสามารถของเขาเท่านั้น แต่เขาเปี่ยมด้วยความมุ่งมาดปรารถนาและทำงานหนัก เขาทำงานด้วยสมรรถนะอย่างสูงสุดในงานที่เขาทำ

5. มีวินัยในการนำ มิได้นำด้วยอารมณ์

ผู้นำจะดูสบายเมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างราบเรียบหรือเมื่อกำลังขาขึ้น แต่เมื่อทุกสิ่งดูขัดแย้งต่อต้านคุณในฐานะผู้นำ คุณจะรู้สึกหมดแรงอ่อนกำลัง เกิดความรู้สึกไม่อยากจะนำต่อไป ในเวลาเช่นนี้เองที่คุณกำลังอยู่ในฐานะผู้นำ ในทุกฤดูกาลที่ผันแปรแห่งชีวิต ผู้นำจะมีช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติสำคัญ ในช่วงเวลาที่ผู้นำคนนั้นต้องเลือกระหว่างจะ “มุ่งหน้าอย่างมุ่งมั่น” หรือ “หมดแรงหมดความตั้งใจ” การที่จะทะลุผ่านในช่วงเวลาวิกฤติติดขัดเช่นนี้ย่อมขึ้นอยู่กับตัวผู้นำว่า จะมีวินัยชีวิตอันแข็งแรงเหนียวแน่นดั่งศิลา หรือ จะใช้อารมณ์ที่อ่อนไหว หละหลวมอย่างทรายในชีวิต

6. สร้างเสริมคุณค่าแก่เป้าหมายของคุณ

เมื่อเราพิจารณาถึงผู้นำที่ได้รับการยอมรับนับถือแม้ภารกิจการนำของเขาเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม เราจะพบว่าผู้นำเหล่านี้มิได้นำให้งานที่ทำให้บรรลุตามเป้าหมายต้องการจนเสร็จสิ้นเท่านั้น แต่เขาเสริมเพิ่มคุณค่าในการนำของเขาด้วยการช่วยให้ผู้คนที่เขานำแต่ละคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และสามารถใช้ศักยภาพในชีวิตอย่างเต็มที่ จนผู้ตามเหล่านั้นเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง รู้สึกตนมีคุณค่า และสิ่งนี้คือการทรงเรียกที่พระเจ้าประสงค์ให้ผู้นำทำเช่นนั้น และนี่คือคุณค่าสูงสุดในการเป็นผู้นำ

7. มอบอำนาจของคุณไปสู่ผู้ตาม

ความจริงที่ดูขัดกันประการหนึ่งของการเป็นผู้นำคือ การที่คุณจะเป็นผู้นำที่ดีขึ้นเมื่อคุณมอบหมายอำนาจในการนำไปสู่คนอื่นๆ มิใช่การที่คุณ “เก็บกัก” อำนาจทั้งสิ้นเพื่อตัวคุณเองและพรรคพวก คุณควรเป็นผู้นำที่เป็นเหมือน “แม่น้ำ” มิใช่เป็นเหมือน “แอ่งน้ำ หรือ หนองน้ำ” (ระวังน้ำจะเน่าเหม็น) ถ้าคุณใช้อำนาจในการเป็นผู้นำที่คุณมีอยู่ในการเสริมเพิ่มพลังผู้ตามแต่ละคน คุณจะสามารถนำอย่างกว้างไกลเกินกว่าที่คุณเองเกาะกุมยึดยั้งมันไว้ได้

ในหนังสือ The Right To Lead มีตัวอย่างหลากหลายของคนมากมายที่ทำเช่นว่านี้และได้รับการยอมรับในการนำ เพราะความกล้าและกำลังใจที่เขาได้ประสบพบเจอและท่าทีการนำที่เขาแสดงออก ทำให้คนอื่นที่พบเห็นเขาชื่นชมในคุณค่าการนำของเขาและรู้สึกต้องติดตามเขาไป (ผมไม่ได้รับจ้างทำโฆษณานะครับ แค่ประชาสัมพันธ์เท่านั้นครับ)