แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ของท่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ของท่าน แสดงบทความทั้งหมด

20 เมษายน 2557

วาทะจากกางเขน...นี่คือบุตร-มารดาของท่าน

เจ็ดปัจฉิมวาทะของพระคริสต์บนกางเขน

เมื่อ​พระ​เยซู​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​มาร​ดา​ของ​พระ​องค์ และ​สา​วก​คน​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก​ยืน​อยู่​ใกล้​พระ​องค์ จึง​ตรัส​กับมาร​ดา​ของ​พระ​องค์​ว่า “หญิง​เอ๋ย นี่​คือ​บุตร​ของ​ท่าน”   แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​สา​วก​คน​นั้น​ว่า “นี่​คือ​มาร​ดา​ของ​ท่าน” แล้ว​สา​วก​คน​นั้น​ก็​รับ​มารดา​ของ​พระ​องค์​มา​อยู่​ใน​บ้าน​ของ​ตน​ตั้ง​แต่​เวลา​นั้น (ยอห์น 19:26-27 มตฐ.)

ปัจฉิมวาทะจากกางเขนที่สามคือ    นี่คือบุตรของท่าน  นี่คือมารดาของท่าน

มีผู้ให้ความเห็นว่า  “สาวกคนที่พระองค์ทรงรัก” ในที่นี้หมายถึงยอห์นผู้ที่มีส่วนในการบันทึกพระกิตติคุณฉบับนี้   ท่านได้บันทึกในรายละเอียดตอนนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า   เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่กางเขน   สาวกและคนสนิทที่ยืนใต้กางเขนในเวลานั้นมีมารดากับน้าสาวของพระองค์   มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส   และมารีย์ชาวมักดาลา  พร้อมกับสาวกคนที่พระองค์ทรงรัก (ข้อ 25 มตฐ.)

บนกางเขนของพระคริสต์มิเพียงแต่อบอุ่นไปด้วยการยกโทษ  ที่เปิดโอกาสใหม่สำหรับชีวิตที่มีพระคริสต์เคียงข้างในทุกที่แล้ว  ที่บนกางเขนยังสำแดงออกถึงความรักและผูกพันแห่งพระคุณของพระเจ้า   ปัจฉิมวาทะที่สามนี้ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของกางเขนที่เป็นหมายสำคัญที่เล็งถึงอาชญากร  ให้กลับกลายเป็นเครื่องหมายของพันธกร

ณ ที่กางเขนของพระคริสต์  พระองค์ได้สำแดงพระคุณแห่งความรักและผูกพันของพระองค์ต่อมารดาของพระองค์   และทรงมอบหมายพันธกิจแห่งการรักและผูกพันให้สาวกคนใกล้ชิดที่ติดตามพระองค์ไปในทุกที่ทุกสถานการณ์ให้รับช่วงพันธกิจดังกล่าวต่อจากพระองค์

“นี่คือบุตรของท่าน”   “นี่คือมารดาของท่าน”   นี่คือพันธกิจแห่งกางเขนที่พระคริสต์ทรงมอบหมายให้เราท่านแต่ละคนรับช่วงต่อพันธกิจจากพระองค์

พันธกิจแห่งกางเขนเป็นพันธกิจแห่งความรักผูกพันกันและกัน

ความผูกพันใดที่จะลึกซึ้งและมีพลังยิ่งใหญ่ไปกว่าความผูกพันระหว่างแม่กับลูก

ในช่วงเวลาใต้กางเขนของพระเยซูคริสต์นั้น   มารีย์มารดาของพระองค์คงระลึกถึงคำกล่าวของสิเมโอนที่กล่าวแก่เธอเมื่อนำทารกเข้าไปในพระวิหารว่า  “...ถึงหัวใจของท่านเองจะถูกดาบแทงทะลุด้วย” (ลูกา 2:35 มตฐ.)   ใช่แล้ว   ในช่วงนาทีต่อนาทีเมื่อยืนใต้กางเขนของพระเยซูคริสต์   คือเวลาแห่งความเจ็บปวด   นอกจากการที่นางต้องสูญเสียบุตรชายหัวปีของนางแล้ว   ยังต้องมารับรู้ถึงความเจ็บและการทรมานแสนสาหัสของลูกชายอีกด้วย

แต่ด้วยพระคุณแห่งความรักและผูกพันจากพระเยซูคริสต์บนกางเขนนั้น   ที่ทำให้เธอสามารถทนรับความเจ็บปวดและความทุกข์สาหัสในเวลาเช่นนั้นได้

ที่กางเขนของพระคริสต์  พระองค์ทรงส่งมอบพันธกิจแห่งความรักและผูกพันให้สาวกและคนสนิทใกล้ชิดของพระองค์ สืบสานพระราชกิจต่อจากพระองค์   ให้เป็นชุมชนแห่งการเอาใส่ใจกันและกัน   เป็นชุมชนแห่งการเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตของกันและกัน   เป็นชุมชนที่ได้รับการผูกพันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยความรักเมตตาและเสียสละของพระคริสต์   ด้วยพันธกิจแห่งความรักและผูกพันนี้ที่พระคริสต์บนกางเขนส่งทอดผ่านมายังมารดาและสาวกที่พระองค์ทรงรักได้สืบสานส่งต่อมายังชุมชนคริสตจักรของเราในปัจจุบัน   

สัจจะความจริงในพันธกิจนี้ที่เราต้องมองอย่างครบรอบด้านคือ   พันธกิจแห่งความรักผูกพันนี้มิใช่ชีวิตที่หวานชื่นอย่างเดียว   แต่เป็นชีวิตที่ต้องเจ็บปวดเพื่อกันและกันด้วย   เป็นการยอมรับความเจ็บปวดเพื่อคนอื่น   เป็นบาดแผลและความเจ็บปวดที่เราเต็มใจรับเพราะเรารักและผูกพันกับชีวิตของผู้คนเหล่านั้น   เป็นบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตที่เราตั้งใจและเต็มใจยอมรับ   เฉกเช่น มารีย์มารดาของพระองค์ตั้งใจและเต็มใจไปยืนเคียงข้างเหตุร้ายที่สุดแสนทรมานและเจ็บปวดที่ใต้กางเขนบุตรชายของเธอ

เมื่อคริสตชนยอมรับสืบสานพันธกิจแห่งความรักและผูกพันจากพระคริสต์บนกางเขนที่กะโหลกศีรษะ   ยอมรับบาดแผลชีวิตและความเจ็บปวดจากการทำพันธกิจ   สิ่งที่คริสตชนจะต้องกระทำตามแบบอย่างของพระคริสต์บนกางเขนคือ   การยอมยกโทษเพื่อนมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข   และ ขับเคลื่อนพันธกิจของพระคริสต์ไปด้วยพระกำลังของพระคริสต์ที่เคียงข้างเราไปในทุกหนแห่ง

เราไม่สามารถทำพันธกิจจากกางเขนของพระคริสต์ด้วยความสามารถ  กำลัง และความอดทนของเราเองได้   แต่ที่เราขับเคลื่อนทำพันธกิจรักและผูกพันได้นั้นเพราะกางเขนของพระคริสต์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา   พระกำลังของพระองค์อยู่เคียงข้างเราในทุกสถานการณ์ต่างหาก   เราจึงสามารถสืบสานพันธกิจรักและผูกพันสืบต่อจากพระคริสต์ 

ขอพระเจ้าโปรดประทานความตั้งใจ  และกำลังความกล้าหาญ เฉกเช่น
มารีย์มารดาพระเยซู และ น้าสาวของพระองค์
มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส  และ
มารีย์ชาวมักดาลา
ที่กล้ายืนใต้กางเขนท่ามกลางสถานการณ์ที่แสนสับสน  แปรปรวน  และเจ็บปวดด้วยความอดทน
แล้วน้อมรับเอาพันธกิจแห่งความผูกพันให้เราสืบสานรับผิดชอบต่อจากพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

03 มีนาคม 2557

ใครคือศัตรูตัวจริงของท่าน?

จงรู้จักบังคับตนเองและตื่นตัวอยู่เสมอ
เพราะมารผู้เป็นศัตรูของท่านวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำราม เที่ยวหาเหยื่อเพื่อขย้ำกิน
(1เปโตร 5:8 อมต.)

ซานตานมารร้ายชอบและต้องการให้เราไม่รู้เท่าทันว่ามันมีบทบาทและอิทธิพลเช่นไรในความขัดแย้งต่างๆในชีวิตของเรา   ตราบใดที่เรามองหาทางที่จะจู่โจม ล้างผลาญ เอาชนะฝ่ายตรงกันข้าม   ในเวลาเช่นนั้นเองที่เรามองข้ามศัตรูตัวร้ายกาจอันตรายตัวจริง   จึงทำให้เรามิได้ระมัดระวังที่จะใส่ใจปกป้องตนเองจากอิทธิพลอำนาจแห่งมารร้ายนั้น   ทั้งยากอบ และ เปโตรต่างเตือนเราให้ตระหนักและรู้เท่าทันอำนาจที่อันตรายยิ่งนี้ว่า

“ดังนั้นแล้วท่านจงยอมจำนนต่อพระเจ้า จงยืนหยัดต่อสู้กับมารและมันจะหนีไปจากท่าน”(ยากอบ 4:7 อมต.)     “จงต่อต้านมาร ยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ...” (1เปโตร 5:9 อมต.)  เปาโลได้พูดชัดถึงอำนาจที่ชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในความขัดแย้งของเราว่า  “เพราะ​ว่า​เรา​ไม่ได้​ต่อสู้​กับ​เนื้อ​หนัง​และ​เลือด แต่​ต่อสู้​กับ​เทพ​ผู้​ครอง ศักดิ​เทพ เทพ​ผู้​ครอง​พิภพ​ใน​โมหะ​ความ​มืด​แห่ง​โลก​นี้ ต่อสู้​กับ​เหล่า​วิญญาณ​ที่​ชั่ว​ใน​สถาน​ฟ้า​อากาศ” (เอเฟซัส 6:12 มตฐ.)

ปัจจุบันนี้   เราตกหลุมพรางของอำนาจชั่วร้ายที่เป็นขั้วตรงกันข้ามสองลักษณะคือ   กลุ่มแรก เรามักลุ่มหลงในทรัพย์สิ่งของ  เงินทอง  อำนาจ  และความยิ่งใหญ่   ซึ่งสิ่งเหล่านี้เห็นชัดเป็นธรรมดาที่เราสามารถจับต้องและชี้วัดกันได้   เป็นหลุมพรางที่อยู่ในโลกแห่งวัตถุนิยม   และเมื่อใครก็ตามที่ตกลงหลุมพรางนี้ย่อมมีโอกาสที่จะต้องขัดแย้งกับคนอื่นๆ เพราะตนต้องสู้รบปรบมือกับคนอื่นในการแย่งชิงสิ่งดังกล่าวให้มาเป็นของตน  หรือปกป้องสิ่งดังกล่าวที่ตนมีอยู่แล้วไม่ให้หลุดลอยไปเป็นของคนอื่น

อีกหลุมพรางหนึ่งคือ คนที่ตกลงในหลุมพรางนี้จะมีจิตใจที่หมกมุ่นมืดมัวกับอำนาจที่ลึกลับ   ไม่สามารถเห็นด้วยตา หรือ สัมผัสด้วยมือ  แต่เป็นเรื่องการที่ตนต้องการหวังพึ่ง หรือ ยอมตนต่ออำนาจลับลึกเหล่านั้น   เพื่อหวังที่จะใช้อำนาจลับลึกเหล่านั้นหนุนเสริมเพิ่มพลังและบารมีแก่ตนเอง   หวังใช้อำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นในการแก้วิบากกรรมของชีวิตที่กำลังคืบคลานเข้ามา   เพื่อตนเองจะได้ในสิ่งที่ตนปรารถนาอยากได้ใคร่มี   เพื่อตนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่  เป็นผู้ชนะในที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม คริสตชนบางท่านบางกลุ่ม   ก็ไม่ผิดเพี้ยนไปจากคนที่ตกหลุมพรางลักษณะที่สองคือ   ที่เขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อต้องการใช้พระเจ้า หรือ ทำศาสนพิธีของคริสต์เพื่อหวังว่าพระเจ้าจะพอใจและช่วยในสิ่งที่เขาทูลขอต้องการ   แล้วความเชื่อของเขาจะเสื่อมน้อยถอยลงเมื่อ เขาไม่ได้สิ่งที่ทูลขอตามปรารถนาจากพระเจ้า  

แต่ยากอบ กล่าวชัด   ในการที่จะไม่ตกหลุมพรางมารร้ายทั้งสองหลุมพรางดังกล่าว   สิ่งแรกเราต้อง “...ยอมจำนนต่อพระเจ้า” ก่อน (4:7 อมต.)  แล้วจึงยืนหยัดต่อสู้กับมาร... (ข้อ 7)   ในการแก้ไขจัดการความขัดแย้งสำหรับคริสตชนแล้ว   สิ่งแรกที่จะต้องเริ่มต้นคือ “การจำนนตนเองต่อพระเจ้า” ก่อน   มิใช่การพิสูจน์ว่าตนเองถูกหรือผิด  จากนั้น  จะต้องรู้ว่า  ในความขัดแย้งนั้น ใครคือศัตรูตัวจริงของเรา   เปาโลเตือนคริสตชนชัดเจนว่า   ศัตรูตัวจริงในความขัดแย้งของเรานั้นเป็นอิทธิพลของอำนาจแห่งความชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในความขัดแย้ง   ยากที่เราจะมองเห็นด้วยตาของเรา  มันคอยสุมไฟแห่งความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น   สิ่งที่มารต้องการคือให้คู่ขัดแย้งพังพินาศไปด้วยกัน   และเหลือมันเท่านั้นที่จะยิ่งใหญ่   และมันจะช่วยให้ใครมีอำนาจ มั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ก็ต่อเมื่อคนๆ นั้นยอมตนสวามิภักดิ์ทำความชั่วร้ายที่มารมันต้องการ

เปาโลเรียกอำนาจชั่วร้ายเหล่านี้ในชื่อต่างๆ คือ  “...เทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้  (ท่าน)ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ” (เอเฟซัส 6:12 มตฐ.)

แล้วใครคือศัตรูตัวจริงของท่านในชีวิตทุกวันนี้ครับ?

ไม่ใช่คู่กรณีของท่านแน่   แต่เบื้องหลังที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกขัดแย้งกันเพราะ   มีอำนาจชั่วร้ายที่คอยสุมไฟอยู่ซึ่งทั้งสองฝ่ายมองข้าม  มองไม่เห็น  และบ่อยครั้งไม่รู้ตัว   แต่อำนาจชั่วร้ายกลับทำให้มุมมองที่มีต่อฝ่ายตรงกันข้ามว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตตัวร้ายกาจของตน   แล้วสุมไฟด้วยฟืนแห่งตัณหา ราคะ อยากได้อยากมีไม่สิ้นสุดในแต่ละคน   แล้วไฟแห่งความขัดแย้งก็ลุกขึ้น และ ถูกกระพือให้ไฟแรงขึ้นๆ

ยากอบบอกเราว่า   “อะไรคือต้นเหตุของการต่อสู้และการทะเลาะวิวาทในหมู่พวกท่าน? สิ่งเหล่านี้มาจากตัณหาซึ่งขับเคี่ยวกันภายในท่านไม่ใช่หรือ? ท่านอยากได้แต่ไม่ได้ ท่านฆ่าและละโมบของผู้อื่น     ท่านไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการก็วิวาทและต่อสู้กัน ท่านไม่มีเพราะไม่ได้ทูลขอพระเจ้า เมื่อท่านทูลขอท่านไม่ได้รับเพราะท่านขอด้วยแรงจูงใจผิดๆ เพื่อจะนำไปปรนเปรอตนเอง (ยากอบ 4:1-3 อมต.)

ดังนั้น   จุดเริ่มต้นของการสร้างสันติ และ การคืนดี คือ   การยอมจำนนต่อพระเจ้า   หรือ ฉบับมาตรฐานแปลว่า  “จงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า”  ทั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะไม่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลแห่งอำนาจชั่วร้ายที่เรามองไม่เห็น  แต่ยอมที่จะให้พระเจ้าทรงเปิดเผยพระประสงค์ในสถานการณ์นั้น   เพื่อเป็นแนวทางแห่งการสร้างสันติขึ้น   จากนั้นประการสำคัญต่อมาคือ  การต่อต้านมาร  ด้วยการยืนหยัดความเชื่อของเราในพระเจ้า

วันนี้ให้เราสู้กับศัตรูตัวจริงด้วยพระกำลังจากพระเจ้าครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

02 พฤศจิกายน 2556

งานรับใช้ของท่านเป็นส่วนหนึ่งในงานรับใช้ของ “เรา”

อ่านเอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​ การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์

13 จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ  และ
ในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า
จนกว่า​เราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือ​เต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
(เอเฟซัส 4:11-13  มตฐ.)

อย่างที่เราพบสัจจะความจริงจากเอเฟซัส 4:11-12 แล้วว่า   ประชากรของพระเจ้าทุกคนเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรเป็น “โค้ช” ในการเสริมสร้างและฝึกฝนให้สมาชิกแต่ละคนในคริสตจักรเป็นคนรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ของพระคริสต์ทั้งในคริสตจักร และ ในสังคมโลก   ดังนั้น  ท่านและข้าพเจ้าต่างฟันธงสรุปได้เลยว่าเราต่างเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   แต่ละคนต่างมีงานรับใช้พระคริสต์ผ่านงานอาชีพ  หน้าที่การงาน  ในชุมชน  ในกลุ่มเพื่อนฝูง  ในครอบครัว และในคริสตจักรด้วย   เป็นการรับใช้พระคริสต์ด้วยทั้งชีวิตของเราตามพระประสงค์ของพระองค์

ที่กล่าวมานี้เป็นสัจจะความจริงของชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร   แต่ยังมิใช่สัจจะความจริงทั้งหมดทั้งสิ้น   เป็นสัจจะความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น   และนี่เป็นจุดที่คริสตจักรอาจจะมองข้ามมองผ่านไป   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คนส่วนใหญ่ทั้งคริสตจักรถูกครอบงำด้วยมุมมองและความคิดแบบปัจเจกนิยม   ซึ่งถ้าเราอ่านและศึกษาในพระธรรมตอนนี้ท้ายข้อที่ 12 และในข้อ 13  เราจะพบความคิดที่ว่า  “พันธกิจการรับใช้ของท่านเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจการรับใช้ของเราด้วย”

สัจจะความจริงในข้อที่ 12  กล่าวถึงศิษยาภิบาลและผู้นำทำการบ่มเพาะ  เสริมสร้าง  และฝึกฝนธรรมิกชน (ประชากรของพระเจ้า”ให้เป็นคนรับใช้ในพันธกิจ  หรือที่อมตธรรมแลว่า “พันธกิจการรับใช้”  ซึ่งแปลมาจากภาษากรีกคำว่า “ไดอาโคเนีย” (คำว่า diakonia  แปลว่า “พันธกิจ” หรือ “งานบริการรับใช้” ก็ได้)   ภาพรวมของข้อ 12 คือภาพของศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรได้ร่วมกันเสริมสร้าง และ ฝึกฝนให้สมาชิกแต่ละคนรับใช้ในงานของพระเจ้าด้วยกัน

และในท้ายข้อที่ 12 และ ข้อที่ 13  ได้ขยายความต่อไปว่า  “12...(เพื่อ)เสริมสร้างพระกายของพระคริสต์       13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ  และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า  จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์”   จากการเสริมสร้างและฝึกฝนสมาชิกคริสตจักรให้เป็นคนรับใช้ได้สร้างผลกระทบต่อชีวิตของคริสตจักร   น่าสังเกตว่าทำให้ชีวิตคริสตจักรมีเอกภาพหรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   และทำให้พระกายของพระคริสต์คือคริสตจักรเติบโตขึ้น   แต่ในที่นี้ไม่ได้เน้นเฉพาะว่ามีสมาชิกมากขึ้น  หรือเป็นคริสตจักรที่ใหญ่ขึ้น  แต่เน้นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมิใช่ภาพภายนอกเท่านั้น   แต่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในระดับลึกของชีวิตคือการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ   และรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า   นั่นหมายความว่า สมาชิกในคริสตจักรเกิดเอกภาพที่มีชีวิตเติบโตเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   ดังนั้น  การเติบโตขึ้นในพระธรรมตอนนี้เป็นการเน้นย้ำถึงการเติบโตขึ้นด้านคุณภาพชีวิตเหมือนพระคริสต์มากกว่าการเน้นที่ขนาดคริสตจักรหรือจำนวนสมาชิก

แน่นอนครับ  เราแต่ละคนเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   แต่ละคนมีงานรับใช้พระองค์ที่แตกต่างกันไป   มีสถานที่รับใช้ที่แตกต่างกันไป   และเราต่างมีโอกาสในการรับใช้พระคริสต์ในสังคมชุมชนโลกนี้    แต่ถ้าเราแต่ละคนมีมุมมองว่างานรับใช้พระคริสต์ที่เราทำอยู่นั้นแยกออกต่างหากจากคนอื่นๆ ในคริสตจักร    เมื่อนั้น ได้กระทำการรับใช้ที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สวนทางกับพระธรรมตอนนี้   เพราะในพระธรรมตอนนี้ได้ให้สัจจะความจริงแก่เราว่า   งานรับใช้ที่เราแต่ละคนกระทำนั้นเป็นการกระทำ “ในพระนามของพระคริสต์”  และกระทำร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ  ยิ่งกว่านั้นเป็นการกระทำงานรับใช้ที่ประสาน  หนุนเสริม  ที่สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสมาชิกคนอื่นๆ ในคริสตจักร   โดยพระธรรมตอนนี้ได้ให้ภาพการทำงานที่แต่ละคนเป็นอวัยวะต่างๆ ในพระกายของพระคริสต์ที่ทำงานรับใช้ที่สอดประสานกัน   และที่สำคัญต้องทำให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระคริสต์ผู้เป็นศีรษะ

บ่อยครั้งที่เราพบว่า  สมาชิกคริสตจักรบางคนทำงานรับใช้พระคริสต์เฉพาะกลุ่มของตนเอง   (คริสตจักรไม่รู้  สมาชิกคนอื่นไม่เกี่ยว)    เป็นการทำการรับใช้พระคริสต์ที่แยกตัวจากผู้เชื่อคนอื่นๆ ในคริสตจักร   นอกจากเป็นการทำงานรับใช้พระคริสต์ที่สวนสัจจะความจริงของพระคัมภีร์แล้ว   เรามักพบว่างานรับใช้ประเภทนี้มักประสบความล้มเหลวในที่สุด   (เพราะบางกรณีใช้การทำงานรับใช้พระคริสต์ในการสร้างฐานอำนาจในคริสตจักร   หรือเป็นการสร้างอนุสาวรีย์สำหรับตนเอง   และที่พบบ่อยเช่นกันคือความไม่โปร่งใสในการใช้เงินงบประมาณ)

ขอเน้นย้ำในที่นี้ว่า   ถ้าเราพยายามที่จะแยกงานรับใช้พระคริสต์มาทำต่างหากสำหรับตนเองและพรรคพวกเท่านั้นงานนั้นจะไม่เสริมสร้างเอกภาพ หรือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ เสริมสร้างการเติบโตและความเข้มแข็งของคริสตจักร   แต่ถ้าเราทำพันธกิจการรับใช้พระคริสต์ร่วมกันในพระนามของพระคริสต์  ประสานเสริมหนุนกันและกัน  และสอดคล้องตามพระประสงค์ของพระคริสต์แล้ว   งานรับใช้นั้นจะเกิดผล  เพราะมิใช่เราและสมาชิกคนอื่นๆ ในคริสตจักรกระทำงานรับใช้ร่วมกันเท่านั้น   แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงหนุนเสริมเพิ่มพลังในการขับเคลื่อนพันธกิจการรับใช้ของเราในคริสตจักร   ในการรับใช้คริสตจักรและชุมชน  และในการอภิบาลสังคมในพระนามของพระคริสต์

ที่สำคัญคือ เราผู้เป็นสมาชิกคริสตจักรแต่ละคนต้องตระหนักว่า  “งานรับใช้ของท่านเป็นส่วนหนึ่งในงานรับใช้ของเรา” ในคริสตจักร

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ
1. ส่วนใหญ่สมาชิกในคริสตจักรของท่านที่ทำงานรับใช้พระคริสต์จะทำเป็นการส่วนตัว หรือ เป็นการทำพันธกิจการรับใช้พระคริสต์ร่วมกับสมาชิกอื่นๆ ในคริสตจักร?   ขอยกตัวอย่าง

2. ท่านคิดเห็นอย่างไรต่อสัจจะความจริงจากพระธรรมตอนนี้ที่ว่า   การทำพันธกิจรับใช้พระคริสต์ของคริสตจักร   ควรเป็นการกระทำที่ร่วมไม้ร่วมมือ  หนุนเสริม  และสอดประสานกันทั้งคริสตจักร?   ท่านคิดว่าเป็นสัจจะความจริงที่กระทำได้หรือไม่ได้ในคริสตจักรของท่าน?  ทำไม?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 กันยายน 2556

อะไรคือการทรงเรียกของท่าน

อ่านเอเฟซัส 4:1-3

เพราะ​ฉะนั้น ข้าพเจ้า​ผู้​เป็น​นัก​โทษ​โดย​เห็น​แก่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า
ขอ​วิง​วอน​พวก​ท่าน​ให้​ดำ​เนิน​ชีวิต​สม​กับ​การ​ทรง​เรียก​ที่​ท่าน​ได้​รับ​การ​ทรง​เรียก​มา​นั้น (4:1 มตฐ.)

การทรงเรียก  เรามักแปลจากภาษาอังกฤษคำว่า “calling”  และคำว่า calling  มีความหมายเหมือนกับ “profession” หรือ “vocation”  ซึ่งทั้งสองคำนี้หมายถึง  งานอาชีพ หรือ หน้าที่การงาน   ส่วนคำว่า “vocation” รากศัพท์มาจากภาษาละตินคำว่า vocation  ซึ่งหมายถึง calling หรือ การทรงเรียก   ส่วนใหญ่แล้วเรามักใช้คำว่า calling หมายถึงการสถาปนาคนให้เป็นนักบวช  เราหมายถึงศาสนาจารย์ ศิษยาภิบาล  ที่คนกลุ่มนี้ได้รับการทรงเรียกให้ทำหน้าที่ในการทำงานพันธกิจด้านต่างๆ ในคริสตจักร  และการทำงานเกี่ยวกับมิชชั่น

ในเอเฟซัสบทที่สี่ข้อแรก  ได้ใช้คำว่าการทรงเรียกในความหมายที่ค่อนข้างแตกต่างจากที่กล่าวข้างต้น   เมื่อเปาโลกระตุ้นวิงวอนให้เรา “ดำเนินชีวิตสมค่ากับการทรงเรียกที่เราได้รับ”  เปาโลไม่ได้ระบุว่าเป็นการทรงเรียกในงานอาชีพทั่วไป หรือ งานด้านพันธกิจคริสตจักร อันใดอันหนึ่ง  แต่แน่นอนว่าท่านหมายถึงการทรงเรียกถึงงานอาชีพทั้งสองด้าน   แต่ท่านกล่าวชัดเจนถึงการทรงเรียกว่า  การทรงเรียกเป็นสิ่งที่คริสตชนทุกคนและแต่ละคนได้รับจากพระเจ้า   ทั้งเป็นการส่วนตัว  และในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในพระวรกายของพระคริสต์

ถ้าเช่นนั้น  อะไรคือการทรงเรียกของเรา?  ในตอนอื่นของพระธรรมเอเฟซัส   เปาโลกล่าวถึงการทรงเรียกมีหมายถึง ความหวังและมรดกของธรรมิกชนในอนาคต (เอเฟซัส 1:18 มตฐ.)  ในข้อนี้เปาโลได้อธิษฐานว่า “...เพื่อ​จะ​ได้​รู้​ว่า​พระ​องค์​ประ​ทาน​ความ​หวัง​อะไร​แก่​ท่าน​ใน​การ​ทรง​เรียก​พวก​ท่าน​นั้น และ​รู้​ว่า​มร​ดก​ที่​มี​ศักดิ์​ศรี​ของ​พระ​องค์​สำ​หรับ​พวก​ธรร​มิก​ชน​นั้น​บริบูรณ์​เพียง​ไร...”   จากนั้นใน 4:4 เปาโลกล่าวว่า  “...​ท่าน​ได้​รับ​การ​ทรง​เรียก​ให้​มา​ถึง​ความ​หวัง​เดียว​ใน​การ​ทรง​เรียก​พวก​ท่าน​นั้น”   ดังนั้น การทรงเรียกที่เราได้รับเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคต  ที่เราจะมีชีวิตด้วยความมั่นใจและแน่นนอนมั่นคงในอนาคตที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้เพื่อเรา

ในเอเฟซัส 4:1 การทรงเรียกที่กล่าวถึงในข้อนี้รวมถึงอนาคตของเราด้วย  รวมไปถึงทุกสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและตัวของเราเองใน 3 บทแรกของเอเฟซัส   ถ้าเราจำได้ใน 1:10 คือการที่พระเจ้าทรงรวบรวมทุกสิ่งในสวรรค์และในแผ่นดินโลก (จักรวาล) ให้อยู่ภายใต้พระคริสต์(ในพระคริสต์)    และพระประสงค์สูงสุดในการทรงเรียกคือ “...พระ​เจ้า​ทรง​เลือก​เรา​ตั้ง​แต่​ก่อน​ทรง​สร้าง​โลก เพื่อ​ให้​เรา​บริสุทธิ์​และ​ปราศ​จากตำหนิใน​สาย​พระ​เนตร​ของ​พระ​องค์” (1:4 มตฐ.)   พระราชกิจนี้มุ่งเน้นไปที่พระเยซูคริสต์   ซึ่งเป็นการแสดงถึง “​พระ​คุณ​อัน​รุ่ง​โรจน์ของพระเจ้า” (1:6 มตฐ.)  ที่ทรงกระทำให้เราได้รับความรอด (2:8 มตฐ.)   ยิ่งกว่านั้น  เมื่อเรามีประสบการณ์ถึงความรอดโดยความเชื่อ   เราเป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ในพระคริสต์เพื่อให้ทำการดี “...ซึ่ง​เป็น​สิ่ง​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​จัด​เตรียม​ไว้​ก่อน​แล้ว​เพื่อ​ให้​เรา​ดำ​เนิน​ตาม” (2:10 มตฐ.)   เรากระทำงานนี้มิใช่ในฐานะผู้เชื่อส่วนตัว   แต่ที่สำคัญในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า  และกำลัง​ถูก​ก่อ​ร่าง​สร้าง​ขึ้น​ด้วย​กัน​ให้​เป็น​ที่​สถิต​ของ​พระ​เจ้า​โดย​พระวิญญาณ (2:19-22)

ดังนั้น  ความหวังในอนาคตที่พระเจ้าทรงรวบรวม และ พลิกฟื้นสร้างใหม่ทุกสิ่งทำให้เราเห็นชัดเจนถึงการทรงเรียก   มิใช่เพื่อให้เราได้แรงบันดาลใจนิมิตในอนาคตเท่านั้น   แต่เป็นการที่พระเจ้าทรงเรียกเราให้ดำเนินชีวิตตามด้วย   ด้วยพระคุณที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเราจึงได้มีส่วนร่วมในพระราชกิจในการกอบกู้ไถ่ถอนจักรวาลนี้ร่วมกับพระองค์   เราแต่ละคน  ถ้าเราวางใจในพระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา   เราได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้ร่วมในพระราชกิจแห่งการปลดปล่อย   การไถ่ถอน  และพลิกฟื้นสร้างใหม่ของพระองค์   เพื่อเราจะดำเนินชีวิต “สมค่าแห่งการทรงเรียก”  ตามการทรงเรียกด้วยพระคุณอันรุ่งโรจน์ของพระองค์

ในวันนี้เราคงต้องถามตนเองว่า...

1. ท่านคิดและรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกท่านให้เข้าร่วมในพระราชกิจแห่งการปลดปล่อยและไถ่ถอนของพระองค์หรือไม่?   ทำไมท่านถึงคิดและรู้สึกเช่นนั้นในชีวิตของท่าน?
2. อะไรที่ช่วยให้ท่านเห็นชีวิตของท่านเป็นเช่นนั้น?
3. ท่านได้ตอบสนองต่อการทรงเรียกในชีวิตของท่านแล้วหรือยัง?  อย่างไร?
4. ถ้าท่านจะเอาจริงเอาจังกับการทรงเรียกนี้ของพระเจ้า  ท่านคิดว่าชีวิตของท่านอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

07 สิงหาคม 2556

ชีวิตคริสตชนของท่านเติบโตไหม?

อ่านยากอบ 1:22

การเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ หรือ เจริญขึ้นในการดำเนินชีวิตแบบพระคริสต์นั้น   มิได้เกิดขึ้นเพราะเราไปฟังคำเทศนาในวันอาทิตย์  การถวายสิบลด  หรือ ถวายทรัพย์ เท่านั้น    ความจริงที่ปรากฏชัดเจนคือ คริสตชนหลายต่อหลายคนที่ทำเช่นกล่าวนี้ก็ยังเป็นคริสตชนที่เฉื่อยชา  อ่อนล้า แคระแกร็น  และตีบตันในเส้นทางการดำเนินชีวิตของตน   รากฐานที่สำคัญในการดำเนินชีวิต 2 ประการที่เราจะเติบโตขึ้นมีชีวิตที่เหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   คือการเรียนรู้คำสอนจากพระวจนะ  ขุดค้นลงลึกถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา  แล้วนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน   และรากฐานทั้งสองประการนี้เป็นรากฐานเดียวกันที่แยกออกจากกันต่างหากไม่ได้

การเรียนรู้ถึงสัจจะความจริงในพระวจนะของพระเจ้าเป็นจุดเริ่มแรกที่สำคัญ   ที่มิใช่มีเป้าหมายเพียงการเรียนรู้เท่านั้นแต่เป็นการเรียนรู้เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์  แนวทาง  หรือ  วิถีชีวิตที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่เราจะต้องเชื่อฟังและกระทำตาม  

พระเยซูคริสต์ทรงสอนฝูงชนว่า  

“...คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้วถือรักษาไว้ต่างหากที่เป็นสุข” (ลูกา 11:28 มตฐ)

“ทำไมพวกท่านเรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ แต่ไม่ทำตามสิ่งที่เราบอกนั้น? (ลูกา 6:46 มตฐ)

แล้วพระเยซูคริสต์ทรงเปรียบเทียบผู้ที่ฟังพระวจนะของพระองค์แล้วดำเนินชีวิตตามที่พระองค์สั่งสอนนั้นว่า   เป็นผู้ที่สร้างบ้านบนรากฐานศิลาที่แข็งแรงมั่นคงว่า   “47 ทุกคนที่มาหาเราและฟังคำของเราแล้วทำตาม เราจะสำแดงให้พวกท่านรู้ว่าเขาเป็นเหมือนอะไร  48 เขาเป็นเหมือนคนหนึ่งที่สร้างบ้าน เขาขุดลึกลงไปแล้ววางรากฐานอยู่บนศิลา เมื่อมีน้ำท่วมและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวมาซัดบ้านนั้น มันก็ไม่หวั่นไหว เพราะถูกสร้างไว้อย่างมั่นคง”     (ลูกา 6:47-48 มตฐ)

และเปาโลยืนยันคำสอนนี้เช่นกัน 

“เพราะว่าคนที่เพียงแต่ฟังธรรมบัญญัติเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า
คนที่ประพฤติตามธรรมบัญญัติต่างหากที่พระเจ้าทรงถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม” (โรม 2:13 มตฐ)

แล้วเราจะเรียนรู้ถึงสัจจะความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร?   หนทางหนึ่งที่สำคัญและมีประสิทธิภาพมากคือ   การที่คริสตชนแต่ละคนมีวินัยชีวิตในการเข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นการส่วนตัวเป็นประจำทุกวัน    เพราะเป็นเวลาที่เขาคนนั้นจะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า   อ่านพระวจนะ  แล้วใคร่ครวญ  สงบนิ่งรับฟังการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์   รับการทรงเปิดเผยจากพระวิญญาณของพระเจ้า   มีเวลาที่จะสนทนากับพระเจ้าตัวต่อตัวในทุกเรื่องของชีวิต    ทูลขอการทรงเปิดเผย   และการทรงนำในความรู้  ความเข้าใจ  ความคิดและมุมมองต่างๆในชีวิต   ทั้งนี้เพื่อจะได้รับแนวทางการดำเนินชีวิตในวันนั้นจากพระเจ้า

การได้รับการทรงสอน  การทรงเปิดเผย   และรู้ถึงสัจจะความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของเรานั้นเป็นเหมือนเราได้รับอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตจิตวิญญาณของเรา   แต่การที่ชีวิตคริสตชนของเราจะเจริญ เติบโต เข้มแข็ง และเกิดผลได้นั้น   อาหารแห่งชีวิตนั้นจะต้องได้รับการย่อย  แล้วดูดซึมเข้าทุกอณูของชีวิต   และถูกใช้เป็นพลังในการดำเนินชีวิตในวันนั้น   จากการดำเนินชีวิตตามสัจจะความจริงของพระวจนะทำให้เราได้รับประสบการณ์ชีวิตที่เป็นรูปธรรม   และประสบการณ์ตรงเช่นนี้เองที่ทำให้เรียนรู้ถึงสัจจะความจริงในชีวิตคริสตชน   มั่นใจในแนวทางการดำเนินชีวิตที่พระเจ้าประทานให้   และในที่สุดกลายเป็นสัจจะที่เราเรียนรู้  แนวทางที่เราสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม  และโดยกระบวนการนี้ที่เสริมสร้างวินัยชีวิตคริสตชนขึ้นในชีวิตของเรา

ดังนั้น   การฟังคำเทศนาในวันอาทิตย์จากศิษยาภิบาล  การเรียนพระคัมภีร์จากศาสนาจารย์   หรือเข้าไปร่วมกลุ่มอธิษฐานแล้วจะทำให้เราเป็นคริสตชนที่เข้าถึงสัจจะความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าเสมอไปหรือ?   เพราะผมพบหลายคนต่อหลายคนที่เข้าไปทำอย่างข้างต้นพบว่า   เขาอาจจะรู้ข้อมูลและเรื่องราวคำสอนในพระคัมภีร์มากยิ่งขึ้น   อาจจะได้ประกาศนียบัตรจากบทเรียนทางไปรษรีย์หลายใบขึ้น   ท่องข้อพระคัมภีร์ได้หลายข้อขึ้น   หรือแม้แต่ได้ประกาศนียบัตรชนะเลิศการแข่งขันพระคัมภีร์ระดับประเทศ    ใช่เลยครับ  คนเหล่านี้มีพื้นฐานความรู้เรื่องราวข้อมูลในพระคัมภีร์ที่ดี   แต่ชีวิตของเขาเหล่านี้กลับยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง  

แน่นอนครับ  พระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิต   เราจึงต้องให้พระวจนะของพระเจ้าสำแดงออกในวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

ดังนั้น   การเติบโตของชีวิตคริสตชนต้องการมากกว่าการหยิบยื่นเติมใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวคำสอนในพระคัมภีร์ลงในความจำ ในสมอง เท่านั้น   แต่ต้องการการหนุนเสริมให้เกิดการบดย่อยและดูดซึมเอาสัจจะความจริงแห่งพระวจนะเข้าไปเป็นอาหารที่เสริมสร้างและเป็นพลังในการดำเนินชีวิตคริสตชนของเรา   จนชีวิตคริสตชนสามารถสำแดงพระคริสต์ในชีวิตประจำวันของคริสต์ชนคนนั้นครับ  

ยากอบกล่าวว่า   “กายที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นตายแล้วอย่างไร ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติก็ตายแล้วอย่างนั้น” (ยากอบ 2:26 มตฐ)

การที่เรารู้เรื่องพระคัมภีร์มากขึ้นเท่านั้น   อย่าหลงหลอกตนเองว่าชีวิตคริสตชนของตนเติบโตเข้มแข็งขึ้นตามความรู้ที่ได้รับ   แต่การที่เราฟัง  ใคร่ครวญ พระวจนะของพระเจ้าอย่างเปิดใจและใส่ใจ   แล้วให้ชีวิตของเราดำเนินตามแนวทางของสัจจะในพระวจนะนั้นต่างหากที่เรากำลังก้าวสู่การเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์   แล้วเราจะสามารถเห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าชีวิตที่ดำเนินตามสัจจะของพระองค์จะได้รับการเปลี่ยนแปลง   มีชีวิตที่เปลี่ยนเป็นเหมือนชีวิตพระคริสต์มากขึ้นทุกที   และสิ่งหนึ่งที่เราสามารถสัมผัสได้คือเรามีความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์   ต้องการให้พระวจนะของพระเจ้ามีส่วนในทุกเรื่องในชีวิตของเรา   ไม่ว่าความสุข ความทุกข์ หรือการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน

จำเป็นที่เราจะต้องตรวจสอบว่า   เราเป็นนักฟังคำเทศนา     นักศึกษาพระวจนะของพระเจ้า  แล้วตอบสนองพระวจนะนั้นด้วยการดำเนินชีวิตของเราในวันนี้หรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
081-2894499

23 มีนาคม 2556

อะไรคือ “ถั่วแดง” ชามนั้นของท่าน?


อ่านปฐมกาล 25:29-34

เอซาวพูดกับยาโคบว่า “ขอให้ฉันกินของแดงนั้น...เพราะฉันหิวจัด”
ยาโคบว่า “ขายสิทธิบุตรหัวปีของพี่ให้ฉันก่อนซี”
เอซาวว่า “ดูสิ  ฉันกำลังจะตายอยู่แล้ว  สิทธิบุตรหัวปีจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ฉัน?” (ข้อ 30-32)

ผู้อ่านพระธรรมปฐมกาลตอนนี้บางท่านคงพูดในใจว่า  ทำไมมันโง่ชะมัดเลย เอาสิทธิบุตรหัวปีไปแลกกับถั่วแดงต้มเพียงชามเดียว   แต่เมื่ออ่านเรื่องนี้ในสมัยของเราให้เราคิดมากกว่าถั่วแดงต้มกับสิทธิบุตรหัวปี   ในชีวิตที่ผ่านมาของเรา  เราเคยยอมเอาบางสิ่งที่มีค่าอย่างมากในชีวิตไปขายไปแลกเปลี่ยนกับของไร้ค่า หรือ ของที่ไม่มีค่าคู่ควรหรือไม่?   คำถามในที่นี้ก็คือว่า   อะไรคือ “ถั่วแดงต้มชามนั้น” ที่ท่านไปแลกเอามา?

ท่านเคยติดตามไล่ล่าความมั่งคั่งร่ำรวย หรือ อาชีพการงานที่ต้องการด้วยการยอมเอาคุณค่าของครอบครัวเข้าแลกไหม?   หรือเคยไหมที่ ตารางเวลาการทำงานที่เต็มเอียดของท่านที่ไปเบียดบังเอาเวลาที่ท่านจะใกล้ชิดสนิทกับพระเจ้าในการอ่านและใคร่ครวญพระวจนะประจำวันไปหมดสิ้น?   หรือ บางคนยอมมีความสัมพันธ์นอกสมรสเพียงเพื่อที่จะได้งาน หรือ เพื่อจะได้ “ออร์เดอร์” สินค้า  เขายอมเอาสุขภาวะของครอบครัวไปแลกกับการได้งานทำ หรือได้ขายสินค้าตามที่ต้องการ   บ้างก็ยอมเอาสุขภาพของตนเข้าแลกกับความสุขชั่วครู่ด้วยการเสพสารเสพติด   หรือแม้แต่ที่บางคนรู้ว่าการกินอาหารประเภทนั้นประเภทนี้มากเกินไปเป็นภัยต่อสุขภาพของตน   แต่ก็ยังจะกินอยู่  และกินเกินเสียอีก   เพียงเพื่อสนองความอยากของตน   และสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเอซาวที่ตัดสินใจโง่ๆ เอาสิทธิบุตรหัวปีมาแลกกับถั่วแดงต้มเพียงชามเดียว

ที่เอซาวตัดสินใจเช่นนี้เพราะ   ความอยากความต้องการเฉพาะหน้า   ในที่นี้คือหิวจนตาลาย  อีกทั้งมิได้เห็นถึงคุณค่าของสิทธิบุตรหัวปี   เพราะมองหาประโยชน์อันใดมิได้ในทุกวันนี้   หรือเพราะเป็นประโยชน์ที่ซ่อนเร้นไม่รู้จะให้ผลเมื่อไหร่ไม่รู้

บางครั้งในการตัดสินใจของเราในทุกวันนี้ เป็นการพรากเราให้คลาดจากพระพรของพระเจ้าที่ประทานแก่เรา   เวลาใดที่เรายอมเปิดทางชีวิตให้แก่การทดลองเพราะความอ่อนแอในชีวิตของเรา   นั่นคือเวลาที่ท่านยอมเอาอนาคตของท่านไปแลกกับความสุขชั่วครู่ชั่วยาม   เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ใช้ชีวิตอย่างสะเพร่าเลินเล่อ หรือ ด้วยความประมาท   ที่จะตัดสินใจด้วยความรู้สึกด้วยความอยากได้ใคร่มีชั่วครู่ชั่วยาม   เพราะเมื่อตัดสินใจลงมือทำไปแล้วเราไม่สามารถย้อนหลังตัดสินใจใหม่เพื่อแก้ตัวได้     ดังนั้น ในการตัดสินใจในแต่ละวันของเรา   เราจะต้องตัดสินใจด้วยการใคร่ครวญ คิดระมัดระวัง และเลือกอย่างรอบคอบ   และที่สำคัญคือเราต้องขอพระเจ้าให้มีส่วนและนำเราในการตัดสินใจ     เพราะในการตัดสินใจของเราแต่ละครั้งเป็นเหมือนเราหว่านเมล็ดพืชลงไปในดิน   เมื่อเราหว่านเมล็ดอะไรลงไปเราก็หวังจะเก็บเกี่ยวผลจากเมล็ดนั้น (กาลาเทีย 6:7-8)

นักการเมืองในสมัยนี้ก็ทำตัวเหมือนยาโคบ   ที่เสนอ “ถั่วแดงชามร้อน” ที่แลกเอาสิทธิของประชาชนคนลงคะแนนเสียงแต่ละคนมอบให้เขา   เฉกเช่นเอซาวเอาสิทธิบุตรหัวปีไปแลกกับถั่วแดงต้มหนึ่งชาม   สิ่งนี้มิได้เกิดขึ้นในชุมชนชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น   แต่กลับเกิดขึ้นในชุมชนคนในคริสตจักรด้วย   ที่ไปรับเอาเงิน 500-600 บาทจากคนหาเสียง    ยิ่งกว่านั้นคริสตชนบางคนในคริสตจักรแห่งนั้นก็เป็นหัวคะแนนทำตัวเป็นยาโคบต้มถั่วแดงด้วย   ผลที่ตามมาเราก็ต้องจำยอมให้นักการเมืองคนนั้นเข้าไปตักตวงกอบโกยผลประโยชน์เรียกทุนคืนมากกว่าที่ลงทุนอีกกี่เท่า?   ต้องทนนานไปอีกจนครบ 4 ปี!

ในวันนี้   ทุกครั้ง เมื่อเราต้องตัดสินใจและเลือก   เราจะต้องคิด พินิจพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า   การตัดสินใจเช่นนี้เป็นการหลบเลี่ยงพระประสงค์ของพระเจ้าหรือไม่?   การตัดสินใจเช่นนี้แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาแต่เป็นการสร้างปัญหาใหม่ในอนาคตหรือไม่?    ถ้าเราตัดสินใจเช่นนี้จะก่อเกิดผลเสียที่ตามมาอะไรบ้าง?  

อย่าให้ “ถั่วแดงชามร้อน” เพียงชามเดียวปิดหูปิดตาของเรา   จนทำให้เราพลาดจากแผนการอันประเสริฐของพระเจ้าที่ทรงมีในชีวิตของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499