แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จากกางเขน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จากกางเขน แสดงบทความทั้งหมด

28 เมษายน 2557

วาทะจากกางเขน...สำเร็จแล้ว

เจ็ดปัจฉิมวาทะของพระคริสต์บนกางเขน

พระ​องค์​ตรัส​ว่า “สำเร็จ​แล้ว”
(ยอห์น 19:30 มตฐ.)
ปัจฉิมวาทะที่หกคือ   “สำเร็จแล้ว”

พระเยซูคริสต์ทรงประกาศจากบนกางเขนแห่งความทุกข์ยากและความตายว่า “สำเร็จแล้ว”   หมายความว่าอะไรกันแน่?   อะไรสำเร็จ?   ตามศัพท์ที่ใช้ในภาษากรีกของคำว่า “สำเร็จแล้ว” มาจากคำว่า  tetelestai  มีความหมายมากกว่าทุกอย่างสำเร็จจบสิ้น   แต่มีความหมายว่า “ได้กระทำให้สำเร็จสมบูรณ์”  

สิ่งที่พระเยซูคริสต์ประกาศว่าสำเร็จแล้ว   พระองค์หมายถึง พระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำตามพระประสงค์ของพระบิดาสำเร็จสมบูรณ์   แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่   น้ำพระทัยของพระบิดาเป็นอย่างไรในสวรรค์ก็เป็นเช่นนั้นในแผ่นดินโลก...

สำเร็จแล้ว   คือพระประสงค์ของพระเจ้า ที่ประสงค์ให้พระเยซูคริสต์นำมิติแห่งชีวิตใหม่ของสรรพชีวิตที่พระองค์ทรงสร้างให้สำเร็จครบถ้วนในแผ่นดินโลกนี้  

ในฐานะที่เราเป็นคริสตชน  เป็นสาวกของพระคริสต์   ความสำเร็จที่พระเจ้าทรงคาดหวังจากแต่ละคนคือการที่แต่ละคนมอบกายถวายชีวิตทั้งหมดที่จะดำเนินตามพระประสงค์ของพระเจ้าวันต่อวันด้วยพระกำลังจากพระองค์    นอกจากความสำเร็จที่มิใช่สำเร็จตามใจปรารถนาของเรา   แต่เป็นความสำเร็จที่เรายอมมีชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า   ไม่ว่าชีวิตของเราต้องผจญผ่านพบกับสถานการณ์เช่นไรก็ตาม

แม้ว่าความสำเร็จเฉกเช่นที่พระคริสต์กระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา   ในสายตาของโลกนี้คือความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง   เป็นความล้มเหลวที่ยากจะเยียวยาแก้ไข   และไปจบสิ้นที่อุโมงค์ฝังศพ    แต่ท่ามกลางความโดดเดี่ยว  ท้อแท้  สิ้นกำลังนั้นเอง...พระราชกิจของพระเจ้ายังก้าวต่อไป  

ไม่มีพลังใดที่จะหยุดยั้งพระประสงค์ของพระบิดาได้   แม้ว่าความตายจะหยุดยั้งลมหายใจและการมีชีวิตอยู่ด้านกายภาพของพระเยซูได้   แต่พระราชกิจของพระเจ้ายังขับเคลื่อนต่อไปไม่หยุดยั้ง   ความสำเร็จคือการที่ไม่มีพลังใดที่จะต้านวิถีทางพลังแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่มาเป็นจริงบนแผ่นดินโลกนี้ได้

พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย   และ คริสตจักรของพระเยซูคริสต์แผ่ขยายออกไป

เป้าหมายความสำเร็จในชีวิตของเราคือการที่เราได้กระทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในชีวิตวันนี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

26 เมษายน 2557

วาทะจากกางเขน...เรากระหายน้ำ

เจ็ดปัจฉิมวาทะของพระคริสต์บนกางเขน

พระ​องค์​จึง​ตรัส​ว่า “เรา​กระ​หาย​น้ำ”
(ยอห์น 19:28 มตฐ.)

ปัจฉิมวาทะที่ห้าคือ   “เรากระหายน้ำ”

แน่นอนว่า พระเยซูกระหายน้ำจริง   ตลอดทั้งคืนถึงรุ่งเช้าพระองค์ถูกนำไปที่ต่างๆ เพื่อพิจารณาคดี   และบนกางเขนท่ามกลางแสงแดดที่แผดร้อน   พระองค์สูญเสียน้ำในร่างกายผ่านทางเหงื่อ   และการสูญเสียเลือดจากบาดแผลที่ถูกตรึง   บนกางเขนนั้นพระองค์พูดว่า   พระองค์กระหายน้ำ   คนที่อยู่ล้อมรอบกางเขนก็เข้าใจว่าพระองค์ต้องการดื่มน้ำ   “พวกเขาจึงเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวใส่ปลายไม้หุสบ  ชูขึ้นให้ถึงพระโอษฐ์ของพระองค์” (ข้อ 29)   น้ำองุ่นเปรี้ยวเป็นเหล้าราคาถูกที่พวกทหารดื่มกันขณะรอนักโทษที่ถูกตรึงสิ้นใจ (อมต.)

ยอห์นได้บอกกับผู้อ่านว่า   การที่พระเยซูกล่าวเช่นนี้ก็เป็นจริงตามข้อพระคัมภีร์จากพระธรรมสดุดี 69:20-21 ที่กล่าวว่า
20 การ​เยาะ​เย้ย​ทำ​ให้​ใจ​ข้า​พระ​องค์​แตก​สลาย...
ข้า​พระ​องค์​มอง​หา​ความ​เห็นใจ แต่​ก็​ไม่​มี...
21 พวก​เขา​ให้​ของ​ขม​เป็น​อา​หาร​ของ​ข้าพระ​องค์
ให้​น้ำ​ส้ม​สายชู​แก่​ข้า​พระ​องค์​ดื่ม​แก้​กระ​หาย
ในการทนทุกข์เพื่อมนุษยชาติจะได้รับความรอดและชีวิตใหม่   พระเยซูต้องทนทุกข์ด้วยความกระหาย   ในที่นี้หมายถึงความกระหายในด้านร่างกาย   และท่ามกลางสถานการณ์ที่พระองค์ถูกทอดทิ้ง   ชีวิตฉีกขาด  หัวใจและจิตวิญญาณแตกสลาย   ไม่มีใครสนใจเพราะทุกคนกำลังคิดว่าที่พระองค์ต้องทนทุกข์เช่นนี้เพราะได้กระทำความบาปผิด

ในภาวะที่พระองค์ต้องอดทนเหนือที่จะบรรยายได้นั้น   พลังความอดทนบนกางเขนนั้นไม่ได้มาจากความอดทนและกำลังของพระองค์เอง   ไม่ได้ต้องการพลังจากคนใกล้ชิดมาให้กำลังใจ    แต่พระองค์กระหาย...   พระองค์กระหายหาพระเจ้า   ท่ามกลางความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที   พระเยซูกระหายหาที่จะได้เห็นพระพักตร์พระเจ้า   พระองค์ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิต   และนี่เองที่เป็นพลังแห่งความอดทนในชีวิตสำหรับพระเยซูคริสต์ที่สายป่านชีวิตใกล้จะขาดสะบั้นลง    ทำให้ระลึกถึงพระธรรมสดุดี 42:1-2 ที่ว่า
1 กวาง​กระ​เสือก​กระ​สน​หา​ธาร​น้ำ​ฉัน​ใด
ข้า​แต่​พระ​เจ้า จิต​ใจ​ข้า​พระ​องค์​ก็​กระ​เสือก​กระ​สน​หา​พระ​องค์​ฉัน​นั้น
2 จิต​ใจ​ข้า​พระ​องค์​กระ​หาย​หา​พระ​เจ้า
หา​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์
เมื่อ​ไร​ข้า​พระ​องค์​จะ​ได้​มา​เห็น​พระ​พักตร์​พระ​เจ้า?  (มตฐ.)

ผู้ที่ถวายชีวิตจิตวิญญาณแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า   เพื่อที่จะมีชีวิตที่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า   แน่นอนว่าจะต้องพบกับการต่อต้าน การต่อสู้  พบกับความทุกข์ลักษณะต่างๆ ในชีวิต   แต่ผู้นำจะสามารถผจญสิ่งร้ายรุนแรงเหล่านั้นได้   มิใช่มีเพียงความเข้มแข็งทางจิตใจเท่านั้น   แต่เขาต้องพึ่งพลังแห่งชีวิตจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่   เขาสามารถก้าวไปวันต่อวันด้วยการเห็นพระพักตร์ของพระเจ้า   เห็นการทรงนำของพระองค์  ก้าวเดินไปด้วยความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า  ไม่ว่าจะผ่านพบสถานการณ์ชีวิตเช่นไรก็ตาม

ผู้ซึ่งเป็นผู้กล้าหาญต่อสู้ความลำบาก
ผู้นั้นต้องฝากชีวิตติดตามพระอาจารย์
ความทุกข์ท้อแท้ไม่ทำให้เขาอ่อนใจได้นาน
ตั้งใจแน่วแน่จะเป็นจาริกผู้แกล้วกล้า 
(เพลงไทยนมัสการ 160   เนื้อเพลง จอห์น บันยัน)


สัจจะความจริงจากกางเขนของพระคริสต์ชี้ชัดว่า   ใครก็ตามที่เลือกเดินบนวิถีแห่งกางเขนของพระคริสต์   คนนั้นจะอดทนได้ถึงที่สุดก็ด้วยพระกำลังจากพระเจ้า   คนๆ นั้นต้องกระหายหาพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

20 เมษายน 2557

วาทะจากกางเขน...นี่คือบุตร-มารดาของท่าน

เจ็ดปัจฉิมวาทะของพระคริสต์บนกางเขน

เมื่อ​พระ​เยซู​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​มาร​ดา​ของ​พระ​องค์ และ​สา​วก​คน​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก​ยืน​อยู่​ใกล้​พระ​องค์ จึง​ตรัส​กับมาร​ดา​ของ​พระ​องค์​ว่า “หญิง​เอ๋ย นี่​คือ​บุตร​ของ​ท่าน”   แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​สา​วก​คน​นั้น​ว่า “นี่​คือ​มาร​ดา​ของ​ท่าน” แล้ว​สา​วก​คน​นั้น​ก็​รับ​มารดา​ของ​พระ​องค์​มา​อยู่​ใน​บ้าน​ของ​ตน​ตั้ง​แต่​เวลา​นั้น (ยอห์น 19:26-27 มตฐ.)

ปัจฉิมวาทะจากกางเขนที่สามคือ    นี่คือบุตรของท่าน  นี่คือมารดาของท่าน

มีผู้ให้ความเห็นว่า  “สาวกคนที่พระองค์ทรงรัก” ในที่นี้หมายถึงยอห์นผู้ที่มีส่วนในการบันทึกพระกิตติคุณฉบับนี้   ท่านได้บันทึกในรายละเอียดตอนนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า   เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่กางเขน   สาวกและคนสนิทที่ยืนใต้กางเขนในเวลานั้นมีมารดากับน้าสาวของพระองค์   มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส   และมารีย์ชาวมักดาลา  พร้อมกับสาวกคนที่พระองค์ทรงรัก (ข้อ 25 มตฐ.)

บนกางเขนของพระคริสต์มิเพียงแต่อบอุ่นไปด้วยการยกโทษ  ที่เปิดโอกาสใหม่สำหรับชีวิตที่มีพระคริสต์เคียงข้างในทุกที่แล้ว  ที่บนกางเขนยังสำแดงออกถึงความรักและผูกพันแห่งพระคุณของพระเจ้า   ปัจฉิมวาทะที่สามนี้ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของกางเขนที่เป็นหมายสำคัญที่เล็งถึงอาชญากร  ให้กลับกลายเป็นเครื่องหมายของพันธกร

ณ ที่กางเขนของพระคริสต์  พระองค์ได้สำแดงพระคุณแห่งความรักและผูกพันของพระองค์ต่อมารดาของพระองค์   และทรงมอบหมายพันธกิจแห่งการรักและผูกพันให้สาวกคนใกล้ชิดที่ติดตามพระองค์ไปในทุกที่ทุกสถานการณ์ให้รับช่วงพันธกิจดังกล่าวต่อจากพระองค์

“นี่คือบุตรของท่าน”   “นี่คือมารดาของท่าน”   นี่คือพันธกิจแห่งกางเขนที่พระคริสต์ทรงมอบหมายให้เราท่านแต่ละคนรับช่วงต่อพันธกิจจากพระองค์

พันธกิจแห่งกางเขนเป็นพันธกิจแห่งความรักผูกพันกันและกัน

ความผูกพันใดที่จะลึกซึ้งและมีพลังยิ่งใหญ่ไปกว่าความผูกพันระหว่างแม่กับลูก

ในช่วงเวลาใต้กางเขนของพระเยซูคริสต์นั้น   มารีย์มารดาของพระองค์คงระลึกถึงคำกล่าวของสิเมโอนที่กล่าวแก่เธอเมื่อนำทารกเข้าไปในพระวิหารว่า  “...ถึงหัวใจของท่านเองจะถูกดาบแทงทะลุด้วย” (ลูกา 2:35 มตฐ.)   ใช่แล้ว   ในช่วงนาทีต่อนาทีเมื่อยืนใต้กางเขนของพระเยซูคริสต์   คือเวลาแห่งความเจ็บปวด   นอกจากการที่นางต้องสูญเสียบุตรชายหัวปีของนางแล้ว   ยังต้องมารับรู้ถึงความเจ็บและการทรมานแสนสาหัสของลูกชายอีกด้วย

แต่ด้วยพระคุณแห่งความรักและผูกพันจากพระเยซูคริสต์บนกางเขนนั้น   ที่ทำให้เธอสามารถทนรับความเจ็บปวดและความทุกข์สาหัสในเวลาเช่นนั้นได้

ที่กางเขนของพระคริสต์  พระองค์ทรงส่งมอบพันธกิจแห่งความรักและผูกพันให้สาวกและคนสนิทใกล้ชิดของพระองค์ สืบสานพระราชกิจต่อจากพระองค์   ให้เป็นชุมชนแห่งการเอาใส่ใจกันและกัน   เป็นชุมชนแห่งการเยียวยารักษาบาดแผลชีวิตของกันและกัน   เป็นชุมชนที่ได้รับการผูกพันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยความรักเมตตาและเสียสละของพระคริสต์   ด้วยพันธกิจแห่งความรักและผูกพันนี้ที่พระคริสต์บนกางเขนส่งทอดผ่านมายังมารดาและสาวกที่พระองค์ทรงรักได้สืบสานส่งต่อมายังชุมชนคริสตจักรของเราในปัจจุบัน   

สัจจะความจริงในพันธกิจนี้ที่เราต้องมองอย่างครบรอบด้านคือ   พันธกิจแห่งความรักผูกพันนี้มิใช่ชีวิตที่หวานชื่นอย่างเดียว   แต่เป็นชีวิตที่ต้องเจ็บปวดเพื่อกันและกันด้วย   เป็นการยอมรับความเจ็บปวดเพื่อคนอื่น   เป็นบาดแผลและความเจ็บปวดที่เราเต็มใจรับเพราะเรารักและผูกพันกับชีวิตของผู้คนเหล่านั้น   เป็นบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตที่เราตั้งใจและเต็มใจยอมรับ   เฉกเช่น มารีย์มารดาของพระองค์ตั้งใจและเต็มใจไปยืนเคียงข้างเหตุร้ายที่สุดแสนทรมานและเจ็บปวดที่ใต้กางเขนบุตรชายของเธอ

เมื่อคริสตชนยอมรับสืบสานพันธกิจแห่งความรักและผูกพันจากพระคริสต์บนกางเขนที่กะโหลกศีรษะ   ยอมรับบาดแผลชีวิตและความเจ็บปวดจากการทำพันธกิจ   สิ่งที่คริสตชนจะต้องกระทำตามแบบอย่างของพระคริสต์บนกางเขนคือ   การยอมยกโทษเพื่อนมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข   และ ขับเคลื่อนพันธกิจของพระคริสต์ไปด้วยพระกำลังของพระคริสต์ที่เคียงข้างเราไปในทุกหนแห่ง

เราไม่สามารถทำพันธกิจจากกางเขนของพระคริสต์ด้วยความสามารถ  กำลัง และความอดทนของเราเองได้   แต่ที่เราขับเคลื่อนทำพันธกิจรักและผูกพันได้นั้นเพราะกางเขนของพระคริสต์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา   พระกำลังของพระองค์อยู่เคียงข้างเราในทุกสถานการณ์ต่างหาก   เราจึงสามารถสืบสานพันธกิจรักและผูกพันสืบต่อจากพระคริสต์ 

ขอพระเจ้าโปรดประทานความตั้งใจ  และกำลังความกล้าหาญ เฉกเช่น
มารีย์มารดาพระเยซู และ น้าสาวของพระองค์
มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส  และ
มารีย์ชาวมักดาลา
ที่กล้ายืนใต้กางเขนท่ามกลางสถานการณ์ที่แสนสับสน  แปรปรวน  และเจ็บปวดด้วยความอดทน
แล้วน้อมรับเอาพันธกิจแห่งความผูกพันให้เราสืบสานรับผิดชอบต่อจากพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

วาทะจากกางเขน...วันนี้ท่านอยู่กับเรา

เจ็ดปัจฉิมวาทะของพระคริสต์บนกางเขน

พระ​เยซู​ทรง​ตอบ​เขา​ว่า
“เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า วัน​นี้​ท่าน​จะ​อยู่​กับ​เรา​ใน​เมือง​บรม​สุข​เกษม”
(ลูกา 23:43 มตฐ.)

ปัจฉิมวาทะที่สองจากกางเขนคือ  “...วันนี้ท่านอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”

พระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขนที่ภูเขากะโหลกศีรษะที่ถูกขนาบด้วยอาชญากร 2 คน

ผู้นำศาสนายิวและนักการเมืองท้องถิ่นเยาะเย้ยพระองค์   และพวกทหารโรมันก็เย้ยหยันพระองค์ด้วย

ยิ่งกว่านั้น  ยังเขียนป้ายประจานติดบนกางเขนว่า “คนนี้เป็นกษัตริย์ของพวกยิว”

อาชญากรหนึ่งในสองคนที่ถูกตรึงพร้อมกับพระเยซูคริสต์ก็ร่วมวงถล่มท้าทายพระเยซูด้วยเช่นกันว่า   “เจ้าเป็นพระคริสต์มิใช่หรือ?   จงช่วยตนเองกับเราทั้งสองให้รอดเถิด” (ข้อ 37)  เขาท้าทายพระเยซูคริสต์ให้พิสูจน์ความเป็นพระผู้ช่วยให้รอดให้เขาเองได้เห็นได้รับผลประโยชน์ก่อนซิ   แล้วเขาจะเชื่อ   แท้จริงแล้วอาชญากรคนนี้ก็มีความเชื่อเหมือนคริสตชนในปัจจุบันหลายๆ คน   เขาวางรากฐานความเชื่อบนผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับ!  

วิธีคิดแบบประชานิยมก็ลอกเลียนแบบคิดจากอาชญากรคนนี้แหละ!

อาชญากรอีกคนหนึ่งกล่าวกับเพื่อนอาชญากรของตนว่า  “...เราทั้งสองก็สมควรกับโทษนั้นจริง   เพราะเราได้รับผลสมกับการกระทำ   แต่ท่านผู้นี้ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย” (ข้อ 41)  เขากล่าวจากจิตสำนึกผิดชอบที่มีในคนทั่วไป   แต่การคิดถึงความรอดแบบประโยชน์นิยมก่อนเป็นจิตสำนึกที่ต่ำด้อยกว่าจิตสำนึกของคนธรรมดาทั่วไป   เพราะแม้แต่โจรหรืออาชญากรยังมีจิตสำนึกผิดชอบได้

ในพระคัมภีร์ไม่มีที่ใดที่บันทึกว่า อาชญากรคนที่สองนี้มีโอกาสได้ฟังคำสอน หรือ หรือสัมผัสกับการอัศจรรย์ของพระเยซูคริสต์ก่อนหน้านี้    แต่เขาอาจจะได้ยินหรือติดตามข่าวคราวชีวิตและพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ก็ได้   ความหวังของเขามิใช่ความรอดที่เขาอยากได้ในเวลาที่กำลังจะต้องตายบนกางเขน  

แต่ความหวังของเขากลับขอเพียงได้รับพระเมตตาจากพระคริสต์เพียงโปรดระลึกถึงเขาด้วย

เพราะเขารู้อยู่เต็มอกว่า   เขาไม่คู่ควรที่จะได้รับความรอด  แต่เขาคู่ควรกับผลที่เขาได้กระทำลงไป

ดังนั้น   สิ่งที่เป็นความหวังของเขาคือ   ขอเพียงพระเยซูคริสต์ทรงระลึกถึงเขาเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในแผ่นดินของพระองค์ (ข้อ 42)   ความหวังของเขามิได้วางบนรากฐานแห่งผลประโยชน์ที่เขาต้องการได้รับ   แต่ตั้งบนรากฐานในพระคุณเมตตาของพระคริสต์ต่างหาก  

และนี่คือหัวใจของกางเขนพระคริสต์  ว่าเป็นพระคุณจากพระคริสต์ที่ทรงประทานแก่มนุษย์เพราะความรักเมตตา กรุณาและเสียสละของพระองค์   ที่พระองค์ประสงค์ช่วยให้เราหลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่ว

พระคุณของพระเจ้ามิใช่เพราะพระเจ้าให้ในสิ่งที่เราต้องการเท่านั้น

พระคุณของพระเจ้านั้นให้แก่เราอย่างไร้เงื่อนไข   ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้สึกว่าตนเองผิดต่อพระองค์หรือไม่   ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรารับบัพติสมาแล้วหรือยัง    ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราว่ารับบัพติสมาแบบพรมหรือจุ่ม   ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเราเอง   แต่พระคุณของพระเจ้าเป็นน้ำพระทัยของพระคริสต์ที่ทรงหยิบยื่นแก่เราด้วยพระทัยเมตตา   พระองค์ทรงหยิบยื่นและประทานสิ่งที่ดีที่สุดของพระองค์แก่เรา 

โจรคนนั้น ไม่มีความหวังอื่นใดในชีวิตอีกแล้ว   เขาจึงหวังเพียงพระเมตตาจากพระคริสต์  ขอทรงระลึกถึงเขา เมื่อพระคริสต์เข้าในแผ่นดินของพระองค์   คุณค่าในชีวิตของโจรคนนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนมีตนเป็นอยู่   แต่คุณค่าสูงสุดในชีวิตของเขาคือ  พระคริสต์ทรงระลึกถึงเขา

แต่พระคุณของพระคริสต์ที่ให้แก่อาชญากรคนนี้มากกว่าระลึกถึงเขาเท่านั้น   แต่กลับให้พระสัญญาว่า  เขาจะได้อยู่กับพระองค์ในเมืองบรมสุขเกษม (ข้อ 43 มตฐ.)   พระเยซูคริสต์มิได้ไถ่ถอนให้เราหลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่วเท่านั้น   แต่พระองค์สัญญาว่าเราจะได้อยู่กับพระองค์ในทุกหนแห่ง

คำว่า เมืองบรมสุขเกษม แปลจากต้นฉบับภาษากรีกคำว่า  paradeisos มีความหมายตามตัวอักษรว่า “สวน”   พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมในภาษากรีก (เซปตัวยินต์)ใช้คำเดียวกันนี้เมื่อกล่าวถึงสวนเอเดน   ในสมัยของพระเยซูคริสต์ใช้คำนี้เกี่ยวกับเมืองสวรรค์   และยังมีความหมายถึงการทรงพลิกฟื้นและทรงสร้างสรรพสิ่งที่ทรงสร้างเดิมนั้นขึ้นใหม่

ความรอดของคริสตชนหยั่งรากบนรากฐานในพระคุณของพระเยซูคริสต์  พึ่งพิงในความรักเมตตา และ การเสียสละของพระองค์   ชีวิตที่ได้รับพระคุณของพระคริสต์จึงมิใช่ตราประทับว่า “เรารอดแล้ว” เท่านั้น   แต่พระคริสต์ทรงช่วยให้เราได้อยู่ร่วมกับพระองค์ในทุกที่ที่พระองค์อยู่   ยิ่งกว่านั้นเราร่วมรับใช้ ในพระราชกิจแห่งการพลิกฟื้นคืนชีวิตแก่สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นใหม่   ในสวนเอเดนใหม่ของพระคริสต์

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับคริสตชนในปัจจุบันคือ   ได้รับความรอดแต่ชีวิตไม่ได้อยู่ด้วยกับพระคริสต์!

ขอโทษครับ... พระเยซูมาพักอยู่กับท่านหรือเปล่าครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

วาทะจากกางเขน...ยกโทษพวกเขา

เจ็ดปัจฉิมวาทะของพระคริสต์บนกางเขน

พระ​เยซู​ตรัส​ว่า
“พระ​บิดา​เจ้า​ข้า ขอ​ทรง​ยก​โทษ​พวก​เขา​เพราะ​เขา​ไม่​รู้​ว่า​กำ​ลัง​ทำ​อะไร”...
(ลูกา 23:34 มตฐ.)

ปัจฉิมวาทะแรกของพระคริสต์จากกางเขนคือ  การยกโทษ   ซึ่งเป็นหัวใจแห่งกางเขนของพระคริสต์

พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกให้อธิษฐาน   และเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของการอธิษฐานคือ   การยกโทษ   และพระองค์ทรงสอนถึงการยกโทษที่พระบิดาทรงเมตตาและยกโทษเราด้วยการที่พระองค์ทรงกระทำเป็นแบบอย่าง   ดังนั้น  เราทุกคนพึงยกโทษแก่คนที่กระทำผิดต่อเรา   การยกโทษที่พระคริสต์ทรงสอนเป็นการยกโทษที่ไม่มีเงื่อนไข    กระบวนการยกโทษเริ่มต้นที่ผู้ให้การยกโทษที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตอย่างมหาศาลของผู้ที่ได้รับการยกโทษ

บนภูเขากะโหลกศีรษะ   พระเยซูคริสต์ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงสอนสาวก   พระองค์อธิษฐานขอพระบิดาโปรดเมตตายกโทษทั้งกลุ่มผู้นำศาสนายิว   ผู้ปกครองจากโรม และ ผู้ปกครองท้องถิ่น   ตลอดจนพวกทหารโรมันที่ตรึงพระองค์บนกางเขน

การยกโทษแบบพระคริสต์ที่ไร้เงื่อนไข   เป็นการยกโทษด้วยจิตใจที่รัก เมตตา และเสียสละของพระองค์  ยกโทษแม้แต่ศัตรูที่มุ่งร้ายทำลายชีวิตของพระองค์   และบนกางเขนพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงสอนที่ว่า “แต่​เรา​บอก​พวก​ท่านว่า จง​รัก​ศัตรู​ของ​ท่าน และ​จง​อธิษฐาน​เพื่อ​บรรดาคน​ที่​ข่ม​เหง​พวก​ท่าน” (มัทธิว 5:44 มตฐ.)  

บ่อยครั้ง   เรามักจะยอมยกโทษแก่คนที่สำนึกว่าตนเองได้กระทำผิด   แต่หลายครั้งเป็นการยากที่เราจะยกโทษแก่คนที่ไม่ยอมสำนึกว่าตนเองได้ทำผิด   แต่ในคำอธิษฐานบนกางเขนของพระเยซูคริสต์พระองค์ทูลขอพระบิดาโปรดยกโทษคนที่ตรึงพระองค์ “เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร”  

มิเพียงแต่ไม่สำนึกว่าตนทำผิดเท่านั้น   แต่เขาไม่รูว่าเขากำลังทำผิด!

พวกผู้นำศาสนายิวที่สุมหัวกันหาทางกำจัดพระเยซูคริสต์   เขาไม่ได้คิดว่าเขากำลังก่ออาชญากรรม   แต่เขากลับคิดว่าเขากำลังกำจัดพระเยซูคริสต์เพื่อปกป้องศาสนายิว   เพื่อปกป้องมิให้มีใครมาทำตัวเสมอเทียบเท่าพระเจ้าที่พวกเขาเคารพบูชา

ลึกๆ แล้วพวกเขากำลังปกป้องคุณค่า และ ความมั่นคงในสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชา   เขากำลังปกป้องตัวเขา

พวกผู้ปกครองจากโรมยอมให้ผู้นำศาสนายิวนำพระเยซูคริสต์ไปตรึงกางเขน   ทั้งๆ ที่รู้ว่าพระเยซูมิได้กระทำความผิดใดๆ   เพราะไม่ต้องการให้เกิดความไม่สงบ   จึงยอมปล่อยให้พวกผู้นำศาสนายิวทำตามใจต้องการ   “เพราะ​ท่าน(ปีลาต)​รู้​แล้ว​ว่า​พวก​เขา​มอบ​ตัว​พระ​องค์​ไว้​เพราะ​ความ​อิจฉา” (มัทธิว 27:18 มตฐ.)   “เมื่อ​ปีลาต​เห็น​ว่า​ไม่​ได้​การ มี​แต่​จะ​เกิด​ความ​วุ่น​วาย ท่าน​จึง​เอา​น้ำ​มา​ล้าง​มือต่อ​หน้า​ฝูง​ชน แล้ว​กล่าว​ว่า “เรา​ไม่​มี​ความ​ผิด​เรื่อง​ความ​ตาย​ของ​คน​นี้ พวก​เจ้า​ต้อง​รับ​ผิด​ชอบ​เอา​เอง​เถิด” (ข้อ 24)  “ปีลาต​ต้อง​การ​จะ​เอา​ใจ​ฝูง​ชน​จึง​ปล่อย​บารับ​บัส​ให้​แก่​พวก​เขา และ​เมื่อ​ให้​โบย​ตี​พระ​เยซู​แล้ว จึง​มอบ​ให้​พวก​เขา​เอา​ไป​ตรึง​ที่​กาง​เขน” (มาระโก 15:15 มตฐ.)

การที่คนหนึ่งคนใดไม่รู้ตัวว่ากำลังกระทำผิด หรือ ไม่คิดว่าตนทำผิด  จะถือว่าตนเองไม่ได้ทำผิด

แต่หัวใจของพระกิตติคุณคือ  “กางเขนแห่งการอภัยโทษ”   กล่าวคือ ความรักเมตตาที่เสียสละบนกางเขนนี้ยกโทษแก่คนที่มิได้สำนึกว่าตนทำผิด และ คนที่ไม่ได้คิดว่าตนทำผิด     แต่เพราะการยกโทษของพระคริสต์ด้วยพระทัยเมตตาและเสียสละอย่างไร้เงื่อนไขนี้เองที่ทำให้คนบาปที่ได้รับการยกโทษกลับสำนึกในพระคุณความรักเมตตาของพระองค์  

การยกโทษของพระคริสต์ต่างหากที่ทำให้คนบาปเกิดความเข้าใจและสำนึกในพระคุณของพระองค์ที่ทรงไถ่ถอนตนให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่ว

มิใช่การยอมรับและเข้าใจว่าตนเป็นคนบาปก่อน   ที่ทำให้คนนั้นได้รับการยกโทษบาปจากพระคริสต์   แต่พระคริสต์ทรงยกโทษเขาก่อนต่างหาก   ที่ทำให้เขาได้ซาบซึ้งถึงพระคุณของพระองค์   แล้วจึงยอมรับว่าแท้จริงตนเป็นคนบาป

ชีวิตของเปาโลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน   เขานำกองกำลังไปเมืองต่างๆ เข่นฆ่าและทำลายขบวนการสาวกพระคริสต์   เพราะเขาตระหนักชัดว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องปกป้องความมั่นคงถูกต้องของศาสนายิวที่เขาเชื่อศรัทธา    เขากำลังทำสิ่งที่ดี   เขากำลังทำพันธกิจของพระเจ้า   เขากำลังปกป้องความสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า   เขากำลังทำสิ่งที่ดีและถูกต้อง    

แต่บนเส้นทางไปดามัสกัสพระคริสต์ทรงปรากฏพระองค์แก่เปาโลด้วยความรักเมตตา   พระเยซูคริสต์ทรงเปิดเผยความจริงและช่วยให้เปาโลเห็นตนเองชัดเจนว่าตนกำลังทำอะไร  “เซา​โล เซาโล​เอ๋ย เจ้า​ข่มเหง​เรา​ทำไม?”   เซา​โล​จึง​ทูล​ถาม​ว่า “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า พระ​องค์​เป็น​ใคร?” พระ​องค์​ตรัส​ว่า “เรา​คือ​เยซู​ผู้​ที่​เจ้า​ข่ม​เหง   จง​ลุก​ขึ้น​เถิด​และ​เข้า​ไป​ใน​เมือง จะ​มี​คน​บอก​ให้​เจ้า​ทราบ​ว่า​เจ้า​ต้อง​ทำ​อะไร” (กิจการ 9:4-6 มตฐ.)

เพราะความรักเมตตาของพระคริสต์   ที่ไม่ได้รอให้เปาโลสำนึกในความผิดของตน   แต่ทรงเปิดเผยความจริงที่ถูกต้องด้วยพระทัยเมตตาต่างหาก    ที่ทำให้ชีวิตของเปาโลเปลี่ยนไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน   เพราะความรักเมตตาของพระคริสต์ที่ทรงยกโทษเขาต่างหากมิใช่หรือที่ทำให้เปาโลมอบกายถวายชีวิตทั้งสิ้นแด่พระองค์   ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ก็เพราะพลังแห่งพระคุณของพระเยซูคริสต์บนกางเขนที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเปาโลอย่างสิ้นเชิง

เพราะการที่พระคริสต์ทรงยกโทษเราก่อนที่ทำให้เรายอมรับว่าเราตกอยู่ในอำนาจแห่งความผิดบาป    แล้วทรงสำแดงให้เราเห็นความจริงในตัวตนของเรา    ทำให้เราเห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา    และยอมจำนนต่อความจริงนั้นและรับการทรงไถ่ถอนให้หลุดรอดออกจากอำนาจชั่วดังกล่าว   เราจึงได้สัมผัสกับพระคุณความรักเมตตาที่เสียสละของพระคริสต์   และด้วยพระคุณนี้เองที่เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา   และด้วยสำนึกในพระคุณของพระองค์เราจึงยอมมอบกายถวายชีวิตให้ดำเนินไปตามพระประสงค์ของพระองค์

ในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ปีนี้   ให้เราไตร่ตรองและสำนึกถึงพระคุณแห่งการยกโทษที่ไร้เงื่อนไขของพระคริสต์   ที่เป็นการช่วยปลดปล่อยให้เราหลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความชั่วร้ายในลักษณะต่างๆ ที่เกาะกุมครอบงำชีวิตของเรา   เพื่อเราจะได้เป็นอิสระจากอำนาจบาปชั่วเหล่านั้น    และมีชีวิตที่เป็นไท   ที่เราจะมอบกายถวายชีวิตที่เป็นไปตามพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

“ขณะ​เมื่อ​เรา​ยัง​อ่อน​กำ​ลัง พระ​คริสต์​สิ้น​พระ​ชนม์​เพื่อ​คน​อธรรม​ใน​เวลา​ที่​เหมาะ​สม” (โรม 5:6 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499