แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การรับใช้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การรับใช้ แสดงบทความทั้งหมด

10 สิงหาคม 2555

การรับใช้กับการอธิษฐาน


อะไร ที่ไหน ที่เป็นแหล่งพลังจิตวิญญาณสำหรับคนทำงานของพระเจ้า?
อะไร  อย่างไร ที่จะช่วยปกป้องพวกเขาจากการที่ต้อง
“มึนทึมทึบ” 
“อึ้ง  ไม่พูดไม่จา” 
“การแสดงสัมพันธภาพที่เย็นชา หรือทำเป็นธรรมเนียม (แบบขอไปที)”  
“คนที่มีโครงการ แผนงานมากมาย” 
“คนที่มีนัดหมายเต็มไปหมด” 
แต่ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าเขาไปทำ “จิตใจ” ของตนตกหล่นไว้ที่ไหนท่ามกลางกิจการงานของเขา?

อะไรที่ช่วยให้คนทำงานของพระเจ้าเป็นคนที่...
“กระปรี้กระเปร่า”
“มีชีวิตชีวา”
“เปี่ยมไปด้วยพลัง”
“เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น”

อะไรที่ช่วยให้คนทำงานของพระเจ้าเป็นคนที่...
“เทศนาและสั่งสอน”
“ให้การปรึกษา”
“มีชีวิตประจำวันด้วยชีวิต...”
ที่ตื่นตาตื่นใจ
ที่ชื่นชมยินดี
ที่ซาบซึ้งและขอบคุณ
ที่สรรเสริญ ยกย่องพระเจ้า

คำถามเหล่านี้ต้องการชวนเชิญให้ค้นหาเจาะลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของแต่ละคน กับ กิจการงานที่เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้กระทำในชีวิตของแต่ละคน   ซึ่งเราเชื่ออีกว่า การกระทำกิจการงานในแต่ละวันคือการทำงานรับใช้พระประสงค์ของพระเจ้า  หรือ เป็นชีวิตที่ทำงานรับใช้ข่าวดีของพระเยซูคริสต์   ขอเชิญชวนให้เราช่วยกันค้นหาเจาะลึกถึงสัมพันธภาพของกิจการงานในชีวิตที่เราทำในแต่ละวันกับจิตใจและจิตวิญญาณของเรา

การทำงานที่พระเจ้าทรงเรียก หรือ ใช้คำให้หรูหน่อยในภาษาไทยก็คือการทำพันธกิจ (แต่จะมีความหมายลึกซึ้งแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)  นั้นเป็นการที่เรารับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า  ในการนำข่าวดีให้ถึงคนที่ตกอยู่ในสภาพที่
“ยากจนจะได้กลับมีคุณค่า ความหมายในชีวิต” 
“บอดใบ้จะได้กลับมองเห็นอีกครั้งหนึ่ง และ รู้เท่าทัน” 
“ถูกจองจำหมดอิสรภาพจะได้กลับมีความเป็นไทในชีวิต”
“ถูกทำร้ายทำลายจะได้รับการเยียวยารักษาและการปกป้อง”
“และประกาศปีแห่งความโปรดปราณของพระเจ้า 
     ที่ทรงกระทำการของพระองค์ในชีวิตและชุมชนของมนุษย์”
(เขียนประยุกต์จาก  ลูกา 4:18; อิสยาห์ 58:6, 61:1-2)

การทำพันธกิจจึงเป็นการทำงานรับใช้ตามพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ท่ามกลางชีวิตของผู้คนที่พระองค์ทรงสร้าง   เพื่อคนเหล่านั้นจะกลับมารับการฟื้นคืนชีวิตใหม่อันเป็นชีวิตที่ครบบริบูรณ์ตามพระประสงค์ที่พระองค์ทรงสร้าง (ยอห์น 10:10)   ที่องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงพลิกฟื้นจิตวิญญาณที่อยู่ภายในของแต่ละคนขึ้นใหม่   ผ่านการภาวนาอธิษฐาน  ทั้งในที่สงบเปล่าเปลี่ยว   ในทะเลทราย  บนยอดเขา  ริมทะเล  ในบ้านในครอบครัว   ในที่ทำงานแต่ละวัน ท่ามกลางความว้าวุ่นในตลาดหุ้น และ การค้า  หรือเวลาส่วนตัวกับพระเจ้า   ทั้งสิ้นนี้เพื่อเปิดชีวิตของเราแต่ละคนต่อพระเจ้า   เปิดจิตวิญญาณ  เปิดความคิด  เปิดจิตใจ   เปิดการดำเนินชีวิตของเราให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จเข้ามาเพื่อพลิกฟื้นชำระชีวิตจิตวิญญาณของเราขึ้นใหม่   บางครั้งบางคนที่ร้องทูล  คร่ำครวญร้องขอต่อพระองค์   ให้พระบิดาโปรดทรงเมตตาและช่วยลูกของพระองค์   บ่อยครั้งเป็นการเพ่งพิจารณา ไตร่ตรอง  ถึงความรักเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เหนือคำกล่าวอ้างบรรยายใดๆ

ทุกวันนี้   บ่อยครั้งที่คริสเตียนตกอยู่ในกับดักของการทดลองที่แยกพันธกิจออกจากชีวิตจิตวิญญาณ   แยกการรับใช้จากการอธิษฐาน หรือ การมีเวลาที่ส่วนตัวกับพระเจ้า   เสียงภายในส่วนลึกจากชีวิตของเรามักให้เหตุผลว่า
“เรามีงานยุ่งมากไม่มีเวลาจะอธิษฐาน”
“เรามีหลายเรื่องหลายราวที่จะต้องให้การเอาใจใส่”
“หลายคนที่เราจะต้องรับผิดชอบ”
“หลายคนที่มีบาดแผลฉกรรจ์ในชีวิตที่เราจะต้องรักษาเย็บชุน”

บางคนมองว่าการอธิษฐานมีไว้สำหรับคนที่มีเวลาเหลือเฟือ   บ้างก็คิดว่าเขาจะอธิษฐานเมื่อมีเวลาว่าง   หรือเขาอธิษฐานเมื่อเขาไม่ต้องทำงานหรือเมื่อมีเวลาไปรีทรีต   บางคนที่มองว่าการอธิษฐานไม่เห็นเกี่ยวข้องกับงานที่ตนเองต้องทำในแต่ละวัน   เขากลับมีทัศนคติว่า การอธิษฐานเป็นกิจกรรมของพวกใช้ชีวิตสันโดษในที่เงียบที่ลับ   ที่แยกตัวเองออกไปอยู่ต่างหากจากคนอื่น   คนพวกนี้จะไม่มาเกี่ยวข้องกับพันธกิจที่ตนทำอยู่   แต่ก็มีบางคนเช่นกันที่มุ่งมั่นตั้งใจอธิษฐานเท่านั้นและเห็นว่าการทำพันธกิจเป็นงานของคนอื่น

การคิดเช่นว่านี้อันตรายต่อชีวิตจิตวิญญาณ   เป็นอันตรายต่อความเข้าใจในการทำพันธกิจและชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า   การอธิษฐานและการรับใช้เป็นเนื้อเดียวกันในชีวิตของคริสเตียนมิสามารถแยกออกจากกันหรืออยู่ต่างหากได้   ทั้งสองนั้นต่างหนุนเนื่องเสริมแรงแก่กันและกัน   การรับใช้คือการอธิษฐาน  การอธิษฐานเป็นการรับใช้

สิ่งที่ต้องการเชิญชวนให้เราค้นหาเจาะลึกคือ  ใน “งานรับใช้พระเจ้า” นั้น   เรามิได้กระทำเพราะเราเห็นว่าเป็นสิ่งดี หรือ เป็นการกระทำดี ที่คริสเตียนควรกระทำ   แต่ที่เรากระทำพันธกิจ หรือ ทำงานรับใช้พระเจ้าในลักษณะที่หลากหลายนั้นก็เพื่อที่จะช่วยให้ผู้คน “ระลึกได้” ถึงพระเยซูคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่     หัวใจของการทำพันธกิจคือให้แต่ละคน “ระลึกถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเยซูคริสต์”  ที่มีต่อชีวิตของแต่ละคนและชุมชน

ตัวอย่างเช่น เรื่องราว ลูกา 24:1-9   สาวกสตรีที่ไปยังอุโมงค์ฝังพระศพพระเยซูคริสต์  และพบกับทูตสวรรค์ 2 ตน   บอกว่าพระเยซูไม่ได้อยู่ในอุโมงค์ฝังศพแล้ว   ทูตทั้งสองชี้แนะให้เหล่าสาวกสตรี “ระลึกถึงคำตรัสของพระเยซูคริสต์”  ที่  7ว่า   'บุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้ในมือของคนบาป   และต้องถูกตรึงที่กางเขน   และวันที่สามจะเป็นขึ้นมาใหม่' และพระธรรมตอนนี้บันทึกต่อไปว่า  8เขาจึงระลึกถึงพระดำรัสของพระองค์ได้ 9และกลับไปจากอุโมงค์   แล้วบอกเหตุการณ์ทั้งปวงนั้นแก่สาวกสิบเอ็ดคนและคนอื่นๆ   ทั้งหลายด้วย”  พันธกิจที่ทูตสวรรค์ทั้งสองที่ได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้าคือช่วยให้สาวกสตรีเหล่านั้น  “ระลึกถึงคำตรัสของพระเยซูคริสต์”  เมื่อระลึกได้เช่นนั้น  พวกเธอรีบไปแจ้งข่าวดีนี้แก่สาวกคนอื่นๆ

อีกตัวอย่างหนึ่ง  คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องถนน และ ที่เมืองเอมมาอูส (อ่านลูกา 24:13-33)   สาวกทั้งสองเศร้าใจเกี่ยวกับการตายของพระเยซูคริสต์   ที่ผิดคาดจากสิ่งที่เขาเชื่อและหวังไว้   แต่เขาเริ่มตาสว่างและจำได้ว่า  คนที่เดินทางมากับเขาและอธิบายเรื่องราวทั้งหมดเทียบเคียงคำทำนายในพระคัมภีร์กับชีวิตของพระเยซูคริสต์เอง   ทั้งสองจำ หรือ “ระลึกได้” ว่าคนนี้เป็นพระเยซูคริสต์เมื่อพระองค์ทรงทำพิธีมหาสนิท  เมื่อพระองค์ “หักขนมปัง” เขาทั้งสองจึงจำได้ว่าพระองค์คือพระเยซูคริสต์ และ ลุกขึ้นและเดินทางกลับกรุงเยรูซาเล็มทันที 

30ต่อมาเมื่อพระองค์เสวยพระกระยาหารกับเขา   พระองค์ทรงหยิบขนมปังโมทนาพระคุณ  
แล้วหักส่งให้เขา 31ตาของเขาก็หายฟางและเขาก็รู้จักพระองค์   แล้วพระองค์ก็อันตรธานไปจากเขา
 32เขาจึงพูดกันว่า   “ใจเราเร่าร้อนภายในเมื่อพระองค์ตรัสกับเราตามทาง   เมื่อทรงอธิบายพระคัมภีร์
ให้เราฟังมิใช่หรือ” 33แล้วคนทั้งสองนั้นก็ลุกขึ้นในโมงนั้นเอง   กลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และพวกสาวก
สิบเอ็ดคนชุมนุมกันอยู่พร้อมทั้งพรรคพวก”

ขอตั้งข้อสังเกตว่า   เมื่อพระเยซูทรงสถาปนาพิธีมหาสนิท ลูกา 22:19 ได้บันทึกไว้ว่า  “พระองค์ทรงหยิบขนมปัง   โมทนาพระคุณ   แล้วหักส่งให้แก่เขาทั้งหลาย   ตรัสว่า   “นี่เป็นกายของเรา   ซึ่งได้ให้สำหรับท่านทั้งหลาย   จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา...”   การทำพันธกิจของพระเจ้านั้น   เพื่อช่วยให้ผู้คนได้ “ระลึกถึง”  หรือ “จำได้ถึง”  พระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเยซูคริสต์   ซึ่งเป็นการที่ช่วยให้ผู้คนได้เปิดชีวิตออกเพื่อรับการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิตของตนจากพระคริสต์,    ระลึกถึงการทรงนำของพระคริสต์ในชีวิตของเราแต่ละคน,   และระลึกถึงการที่พระคริสต์ทรงหนุนเสริมค้ำชูในชีวิตของเรา

ในวันนี้ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใด  หรือชีวิตอยู่ในสถานการณ์เช่นใด   ให้เราระลึกถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน   เพื่อเราจะไม่หลงทาง   ไม่ดื้อรั้น  และไม่อวดดี   ที่สำคัญเพื่อเราจะได้เดินไปบนเส้นทางชีวิตที่พระองค์ทรงเตรียมสำหรับเราแต่ละคน 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

22 มิถุนายน 2555

การรับใช้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง


การบริการของท่านช่วยทำให้ผู้คนรู้จักกับพระเยซูคริสต์อย่างไร?

การตอบสนองความจำเป็นทางด้านร่างกายเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น   แต่นั่นเป็นจุดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งกว่า   การทำพันธกิจการประกาศพระกิตติคุณและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมย่อมนำไปสู่ความสำคัญของทั้งความเป็นคน กล่าวคือทั้งด้านกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและจิตวิญญาณ   ต่อไปนี้เราได้พูดคุยถามไถ่ศิษยาภิบาลและผู้นำพันธกิจในคริสตจักรบางแห่ง  ถึงเรื่องราวการรับใช้ของเขาในชุมชนที่มีผลนำไปสู่การเปลี่ยนทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ

เราไม่สามารถแยกพระมหาบัญชาออกจากพระมหาบัญญัติ

คริสตจักรส่วนใหญ่จะพยายามเข้าให้ถึงชีวิตชุมชนที่อยู่นอกกำแพงคริสตจักรด้วยสองวิธีการหลักคือ   บางกลุ่มบางคริสตจักรจะมุ่งเน้นสนใจความต้องการด้านจิตวิญญาณของผู้คน   ช่วยประชาชนนอกรั้วโบสถ์ได้สัมผัสสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่านการประกาศพระกิตติคุณ   คริสตจักรอีกกลุ่มหนึ่งมีแนวโน้มเน้นทำพันธกิจกับประชาชนที่มีความต้องการด้านจิตสังคม  ด้วยการให้บริการและสนับสนุนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม

ศิษยาภิบาล ริช นาธาน บอกกับเราว่า คริสตจักรของเขาหลีกเลี่ยงว่าจะทำพันธกิจด้านใดด้านหนึ่งในสองด้านที่กล่าวข้างต้น   คริสตจักรของเราใช้กลยุทธในการทำพันธกิจทั้งการขับเคลื่อนความยุติธรรมทางสังคมให้เข้ากับการประกาศพระกิตติคุณ

ในการให้บริการคลินิกตรวจรักษาสุขภาพและคลินิกทันตกรรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เราจะถามความสมัครใจของเขาว่าเขาต้องการการอธิษฐานด้วยหรือไม่   ในจำนวนนี้ประมาณ 75% ที่ต้องการให้อธิษฐานเผื่อ   ด้วยวิธีการนี้ทำให้เรามีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตจิตวิญญาณ

ในพันธกิจด้านกีฬา  เรามีการใคร่ครวญร่วมกันในทีมนักกีฬาเด็ก  ส่วนทีมนักกีฬาผู้ใหญ่เราได้จ้างผู้ฝึกสอนที่สามารถทำการประกาศพระกิตติคุณด้วย

ส่วนพันธกิจการให้คำปรึกษาด้านการเงิน   เราใช้หลักการด้านการจัดการการเงินจากพระคัมภีร์   ในที่สุดหลายคนได้พบทางออกทางการเงิน  และสามารถพบอิสรภาพในด้านการเงินของตนเองและครอบครัว  ในกลุ่มนี้หลายคนเชื่อศรัทธาในพระคริสต์

สำหรับพันธกิจบริการคลังอาหาร   เราเสนอการอธิษฐานเผื่อผู้รับบริการทางอาหาร  และในระหว่างสัปดาห์เราได้จัดให้มีการนมัสการ และการเรียนพระคัมภีร์ด้วยกัน

พันธกิจสำหรับคนไร้ที่พักเราบริการอาหารร้อน  ผ้าห่ม เสื้อผ้า  เต็นท์ และการอธิษฐานเผื่อ  ในทุกสัปดาห์เราใช้รถแวนออกไปรับคนไร้ที่พักมาที่คริสตจักร  ในกลุ่มนี้ภายหลังมีหลายคนที่เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์

พันธกิจเหล่านี้เพื่อหนุนเสริมการอยู่รอดของชีวิต  เราระมัดระวังเกี่ยวความรู้สึกอายของผู้เข้ามารับบริการ  ความรู้สึกสิ้นหวัง  และความหวาดกลัว   การอธิษฐานเผื่อจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำไปพร้อมๆ กับการให้บริการชีวิตด้านต่างๆ   สำหรับคนที่มีเด็กเล็กเราจะประสานพ่อแม่เข้าเรียนรู้ในชั้นเรียนการเลี้ยงดูลูก  และให้เด็กเล็กมีโอกาสอยู่ในศูนย์บริบาลเด็ก   และเราจะเข้าไปสัมพันธ์กับแผนกการให้การปรึกษาด้านการเงิน และ การบริการทางสังคม   การประกาศพระกิตติคุณผ่านความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งจะกระทำผ่านพันธกิจการให้บริการชีวิตเหล่านี้

จากการทำพันธกิจที่เกี่ยวข้องกับทั้งชีวิต หรือ เราจะเรียกว่าพันธกิจองค์รวมก็ได้  คริสตจักรของเราพบว่ามีพลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและยั่งยืน   ทั้งคนที่มารับบริการและสมาชิกคริสตจักรที่ร่วมในพันธกิจการบริการชีวิตนี้ด้วย   อยากจะบอกว่า  เราไม่สามารถที่จะแยกพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ออกจากพระมหาบัญญัติที่พระองค์ทรงสอน   และสิ่งที่สำคัญมิได้อยู่ที่พันธกิจที่เราทำ   แต่อยู่ที่ชีวิตคนที่พระเจ้าประทานให้เราได้รับใช้และโอกาสที่เราได้รับใช้   เพราะนั่นเป็นการรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  และเป็นการรักตนเองอย่างลึกซึ้งด้วย

จิตใจที่รักเมตตาสร้างผลกระทบแม้แต่คนไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า

Lee Strobel  เป็นผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ Chicago Tribune  ถูกมอบหมายให้ไปติดตามเรื่องราวครอบครัวที่ยากจนในชิคาโกเพื่อนำมาเขียนชุดบทความในเรื่องดังกล่าว   ในการวิจัยหาข้อมูลครั้งนี้เขาได้ไปบ้านสงเคราะห์คนไร้บ้าน[1]

เขาใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการสังเกตการณ์การทำงานของอาสาสมัครในบ้านพักสำหรับคนไร้บ้าน  คนที่สิ้นเนื้อประดาตัว   เป็นผู้คนที่ไม่มีใครในสังคมสนใจหรือเอาใจใส่   พวกอาสาสมัครได้จัดเตรียมอาหารสำหรับคนเหล่านี้  ให้มีที่พักที่อยู่  ให้เสื้อผ้าที่จำเป็น  และยังให้การปรึกษาสำหรับแต่ละคนตามแต่ละวิกฤติชีวิตที่ประสบพบเจอ   นอกจากนั้นยังหาทางช่วยให้ผู้คนเหล่านี้มีงานทำ   อีกทั้งยังให้ความอบอุ่นใจสำหรับลูกหลานที่ตื่นกลัวเหล่านั้นด้วย

ภายหลังการเก็บข้อมูลวิจัย   เขาได้แวะเวียนไปเพื่อกล่าวขอบคุณและอำลาทีมงานอาสาสมัครสตรีทีมนี้ที่รับผิดชอบชีวิตและให้ความช่วยเหลือผู้ไร้บ้านเหล่านั้น   ในระหว่างของการสนทนาอำลากันนั้น  สตรีอาสาสมัครท่านหนึ่งกล่าวกับลีว่า  “ลี ฉันรู้นะว่าคุณเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า   แต่ฉันก็เป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น หรือ คุณจะว่าเป็นคนที่สอดรู้สอดเห็นก็ว่าได้   แต่ฉันขอถามตรงๆ ว่า  คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องพระเยซูคริสต์?”

ลีเขียนไว้ว่า  “ผมยืนกรานใจแข็งไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า  ผมเองคุ้นชินและถนัดกับการ “ปิดทาง” สำหรับพวกคริสเตียนที่พยายามจะมาทำให้ผมเปลี่ยนใจเชื่อเรื่องพระเจ้า    แต่เมื่อสตรีคนนี้มาพูดเรื่องพระเจ้ากับผมในครั้งนี้ผมกลับเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอย่างง่ายดาย   ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น   เพราะเธอไม่ได้เพียงบอกผมว่าพระเจ้ารักประชาชนเท่านั้น   แต่ผมได้เห็นมากับตาและสัมผัสมาด้วยตนเองว่าทีมสตรีทีมนี้มีชีวิตที่สำแดงความรักของพระคริสต์ที่พวกเขาพูดถึงด้วยการกระทำ ด้วยชีวิตทั้งหมดของพวกเธออย่างยอมละทิ้งความเป็นตัวตนของตนเอง  และมีชีวิตที่รับใช้ในพระนามของพระคริสต์   ผมเฝ้ามองพวกเขาสำแดงออกถึงพระคุณของพระเจ้าในหลากหลายรูปแบบ  ทั้งกับผู้คนที่ได้รับความเจ็บปวดในชีวิต    การกระทำและสำแดงออกของพวกเขาเช่นนั้นเองที่ได้รื้อโค่นกำแพงที่เคยขวางกั้นผมลง  ทำให้ผมยอมรับเรื่องพระเจ้า   เป็นการรื้อถอนกำแพงอย่างค่อยเป็นค่อยไป  รื้ออิฐกำแพงใจที่ล้อมรอบชีวิตของผมลงทีละก้อนสองก้อน   และในที่สุดประสบการณ์ชีวิตดังกล่าวได้ค่อยๆ สร้างห่วงโซ่แห่งความสัมพันธ์ที่นำชีวิตของผมเข้าผูกพันกับพระคริสต์”

“ด้วยเหตุนี้เราจึงรับใช้คนที่ได้รับความเจ็บปวดจากบาดแผลในชีวิต  คนต้องโทษติดคุก  คนไร้บ้านและที่พักอาศัย  คนตกงาน  คนที่ใช้สารเสพติด  และคนต่างๆ อีกมากมายในพระนามของพระเยซูคริสต์   เพราะผู้คนเหล่านี้ก็เป็นคนที่พระองค์ทรงสร้างด้วยเช่นกัน   และทรงสร้างตามพระฉายาคือตามคุณค่าและความหมายในชีวิตที่พระเจ้าประทานใส่ในชีวิตแก่ผู้คนต่ำต้อยเล็กน้อยไร้ค่าของคนส่วนใหญ่ในโลกนี้  ดังนั้น พวกเขาแต่ละคนเป็นผู้ที่มีคุณค่าและความหมายสำหรับพระเจ้าอย่างยิ่ง    เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้ทุกคนจึงมีคุณค่าและความหมายสำหรับเราทุกคนด้วย   และผลกระทบจากการรับใช้ผู้คนเหล่านี้ในพระนามของพระคริสต์คือ  ความรักเมตตาแห่งการรับใช้เช่นนี้สามารถที่จะเจาะทะลุเข้าในจิตใจที่หนักแน่นแข็งกระด้างต่อต้านพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์”  นี่เป็นคำยืนยันที่หนักแน่นจากประสบการณ์การรับใช้อย่างโชกโชนของทีมงาน

ข้อควรระวังที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ  พันธกิจการรับใช้คนยากคนจนคนเล็กน้อยเหล่านี้เราทำในพระนามของพระเยซูคริสต์    เราจึงไม่ใช่ เอ็นจีโอ  เรามิใช่องค์กรสาธารณกุศล  เรามิได้ทำงานแทนสภากาชาด  เรามิใช่องค์กรสังคมสงเคราะห์   หรือ หน่วยงานพัฒนาสังคม   หรือหน่วยงานบริการสังคม  หรือหน่วยงานการกู้ภัยต่างๆ  หรือกลุ่มที่หนุนเสริมให้ประชาชนลุกขึ้นมาก่อการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยพลังของมวลชน   กล่าวคือ  ภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เรากระทำนั้นมากและกว้างไกลกว่า การเอาใจใส่เรื่องการช่วยตอบสนองความจำเป็นต้องการด้านกายภาพของประชาชนกลุ่มนี้เท่านั้น   แต่ภารกิจความรับผิดชอบที่พระเจ้าบัญชาให้เราต้องทำคือ  คุณภาพชีวิตจิตวิญญาณด้วย   ซึ่งมิใช่การกอบกู้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล  เชิงการเมือง  หรืออำนาจเท่านั้น   แต่เป็นการกอบกู้พระฉายาของพระเจ้าในชีวิตทั้งชีวิตของมนุษย์กลับคืนมา   เพื่อนำสู่การมีคุณภาพชีวิตที่มีอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า  ทำให้ชุมชนสังคมนี้สำแดงออกถึงพระฉายาของพระเจ้า  และพระประสงค์ของพระองค์

เปาโลเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจน ในโรม 10:14 ว่า ผู้คนทั่วไปจะไม่สามารถเข้าใจพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เลย  ถ้าคริสเตียนมิได้สื่อสารอธิบายให้ชัดเจน   และการที่จะอธิบายหรือสื่อสารพระกิตติคุณได้อย่างชัดเจนนอกจากการอธิบายด้วยคำพูดแล้ว   การสำแดงออกถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้เชื่อเพื่อผู้คนจะได้เห็น ได้สัมผัสและสัมพันธ์ประจักษ์ชัดเจน  และได้รับประสบการณ์ตรงในชีวิต   นั่นเป็นการสื่อสารพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ที่ชัดเจนและทรงพลังยิ่ง  อีกทั้งจะต้องสำแดงเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง

เป็นการสื่อสารที่เหมาะสมไม่ประนีประนอมสาระหัวใจของพระกิตติคุณ

การสื่อสารพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับคนในยุคนี้  มิได้หมายความว่าเราจะต้องยอมประนีประนอมคุณค่าและคุณธรรมของคริสเตียน หรือ พยายามทำให้คนยอมรับพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์โดยการยอมตัดดัดแปลงหรือปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระหัวใจของพระกิตติคุณ  

แต่หมายความว่าเราพยายามทุกหนทางที่จะแสวงหาการสื่อสารพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยภาษา คำพูด ที่คนฟังสามารถเข้าใจง่ายและเข้าใจถูกต้องตามสาระของพระกิตติคุณ  และทางหนึ่งที่จะสื่อสารให้เข้าใจได้ลึกซึ้งคือการสำแดงชีวิตประจำวันด้วยจิตใจที่เมตตากรุณาตามทัศนะมุมมองอย่างพระคริสต์  และยืนหยัดสื่อสารอย่างสร้างสรรค์   และในการสื่อสารด้วยการกระทำจากจิตใจที่เมตตากรุณา  ด้วยชีวิตที่เสียสละเช่นนี้   เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะยอมใช้ชีวิตคลุกกับคนรากหญ้าพื้นดิน คนที่จมอยู่ในโคลนตมแห่งความทุกข์  มือไม้พร้อมที่จะเปื้อน   หัวใจพร้อมที่จะฉีกขาด หรือถูกบาดเป็นแผล   และเหนือกว่าสิ่งใดๆ แผนการการรับใช้ของเราต้องเปิดกว้างและพร้อมรับการทรงแทรกแซงจากพระราชกิจของพระเจ้า

นั่นหมายความว่าเรากำลังรับผิดชอบชีวิตผู้คนเหล่านั้น ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราอภิบาลฟูมฟักดูแล   และในเวลาเดียวกันเราต้องยอมรับว่าแต่ละชีวิตมีความแตกต่าง  มีประสบการณ์ชีวิตภูมิหลังที่ถูกบ่มเพาะพอกพูนมาที่ไม่เหมือนกัน   จึงมีความต้องการจำเป็นที่ต่างกัน   และต้องการการเสริมสร้าง  การรักษาเยียวยา ที่แตกต่างกัน  ด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนกัน  และระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน   ยิ่งกว่านั้น บนเส้นทางการรับใช้ผู้คนเหล่านี้ด้วยความรักเมตตาและเสียสละแบบพระคริสต์ยังเป็นพระราชกิจของพระเจ้าและพระองค์มีเวลากำหนดของพระองค์    ดังนั้น  เราต้องพร้อมที่จะรับแผนการของพระเจ้าและกำหนดเวลาของพระองค์ที่แทรกแซงเข้ามาในแผนงานที่เราวางไว้แต่แรก

การทำพันธกิจการรับใช้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นมิใช่การทำโครงการเพื่อโครงการ หรือ การทำกิจกรรมเพื่อกิจกรรม   หรือคิดเลยออกไปว่าเพื่อสร้างโอกาสที่จะประกาศพระกิตติคุณ (ในลักษณะเพียงการบอกกล่าวเชิญชวนให้เขามาเป็นคริสเตียนเท่านั้น)   แต่การทำพันธกิจการรับใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงนั้น   เป็นการรับใช้ที่หวังผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิต  กล่าวคือทั้งกาย ใจ ปัญญา  สังคมความสัมพันธ์  และจิตวิญญาณ   มากกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของแต่ละคนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตที่อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนสังคม   เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมบนพื้นฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์   นำไปสู่การเป็นชุมชนที่ศานติชอบธรรม   เป็นสังคมชุมชนที่มีสัมพันธภาพกับพระเจ้า และ สัมพันธภาพซึ่งกันและกันในชุมชน  บนพื้นฐานพระกิตติคุณ  บนรากฐานแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า

นั่นหมายความว่า สิ่งที่เรากำลังกระทำนี้เป็นการกระทำตามนิมิต (vision) ของพระเยซูคริสต์  ครั้งเมื่อพระองค์สอนสาวกของพระองค์อธิษฐาน   ตอนหนึ่งในคำอธิษฐานที่ทูลขอต่อพระเจ้าพระบิดาว่า
“ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่...
ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มัทธิว 6:10 ฉบับมาตรฐาน)  

และสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงประกาศคือ
“...แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว 
จงกลับใจใหม่ 
และเชื่อข่าวประเสริฐ(พระกิตติคุณ)” (มาระโก 1:14)  

ที่ศาลาธรรมในเมืองนาซาเร็ธบ้านที่พระองค์เจริญเติบโตขึ้น  พระองค์ทรงประกาศถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ ที่สอดคล้องกับคำประกาศถึงพันธกิจที่ทรงได้รับมอบหมายจากพระเจ้า   โดยอ่านจากพระธรรมอิสยาห์ว่า 
“พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับข้าพเจ้า  
เพราะพระองค์ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้  
เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน  
พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาประกาศอิสรภาพแก่พวกเชลย  
ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก  
ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ  
และประกาศปีแห่งความโปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ลูกา 4:18-19 ฉบับมาตรฐาน)

พระเยซูคริสต์เมื่อครั้งทรงสอนสาวกและประชาชนจำนวนมาก   พระองค์ทรงบัญชาแก่ประชาชนที่กำลังฟังพระองค์ว่า   สิ่งแรกของสิ่งแรกในชีวิตของคนที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้าคือ 
“...ท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน...”
และตามด้วยพระสัญญาว่า  ส่วนสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดที่จำเป็นในชีวิตพระเจ้าจะเป็นผู้รับผิดชอบและประทานให้ (มัทธิว 6:33 ฉบับมาตรฐาน)   เพราะพระเจ้าพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบว่า พวกเราทุกคนต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ (ข้อ 32)

ดังนั้น   พันธกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าจึงเป็นนิมิตหมายของพระเยซูคริสต์ในการทำพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้   ด้วยพระทัยเมตตากรุณาเปี่ยมด้วยพระคุณ   เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เราผู้เป็นมนุษย์ได้รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างใหม่จากพระองค์    แล้วพระเจ้าทรงเรียกและมีพระบัญชาให้เราแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน    ด้วยการเป็นคนรับใช้พระองค์ท่ามกลางชีวิตของประชาชนในพระนามของพระเยซูคริสต์  ด้วยการมีพระประสงค์เป็นเป้าหมาย   ด้วยการมีจิตใจที่รักเมตตาแบบพระคริสต์  และยอมสละชีวิตของตนอย่างพระองค์   ทั้งนี้ เราจึงเป็นคนหนึ่งในกระบวนการพันธกิจรับใช้เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้า   หรือร่วมในกระบวนการพลิกฟื้นโลกนี้ให้อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์   เพื่อทุกคนภายใต้การปกครองของพระเจ้าจะมีคุณภาพชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์

ความอดทนและและความเมตตากรุณาคือเครื่องมืออันทรงพลังในการรับใช้

44 แต่เราบอกพวกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน  และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาผู้ที่ข่มเหงท่าน  
45 เพื่อว่าพวกท่านจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์  
   เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน 
   และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม...
48...เพราะฉะนั้นพวกท่านจงเป็นคนดีพร้อม  เหมือนอย่างพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงดีพร้อม
   (มัทธิว 5:44-45, 48  ฉบับมาตรฐาน)

Bruce Cromwell  เป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรที่มีสมาชิกหลากหลายฐานะ  กล่าวคือตั้งแต่สมาชิกผู้มั่งคั่งไปจนถึงสมาชิกที่ไร้บ้านซุกหัวนอนก็ว่าได้   และยังมีพันธกิจรับใช้ผู้ต้องทัณฑ์บน  คนที่กำลังตัดยาเสพติดหรือพยายามเลิกในการใช้สารเสพติด   คนที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพในการขายบริการบันเทิง   ในเวลาเดียวกันคริสตจักรของเขายังมีสมาชิกที่เป็นผู้พิพากษา  นายธนาคาร  และอาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัย  จากประสบการณ์การทำพันธกิจในคริสตจักร   ทั้งศิษยาภิบาลและสมาชิกที่ทำพันธกิจได้บทเรียนที่ชัดเจนว่า  “ยิ่งถ้าเรามุ่งมองให้ความสนใจ คนอื่น นั่นช่วยให้เรามุ่งมองพระเยซูคริสต์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

ผู้ที่ทำพันธกิจการรับใช้พระคริสต์ในชุมชนได้สะท้อนประสบการณ์ของเขาว่า  “บทเรียนประการแรกสุดที่เราได้เรียนรู้จากการทำพันธกิจการรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางคนต่างๆ นั้นคือ  ผู้คนเหล่านี้จะตัดสินใจเลือกติดตามพระเยซูคริสต์ก็เพราะเขาได้สัมผัสความรักของพระองค์ผ่านการสำแดงความรักพระคริสต์ที่ทำผ่านพันธกิจที่เราได้กระทำ   เราพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า  ในการที่ผู้คนจะรับเอาพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เพราะการที่เขาได้รับและสัมผัสกับความรักของพระเยซูคริสต์ผ่านการรับใช้ธรรมดาสามัญที่เราสำแดงผ่านชีวิตของเราด้วยความจริงใจ   มิใช่ความเพียรพยายามที่จะโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนใจมารับพระเยซูคริสต์   (ในที่นี้หมายความว่า  การที่เขาจะรับพระเยซูคริสต์หรือไม่มิใช่เพราะความสามารถของเราในการโน้มน้าวสั่งสอน หรือ ถกเถียงใช้เหตุใช้ผล   แต่ที่ผู้คนยอมรับพระกิตติคุณของพระคริสต์เพราะเขามีประสบการณ์กับความรักของพระคริสต์  และเขาเลือกว่าความรักนี้ดีมีค่าที่สุดในชีวิตของเขา   จึงต้องการที่จะใกล้ชิดติดสนิทกับพระองค์)   ดังนั้น จึงมิใช่ใช้การช่วยเหลือ  โครงการ  หรือการใช้กิจกรรมเป็นเหมือน “เหยื่อ” เพื่อใช้ตกเบ็ดให้ได้ปลา (ซึ่งหมายถึงคนที่เราต้องการให้เขาเป็นคริสเตียน) มาติดเหยื่อ  แล้วเราจะได้ปลา  ได้คนมาเป็นคริสเตียน   อีกประการหนึ่ง ในการที่ผู้คนตัดสินใจมาเป็นคริสเตียนมิใช่เพราะพวกเขาชอบเราหรือชอบสมาชิกคริสตจักรที่ได้ทำดีกับเขา  เพราะถ้าเขาเชื่อพระคริสต์เพราะการที่เราและสมาชิกคริสตจักรทำดีกับเขา  แต่ถ้าวันหนึ่งเมื่อเขาไม่ได้เห็นความดีของเรา  เขาอาจจะเลิกเป็นคริสเตียนก็ได้   หรือรู้สึกผิดหวังจนเลิกเชื่อพระเจ้าก็ได้   จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องช่วยให้เขาสัมผัสกับความรักเมตตาของพระคริสต์  มิใช่เพียงสัมผัสการทำดีของเราเท่านั้น 

แต่การที่เรากระทำกับคนเหล่านี้ด้วยความเคารพนับถือเฉกเช่นเรากระทำกับพระคริสต์   และด้วยความรักเมตตาที่เสียสละและด้วยความอดทนตามน้ำพระทัยของพระคริสต์  และที่สำคัญคือด้วยพระคุณของพระเยซูคริสต์   เราจะเห็นว่าประชาชนคนเหล่านี้จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะหันกลับมาติดตามพระคริสต์หรือไม่   กล่าวคือการที่เขาตัดสินใจติดตามพระคริสต์เพราะชีวิตของเขาเกิดความผูกพันกับพระองค์   และที่แน่นอนตามมาคือ คนเหล่านี้จะเข้าร่วมในพลังการรับใช้พระคริสต์ผ่านพันธกิจการอภิบาลสังคมชุมชน   ในเมื่อเราสำแดงความรักเมตตาของพระคริสต์อย่างไร้เงื่อนไขมากที่สุดเท่าที่จะทำได้   เขายิ่งจะสัมผัสกับความรักเมตตาของพระคริสต์มากยิ่งขึ้น

การหนุนเสริมผู้ที่เรารับใช้ให้มีแผนในชีวิต

กระบวนการทำพันธกิจของเรามุ่งสู่การเข้าถึงชีวิตทั้งชีวิตของผู้คน (ชีวิตที่ครบบริบูรณ์  ชีวิตองค์รวม  ชีวิตทั้งหมด)  และในการทำงานกับชีวิตเราพยายามร่วมกับคนที่เรารับใช้ในการมองชีวิตอย่างมีแผนรอบด้าน  และอย่างเป็นกระบวนการ  รวมถึงการมีชีวิตที่เชื่อศรัทธาในพระคริสต์   และสร้างความคุ้นชินกับการพัฒนาชีวิตอย่างรอบด้าน

ดังนั้น   การทำพันธกิจการรับใช้เพื่อก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต หรือ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นองค์รวม จำเป็นที่จะต้องทำพันธกิจนี้ผ่านการขับเคลื่อนพันธกิจคริสตจักรในการอภิบาลชุมชน  หรือทำร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่นแห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ หลายแห่ง   ทั้งนี้เพราะ การบ่มเพาะฟูมฟักเมล็ดแห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ต้องอาศัย “ชุมชนผู้เชื่อ” คือคริสตจักร  ที่จะต้องเอาใจใส่ฟูมฟักอภิบาลความเชื่อและแนวทางในการดำเนินชีวิต   และเสริมสร้างให้คนๆ นั้นพัฒนาสู่การเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าท่ามกลางชีวิตชุมชนในพระนามของพระเยซูคริสต์   และพร้อมด้วยประสบการณ์ชีวิตในการรับใช้นั้นเองที่เสริมสร้างให้คนๆ นั้นเติบโตขึ้นในพระคริสต์  คือมีชีวิตที่เป็นอย่างพระคริสต์มากขึ้นในแต่ละด้าน   ดังนั้น การทำพันธกิจแบบองค์รวมจึงต้องมีชุมชนคริสตจักรเป็นชุมชนในการบ่มเพาะเสริมสร้างความเชื่อศรัทธา และ การดำเนินชีวิต  และการอุทิศตนเพื่อพระประสงค์ของพระองค์    และนี่เองงานพันธกิจรับใช้เพื่อก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่ เอ็นจีโอ  หรือองค์กรสังคมสงเคราะห์  หรือหน่วยงานพัฒนาและบริการ   และคนที่เข้าไปทำงานพันธกิจในชุมชนก็ไม่ใช่อาสาสมัคร  หรือ ผู้ที่มีจิตอาสา   แต่เป็นผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้าถวายตัวรับใช้พระองค์ท่ามกลางชีวิตในชุมชนในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า   เขาเข้าไปในชุมชนเพราะเขากระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ถ้าเช่นนั้น  ต้องถามคริสตจักรว่า ทุกวันนี้ ตนได้ทำหน้าที่นี้หรือไม่?   และถ้าจะต้องรับผิดชอบพันธกิจอย่างที่กล่าวนี้  ชุมชนคริสตจักรเองมีความพร้อมหรือไม่?   ถ้ายังไม่มีความพร้อม เราจะมีกระบวนการเตรียมและเสริมสร้างความพร้อมและพลังสำหรับการทำพันธกิจนี้ได้อย่างไร?

เมื่อเพื่อนบ้านเปลี่ยนแปลง: โอกาสที่เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ท่ามกลางเพื่อนบ้าน

L. J.  Mariano   เล่าให้ฟังว่า  นอกจากที่ผมต้องรับผิดชอบเป็นผู้อภิบาลกลุ่มอนุชนแล้ว   ผมยังต้องช่วยเป็นพี่เลี้ยงนักศึกษาฝึกงานการทำพันธกิจอภิบาลชีวิตชุมชนและการประกาศในชุมชนแถบชานเมืองเป็นเวลา 10 เดือน   ผมและนักศึกษาอยู่ด้วยกันในบ้านเช่าเก่าหลังหนึ่งในชุมชน   และเริ่มสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่นๆ ที่อยู่ในแถบนี้ด้วยกัน   เราทำงานรับใช้ในท้องถิ่น  ร่วมกับการรับใช้ที่ศูนย์พันธกิจเพื่อบริการชุมชน  และยังทำงานพันธกิจผู้ลี้ภัย   ตลอดจนทำงานในร้านสะดวกซื้อราคาประหยัด  ซึ่งเป็นร้านที่หารายได้เพื่อสนับสนุนในการทำพันธกิจด้านการศึกษาและการพัฒนาในชุมชน

ภายหลังเวลาเลิกเรียนที่โรงเรียน  เรามีสองโปรแกรมสำหรับเด็ก เพื่อช่วยเด็กนักเรียนระดับประถมในการทำการบ้าน   โปรแกรมดังกล่าวนักศึกษาฝึกงานร่วมในการรับใช้ด้วย   เราต้องการให้โปรแกรมของเรามีพระกิตติคุณเป็นศูนย์กลาง   ก่อนจะเริ่มเรียนการทำการบ้าน  เราจะเล่าเรื่องจากพระคัมภีร์สำหรับนักเรียน   เป้าหมายของการทำพันธกิจช่วยน้องทำการบ้านนี้ก็เพื่อให้เด็กรู้ว่าพระเยซูคริสต์เป็นใคร  และพระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างไร   และสร้างวัฒนธรรมความสัมพันธ์เชิงบวก  และแสดงความขอบคุณกัน   ก้าวเล็กๆ เหล่านี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญสำหรับชีวิตของเด็กๆ   ด้วยความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างเรากับเด็กนักเรียน   จะเป็นการจุดประกายสู่การมีชีวิตที่จาริกไปสู่เส้นทางแห่งแผ่นดินของพระเจ้า

การรับใช้ด้วยความสัมพันธ์ที่มีกับเด็กในชุมชนทำให้เราสามารถเข้าถึงคนในชุมชนและมีโอกาสที่จะอภิบาลชีวิตของคนในชุมชนนั้น   ด้วยความสัมพันธ์และการรับใช้และบริการตอดจนการอภิบาลดูแลเอาใจใส่ครอบครัวต่างๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านในชุมชน   ทำให้เรามีโอกาสเชื่อมเพื่อนบ้านเหล่านี้กับชุมชนผู้เชื่อ (สมาชิกคริสตจักร)

ผมมีโอกาสชักชวนครอบครัวเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันให้มาประชุมพบปะกัน   และกลายเป็นเวทีที่ผู้คนเข้ามาร่วมประชุมได้แบ่งปันเรื่องที่เป็นความห่วงใยและสนใจ   เมื่อเรามาพบปะประชุมกัน  เราจะมีโอกาสพูดคุยถึงประเด็นส่วนตัวของพวกเรา   และในที่สุดประเด็นเรื่องที่จอดรถ   ความปลอดภัยของเด็กๆ ลูกหลานชาวบ้าน  และแม้แต่เรื่องการศึกษาพระคัมภีร์ก็มีผู้นำเสนอด้วย   และเมื่อเราดำเนินชีวิตประจำวันที่สำแดงถึงความรักเมตตาของพระคริสต์   ก็จะมีคนมาถามเกี่ยวกับเรื่องพระเยซูคริสต์   เราก็มีโอกาสแบ่งปัน

แก่นหลักในการรับใช้ที่ได้ใจชุมชน

Mark De Ymaz กล่าวว่า   คริสตจักรของเราได้รวมเอาการประกาศพระกิตติคุณเข้าเป็นเนื้อเดียวกับกับการเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิต และ การให้บริการชุมชน   เป็นงานพันธกิจแห่งชีวิตที่รวมเอาชีวิตทุกด้านทั้งหมด   เพราะเราเชื่อว่าคริสตจักรมิใช่เพียงตัวอาคารและสถานที่เท่านั้น   เมื่อเรามีมุมมองการทำพันธกิจเช่นนี้   พระกิตติคุณที่ลงไปในชุมชนกลับเป็นที่เคารพและยอมรับมากขึ้นจากชุมชน   แทนที่จะเป็นเสียงเยาะเย้ยจากชุมชนที่เราเคยพบเห็นในอดีต

กลุ่มคริสตจักรของเราทำงานด้านแรงงานข้ามชาติ   เรามีพระกิตติคุณเป็นแก่นหลักในการทำงานของเรา   เราให้การปรึกษากับประชาชนที่ข้ามประเทศเพื่อมาหางานทำ   แนะนำและช่วยเหลือเขาในกระบวนการการเข้าเมือง   ให้การปรึกษาแก่แรงงานหนุ่มสาวในช่วงชีวิตที่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก   เอาใจใส่ดูแลแก่แรงงานที่มีอายุ   ช่วยพัฒนาฝีมือแรงงานแก่แม่ที่อายุน้อย   ให้การเอาใจใส่เด็กที่ตกอยู่ในภาวะที่เสี่ยง   อีกทั้งเราให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและเสื้อผ้าแก่ผู้ที่มีความจำเป็นถึงปีละประมาณ 16,000 คน   ที่เราทำเช่นนี้มิใช่เพราะพยายามที่จะทำ “พันธกิจ”  แต่เพราะสภาพความจำเป็นต้องการของคนเหล่านี้กลายเป็นความจำเป็นต้องการของเรา   ความเจ็บปวดทนทุกข์ของคนเหล่านี้เป็นความเจ็บปวดที่เราทนทุกข์ร่วมกับเขา

ผลเป็นอย่างไรบ้าง?   ผู้คนจำนวนเพิ่มขึ้นจากหลายชาติพันธุ์ จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่หลากหลาย  ได้พบกับพระคริสต์เมื่อเขาได้พบกับความช่วยเหลือ  พบกับความหวังในชีวิต  และได้รับการเยียวยาบาดแผลในชีวิตผ่านสมาชิกคริสตจักรในกลุ่มทำงาน

การที่คริสตจักรเป็นพยานชีวิตแก่แรงงานข้ามชาติแบบที่พวกเขาสามารถพบเห็นและสัมผัสอย่างเป็นรูปธรรม  ตามแบบชีวิตพระคริสต์  ทำให้คริสตจักรเป็นที่รักของผู้คนเหล่านี้ในชุมชน   เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจที่การสำแดงความรักเมตตาเยี่ยงพระคริสต์ทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นมากมายในชุมชนที่คริสตจักรทำงาน   รวมทั้งไมตรีจิตที่เกิดขึ้นและมีต่อกันของคนในชุมชน   ซึ่งยากที่จะเห็นในชุมชนคนทุกข์ยากทั่วไป

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499


[1] ที่ดำเนินการโดยทีมงานจาก Salvation Army