แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนรับใช้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนรับใช้ แสดงบทความทั้งหมด

04 พฤศจิกายน 2556

การสร้างคนรับใช้: งานหนึ่งในการอภิบาลชีวิตสมาชิกคริสตจักร

พระเยซูคริสต์มิได้เรียกสาวกให้มาเป็นพรรคพวกและติดตามพระองค์เท่านั้น   แต่พระองค์ทรงเรียกพวกเขาเพื่อที่จะทรงสร้างพวกเขาให้เป็นคนรับใช้แห่งแผ่นดินของพระเจ้า   อย่างที่พระองค์มาในโลกนี้เพื่อที่จะรับใช้ผู้คนที่พบเห็น   ดังนั้น พระองค์จึงมิได้เพียงเรียกพวกเขาเพื่อจะสอนพวกเขาให้รู้ เข้าใจ และเชื่อวางใจในพระองค์เท่านั้น   แต่พระองค์ต้องการที่จะสร้างพวกเขาให้รับช่วงพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าต่อจากพระองค์

เปาโลได้เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างคนที่เชื่อให้เป็นคนที่รับใช้  ท่านได้เขียนไว้ในพระธรรมเอเฟซัสตอนหนึ่งว่า...

พระองค์เองทรงให้บางคนเป็นอัครทูต  
บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ  
บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ  
บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์  

เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้  
เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น  
จนกว่าเราทั้งหมดจะบรรลุความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ 
และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า  
จนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่  คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
(เอเฟซัส 4:11-13  อมตธรรม)

งานของศิษยาภิบาลมิได้จำกัดอยู่แค่การประกาศพระกิตติคุณ  การสอนให้คนเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์เท่านั้น   กล่าวคือมิได้มีบทบาทเพียงแค่การช่วยให้ผู้คนรู้เรื่องพระเยซูคริสต์และรับเชื่อในพระองค์เท่านั้น   นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น   ในเวลาเดียวกันศิษยาภิบาลก็มิใช่มีเพียงหน้าที่เผยพระวจนะ เทศนา สอนพระคัมภีร์ ให้สมาชิกมีความรู้และดำเนินชีวิตตามคำสอนในพระคัมภีร์เท่านั้น   และงานใหญ่ของศิษยาภิบาลมิใช่เพียงการเตรียมและจัดการนมัสการพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์อย่างดี  เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมนมัสการซาบซึ้ง และ รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจในชีวิตที่ได้เข้าร่วมในการนมัสการนั้น

เปาโลได้ชี้ชัดในพระธรรมตอนนี้ถึงบทบาทสำคัญของศิษยาภิบาลคือ การเสริมสร้างสมาชิก หรือ ประชากรของพระเจ้าให้เป็นคนทำงานรับใช้พระเจ้าท่ามกลางประชาชนในสังคม   และโดยการทำงานรับใช้ดังกล่าวก่อเกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบรรดาสมาชิกในคริสตจักร   ในเวลาเดียวกันได้รู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้นจากการทำงานรับใช้   และมีชีวิตที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน

แน่นอนครับ  งานการเสริมสร้างสมาชิกให้เป็นคนรับใช้ย่อมเป็นงานหนักกว่า การประกาศ และ สอนคนให้เชื่อศรัทธา   เป็นงานที่หนักกว่าการเตรียมและจัดการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์   หนักกว่าการประกอบศาสนพิธีอย่างซาบซึ้ง   เพราะนี่เป็นการสร้างคนครับ  และที่หนักหนาคือเป็นการสร้างคนๆ นั้นให้มีจิตใจ และ ทักษะความสามารถในการรับใช้พระเจ้าผ่านการรับใช้ผู้คนรอบข้างที่พบเห็น   ในการเสริมสร้างคนเพื่อการรับใช้ดังกล่าวมีประเด็นที่จะต้องเสริมสร้างหลักๆ ดังนี้

1. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องหนุนเสริมผู้เชื่อคนๆ นั้นในการค้นหาของประทานจากพระเจ้า หรือ ศักยภาพ ความสามารถพิเศษที่มีในตัวของเขา

2. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องกระตุ้นหนุนเสริมเขาในการฟังเสียงแห่งการทรงเรียกในชีวิตของเขา

3. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องเอาใจใส่และเสริมสร้างเขาให้เป็นผู้ที่มีทักษะในการสื่อสาร  ในการรับรู้  และการมีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง

4. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องพัฒนาจุดแข็งที่มีในตัวเขา เพื่อใช้ในงานรับใช้ได้อย่างเกิดผล   และพัฒนาจุดอ่อนให้เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ในการรับใช้

5. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องให้ “ตนเอง” แก่คนที่ตนสร้าง (เช่น เวลา  ลงแรงลงพลัง  ความมุ่งมั่นตั้งใจ)

6. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องหนุนนำให้เขาสำนึกว่างานพันธกิจที่เขารับใช้เป็นพันธกิจที่พระเจ้าทรงมอบหมาย   และเป็นการร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้

7. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องเป็นแหล่งทรัพยากรหนุนเสริมการทำพันธกิจ (ทั้งด้านบรรยากาศ  การฝึกอบรม  การสนับสนุน  เครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น)

8. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องช่วยให้คนที่ตนสร้างมีความคาดหวังที่ชัดเจนในพันธกิจที่ตนรับใช้

9. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องช่วยปลดปล่อยภาระอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น   เพื่อเขาจะมีเวลา พลัง และชีวิตที่จะทุ่มเทกับงานรับใช้ที่ได้รับมอบหมาย

10. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องมีเวลาที่จะถอดบทเรียนจากประสบการณ์การรับใช้ของแต่ละคน   เพื่อเขาจะได้เห็นถึงพระคุณของพระเจ้าที่ทรงทำงานในงานที่เขารับใช้   อีกทั้งเกิดการเรียนรู้ และพบจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข  จุดเด่นที่สามารถพัฒนาให้เกิดผลยิ่งขึ้น  และเป็นเวลาขอบพระคุณพระเจ้าในการเติบโตขึ้นในการรับใช้

11. ศิษยาภิบาลและผู้นำจะต้องชื่นชมในการรับใช้ของผู้ที่ตนเสริมสร้าง   ทั้งการชื่นชมส่วนตัว  และการชื่นชมให้ผู้คนในคริสตจักรได้รับรู้และร่วมความยินดี

12. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องกระตุ้นหนุนเสริมผู้ที่ตนสร้างให้ออกไปช่วยเหลือผู้ที่ทำงานรับใช้คนอื่นๆ  และสร้างเพื่อนสมาชิกให้เป็นคนรับใช้

นี่เป็นงานหนักของ “ศิษยาภิบาล” และ “ผู้นำคริสตจักร”   ที่จะต้องเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักรให้รับใช้และอภิบาลกันและกันในชุมชนคริสตจักร   และที่จะเข้าไปในสังคมชุมชน  ในที่ทำงาน  ในกลุ่มเพื่อนฝูง  และในครอบครัว เพื่อที่จะอภิบาลชีวิตผู้คนเหล่านั้นที่ตนเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ และพบเห็น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 ตุลาคม 2556

เมื่อศิษยาภิบาลเสริมสร้างฝึกฝน “คนรับใช้”

อ่าน เอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​ การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์
(เอเฟซัส 4:11-12 มตฐ.)

ณ วันนี้เราตระหนักชัดแล้วว่า   พลังขับเคลื่อนชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรมาจากสมาชิกแต่ละคนและทุกคนในคริสตจักร   ที่ยอมอุทิศถวายตัวแด่พระคริสต์  และรับการเสริมสร้างและฝึกฝนในการทำพันธกิจรับใช้ด้านต่างๆ จากศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักร   โดยทำงานรับใช้ด้วยการหนุนเสริมเพิ่มพลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

พระธรรมเอเฟซัส 4:12 ฉบับภาษากรีกที่เป็นต้นฉบับใช้แปลเป็นภาษาต่างๆ เขียนไว้ว่า  พระคริสต์ทรงให้(ประทานให้)บางคนเป็นอัครทูต  บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ  บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ  บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์  “เพื่อเตรียม(เสริมสร้าง)ประชากรของพระเจ้า(ธรรมิกชน)ให้เป็นคนรับใช้   เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น”  

ดังนั้น  ในที่นี้งานหลักที่ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรด้านต่างๆ ที่พระเจ้าประทานให้นั้นคือ  การเตรียมและเสริมสร้างให้ประชากรของพระเจ้า(ธรรมิกชน  สมาชิกคริสตจักร)ให้สามารถทำงานรับใช้   เพื่อเสริมสร้างพระกายพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น   เราจึงเห็นว่าหน้าที่ของศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรที่ได้รับมอบหมายจากพระคริสต์คือ การเตรียมและเสริมสร้างสมาชิกใน 2 ภารกิจสำคัญคือ 
การสร้างสมาชิกแต่ละคน(ทุกคน)ให้เป็นคนรับใช้  
(ซึ่งเป็น)การเสริมสร้างคริสตจักรคือพระกายของพระคริสต์ให้เข้มแข็งมีพลังในการขับเคลื่อนงานรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ โดยสมาชิกคริสตจักรซึ่งมีของประทาน-ความสามารถที่หลากหลาย   

การปรับเปลี่ยนมุมมองจาก  ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรคือผู้ทำพันธกิจงานรับใช้เองทั้งหมด   มาเป็นการเสริมสร้างและฝึกฝนให้สมาชิกทุกคนให้เป็นคนรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ของพระคริสต์นั้นต้องใช้เวลา   นั่นหมายความว่าเราจะต้องมีมุมมองที่ถูกต้องว่า   สมาชิกคริสตจักร หรือ ประชากรของพระเจ้าแต่ละคนต้องเป็นคนรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ในคริสตจักรของตน   เพื่อคริสตจักรจะเกิดพลังเข้มแข็งในการขับเคลื่อนพันธกิจของคริสตจักรร่วมกันของสมาชิกแต่ละคนในคริสตจักร   นั่นหมายความว่า มิใช่เพียงศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบการขับเคลื่อนพันธกิจด้านต่างๆ   แต่ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องทำหน้าที่และรับผิดชอบต่อพระคริสต์ในการเสริมสร้างและฝึกฝนสมาชิกแต่ละคนให้เป็นคนที่สามารถรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ของคริสตจักร   และรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ อย่างประสาน สอดคล้อง เกื้อหนุนและกลมกลืนกันตามพระประสงค์ของพระคริสต์

กระบวนการเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกให้มีชีวิตที่เป็น “คนรับใช้ของพระคริสต์” นั้นเป็นการเตรียมและเสริมสร้างอย่างเป็นกระบวนการ   เป็นการเตรียมและเสริมสร้างตลอดชีวิต   ดังนั้น  แค่การมานมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์  การฟังคำเทศนา  และการเรียนพระคัมภีร์ในวันอาทิตย์   ทำการฟื้นฟู   เข้าค่ายครอบครัวปีละครั้ง   ไม่เพียงพอ   เพราะมิได้มีกระบวนการเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนให้สมาชิกแต่ละคนเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน   ทั้งชีวิตในครอบครัว  ในที่ทำงาน  ในชุมชน  ในกลุ่มเพื่อนฝูง  และในคริสตจักร

ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องพิจารณาถึงกระบวนการเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกคริสตจักรให้เป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ท่ามกลางชุมชนและคริสตจักรใน 5 มิติด้วยกันคือ

1. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตส่วนตัว:  มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า,  มีพระองค์เป็นเอกเป็นต้นในชีวิต,  มีพระวจนะเป็นเครื่องชี้นำในการเผชิญหน้ากับความสุขและความทุกข์ในชีวิต  และในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ,  ให้เรียนรู้พระประสงค์ของพระเจ้าผ่านพระวจนะ และ ประสบการณ์ชีวิตที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตและผ่านชีวิตของตน

2. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตครอบครัว:  คริสตจักรมีกระบวนการให้สมาชิกเป็นพ่อแม่คริสเตียน ที่เอาใจใส่เลี้ยงดูคนในครอบครัว   ตลอดจนการบ่มเพาะ เลี้ยงดู ฟูมฟักความเชื่อ  และการวางรากฐานพระวจนะของพระเจ้า และวินัยชีวิตคริสเตียน,  เสริมสร้างมุมมอง ทัศนคติ ทั้งโลกทัศน์  ชีวิทัศน์  สังคมทัศน์  และเศรษฐทัศน์บนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์,   สร้างครอบครัวบนรากฐานพระกิตติคุณ

3. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตในคริสตจักร:  หนุนเสริมให้สมาชิกทุกคนถวายทั้งชีวิตแด่พระคริสต์,  ได้รับการวางรากฐานพระวจนะ  ความเชื่อศรัทธา  ชีวิตคริสเตียนสำหรับการดำเนินชีวิต,  สนับสนุนสมาชิกแต่ละคนเข้าร่วมในพระราชกิจของพระคริสต์ผ่านชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร  ทั้งในด้านการกอบกู้  เยียวยา  และเสริมสร้างชีวิตใหม่,   เป็นอวัยวะหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ทำหน้าที่สอดประสานกับอวัยวะอื่นๆ ในพระกายนั้น,  เสริมสร้างและสนับสนุนสมาชิกแต่ละคนพัฒนาและใช้ของประทานในงานรับใช้ต่างๆ,   เตรียมพ่อแม่/ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูบุตร  วางรากฐานพระวจนะ  ความเชื่อศรัทธา  และวินัยชีวิตคริสเตียนแก่บุตรและสมาชิกในครอบครัว,  เตรียมสมาชิกมีชีวิตที่สำแดงความรักของพระคริสต์ในที่ทำงาน  ในชุมชน  ครอบครัว และคริสตจักร,   เตรียมสมาชิกที่กำลังเข้าสู่ผู้สูงวัยและกลุ่มผู้สูงวัย   เริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยนี้ตามพระประสงค์ด้วยพระคุณของพระเจ้า.

4. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตอาชีพการงาน:  เตรียมสมาชิกให้มีชีวิตคริสเตียนที่สำแดงความรักเมตตา สัตย์ซื่อ และเสียสละแบบพระคริสต์ในงานอาชีพที่รับผิดชอบ,  เตรียมและเสริมสร้างสมาชิกให้มีภาวะผู้นำแบบพระคริสต์,  ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนร่วมงานทุกระดับ,  เปิดชีวิตให้พระเจ้าทรงใช้ในที่ทำงาน  และร่วมในพระราชกิจของพระคริสต์ที่ทรงกระทำผ่านชีวิตของตน

5. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตในสังคมชุมชน:  เสริมสร้างชีวิตสมาชิกให้มีจิตใจที่ห่วงใยเอาใจใส่ต่อชุมชนสังคมที่ตนใช้ชีวิตด้วย,  มีสัมพันธภาพที่สร้างสรรค์ รับใช้  และหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนรอบข้าง,   ริเริ่มและดำเนินพันธกิจพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์  ผ่านพันธกิจการกอบกู้ เยียวยารักษา  และเสริมสร้างใหม่ในประเด็นชีวิตที่เป็นจริงของชุมชน

การเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกให้เป็นคนรับใช้ดังที่กล่าวข้างต้นนี้   เริ่มต้นที่คริสตจักรท้องถิ่นครับ   ไม่ใช่ที่สภาคริสตจักร  คริสตจักรภาค  หน่วยงาน หรือ สถาบันใดๆ  และแต่ละคริสตจักรเริ่มต้นตามของประทานที่พระเจ้าประทานให้  และสถานการณ์ที่เป็นจริงของตน   ไม่จำเป็นจะต้องมีรูปแบบ ขั้นตอนที่เหมือนกันตายตัวครับ

อย่าลืมนะครับ   เรามิได้ริเริ่ม หรือ ทำเองนะครับ   แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำและเป็นกำลังที่หนุนเสริมเพิ่มพลังแก่เราแต่ละคริสตจักรครับ


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

05 ตุลาคม 2553

ก้าวสู่คริสตจักรคนรับใช้

หลายคนในคริสตจักรปัจจุบันนี้ มักจะมีมุมมองเรื่องชุมชนและภาวะผู้นำที่คับแคบและตายตัว และมักมองว่าชุมชนคริสตจักรเป็นเป้าหมายในตัวของมันเอง ดูเหมือนจะลืมไปว่าที่คริสตจักรตั้งอยู่และมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ก็เพื่อที่จะรับใช้โลกทั้งใบนี้

เวลาเราพูดถึงชุมชนคริสตจักรเรามักคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหรือกิจกรรมที่ทำกันในวันอาทิตย์เท่านั้น บ่อยครั้งที่เราปล่อยปละละเลยยอมให้ภาพของ “วันอาทิตย์” ในคริสตจักร มาควบคุมครอบงำภาพจริงๆ ที่กว้างไกลของชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร แท้จริงแล้ว คริสตจักรก็คือท่าน ข้าพเจ้า และพวกเราทุกคนที่นำเอาพระประสงค์แห่งแผ่นดินของพระเจ้าไปบ่มเพาะให้เกิดชีวิตขึ้นในทุกที่ที่เราอยู่ ในทุกที่ที่เราทำงาน ในทุกที่ที่เราสนุกสนาน ในชีวิตประจำวันทุกวันที่เราประสบพบเจอ

ด้วยการที่เราสนิทสนมเป็นหนึ่งเดียวในพระคริสต์ เราจะรู้สึกมั่นใจในชีวิตที่ก้าวไปด้วยภาวะผู้นำในตัวเราแต่ละคน กล่าวคือด้วยความรักแบบพระคริสต์นั้นต้องการที่จะช่วยให้คนรอบข้างที่เราพบเห็นเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ สำคัญ และมีคุณค่า (ซึ่งแตกต่างและตรงกันข้ามกับการวิพากษ์ลดทอน และ การเหยียบย่ำให้คนอื่นด้อยค่าลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อจะเป็นการยกตนเองให้สำคัญและมีคุณค่ามากขึ้น บนการถูกเหยียดหยามของคนอื่น) นี่เป็นสิ่งใหม่อย่างสิ้นเชิงสำหรับสังคมชุมชนมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่ควรเกิดขึ้นเป็นจริงและเป็นรูปธรรมในชุมชนคริสตจักรไทยปัจจุบัน

สิ่งใหม่นี้จะเกิดขึ้นในชุมชนคริสตจักรได้นั้น แต่ละคนจะต้องเปลี่ยนมุมมอง หรือ กระบวนทัศน์ใหม่ เปลี่ยนจากมุมมองที่ผู้นำ หรือ คนที่ต้องการเป็นผู้นำด้วยการสร้างความเด่นดัง สำคัญ และคุณค่าแก่ตนเอง เพื่อสร้างความเหมาะสมชอบธรรมแก่ตนเองที่จะเป็นผู้นำ ไปสู่มุมมองใหม่ กระบวนทัศน์ใหม่ตามพระเยซูคริสต์คือ ใครที่ต้องการเป็นใหญ่ให้คนนั้นเป็นคนรับใช้ เสริมสร้าง สนับสนุนผู้คนรอบข้างให้มีชีวิตที่สำคัญ มีคุณค่า และสร้างเสริมประโยชน์แก่กันและกันในชุมชนคริสตจักร

มุมมอง และ กระบวนทัศน์แบบพระคริสต์เช่นนี้ ผู้นำคริสตจักรจะต้องบ่มเพาะ ฟูมฟัก ให้เกิดขึ้นแพร่กระจายฝังลึกลงในชีวิตของแต่ละคน(เริ่มต้นที่ตนเองก่อน) เพื่อสมาชิกแต่ละคนจะกลายเป็นผู้นำที่มุ่งรับใช้เพื่อเสริมสร้างคุณค่า ความสำคัญ ความดีเด่นแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในแต่ละคนด้วยความรัก เมตตา และเสียสละเยี่ยงพระคริสต์

ขอย้ำเตือนในที่นี้ว่า ภาวะผู้นำแบบคนรับใช้ที่กล่าวนี้ มีความสำคัญมากมายเหนือกว่าเรื่องทฤษฎีการบริหารจัดการที่ทันสมัยในปัจจุบันนี้ เพราะนี่มิใช่หลักการความรู้เท่านั้น แต่การมีภาวะผู้นำแบบคนรับใช้นี้เป็นสิ่งที่จะต้องบ่มเพาะ ปลูกฝัง ฟูมฟักให้เจริญเติบโตขึ้นในแต่ละตัวคน

การปลูกฝังที่สำคัญคือการติดสนิทกับพระคริสต์ ซึมซับเอาความรักที่เสียสละ น้ำพระทัยที่ทรงต้องการเสริมสร้างคุณค่าความสำคัญของคนเล็กคนน้อย และพระประสงค์ที่จะนำมาซึ่งชุมชนแห่งแผ่นดินของพระเจ้าตามน้ำพระทัยของพระบิดาให้เกิดขึ้นเป็นจริงในปัจจุบันนี้

เมื่อน้ำพระทัยแห่งการรับใช้ด้วยความรักที่เสียสละและน้ำพระทัยที่จะเสริมสร้างผู้อื่นถูกแผ่กระจายบ่มเพาะ ฟูมฟัก ในผู้คนต่างๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลาย น้ำพระทัยแบบพระคริสต์ก็ถูกส่งต่อออกไปจากคนต่างๆ เหล่านี้ ผ่านศักยภาพความสามารถที่หลากหลายมากมายของคนเหล่านั้นที่มีน้ำพระทัยแบบพระคริสต์ เป็นอันว่า ภาวะผู้นำแบบคนรับใช้ได้เกิดขึ้นมากมายหลายคนและร่วมกันทำงาน มิใช่มีเพียงคนสองคนที่เป็นผู้นำที่เด่นดังขึ้นมาเท่านั้น เพราะเพียงผู้นำคนสองคนไม่พอสำหรับการเสริมสร้างและการขยายชุมชนคริสตจักรที่มีชีวิตตามกระบวนชีวิตแบบแผ่นดินของพระเจ้า แต่ภาวะผู้นำแบบพระคริสต์จะเกิดขึ้นในคนต่างๆ หลากหลายศักยภาพ เพื่อร่วมกันรับใช้พระราชกิจในแผ่นดินของพระเจ้า และนี่คือข่าวดีของพระเยซูคริสต์สำหรับคริสตจักรของพระองค์

สำหรับคริสเตียนแตกต่างจากความเชื่อแบบศาสนายิว เพราะในพระเยซูคริสต์เราไม่จำเป็นต้องมีคนกลางอีกต่อไป ทุกคนเป็น “ปุโรหิต” ที่สามารถติดต่อสัมพันธ์และติดสนิทกับพระเจ้าโดยตรงด้วยตัวของผู้เชื่อแต่ละคน ไม่ต้องผ่านศิษยาภิบาล ศาสนาจารย์ หรือคนในตำแหน่ง หรือ สมณศักดิ์ใดทั้งสิ้น แต่เรากลับต้องร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะน้ำพระทัยของพระคริสต์ต้องการให้เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และรับใช้ เสริมสร้าง สนับสนุนกันและกันในคริสตจักร แล้วคริสตจักรมีผู้ปกครอง ศิษยาภิบาล ผู้ช่วยศิษยาภิบาล และศาสนาจารย์ไปทำไมล่ะ? ท่านเหล่านี้พระเจ้าทรงเรียกให้มาอยู่ในฐานะคนใช้ ที่จะรับใช้คนรอบข้างในพระนามของพระคริสต์ ด้วยความรักที่เสียสละ ด้วยน้ำใจแห่งการหนุนช่วย ด้วยจิตใจที่ถ่อม และด้วยเป้าประสงค์ให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่

ดังนั้น ข่าวดีของพระเยซูคริสต์จึงมิใช่ข่าวดีสำหรับ “ส่วนบุคคล” เท่านั้น แต่เป็นข่าวดีของชุมชนและสังคมด้วยเช่นกัน นี่เป็นข่าวดีสำหรับสังคมในโลกนี้ สำหรับมวลมนุษย์ สำหรับคนในกลุ่มของเรา สำหรับคนในสำนักงานที่เราร่วมทำงาน สำหรับการปกครองในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และสำหรับผู้ปกครองประเทศของเรา เป็นข่าวดีสำหรับคริสตจักรของเรา

การปรับเปลี่ยนหรือการสร้างชุมชน สังคม ขึ้นใหม่บนหลักการแห่งการรับใช้ด้วยน้ำใจที่เสริมสร้างสนับสนุนแบบพระคริสต์ย่อมเสริมสร้างคุณค่า และ เอื้อให้ชุมชนเติบโตเข้มแข็งขึ้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเปลี่ยนแปลงแบบการต่อต้าน การกบฏ การกดขี่เกรี้ยวกราดรุนแรง ที่เห็นอยู่ทั้งในสังคมและในคริสตจักร เพราะด้วยกระบวนการนี้เราไม่ต้องใช้เวลามากมายที่จะทำการ “ต่อสู้ห้ำหั่น” กันด้วยหน้าเนื้อใจเสือ ในความเป็นจริงแล้วเราจะรู้สึกผ่อนคลายและทำตัวให้พร้อมที่พระเจ้าจะทรงใช้เราในพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระองค์ การกลับใจกลายเป็นสื่อนำให้คนๆ นั้นมอบกายถวายชีวิตเพื่อที่จะรับใช้พระคริสต์ ความเชื่อศรัทธานำไปถึงซึ่งความมั่นใจในพระกำลังที่ทรงประทานแก่เรา

“ใหญ่” ผู้บริหารสูงสุด (CEO) ของโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ในวันสำคัญวันหนึ่งของโรงพยาบาลเขาเดินแจกไอศกรีมตลอดวัน แก่เจ้าหน้าที่ทุกระดับ พยาบาล แพทย์ ญาติผู้ป่วย และแขกที่ผ่านเข้ามาในโรงพยาบาล ไอศกรีมหมดไปถังแล้วถังเล่า

ในค่ำคืนนั้น “จิมส์” นำไอศกรีมไปบริการแจกแก่เจ้าหน้าที่ พยาบาล แพทย์ ที่ต้องอยู่เวรดูแลผู้ป่วยในอาคารต่างๆ รวมทั้งสิ้นสิบชั้น เขาคือผู้บริหารสูงสุด แต่เขาให้บริการไอศกรีมตลอดคืนนั้น

“ใหญ่” เป็นซีอีโอแบบผู้รับใช้ หรือ ผู้นำแบบคนรับใช้ด้วยการบริการแจกไอศกรีม เขามิได้เป็นคนคิดประดิษฐ์รูปแบบการเป็นผู้นำแบบรับใช้นี้ แต่พระเจ้าต่างหากเป็นผู้ทรงกระทำ น้ำพระทัยของพระคริสต์ที่ทรงซึมซับจนเติบโตมีพลังขึ้น (Incarnate) ในตัวของ “จิมส์” พระคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าแต่มีทัศนคติของการเป็นพระบุตรว่า เป็นผู้ที่รับใช้บริการคนอื่น เสริมหนุน เสริมสร้างคนอื่นให้สำคัญ มีคุณค่า พระคริสต์ล้างเท้าของสาวก แตะต้องคนโรคเรื้อเพื่อเขาจะหายกลับเป็นคนปกติที่มีคุณค่าในสังคม และในที่สุดยอมมอบกายและชีวิตเพื่อไถ่ถอนมนุษย์ให้หลุดออกจากกงเล็บแห่งอำนาจของบาป

ถ้าท่านประสงค์ที่จะให้ผู้คนรอบข้างมองเห็นพระคริสต์ผ่านการกระทำและการดำเนินชีวิตของเรา เราจะต้องมีทัศนคติ และ กระบวนทัศน์ภาวะผู้นำแบบคนรับใช้ในชีวิตคริสเตียนของเรา

พระธรรมภาวนา

มัทธิว 12:18
ดูเถิด ผู้รับใช้ของเราซึ่งได้เลือกสรรไว้
ที่รักของเรา ผู้ซึ่งเราโปรดปราน
เราจะเอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้
ท่านจะประกาศความยุติธรรมไปให้แก่บรรดาประชาชาติ

มัทธิว 12:20
ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก
ไส้ตะเกียงเป็นควันจวนดับแล้วท่านจะไม่ดับ
กว่าท่านจะได้นำความยุติธรรมให้มีชัยชนะ

ลูกา 4:43
แต่พระองค์(พระเยซูคริสต์)ตรัสแก่เขาว่า
“เราต้องไปประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้าแก่เมืองอื่นด้วย
เพราะว่าที่เราได้รับใช้มาก็เพราะเหตุนี้เอง”


ลูกา 22:27
(พระเยซูคริสต์ตรัสว่า)...แต่ว่าเราอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายเหมือนผู้รับใช้

2 ทิโมธี 1:9
...ให้เรามาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่การดีที่เราได้กระทำ แต่เพราะเห็นแก่พระประสงค์ของพระองค์เอง และพระคุณซึ่งทรงประทานแก่เรา...

2 ทิโมธี 2:24
ฝ่ายผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน เป็นครูที่เหมาะสมและมีความอดทน

กาลาเทีย 5:13
ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด

2 โครินธ์ 11:15
เหตุฉะนั้นจึงไม่เป็นการแปลกอะไรที่คนรับใช้ของซาตาน จะปลอมตัวเป็นคนรับใช้ของความชอบธรรม ท้ายที่สุดของเขาจะเป็นไปตามการกระทำของเขา