แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช่วงเวลา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช่วงเวลา แสดงบทความทั้งหมด

13 กุมภาพันธ์ 2556

Lent : ช่วงเวลาเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า


ในฐานะคริสตชนที่เติบโตในโปรเตสแตนท์เราไม่ค่อยคุ้นชินกับ “Lent” หรือ มหาพรตที่ปฏิบัติกันเป็นประจำในคริสตชนคาทอลิก   เพื่อจะเข้าใจง่ายขึ้นผมขออนุญาตเป็นการส่วนตัวที่จะเรียกเทศกาล “Lent” ในภาษาไทยสำหรับคริสตชนโปรเตสแตน์ไทยว่า “เวลาเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า”   ซึ่งมิเพียงการจำกัดการเข้าถึงพระวาทะในพระคัมภีร์เท่านั้น  แต่เป็นการที่เราใช้ชีวิตใคร่ครวญถึง พระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นองค์พระวาทะของพระเจ้าที่ปรากฏ(มาบังเกิด)เป็นรูปธรรมที่มนุษย์และผู้คนสามารถจับต้องและสัมผัสได้

เมื่อถามว่าเทศกาล Lent หรือ ช่วงเวลาเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้านั้นคืออะไร?   คริสตชนที่เคยปฏิบัติในเรื่องนี้บางกลุ่มบางคนจะมีคำตอบว่า  “เป็นเวลาที่คริสตชนจะ ลด ละ เลิก บางสิ่งบางอย่างในชีวิตของตนด้วยความสมัครใจ”   เป็นคำตอบที่ถูกเพียงครึ่งหนึ่งครับ

เทศกาล Lent หรือ การเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า เป็นช่วงเวลา 40 วันก่อนวันคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ (ไม่นับวันอาทิตย์  ถ้านับวันอาทิตย์ด้วยจะเป็น 46 วัน)   หรือ พูดง่ายๆ ว่าเป็น 6 สัปดาห์ก่อนวันอาทิตย์คืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์  

ในเวลาเดียวกันทำให้เราระลึกถึงการที่ชนชาติอิสราเอลต้องเดินทางวนเวียนในถิ่นทุรกันดาร 40 ปีก่อนเข้าไปยึดครองในแผ่นดินแห่งพระสัญญา   ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตและชุมชนอิสราเอล  เปลี่ยนแปลง  เสริมสร้าง  บ่มเพาะความคิด ความเข้าใจ และความเชื่อศรัทธา  และวิถีการดำเนินชีวิตของอิสราเอลสำหรับแผ่นดินใหม่    เพื่อที่จะใช้วิถีชีวิตที่ได้รับจากการบ่มเพาะเสริมสร้างจากพระองค์เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตในแผ่นดินแห่งพระสัญญา

นอกจากนั้นแล้วเรายังระลึกถึง 40 วันที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร  อดอาหาร เพื่อแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าก่อนที่พระองค์จะออกเริ่มพระราชกิจของพระองค์   และภายหลัง 40 วันดังกล่าวพระองค์ถูกมารทดลอง   และทรงชนะการทดลองด้วยพระวาทะและการทรงนำ  การสถิตอยู่ด้วย  และการทรงปกป้องจากพระวิญญาณของพระเจ้า

ดังนั้น  Lent ช่วงเวลาการเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า   จึงเป็นโอกาสที่คริสตชนจะทุ่มเทจริงจังในการพินิจพิจารณาและใคร่ครวญชีวิตคริสตชนของตนที่ผ่านมา และ การมุ่งหน้าสู่การเป็นขึ้นใหม่ของพระเยซูคริสต์   เพื่อเข้าสู่ชีวิตใหม่ที่พระคริสต์ทรงนำมาและประทานแก่เรา    นอกจากการปรับเปลี่ยนละเลิกชีวิตที่ไม่เป็นตามพระวาทะของพระเจ้าแล้ว   ยังเป็นช่วงเวลาที่เราจะอุทิศถวายชีวิตของเรารับการทรงเปลี่ยนแปลง และ เสริมสร้างใหม่จากพระคริสต์  เพื่อเราจะได้เป็นขึ้นใหม่กับพระองค์

เพื่อเราจะเกิดความรู้  เข้าใจ  และคุ้นชินกับช่วงเวลา Lent ช่วงเวลาการเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า  จะขอสรุปโดยย่อว่า Lent คืออะไร  และ  Lent ไม่ใช่อะไร

  • Lent   เป็นช่วงเวลา 6 สัปดาห์ก่อนวันพระคริสต์คืนพระชนม์   ตามที่กล่าวแล้วว่า Lent เป็นช่วงเวลา 40 วันก่อนวันคืนพระชนม์  ซึ่งไม่นับรวมวันอาทิตย์  หรือถ้ารวมทั้งหมดก็เป็น 46 วัน   คำว่า “Lent” มาจากคำว่า “Spring”  (ฤดูใบไม้ผลิ) ในภาษาอังกฤษ      จะเริ่มต้นเทศกาล Lent ในวันพุธขี้เถ้า และ จบสิ้นในวันเสาร์ก่อนรุ่งอรุณวันคืนพระชนม์ของพระคริสต์
  • Lent เป็นช่วงเวลาการเติบโตของชีวิตจิตวิญญาณ   ในสมัยคริสตจักรดั้งเดิม Lent  เป็นช่วงเวลาที่คริสตชนใหม่เข้ารับการสอนเพื่อเตรียมตัวเข้ารับบัพติสมา   เพื่อผู้เชื่อจะใช้เวลานี้ในการพิจารณาใคร่ครวญถึงชีวิตและความผิดบาปในชีวิตของตนเองและสารภาพบาปผิดที่ตนมีอยู่   Lent เป็นช่วงเวลาที่เตือนให้คริสตชนระลึกถึงความต้องการจำเป็นในการที่ตนจะต้องได้รับการทรงยกโทษบาปจากพระเจ้า   และเตรียมชีวิตจิตใจให้พร้อมเพื่อจะรับชีวิตจิตวิญญาณใหม่ในวันที่พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย
  • Lent เป็นช่วงเวลาของการละเลิกบางอย่าง  และ  การน้อมรับสิ่งใหม่ในชีวิต  คริสตชนหลายคนที่ใช้ช่วงเวลานี้ในการลด ละ เลิก บางอย่างในชีวิต   แต่การลดละเลิกดังกล่าวมิใช่ลดละเลิกด้วยการมุ่งมองที่ความต้องการหรือความปรารถนาของตนเอง   แต่เป็นการลดละเลิกมุ่งมองที่องค์พระผู้เป็นเจ้า   เป็นการลดละเลิก เพื่อให้ชีวิตของเราเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า  เช่น  มิใช่การที่เราลดละเลิกเพื่อเราจะลดพุงลดน้ำหนักส่วนเกินในร่างกายของเรา   ดังนั้น  เราจึงอดอาหารกลางวันทุกจันทร์ พุธ ศุกร์ ในช่วง Lent   นี่ลดละเลิกเพื่อความปรารถนาของเราเอง   แต่ถ้าเราลดละเลิก อาหารวันจันทร์ พุธ และศุกร์   เพื่อนำเงินค่าอาหารดังกล่าวไปช่วยเด็กกำพร้าอันเนื่องจากผลกระทบของโรคเอดส์   เพื่อเราจะได้กระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  ประการหลังนี้เป็นการลดละเลิกในช่วงเวลาของ Lent  ที่แท้จริง คริสตชนหลายคนในช่วงเวลา Lent นี้ในการเลิกรานิสัย พฤติกรรมชีวิตเดิมๆ   และเริ่มฝึกฝนและรับการสร้างเสริมวินัยชีวิตคริสตชนใหม่ๆ บางอย่างในชีวิตของตนเอง
  • Lent เป็นช่วงเวลาของการเตรียมชีวิตจิตใจ   ที่จะมีประสบการณ์กับพระเจ้าลึกซึ้งยิ่งขึ้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ถึงพระคุณของพระเยซูคริสต์ผ่านพระราชกิจของพระองค์บนกางเขน   เพื่อเตรียมชีวิตจิตใจของเราที่จะเฉลิมฉลองในการที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย   ที่นำชีวิตใหม่ประทานแก่เราแต่ละคนตามพระสัญญา
  • แต่ Lent ไม่ใช่  สิ่งที่คริสตชนต้องปฏิบัติ  เพราะมิใช่หลักการที่กำหนดในพระคัมภีร์   การที่คริสตชนคนใดคนหนึ่งจะทำหรือไม่ทำเป็นความสมัครใจ  และสำคัญคือกระทำเพราะได้รับการดลใจและการทรงนำจากพระวิญญาณของพระเจ้า
  • แต่ Lent มิใช่เวลาที่เราจะปฏิบัติเพื่อให้เราได้รับความรักและพระคุณของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น   พระเจ้าทรงรักเรามากมายเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้   พระคุณพระเจ้าทรงประทานแก่เรานั้นทรงประทานโดยมิได้คิดค่าราคาจากเรา  และมิใช่เพราะเราทำดีพระเจ้าถึงมีพระคุณต่อเรา   ดังนั้น Lent จึงมิใช่เวลาที่เรามาคิดใคร่ครวญว่าจะทำอะไรเพื่อพระเจ้าจะรักจะประทานพระคุณแก่เรามากกว่านี้   


แต่ในช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่เราที่จะเปิดชีวิตจิตใจของเราน้อมรับพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่เรา   เพื่อที่เราจะเติบโตขึ้นในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา   แล้วจะได้แบ่งปันพระคุณและความรักของพระคริสต์ดังกล่าวแก่ผู้คนรอบข้าง   มากกว่าที่คิดเพียงแค่จะลดละเลิกบางอย่างในชีวิตของเรา   แต่ Lent เป็นเวลาที่เราจะมอบกายถวายชีวิตจิตวิญญาณของเราแด่พระเจ้า    เพื่อตอบสนองพระคุณที่พระองค์ประทานแก่เราผ่านทางพระเยซูคริสต์

Lent ในปีนี้ (2013) เริ่มวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ ถึง วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม   สำหรับบทใคร่ครวญในช่วง Lent ปีนี้จะใช้หัวเรื่อง “รู้จักพระคริสต์ลุ่มลึกยิ่งขึ้น” จะเป็นการใคร่ครวญถึงอุปมาที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้ในการสอนของพระองค์, เหตุการณ์สัปดาห์สุดท้ายชีวิตของพระเยซู, พระราชกิจแห่งการกอบกู้บนกางเขน และคืนอันมืดมิดในอุโมงค์ที่โยเซฟ ชาวอาริมาเธีย สมาชิกสภายิว (ลูกา 23:50) ผู้นำร่างของพระเยซูไปวางไว้ในอุโมงค์นั้น   แล้วขอเพิ่มด้วยบทใคร่ครวญรุ่งเช้าวันใหม่ของชีวิตใหม่ด้วยครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

12 ธันวาคม 2555

ช่วงเวลาใคร่ครวญชีวิตคริสตชน (3): เมื่อพระเจ้าทรงเรียก...ขอให้เป็นไปตามแผนการของพระเจ้า


สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ
เป็นช่วงเวลาแห่งการใคร่ครวญถึงการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน   แล้วเราจะตอบสนองการทรงเรียกดังกล่าวด้วยท่าทีแบบไหน
และด้วยการอุทิศทุ่มเทชีวิตอย่างไร

อ่านลูกา 1:26-38
“...พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียลมายัง...นาซาเร็ธ...ไปหาหญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่หมั้นไว้กับชายที่ชื่อโยเซฟ...หญิงคนนี้ชื่อมารีย์ ...แล้ว(ทูตสวรรค์)บอกกับมารีย์ว่า  ‘เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปรานมาก   จงชื่นชมยินดีเถิด  องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่กับเธอ’
มารีย์ตกใจเพราะคำพูดนั้น...ทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่นางว่า  ‘มารีย์เอ๋ย  อย่ากลัวเลย  เพราะเธอเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน...เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย  จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู   บุตรนั้นจะเป็นใหญ่  และจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด...พระเจ้าจะประทานบัลลังก์ของดาวิด...ให้แก่ท่าน...’
มารีย์จึงพูดกับทูตสวรรค์องค์นั้นว่า  ‘เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร   เพราะข้าพเจ้ายังไม่เคยหลับนอนกับชายใด’   ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า ‘พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาเหนือเธอ   ฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ  เพราะฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ที่เกิดมานั้นจะได้ชื่อว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า
‘นี่แนะ  ถึงแม้นางเอลีซาเบธญาติของเธอจะชราแล้วก็ยังตั้งครรภ์บุตรชาย   บัดนี้นางนั้นที่คนเขาถือว่าเป็นหมันก็มีครรภ์ได้หกเดือนแล้ว   เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงกระทำไม่ได้’
มารีย์จึงกล่าวว่า  ‘นี่แนะ  ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพเจ้าพร้อมจะเป็นไปตามคำของท่าน’  (ฉบับมาตรฐาน)

จากตอนที่แล้ว  เราพบว่าพระเจ้าทรงเรียกเศคาริยาห์พร้อมทั้งเอลีซาเบธเข้าร่วมในพระราชกิจแห่งการทรงกอบกู้ของพระเจ้า   เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะเข้าใจถึงการทรงเรียกนั้นที่มิได้ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ควรจะเป็น  แต่เป็นไปตามแผนการและพระประสงค์ของพระองค์   ในฐานะผู้นำศาสนาเศคาริยาห์ไม่รู้จะอธิบายแก่ผู้คนรอบข้างอย่างไร   วิธีการของพระเจ้าคือให้เศคาริยาห์เป็นใบ้   ไม่จำเป็นที่ทุกเรื่องที่ทรงเรียกเราให้ทำต้องพิสูจน์  หรือจะต้องอธิบายให้ผู้คนเข้าใจได้ถ่องแท้ชัดเจน   หลายต่อหลายเรื่องไม่สามารถพิสูจน์หรืออธิบายได้   จนกว่าเมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้นเป็นจริงแล้วผู้คนรอบข้างจะประจักษ์ด้วยตัวเขาเอง   ทูตสวรรค์จึงบอกเศคาริยาห์ว่า     เศคาริยาห์จะเป็นใบ้  พูดไม่ได้จนกว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น (ข้อ 20)   และเมื่อเอลีซาเบธรู้ว่าตนตั้งครรภ์ในห้าเดือนแรกนางเก็บตัว “อยู่กับบ้านอย่างเงียบๆ” (ข้อ 24 ฉบับมาตรฐาน)

เรื่องในทำนองคล้ายกันนี้ได้เกิดขึ้นกับมารีย์ หญิงพรหมจารีที่หมั้นกับโยเซฟ   เมื่อทูตสวรรค์องค์เดียวกันนี้มาแจ้งแก่เธอว่า   เธอเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า และ พระเจ้าสถิตกับเธอ   และบอกอีกว่าเธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย   พระคัมภีร์บอกว่า  “มารีย์ตกใจเพราะคำพูดนั้น” (ข้อ 29)   และในข้อเดียวกันนี้บอกต่อไปอีกว่า  “เธอรำพึงว่า คำทักทายมีความหมายว่าอย่างไร”  

ลักษณะพิเศษในที่นี้คือ  มารีย์ตกใจในสิ่งที่ทูตสวรรค์บอกเธอ   แต่เธอไม่ได้ปฏิเสธหรือก็มิได้ไม่ยอมเชื่อสิ่งที่ทูตสวรรค์บอก   แต่เธอรำพึง  คิด ใคร่ครวญคำพูดเหล่านั้นของทูตสวรรค์ว่าหมายความว่าอย่างไรกันแน่!

อะไรในคำพูดของทูตสวรรค์ที่ทำให้มารีย์ตกใจ

ประการแรก   เธอเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง  มิได้เป็นคนดีเด่นสำคัญอะไรเลย  แต่ทูตสวรรค์มาบอกเธอว่า  เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน  และพระเจ้าสถิตอยู่กับเธอ   สำหรับสามัญชนในวัฒนธรรมคนยิวที่มีบุรุษเป็นใหญ่และสำคัญ   สิ่งที่ทูตสวรรค์ทักทาย ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับมารีย์ได้  เพราะเธอเป็นเพียงเด็ก และ ผู้หญิง   คำพูดนี้ทำให้เธอตกใจ   แต่เธอใคร่ครวญ คิด รำพึงว่ามันหมายความว่าอะไรกันแน่

ประการที่สอง  ทูตสวรรค์บอกเธอว่า เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย   ในขณะนั้นมารีย์ได้หมั้นกับ   โยเซฟแล้ว   ตามวัฒนธรรมยิวเรื่องการหมั้นการแต่งงานมีสามขั้นตอนสำคัญคือ   ขั้นตอนแรก เมื่อเด็กหญิงชายยังเล็กอยู่พ่อแม่จะหมายหมั้นกันไว้ก่อน  ในขั้นตอนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้     ขั้นตอนที่สอง เมื่อมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง พ่อแม่จะจัดการหมั้นเด็กหนุ่มหญิงสาวให้เป็นคู่หมั้นกัน   ในขั้นตอนนี้ค่อนข้างแน่นอนแล้ว   แต่หนุ่มสาวคู่นี้จะยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน    ขั้นที่สาม  เมื่อถึงเวลาอันควรหนุ่มสาวก็เข้าสู่พิธีแต่งงานและร่วมหอลงเรือนด้วยกัน

สำหรับมารีย์และโยเซฟอยู่ในขั้นตอนที่สอง  คือได้ทำพิธีหมั้นแล้ว   และในช่วงนี้ถ้าฝ่ายหญิงเกิดตั้งครรภ์ก่อนแต่ง  หญิงและชู้จะต้องถูกหินขว้างตาย  และโยเซฟคู่หมั้นที่เธอรักจะคิดอย่างไรกับเธอ   คงต้องคิดว่าเธอไปคบชู้แน่   และนี่คือสิ่งที่ทำให้มารีย์ตกใจ

ประการที่สาม   ทูตสวรรค์แจ้งแก่เธอว่า  บุตรชายที่เธอจะคลอดนั้นมิใช่เด็กชายธรรมดา   แต่จะเป็นพระบุตรของพระเจ้า   เป็นเด็กที่เกิดมาโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์   เรื่องนี้ยากที่เธอจะเข้าใจได้   แต่เธอรำพึง ใคร่ครวญในเรื่องนี้ว่าหมายความว่าอย่างไร   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เธอไม่รู้จะบอกคนอื่นอย่างไร  หรือถ้าจะพูดจะบอกใครก็เกรงว่า   ผู้คนจะมองว่าเธอ “เพี้ยนไปแล้ว” หรือไม่ก็ “เธอท่าจะบ้า”   หรือถ้าพูดไม่ถูกกาลเทศะจะพาลให้เธอถูกหินขว้างตายก็ได้  เพราะการพูดเช่นนี้เป็นการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า  และประการนี้ก็ทำให้มารีย์ตกใจเช่นกัน

ประการที่สี่   ทูตสวรรค์บอกกับเธอว่า   เด็กชายที่จะเกิดมานี้จะเป็นกษัตริย์ที่สืบทอดราชบัลลังก์จากกษัตริย์ดาวิด   นั่นหมายความว่า  บุตรชายของเธอที่จะเกิดมานี้จะเป็นผู้นำในการปฏิวัติปลดแอกการปกครองของพวกโรมัน  เพื่อสถาปนาอาณาจักรอิสราเอลขึ้นใหม่   ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งด้วยสาเหตุคือ   เธอจะให้กำเนิดบุตรชายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งตามพระสัญญาของพระเจ้า   และอีกเหตุผลหนึ่งที่น่าตกใจคือ  บุตรชายของเธอจะกลายเป็น “กบฏแผ่นดิน” กลายเป็นคนนอกกฎหมาย  คนที่ถูกตามล้างตามฆ่าจากทั้งกษัตริย์ที่ปกครองอิสราเอลซึ่งในตอนนั้นคือเฮโรดมหาราช   และกองกำลังที่แข็งแกร่งของจักรวรรดิโรมัน   ชีวิตของเธอไม่มีความสงบสุขแน่   นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าตกใจสำหรับมารีย์เช่นกัน

แต่จากการรำพึง ใคร่ครวญ ของมารีย์ต่อคำพูดของทูตสวรรค์  ที่สร้างความตกใจแก่เธอนั้น   ทำให้เธอได้ยินถึงการทรงเรียกของพระเจ้า  ให้เธอเข้าร่วมในพระราชกิจครั้งสำคัญของพระองค์   ดังนั้น  มารีย์จึงตอบสนองการทรงเรียกด้วยการตอบทูตสวรรค์ที่ว่า   “...ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน”  (ข้อ 38 ฉบับมาตรฐาน)

ในการตอบสนองการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างมารีย์มีสองประการที่สำคัญคือ

หนึ่ง   มารีย์สำนึกว่า ตนเป็น “ทาส” รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ในการเข้าร่วมในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงเรียกเราในชีวิตประจำวัน   เรามิได้เข้าร่วมในพระราชกิจเพราะเรามีบางสิ่งบางอย่างที่คิดว่าต้องทำ  หรือ  เพราะเรามีความสามารถที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง  หรือเพราะเรามีตำแหน่งสูง  แต่การเข้าร่วมในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น   เรายอมตนที่จะทำตามที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ   เราทำตาม “กระแสรับสั่ง” จากพระเจ้า  เพราะเราสำนึกว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

สอง   มารีย์พร้อมที่จะรับทุกสถานการณ์ชีวิตที่จะเกิดขึ้น   ชีวิตของเธอพร้อมที่จะเป็นไปตามแผนการของพระเจ้า   มิใช่แผนการของเธอเอง   มิใช่ตามแผนการความคิดที่เธอคิดวางไว้   แต่พร้อมที่จะเดินไปตามที่พระเจ้ามีแผนการให้เธอเดินไป  มารีย์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน”

ในช่วงสี่สัปดาห์ที่เราใคร่ครวญชีวิตคริสตชนถึงการทรงเรียกของพระเจ้า 

1. ท่านเคยมีประสบการณ์ที่วางใจในการกระทำตามการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าหรือไม่?   เกิดเหตุการณ์อะไรบ้างในครั้งนั้น?   และเกิดผลเช่นไรบ้าง?

2. วันนี้ ท่านได้เปิดชีวิตฟังให้ได้ยินถึงเสียงแห่งการทรงเรียกหรือไม่?   อย่างไร?

3. ท่านพร้อมที่วางใจในพระประสงค์ และ แผนงานของพระองค์สำหรับชีวิตและอนาคตของท่านหรือไม่?  ท่านวางใจด้วยการกระทำอย่างไรบ้าง?

4. ในการยอมดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกและแผนการของพระเจ้า  อาจนำความกลัวและความเสี่ยงเข้าในชีวิตของท่าน   ท่านจะจัดการกับความกลัวและความเสี่ยงดังกล่าวอย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

07 ธันวาคม 2555

ช่วงเวลาใคร่ครวญชีวิตคริสตชน (1): พระราชกิจแห่งการกอบกู้และพลิกฟื้นชีวิตใหม่


อ่านสดุดี 80:1-19

สี่สัปดาห์ก่อนคริสตสมภพ

ในช่วงสี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ สากลคริสตจักรมีธรรมเนียมปฏิบัติใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสแห่งการใคร่ครวญถึงชีวิตของตนกับพระประสงค์ของพระเจ้า   ที่ผ่านมา คริสตจักรเชิญชวนให้คริสตชนใช้ช่วงเวลานี้ในการ “เตรียมรับเสด็จ”   ในภาษาอังกฤษเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็นเทศกาล “Advent”  ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาละตินที่มีความหมายว่า “กำลังเสด็จมา”  หรือ  “การมาเยี่ยม”    ซึ่งมีรากฐานความคิดความเชื่อของชาวยิวที่รอคอยการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ด้วยความหวังตามพระสัญญาของพระเจ้า   ซึ่งพี่น้องชาวยิวก็ยังรอคอยพระเมสสิยาห์ของตนอยู่   เพราะเขามิได้ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือพระเมสสิยาห์ของพระเจ้าที่เสด็จมาตามพระสัญญาแล้ว  

สำหรับคริสตชนในปัจจุบันเราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่เสด็จมาเพื่อกระทำพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงสัญญาไว้แล้ว   พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อกอบกู้ชีวิตของมนุษย์ให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่วร้ายที่สำแดงผลออกมาในรูปแบบต่างๆ   และพระองค์ได้ทรงเริ่มพลิกฟื้นและเสริมสร้างชีวิตคนเหล่านั้นที่ตัดสินใจยอมตนติดตามเป็นสาวกของพระคริสต์  ให้เป็นชีวิตที่อยู่ภายใต้การครอบครองของพระเจ้า   มีชีวิตในสังคมแห่งแผ่นดินของพระเจ้า   พระราชกิจแห่งการทรงช่วยกู้และพลิกฟื้นชีวิตใหม่ของพระคริสต์ได้เริ่มต้นแล้ว   และกำลังดำเนินต่อไปสู่ความสำเร็จสมบูรณ์ในอนาคต   โดยการทรงเรียกให้คริสตจักรเข้าร่วมสานต่อพระราชกิจนี้ของพระคริสต์   ด้วยการหนุนเสริมผ่านการทรงทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ  จึงเป็นช่วงเวลาที่คริสตจักรจัดไว้สำหรับคริสตชนที่จะใคร่ครวญถึงชีวิตและสัมพันธภาพของตนที่มีกับพระเจ้า   เป็นเวลาที่คริสตชนจะหันกลับมองย้อนหลังถึงชีวิตของตนกับพระเจ้า   และเป็นเวลาที่จะแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราสำหรับวันนี้   เพื่อเราจะมองไปข้างหน้าถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา  แล้วก้าวเดินตามพระประสงค์ของพระเจ้าสู่ความสำเร็จสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอนาคตตามแผนการของพระองค์ 

ดังนั้น   สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพปีนี้   ผมขอเชิญชวนท่านและคริสตชนในประเทศไทย   ให้ใช้ช่วงเวลานี้ในการใคร่ครวญถึงความสัมพันธ์สนิทของท่านกับพระเจ้าอย่างจริงจังและทุ่มเทในการแสวงหาน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของตน  ครอบครัวของตน  คริสตจักรของตน  องค์กรของตน  และชุมชนสังคมประเทศไทย   ให้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่เราจะเปิดพื้นที่ชีวิตน้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้าเข้ามาเป็นเป้าหมายปลายทางแห่งชีวิตของเรา   เป็นเวลาที่เราจะเปิดจิตใจและจิตวิญญาณของเราให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา   และเป็นเวลาที่เราจะตัดสินใจน้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้าและทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจและจิตวิญญาณรับใช้สานต่อพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา   และบนเส้นทางนี้ผมเชื่ออย่างมั่นคงว่า  เป็นเส้นทางที่พระเมสสิยาห์จะเสด็จมาในครั้งที่สองและเราจะได้ต้อนรับพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี

ทรงกอบกู้และพลิกฟื้นชีวิตใหม่

“ข้าแต่พระผู้เลี้ยงของอิสราเอล   ขอทรงสดับฟัง
 พระองค์ผู้ทรงนำโยเซฟอย่างนำฝูงแกะ
 พระองค์ผู้ทรงประทับเหนือเครูบ
 ขอทรงสำแดงพระเกียรติสิริของพระองค์  ต่อหน้าเอฟราอิม เบนยามิน  และมนัสเสห์
 ขอทรงสำแดงพระเดชานุภาพมาช่วยข้าพระองค์ทั้งหลาย”  (สดุดี 80:1-2 อมตธรรม)

สดุดีบทที่ 80 เป็นเสียงร้องขอการทรงช่วยกอบกู้   ผู้เขียนสดุดีบทนี้ใช้ภาพพจน์เปรียบเทียบให้เห็นว่า  พระเจ้าทรงเป็น “พระผู้เลี้ยง” ของอิสราเอล(ข้อ 1)  และอีกภาพพจน์หนึ่งคือ  พระเจ้าทรงเป็น “ผู้ทรงปลูกและเลี้ยงดู” เถาองุ่น  คืออิสราเอลไว้ในแผ่นดินแห่งพระสัญญา (ข้อ 8-11)  ทั้งสองภาพนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าที่อิสราเอลมีชีวิตอยู่นี้เพราะการทรงปกป้องดูแลและเอาใจใส่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

แต่บทเพลงสดุดีบทนี้เป็นการคร่ำครวญถึงสภาพชีวิตและสังคมของอิสราเอลกำลังตกอยู่ในภาวะถูกคุกคาม  กำลังประสบกับอันตรายด้วยสองปัจจัยใหญ่คือ   ประการแรก  อิสราเอลกำลังอยู่ในสภาพที่ได้กระทำผิดและไม่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า  “พระพิโรธ...คุกรุ่น”  ต่อคำอธิษฐานของประชาอิสราเอล (ข้อ 4)   ประการที่สองอิสราเอลกำลังถูกโจมตีและทำร้ายจากประเทศรอบข้างตนเองและต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์ระทม อิสราเอลต้อง “กินน้ำตาต่างอาหาร” (ข้อ 5)   อิสราเอลเป็นที่ “ดูหมิ่นของเพื่อนบ้าน”  และ  “ถูกศัตรูเย้ยหยัน” (ข้อ 6)   สภาพชีวิตของประชาอิสราเอลตกในสภาพที่ไร้สวัสดิภาพและความปลอดภัย   เป็นเหมือนบ้านที่ถูกพังทลายกำแพงลง (ข้อ 12)   เป็นเหมือนองุ่นที่ถูก “รุมทึ้ง”  “ถูกสัตว์ป่ากัดกิน” (ข้อ 13)   อิสราเอล “ถูกโค่น” และ “ถูกเผาอย่างวอดวาย” (ข้อ 16)  

ในเวลาเดียวกัน  สดุดีบทนี้เป็นการคร่ำครวญด้วยความหวัง   เราจะพบว่าผู้ประพันธ์สดุดีบทที่ 80 ได้เน้นประเด็นหลักคือ  เขาทูลขอพระเจ้าทรงทำให้ประชาอิสราเอล  “คืนสู่สภาพเดิม”  สามครั้งด้วยกันในสามข้อ  ซึ่งเป็นเหมือนข้อร้องรับ (ข้อ 3,  7, และ 19)   กล่าวได้ว่า  หัวใจของสดุดีบทนี้คือ  เสียงคร่ำครวญต่อพระเจ้าด้วยความหวังรับการฟื้นฟู  สร้างใหม่  ให้กลับมีสัมพันธ์ดังเดิมกับพระเจ้า   มีพระเจ้าทรงเป็นแสงสว่างและเป็นใหญ่ในชีวิต   และที่สำคัญคือเพื่อได้รับการทรงปลดปล่อยให้อยู่รอดปลอดภัยด้วยการทรงช่วยกู้จากพระเจ้า

ประการสำคัญในสดุดีบทนี้คือ  สัมพันธภาพระหว่างประชากรกับพระเจ้าที่แตกหักฉีกขาดจะคืนสู่สภาพดี   พระเจ้าทรงพร้อมที่จะช่วยกู้ประชากรของพระองค์ให้รอด   แต่ประชากรของพระองค์ต้องตระหนักชัดว่า “จะไม่หันหนีพระองค์อีก” (ข้อ 18)   ต้องกลับมาหาพระองค์ด้วยจริงใจ  ต้องรักพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ   การหันกลับมาหาพระเจ้าจะได้รับการทรง “ฟื้นฟู” ทั้งชีวิตและสังคมขึ้นใหม่ (ข้อ 18)   และพระเจ้าจะเป็นผู้สูงสุดในชีวิตของประชากรของพระองค์   นั่นหมายความว่า  ประชากรที่หันกลับมาหาพระเจ้าพร้อมที่จะรับเอาพระประสงค์เป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตประจำวันของตน   และพร้อมที่จะขับเคลื่อนชีวิตเพื่อสานต่อพระราชกิจของพระเจ้าด้วยการหนุนเสริมพระกำลังจากพระเจ้าผ่านการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ดำเนินเคียงข้างไปกับชีวิตของเรา

ในช่วงเวลาของการใคร่ครวญถึงชีวิตที่ได้รับการทรงกอบกู้และการทรงพลิกฟื้นจากพระเจ้าในปีนี้  บางท่านต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในเรื่องสำคัญยิ่งในชีวิต   บางท่านต้องการที่จะทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยกอบกู้ชีวิตของตนขึ้นใหม่   และสำหรับคริสตชนอีกหลายๆ ท่านที่ได้รับการทรงช่วยกู้ให้ชีวิตหลุดรอดออกจากอำนาจบาปชั่วทั้งหลายแล้ว   ต้องการที่จะรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจมากยิ่งขึ้น   ต้องการอุทิศถวายตัวเพื่อร่วมสานต่อในพระราชกิจของพระเจ้ามากยิ่ง   ก็เป็นโอกาสที่จะใคร่ครวญถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าว่ามีพระประสงค์อะไรในชีวิตของตน   ที่จะนำการเปลี่ยนแปลง (คืนสู่สภาพดี) มาสู่ชีวิตของตนและเพื่อนบ้านรอบข้าง  เช่น  พระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงช่วยผู้คนให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งเหล้าสุรา  ยาเสพติด  เรื่องเพศ  การตกเป็นทาสของเงินทอง  หรือ  พระประสงค์แห่งพระราชกิจของการเป็นผู้เลี้ยงที่ช่วย “เย็บชุนจิตใจที่ฉีกขาด”   หรือการบูรณะสัมพันธภาพใหม่ในครอบครัวที่แตกแยก เจ็บปวด  หรือ  พระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้เราเอาใจใส่ช่วยเหลือและฟื้นฟูสภาพชีวิตของคนที่อดอยาก ทุกข์ทน ที่เห็นมากมายรอบข้างชีวิตของเรา   หรือการให้ความใส่ใจต่อผู้คนที่ตกลงในสภาพชีวิตที่ถูกเหยียบย่ำ  ทำร้าย  ทำลาย  และผู้ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม   รวมไปถึงการใส่ใจและมอบความรักเมตตาแก่ผู้ที่ว้าเหว่  ถูกทอดทิ้ง  คนที่ถูกตราบาปจากสังคม  เฉกเช่นที่พระคริสต์ได้กระทำให้เราเห็นแล้ว

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ในช่วงเวลานี้ท่านประสงค์ให้พระเยซูคริสต์กอบกู้ ฉุดช่วยท่านออกจากอำนาจชั่วร้ายในเรื่องอะไรในชีวิตทุกวันนี้?    ท่านมีโอกาสทูลขอต่อพระเจ้าในเรื่องนี้แล้วหรือยัง?

2. เมื่อพูดถึงพระเจ้าว่าเป็น “ผู้เลี้ยงที่ดี”  ท่านมีประสบการณ์อะไรบ้างที่พบถึงการที่พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดีในชีวิตของท่าน?   ในช่วงเวลาสี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ท่านมีความประสงค์ให้พระเจ้าทรง “ฟื้นฟู และ พลิกฟื้น”  ชีวิตด้านไหน  ในเรื่องอะไรบ้าง “ให้คืนสู่สภาพดี” ?

3. ขอท่านอธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้าโปรดทรงนำและชี้แนะว่า   ในช่วงเวลาก่อนคริสตสมภพปีนี้   พระองค์มีพระประสงค์อะไรในชีวิตของท่านที่จะให้ท่านสานต่อพระพระราชกิจของพระองค์ในการ “ฟื้นฟู และ พลิกฟื้น” ชีวิตของเพื่อนบ้านรอบข้างของท่าน   เพื่อบุคคลนั้น หรือ ครอบครัวนั้น จะเป็นเป้าหมายของท่านในการสานต่อพระราชกิจของพระเจ้าในช่วงเวลาคริสตสมภพปีนี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499