04 ธันวาคม 2563

ชีวิตที่เรียบง่ายในการเตรียมรับเสด็จพระคริสต์

ความสวยงามและพลังของเทศกาลการเตรียมชีวิตรับการเสด็จมาของพระคริสต์ในชีวิตของเรามักจะสูญหายไปท่ามกลางการวุ่นอยู่กับกิจกรรมต่าง ๆ มากมายในช่วงเวลาเตรียมเฉลิมฉลองคริสต์มาส แต่ถ้าเราแสวงหาวิถีชีวิตที่เรียบง่ายในช่วงเวลาเตรียมการเสด็จมาของพระคริสต์ เราจะได้พบกับของขวัญที่ทำให้เราต้องประหลาดใจมากมายในความเรียบง่ายที่จะช่วยให้เราได้รับความชื่นชมยินดี ของขวัญเหล่านั้นมีค่ามากกว่าของขวัญคริสต์มาสที่มีค่าที่สุดใต้ต้นคริสต์มาส เพราะเป็นของขวัญที่จะเสริมสร้างและเพิ่มคุณค่าชีวิตจิตวิญญาณของเรา

ต่อไปนี้เป็นแนวทางบางอย่างที่เราสามารถอธิษฐานทูลขอการเตรียมรับเสด็จที่เรียบง่ายที่สูงค่าในสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง:  

 • อธิษฐานทูลขอความใส่ใจในสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงโดยไม่ถูกรบกวนจากสิ่งที่ไม่เป็นสาระ

 • อธิษฐานทูลขอโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นประจำ

• อธิษฐานทูลขอให้เข้าใจว่าพระเจ้าต้องการให้เราจัดลำดับความสำคัญของเราอย่างไร และสามารถให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อบรรลุพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา

• อธิษฐานทูลขอพระคุณที่จะให้เราได้พักผ่อน ให้ตระหนักถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี

 • อธิษฐานทูลขอความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้คนรอบข้าง ด้วยสายสัมพันธ์แห่งความรักในชุมชน 

• อธิษฐานขอความสงบสุขในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเหตุการณ์แวดล้อมจะเป็นอย่างไร

 • อธิษฐานทูลขอจินตนาการที่มีชีวิตชีวาซึ่งจะช่วยให้เรามีส่วนร่วมกับสังคมโลกด้วยการสร้างสรรค์

• อธิษฐานทูลขอให้ได้รับความเป็นไทจากภาระที่ทำให้เราต้องแบกทุกอย่าง ไม่ว่าความผิดพลาดในอดีต ความกลัว นิสัยที่ทำลายล้าง ทำให้คนอื่นต้องได้รับบาดเจ็บที่ก่อความเสียหาย และอื่น ๆ

• อธิษฐานทูลขอความสุขและอารมณ์ขัน

 • อธิษฐานทูลขอความมั่นใจในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา และวางใจในพระราชอำนาจของพระองค์ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดผลดีที่สุดในชีวิตของเรา 

 • อธิษฐานทูลขอให้มีความนึกคิดที่ชัดเจน และสามารถสื่อสารสิ่งที่เราให้คุณค่าความสำคัญกับผู้อื่นได้อย่างชัดเจน 

 • อธิษฐานทูลขอให้ชีวิตมีความบริสุทธิ์ เพื่อที่เราจะเป็นคนที่เติบโตขึ้น และมีชีวิตดำเนินไปกับพระเจ้าตลอดเวลา

 • อธิษฐานทูลขอให้มีชีวิตที่เปิดรับการทรงนำขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์

 • อธิษฐานทูลขอให้ตระหนักรู้ถึงพระคุณของพระเจ้าอย่างแท้จริงในชีวิตของเรา และนำพระคุณไปสู่คนอื่นด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน

• อธิษฐานทูลขอให้มีจิตใจที่ใฝ่หาสันติ-ยุติธรรม

• อธิษฐานทูลขอให้พระคริสต์เข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา สร้างชีวิตจิตใจของเราขึ้นใหม่ ให้เป็นชีวิตจิตใจที่พระองค์ประสงค์ให้เรามีชีวิตอยู่ 

ให้เราปล่อยและวาง ความวุ่นวายและความเครียดในช่วงการเตรียมรับเสด็จ และ การเตรียมงานคริสต์มาส  แล้วเปิดจิตใจและความนึกคิดของเรารับเอาความสงบศานติ และความชื่นชมยินดีของการมาบังเกิดของพระคริสต์เจ้า ให้หาช่วงเวลาแห่งความสงบในแต่ละวันที่จะมีโอกาสส่วนตัวสนทนากับพระเจ้า และมีเวลาที่จะสะท้อนคิดและใคร่ครวญถึงความสำคัญและคุณค่าในวันคริสต์มาส และเตรียมชีวิตจิตใจต้อนรับพระคริสต์เข้ามาในชีวิตของเราแต่ละคน

 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




02 ธันวาคม 2563

พระคริสต์บังเกิดในชีวิตเรา

พระวจนะ

“และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงอยู่บนท่าน

คือพระวิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ

พระวิญญาณแห่งคำปรึกษาและอานุภาพ

พระวิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระเจ้า” (อิสยาห์ 1:2 สมช.)

 

ไตร่ตรอง-ใคร่ครวญ

จากคำเผยพระวจนะของอิสยาห์ก่อนสมัยของพระเยซูกว่า 700 ปี ได้ปรากฏเป็นความจริงในสมัยที่ยอห์นผู้ให้บัพติสมาในถิ่นทุรกันดารได้เป็นพยานถึง พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมายังพระเยซูคริสต์ครั้งเมื่อพระองค์รับบัพติสมา

ทุกวันนี้เราจะได้รับพระวิญญาณองค์เดียวกันนี้ ที่จะอยู่ในชีวิตของเรา ช่วยเราที่จะยึดมั่นในความเชื่อศรัทธาอันยิ่งใหญ่ที่เราได้ประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยทั้งชีวิตของเรา

การบังเกิดของทารกน้อยจากหญิงพรหมจารีนั้นเป็นมากกว่าเรื่องราวในวันคริสต์มาส   แต่เป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่าพระคริสต์ได้เข้าใกล้ในชีวิตของเราแค่ไหน จุดแรกตามแผนการเดินทางของพระคริสต์คือเข้ามาอยู่ในครรภ์ของมารีย์ แต่พระเจ้าจะสัมผัสกับโลกได้อย่างไร?   ให้เรามองลึกเข้าไปในชีวิตของมารีย์เพื่อค้นให้พบคำตอบ

พระเจ้าทำเช่นไรกับมารีย์ พระองค์ก็จะทำเช่นนั้นกับเราด้วย สิ่งแรกคือ มารีย์เปิดใจเปิดชีวิตให้พระเจ้าเข้ามาในชีวิตของเธอ “ถ้าเราเปิดชีวิตจิตใจของเราแด่พระเจ้า พระองค์จะเข้ามาในชีวิตของเรา” เฉกเช่นที่มารีย์ตอบรับพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทูตสวรรค์มาแจ้งแก่เธอ “พระเจ้าเข้ามาในชีวิตของเธอ”

ยอห์นกล่าวชัดเจนว่า “ผู้ใดเชื่อฟังพระบัญชา ผู้นั้นก็อยู่ในพระองค์และพระองค์ทรงอยู่ในผู้นั้น...” (1ยอห์น 3:24 อมธ.)

พระคริสต์เติบโตขึ้นในครรภ์ของมารีย์ เมื่อเติบโตเต็มที่ก็ได้ออกจากครรภ์ พระคริสต์ในชีวิตของเราจะใช้เวลาที่จะค่อย ๆ เติบโตภายในชีวิตของเราจนเต็มที่ แล้วพระคริสต์จะออกมาจากชีวิตของเราทางคำพูด การกระทำ และในการตัดสินใจต่าง ๆ ของเรา ท่าทีที่เราแสดงออก  ทุก ๆ ที่ที่เรามีชีวิตอยู่จะเป็นเบ็ธเลเฮ็ม และทุก ๆ วันที่เราดำเนินชีวิตจะเป็นวันคริสต์มาส เราจะเป็นเหมือนมารีย์ ที่จะให้บังเกิดพระคริสต์เข้ามาในโลกนี้

พระเจ้าอยู่ในเรา เราได้เข้าใจพระสัญญาอันลึกซึ้งนี้หรือไม่?

พระเจ้าอยู่กับอาดัม และ เอวา พระเจ้าอยู่กับอับราฮาม พระเจ้าอยู่กับโมเสส  และพระเจ้าอยู่กับประชากรอิสราเอล พระเจ้าอยู่กับอัครสาวก

แต่พระเจ้าอยู่ในชีวิตของเรา เราเป็นมารีย์ในยุคปัจจุบันนี้ มากกว่านั้น พระองค์เป็นตัวอ่อนในครรภ์ของมารีย์ แต่พระองค์เป็นพลังชีวิตในเราแต่ละคน พระองค์จะกระทำในสิ่งที่เราทำเองไม่ได้

ท่านตัดหรือเลิกเหล้าไม่ได้หรือ? พระคริสต์กระทำได้ และพระองค์อยู่ในชีวิตของท่าน

ท่านหยุดวิตกกังวลไม่ได้หรือ? พระคริสต์ทำได้ และพระองค์อยู่ในชีวิตของท่าน

ท่านไม่สามารถยกโทษ ละลืมอดีต หรือ ทิ้งนิสัยที่ไม่ดีของท่านหรือ? พระคริสต์ทำได้  และพระองค์อยู่ในชีวิตของท่าน

จงให้พระคริสต์ในชีวิตของเราได้เข้ามาในสังคมโลกนี้ผ่านชีวิตของเรา

และนี่คือการที่พระคริสต์บังเกิดในชีวิตของเราแต่ละคน

 

ภาวนา-อธิษฐาน

พระเจ้าพระบิดา องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์

ช่วงเวลาการเตรียมรับเสด็จเป็นโอกาสที่ข้าพระองค์จะได้เตรียมชีวิตจิตใจรับองค์พระคริสต์เข้าในชีวิตประจำวัน ขอให้พระวิญญาณแห่งปัญญาและเข้าใจ พระวิญญาณแห่งคำปรึกษาและอานุภาพ พระวิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระเจ้า โปรดสถิตในชีวิตของข้าพระองค์ และโปรดชี้นำชีวิตของข้าพระองค์ในช่วงเวลาพิเศษนี้

โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เข้าใจและเชื่อฟังพระองค์ ด้วยการใส่ใจฟังการสถิตอยู่ขององค์พระวิญญาณในชีวิตของข้าพระองค์ และดำเนินชีวิตตามพระคริสต์ที่พระองค์จะนำข้าพระองค์ไปตามแบบอย่างชีวิต คำสอนชี้นำ และตามวิถีชีวิตของพระคริสต์

ในพระนามขององค์พระคริสต์เจ้า อาเมน

 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




01 ธันวาคม 2563

รากของเจซี

พระวจนะ

 

“จะมีหน่อหนึ่งแตกออกจากตอของเจสซี

และกิ่งหนึ่งที่งอกจากรากของเขา(เจสซี)นั้นจะเกิดผล”

และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงอยู่บนท่าน

คือ พระวิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ

     พระวิญญาณแห่งคำปรึกษาและอานุภาพ

     พระวิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระเจ้า”

                                         (อิสยาห์ 11:1-2 สมช.)

“เราคือเยซูผู้ใช้ทูตสวรรค์ของเราไปเป็นพยานถึงสิ่งเหล่านี้ต่อท่านเพื่อคริสตจักรทั้งหลาย เราเป็นรากเหง้าและเชื้อสายของดาวิด  และเป็นดาวประจำรุ่งอันสุกใส”
                                        (วิวรณ์ 22:16 อมธ.)

 

ไตร่ตรอง-ใคร่ครวญ

พระวจนะตอนนี้กล่าวถึงเรื่อง “ตอเก่ากับหน่อใหม่”  ผมเชื่อแน่ว่าเราต่างเคยเห็นเมื่อต้นไม้ใหญ่ถูกตัดลงเหลือแต่ตอ หลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือนก็จะเกิด “หน่อใหม่” งอกออกจาก “ตอเก่า” นั้น

จินตภาพนี้ ผู้เผยพระวจนะได้ใช้อธิบายเปรียบเทียบในคำเผยพระวจนะของท่านเมื่อประมาณกว่า 700 ปีก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ อิสยาห์ได้เผยพระวจนะว่า พระเมสิยาห์จะมาจากรากเหง้าแห่งเจสซี เจสซีคือพ่อของกษัตริย์ดาวิด และเป็นบรรพบุรุษดั้งเดิมของทั้งมารีย์และโยเซฟ (ผู้ปกครองของพระเยซู) ในขณะที่วงศ์วารตระกูลดาวิดถูกกำจัดไปเกือบหมดสิ้น ในเวลาเช่นนั้น พระเจ้าทรงมีพระสัญญาผ่านคำเผยพระวจนะว่า พระเมสิยาห์จะเกิดมาจาก “ตอแห่งเจสซี”

จากราชวงศ์ที่ได้ถูกกำจัดทำลายให้สิ้นซากเหลือแต่ตอ เมื่อพวกคนต่างชาติต่างศาสนา รัฐบาลและกองทัพของโรมันที่แผ่อิทธิพลเข้ามาครอบครองแผ่นดินและชนชาติอิสราเอลแทนที่จะเป็นกษัตริย์จากเชื้อชาติฮีบรู ในเวลาเช่นนั้นเอง ที่พระเจ้าได้ให้ “หน่อใหม่” งอกขึ้น หน่อใหม่คือ พระเมสิยาห์  คือพระเยซูคริสต์  

แต่พระคริสต์มิได้ปกครองประเทศชาติแบบกษัตริย์ดาวิด ที่มีพระราชวังที่หรูหรางดงาม หรือราชบัลลังก์ที่ตระหง่านน่าเกรงขาม หรือด้วยพระฉลองที่งดงามดูล้ำค่า หรือมีกองทัพอันเกรียงไกรที่ปราบเหล่าอริราชศัตรูได้อย่างราบคาบ แต่พระคริสต์กลับมาเกิดในโลกนี้ด้วยความยากจนต่ำต้อยด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน พระองค์มาสำแดงถึงแผ่นดินของพระเจ้า และกำราบปราบฤทธิ์เดชของความบาปให้ราบคาบด้วยชีวิตของพระองค์เอง

 

ภาวนา-อธิษฐาน

ข้าแต่พระบิดา...

ขอบพระคุณสำหรับรากเหง้าของเจสซีคือองค์พระเยซูคริสต์ 

จากประชากรกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่ที่พระองค์ได้ทรงนำพระบุตรของพระองค์เข้ามา   และพระบุตรได้นำทางให้ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกภาษา และทุกชนชาติให้มารู้จักพระบิดา และร่วมในความชื่นชมยินดีกับพระองค์ในสักวันหนึ่ง 

เมื่อมองย้อนหลังไปยังอดีต ข้าพระองค์ได้เห็นถึงการที่พระองค์กระทำตามพระสัญญาของพระองค์เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลาย โปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายมองไปยังอนาคตด้วยความหวังและด้วยความมั่นใจว่า วันหนึ่งเราจะอยู่ต่อหน้า “หน่อใหม่จากตอแห่งเจสซี” คือพระเยซูคริสต์เจ้า

ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่

E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




30 พฤศจิกายน 2563

สมญานามพระเมสิยาห์

พระวจนะ

ด้วยว่ามีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา
มีบุตรชายคนหนึ่งที่ประทานแก่เรา
และการปกครองจะอยู่บนบ่าของเขา
และเขาจะได้รับการขนานนามว่า
“ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช”
      (อิสยาห์ 9:6 อมธ.)

ไตร่ตรอง-ใคร่ครวญ

พระเมสิยาห์เป็นชื่อ และ สถานภาพดั้งเดิมที่มีความหมายลึกซึ้ง พระเมสิยาห์มีสมญานาม 4 ชื่อด้วยกันคือ ที่ปรึกษามหัศจรรย์  พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์  พระบิดานิรันดร์  และ องค์สันติราช  ทั้ง 4 สมญานามนี้ได้อธิบายถึงพระลักษณะเฉพาะของพระเมสิยาห์  ที่ปรากฏในชีวิตและการทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์

ภาวนา-อธิษฐาน

พระบิดาเจ้า...

เมื่อพิจารณาถึงพระนามของพระเมสิยาห์นั้นน่าเกรงขาม  และนี่คือพระลักษณะของพระเยซูคริสต์  โปรดประทานความเข้าใจถึงความหมายและความสำคัญในแต่ละพระนามของพระเมสิยาห์คือ  ที่ปรึกษามหัศจรรย์  พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์  พระบิดานิรันดร์  และ องค์สันติราช  แต่ละวันในช่วงการเตรียมรับเสด็จปีนี้  โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความสนิทใกล้ชิดพระผู้ช่วยให้รอดมากยิ่งขึ้นเมื่อได้เรียนรู้ถึงพระคุณของพระเยซูคริสต์ที่ทรงกระทำงานอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยความเมตตา  เพื่อนำมาซึ่งสิ่งดีดีสำหรับข้าพระองค์ และ เป็นการถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้า  และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้มองเห็นและเข้าใจถึงฤทธานุภาพอันน่าอัศจรรย์ และ พระลักษณะที่ล้ำลึกเกินกว่าความคาดคิดที่จำกัดของข้าพระองค์จะเข้าถึงได้

 

ในพระนามของพระเยซูคริสต์    อาเมน

  

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่

E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




29 พฤศจิกายน 2563

ความสว่างของโลก

พระวจนะ

ประชากรผู้เดินอยู่ในความมืด
ได้เห็นแสงสว่างอันยิ่งใหญ่
บรรดาผู้อาศัยในดินแดนแห่งเงาของความตาย
แสงสว่างเริ่มส่องสว่างถึงพวกเขาแล้ว
(อิสยาห์ 9:2 สมช.)

ไตร่ตรอง-ใคร่ครวญ

“แสงสว่าง” หมายถึงการประทับอยู่ด้วยของพระเจ้า พระองค์ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เมื่อหลายร้อยปีก่อนการบังเกิดของพระเยซูคริสต์ เพื่อบอกกับประชาชนทั้งหลายว่า “แสงสว่าง” นี้เป็นแสงสว่างสำหรับทุกคน

 

ภาวนา-อธิษฐาน

พระบิดาเจ้า...

เป็นการอัศจรรย์เหลือเกินที่พระองค์ตรัสผ่านอิสยาห์ผู้รับใช้พระองค์เมื่อหลายร้อยปีก่อนที่พระเยซูคริสต์มาบังเกิด  โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้เข้าใจถึงการอยู่เหนือกาลเวลาของพระองค์และแผนการของพระองค์ตั้งแต่เริ่มแรกนั้น  โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เข้าใจถึงแสงสว่างของพระองค์  และการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์นั้นหมายความว่าอย่างไร  เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้ดำเนินชีวิตประจำวันในความสว่างของพระองค์

 

พระบิดา...

โปรดให้ชีวิตของข้าพระองค์ได้เป็นชีวิตที่สะท้อนแสงสว่างของพระคริสต์ไปยังคนอื่นรอบข้าง ให้แสงสว่างได้ไปถึงผู้คนทุกชนชาติ ฐานะ มิใช่เพียงแต่ข้าพระองค์และคริสตชนเท่านั้น  พระเยซูคริสต์มาเพื่อที่จะช่วยให้ชีวิตของมนุษยชาติได้สดใสสว่างขึ้น โปรดช่วยข้าพระองค์ได้พบกับแสงสว่างของพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะมีความสว่างในชีวิต   และสะท้อนแสงสว่างพระคริสต์ไปทั่วแผ่นดินของพระองค์

 

ในพระนามพระเยซูคริสต์  อาเมน

 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่

E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




18 พฤศจิกายน 2563

คลังแสงแห่งศรัทธา

ชีวิตสาวกพระคริสต์มิเพียงแต่เผชิญหน้ากับวิกฤติปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เบื้องหลังเหตุภัยอุบัติมีสาเหตุมาจากชีวิตของเราแต่ละคนต้องตกอยู่ใน “ภาวะสงครามทางจิตวิญญาณ” ที่เป็นสงครามของอำนาจชั่วที่มาแย่งชิงชีวิตจิตวิญญาณของเราจากพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงเตรียมและประทาน “คลังแสงแห่งศรัทธา” สำหรับสาวกแต่ละคน ที่เป็นพลังปกป้อง หนุนเสริมแต่ละคนจากการตกเป็นเหยื่อของอำนาจชั่วนั้น อีกทั้งยังเป็นพลังเสริมสร้างให้ชีวิตสาวกพระคริสต์เข้มแข็งเติบโตขึ้น

อยู่ที่ว่า เราแต่ละคนมีโอกาสเปิด “คลังแสงแห่งศรัทธา” ที่เราได้รับแล้วหรือยัง? และได้สำรวจดูว่ามีอะไรหรือไม่? มีโอกาสฝึกและใช้อาวุธยุทโธปกรณ์จากคลังแสงแห่งศรัทธานี้มากน้อยแค่ไหน?

เมื่อผมเป็นทุกข์กังวลใจ ที่จะต้องผจญกับการเสี่ยงภัย พบประสบกับภาวะอันตราย ผมต้องสู้กับความอ่อนแอในความเชื่อของตนด้วยพระวจนะที่เป็นพระสัญญาของพระเจ้า ที่ว่า

ดังนั้น
อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า
ย่าท้อแท้ เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า
เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้นและจะช่วยเจ้า
เราจะชูเจ้าไว้ด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา
(อิสยาห์ 41:10 อมธ.)

เพื่อนของผมท่านหนึ่ง ครั้งเมื่อเขาต้องไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ประเทศรัสเซีย เขาหวาดหวั่นทั้งภัยทางการเมืองต่างขั้วของประเทศตนกับประเทศที่ไปศึกษาต่อ ทั้งภาษาที่ตนไม่คุ้นชิน และพบกับคนที่อาจจะต้องคิดต่าง วิถีชีวิตที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน เขากังวลอย่างมาก ในเวลานั้นคุณแม่ของเขาได้พูดคุยกับเขาทางโทรศัพท์ และบอกกับลูกว่า แม่ให้อาวุธในการสู้กับความวิตกกังวล ห่วงใย และความไม่มั่นใจ ขอลูกอ่านอิสยาห์ 41:10 ภายหลังที่ผ่านการศึกษาครั้งนั้นเขาบอกผมว่า พระธรรมอิสยาห์ 41:10 นี่คืออาวุธที่ทรงพลังสำหรับเขาในการต่อสู่กับความอ่อนแอทางความเชื่อของเขา

แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่อาวุธที่เขามีชิ้นเดียวใน “คลังแสงแห่งความเชื่อ” ของคริสตชน และนี่มิใช่ยุทธปัจจัยอย่างเดียวที่เราใช้ในชีวิตของเขา

เมื่อเราตกในภาวะกังวลสิ้นหวังว่า งานพันธกิจที่เราทำมันไม่รู้สึกเกิดผลเป็นประโยชน์อะไร  รู้สึกว่าทำไปก็แค่นั้น พบแต่ “ความว่างเปล่า”  เราต้องสู้รบปรบมือกับความหมดแรงทางความเชื่อด้วย อิสยาห์ 55:11 พระเจ้าทรงยืนยันว่า “ถ้อยคำที่ออกจากปากของเรา... จะไม่กลับคืนมายังเราโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะสัมฤทธิ์ผลตามที่เราปรารถนา และสำเร็จตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้” (อมธ.)

เมื่อเราวิตกกังวลว่า เราอ่อนแอเกินกว่าที่จะต้องทำงานที่เรารับผิดชอบ เราต้องสู้กับความอ่อนด้อยทางความเชื่อในตัวเราด้วยพระสัญญาของพระคริสต์ที่ว่า “แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพื่อว่าฤทธิ์อำนาจของเราจะได้ปรากฏเต็มที่ในความอ่อนแอ”... (2โครินธ์ 12:9 มตฐ.)

เมื่อเราว้าวุ่นใจที่จะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของเรา ให้เรารับมือสู้กับความอ่อนหัดทางความเชื่อของเราด้วย พระธรรมสดุดี 32:8 ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่า “เราจะสอนและชี้แนะทางที่เจ้าควรเดินไปเราจะให้คำปรึกษาและเฝ้าดูเจ้า” (อมธ.)

เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับคู่ปรปักษ์ขัดขวางของเรา เราสู้กับความเชื่อที่อ่อนแรงของเราด้วยคำถามที่ทรงพลังที่ว่า “...แล้วเราจะว่าอย่างไร? ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเราใครเล่าจะต่อสู้เราได้?” (โรม 8:31 อมธ.)

เมื่อเราตกอยู่ในความวิตกกังวลในสวัสดิภาพของคนที่เรารัก ให้เราสู้กับการขาดความเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้าของเราด้วยคำสอนและการเปรียบเทียบของพระเยซูที่ว่า “ถ้าแม้ท่านเองซึ่งเป็นคนชั่วยังรู้จักให้สิ่งดี ๆ แก่บุตรของท่าน พระบิดาของท่านในสวรรค์จะประทานสิ่งดีแก่บรรดาผู้ที่ทูลขอต่อพระองค์ยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด!” (มัทธิว 7:11 มตฐ.)

ดังนั้น ในการที่เราต้องต่อสู้กับความอ่อนด้อย อ่อนแอ และการขาดความเชื่อในตัวเรา ให้เราต่อสู้ด้วย “พระวจนะ” อาวุธยุทโธปกรณ์ทางจิตวิญญาณรูปแบบต่าง ๆ ในคลังแสงที่พระเจ้าประทานแก่เรา ให้เราระลึกถึงพระสัญญา และ ตระหนักชัดถึงพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของเราในภาวะที่คับขันว่า 

“ดังนั้น อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าท้อแท้ เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้นและจะช่วยเจ้า เราจะชูเจ้าไว้ด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา”  (อิสยาห์ 41:10 อมธ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




16 พฤศจิกายน 2563

เบ้าหลอม... “ผู้นำมือเยี่ยม”

 อะไรคือสิ่งที่จำเป็นในการเป็นผู้นำที่มีความยืดหยุ่นเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของชุมชนคริสตจักร และองค์กรในสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยุ่งเหยิง และ สับสน?

โค้ช ท่านหนึ่งมักนำคำพูดของประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมน พูดกับคนที่ท้อแท้ บ่นว่าเกี่ยวกับการกดดันและความเครียดที่เกิดขึ้นจากการทำงานในองค์กรที่ตนนำและทำงานว่า... 

“ถ้าคุณทนความร้อนไม่ไหวก็ออกไปจากห้องครัว”

ไม่ว่า ผู้นำประเทศ ผู้นำทีมนักกีฬา ผู้นำทางการค้าธุรกิจ ผู้นำองค์กรต่าง ๆ หรือ แม้แต่ผู้นำทางศาสนา หรือ คริสตจักร รวมถึงศิษยาภิบาลด้วย ต่างต้องพบประสบกับภาวะกดดัน  ความขัดแย้งเห็นต่าง การแย่งชิงผลประโยชน์ ชื่อเสียง การยอมรับ การเอาแพ้เอาชนะอย่างร้อนแรง ทุกคนที่ท่านนำต่างมุ่งมองมายังตัวท่านในฐานะผู้นำองค์กร อย่างที่นักดนตรีทุกคนในวงออเคสตร้าต่างต้องจ้องมองมายังที่ “ไม้ที่ให้จังหวะ เสียงหนักเบา” ของวาทยากร

ความร้อนแรงของห้องครัวไม่ใช่แค่สิ่งที่ หัวหน้าเชฟ (หัวหน้าพ่อ/แม่ครัว) ต้องอดทนเท่านั้น แต่เป็นสิ่งสร้าง “เชฟมือทอง” ด้วย กล่าวคือในภาวะที่ “ร้อนแรง” “วุ่นวาย” เหล่านี้กลับเป็นเบ้าหลอมคุณลักษณะ อัตลักษณ์ และเสริมสร้างสมรรถนะของผู้นำคนนั้นด้วย

ความร้อนแรงที่กดดันเป็นสิ่งที่เสริมสร้างหล่อหลอมให้ “เชฟ” เป็นพ่อครัวที่ประสบความสำเร็จในการทำและปรุงอาหารจานเด็ดที่โด่งดัง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมความเป็นผู้นำจึงเป็นเรื่องยาก ความเป็นผู้นำไม่ได้เกิดขึ้นจากการให้ตำแหน่งของงานใดงานหนึ่ง จนกว่าผู้นำคนนั้นจะถูกผลักดันให้อยู่ท่ามกลางงานนั้น อย่างที่เราท่านเห็นกันทนโท่ในปัจจุบันนี้ ต่อให้คน ๆ นั้นเรียนจบปริญญาตรี โท หรือปริญญาเอก แต่ไม่สามารถทำงานนำในงานนั้น หรือ รับผิดชอบในงานนั้นตามที่เรียนมา ถ้าเขาไม่เคยมีประสบการณ์ตรงในสนามงานนั้นมาก่อน และยังขาดการสะท้อนคิด สกัดบทเรียนจากประสบการณ์ ขาดการเรียนรู้จนตกตะกอนเป็น “ปัญญา” ในชีวิตและงานนั้นแล้ว ต่อให้อ่านตำราร้อยเล่มพันเกวียน ต่อให้ไปร่วมฟังสัมมนาอบรมจนได้ประกาศนียบัตรติดเต็มผนังห้องทำงาน  กลับมาที่ทำงานก็ยังเป็นผู้นำคนเดิม เบ้าหลอมตัวจริงของผู้นำในงานใดใด  อยู่ในสนามงานที่ผู้นำคนนั้นกำลังทำและรับผิดชอบ  

ในเวลาที่ผู้นำคนนั้นเริ่มเป็นคน “ถือหางเสือ” หรือ “เป็นผู้ควบคุมพวงมาลัย” งานที่รับผิดชอบ ในเวลานั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการ “หลอมภาวะผู้นำตัวจริง” ในงานที่กำลังทำนั้น

ตัวอย่างเช่น การเป็น “ผู้นำที่อภิบาล” ชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร แต่ละคนจบจากพระคริสต์ธรรม สอนพระคัมภีร์ได้ สามารถเทศนาได้ ประกาศพระกิตติคุณได้ และ ฯลฯ แต่กิจกรรมที่เราทำเหล่านี้ได้ “อภิบาลชีวิต และ หนุนเสริมชีวิตสาวกพระคริสต์” ในคริสตจักรแห่งนั้นหรือไม่กลับเป็นคำถามตัวใหญ่ ในพระคริสต์ธรรมเป็นเบ้าหลอมให้เรามีความจริงจังจนเรียนจบตามหลักสูตรที่สถาบันแห่งนั้นกำหนด ดังนั้น แต่ละคนจึงถูกหลอมออกมาเป็น “ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตร....” เห็นไหมครับว่า... ยังไม่ได้เป็นผู้อภิบาลชีวิต และ การทำพันธกิจของผู้คนที่ตนต้องดูแลเลี้ยงดู ไม่ว่าในคริสตจักร ในโรงเรียน ในโรงพยาบาล...

แต่ถ้าวันใด ที่ผู้สำเร็จหลักสูตรพระคริสต์ธรรมคนนั้นก้าวลงสู่สนามงานไม่ว่าในคริสตจักร ในโรงเรียน โรงพยาบาล บ้านพักคนสูงอายุ ในกองทัพ ในหน่วยงาน ในเรือนจำ... เขาคนนั้นเริ่มรับการหล่อหลอมโดย “เบ้าหลอม” สำหรับงานที่ต้องรับผิดชอบนั้น ๆ  

ในกระบวนการหล่อหลอมแต่ละ “เตา” และ “เบ้าหลอม” มีกระบวนการโดยทั่วไปคือ  การที่ต้องผ่านความร้อนในเตาหลอมและเทลงในเบ้าหลอมที่ร้อนแรงอย่างสูง นอกจากที่จะทำให้ทองหรือเหล็กนั้นอ่อนตัวลง สิ่งที่แปลกปลอม ไม่เหมาะสมสำหรับงานนั้นจะถูกเผาไหม้ชำระให้บริสุทธิ์สำหรับงานนั้น ๆ (หลายอย่างที่ติดตัวมา และ ความรู้บางอย่างบางเรื่องจะถูกเผาไหม้ทิ้งถ้าไม่เหมาะสมกับงานที่รับผิดชอบ) แล้วพระเจ้าบรรจงเทน้ำทองคำบริสุทธิ์ลงในเบ้าหลอมสำหรับงานที่พระเจ้าให้รับผิดชอบตามพระประสงค์ของพระองค์ เมื่อนั้น คน ๆ นั้นก็จะเป็น “ผู้อภิบาลชีวิตและการทำพันธกิจ” หรือ “เป็นผู้นำคนของพระเจ้า” สำหรับที่นั้น ๆ งานนั้น ๆ ที่เขาต้องรับผิดชอบ

คริสตจักร หรือ พื้นที่งานที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบจะเป็น “เบ้าหลอม” ตัวจริงที่จะสร้างผู้นำคนนั้น ๆ ขึ้นให้เหมาะสมกับงานที่ต้องรับผิดชอบ แต่คำถามที่ได้รับบ่อย ๆ คือ “แล้วฉันจะอยู่รอดหรือไม่ในภาวะร้อนแรงและกดดันเช่นนี้?” แทนที่จะถามว่า “แล้วฉันจะเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในการนำการทำงานเหล่านี้ได้อย่างไร?

ดังนั้น หากการสร้างผู้นำตัวจริงคือสถานการณ์แวดล้อมที่เป็นจริงของที่ทำงานนั้น ๆ เป็นเบ้าหลอม “ภาวะผู้นำมือเยี่ยม” แล้ว อะไรคือสิ่งที่จำเป็นในการเป็นผู้นำในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงในชุมชนคริสตจักร และ องค์กรในที่ต่าง ๆ ที่ตกในสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และซับซ้อน ที่แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ? และมีความคิดเห็นที่หลากหลายของผู้คนในชุมชนคริสตจักร หรือ คนในองค์กรที่มักเรียกร้องไปคนละทิศคนละทาง!? เราจะพัฒนาขีดความสามารถในการนำและอภิบาลชุมชนคริสตจักรของเราในสภาพที่กล่าว ด้วยกระบวนการการตัดสินใจในภาวะที่สับสน ที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันได้อย่างไร?

จากงานวิจัยและการสัมภาษณ์ผู้นำและผู้อภิบาลที่ต้องทำงานนำการเปลี่ยนแปลงในภาวะวิกฤติ และ เกิดการหยุดชะงักงันดังกล่าว สิ่งสำคัญจำเป็นที่ชัดเจนคือ ความร้อนกดดันในห้องครัวยังไม่สูงพอ  หรือ ความร้อนและความดันในเตาหลอมยังไม่สูงพอ  ในเวลาเช่นนี้ผู้นำหรือผู้อภิบาลจะต้องพัฒนา ทางอารมณ์ ที่ร่วมกันของ ความเข้มแข็งและความยืดหยุ่น ความเชื่อมั่นและความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเห็นอกเห็นใจและการยืนหยัด เป็นผู้นำที่ยืดหยุ่นนำผู้คนให้ผ่านภาวการณ์ที่หยุดชะงัก คือคนที่ยอมตนที่จะผ่านภาวะที่ร้อนแรงของห้องครัวเข้าสู่กองไฟ

กองไฟที่ว่านี้ เป็นเหมือนเปลวไฟที่จะหลอมเหล็กให้อ่อนตัวที่ช่างตีเหล็กจะตีเหล็กนั้นขึ้นรูปตามที่ต้องการ ความร้อนแรงที่ว่านี้คือ การสะท้อนคิดในตนเอง การสะท้อนคิดไตร่ตรองถึงจุดเปราะบางของตนเอง ขอเน้นย้ำว่าไม่ใช่สถานการณ์ที่ร้อนแรง

สมรรถนะในการนำของผู้นำ เกิดจากการก่อตัวของการสะท้อนคิดในตนเอง  

ด้วยความสัตย์จริงแล้ว ความอ่อนแอในตนเอง หรือ แม้แต่การสะท้อนคิดถึงการดลใจของพระวิญญาณก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะต้องมีอยู่ในชีวิตของผู้นำเพื่อที่จะเป็นพลังในการก่อร่างสร้างคุณลักษณะของผู้นำ และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืนหยุ่นทางอารมณ์ด้วย จอห์น ดิวอี้ กล่าวหลายครั้งหลายคราว่า “เราไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์  เราเรียนรู้จากการไตร่ตรองประสบการณ์ต่างหาก”

ในการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำนั้นลุ่มลึกไปกว่า “การเข้ารับตำแหน่ง” และ “กรอบรายละเอียดงานที่ต้องรับผิดชอบ” ของผู้นำ ต้องยอมรับว่ากิจกรรมพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้นำคือการไตร่ตรองตนเอง การสะท้อนคิดใคร่ครวญถึงความเปราะบางของตนเองเป็นประจำ   นี่เป็นกระบวนการที่อ่อนน้อมถ่อมตนเปิดชีวิตของตนในการยอมให้พระวิญญาณเข้ามาในสถานการณ์ชีวิตและการงานของเรา ความท้าทายในการเป็นผู้นำที่เราต้องเผชิญหน้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความล้มเหลวที่เราประสบ เพื่อทำให้เราเติบโตขึ้นในความรู้เท่าทันตระหนักชัดถึงความเปราะบางของตนเอง เราต้องเต็มใจที่จะเปิดตนเองออก และกล้าเผชิญเปิดเผยถึงความอ่อนแอเปราะบางในตัวเรา

กษัตริย์ผู้ที่มักตกอยู่ในความหยิ่งผยอง และตกอยู่ในความเปราะบางอ่อนแอของชีวิต ได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอ​ทรง​ตรวจ​ค้น​ข้า​พระ​องค์​และ​ทรง​รู้จัก​จิต​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ขอทรงทดสอบข้าพระองค์และทรงนำความคิดของข้าพระองค์” เพื่อที่พระเจ้าจะทรงนำเขาไปในทางของพระองค์

การเปิดเผยและยอมรับในจุดอ่อนเปราะบางของตนเองในขณะของการนำ เป็นการที่เราสัตย์ซื่อต่อหน้าพระเจ้า มองตนเองในกระจกด้วยสายตาที่เมตตาและกล้าหาญ นำทีมงานและผู้คนของตนด้วยความกล้าหาญและสัตย์ซื่อจริงใจ โปร่งใส และ ถ่อมตนด้วยความเชื่อมั่น และความร่วมมือกันจนกว่า ทั้งผู้นำและคนที่เขานำรวมตัวเข้าด้วยกันเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายที่กำลังเคลื่อนเข้ามา

นี่คือไฟที่แปรเปลี่ยนคุณลักษณะและสมรรถนะ มิใช่เป็นไฟที่มีเพียงความร้อนในห้องครัว   แต่เป็นเตาหลอมที่จะหลอมเชฟให้พร้อมที่ช่างตีเหล็กจะตีให้เป็น “เชฟมือเยี่ยม” และนี่คือไฟแห่งการไตร่ตรองสะท้อนคิดในตนเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความซื่อสัตย์อ่อนน้อมถ่อมตน


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499