แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสร้างสาวกพระคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสร้างสาวกพระคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด

05 สิงหาคม 2564

การเลี้ยงลูกของแม่: เป็นการสร้างสาวกพระคริสต์!

เราเคยคิดและใส่ใจไหมว่า  การเลี้ยงลูกของแม่คือการเสริมสร้างชีวิตสาวกพระคริสต์ทั้งในตัวแม่เอง และ ในชีวิตของลูกด้วย?

ปัจจุบันในวงการคริสตจักรพูดถึงเรื่อง “การสร้างสาวกพระคริสต์”   ส่วนใหญ่เรามักหมายความว่า ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักรเสริมสร้างสมาชิกคนอื่นๆให้มีชีวิตประจำวันให้ดำเนินชีวิตอย่างชีวิตและตามคำสอนของพระเยซูคริสต์

แต่โอกาสทอง ของสตรีที่เลี้ยงลูกน้อย จะได้รับการเสริมสร้างให้มีชีวิตที่เป็น “สาวกพระคริสต์” ผ่านกระบวนการเป็นแม่ลูกอ่อน ที่พวกผู้ชายต้องอิจฉา?   เพราะพวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสที่ดีเช่นนี้

ที่สำคัญประการต่อมาคือ   การเสริมสร้าง “ชีวิตสาวกพระคริสต์” ในกระบวนการเลี้ยงดูลูกน้อยของแม่ลูกอ่อน   เป็นโอกาสที่ตนจะเสริมสร้าง “ชีวิตสาวกพระคริสต์” ในชีวิตของตนเอง (Personal Discipleship Growth: PDG)   ผ่านเหตุการณ์ หรือ สถานการณ์จริงในชีวิตประจำวันของตน   ที่มีพระคริสต์มาพบและทำพระราชกิจชีวิตในแม่ลูกอ่อนคนๆนั้น

ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ  การที่คุณแม่มีโอกาสและสิทธิพิเศษในการฟูมฟักเลี้ยงดูลูกน้อยให้เป็นสาวกพระคริสต์ด้วยไปพร้อมๆกับชีวิตสาวกพระคริสต์ในตัวแม่เอง

เลี้ยงลูกน้อยด้วยชีวิต

ในการเลี้ยงดูฟูมฟักลูกอ่อนเป็นงานที่ต้องทุ่มเททั้งชีวิตด้วยสุดจิตสุดใจ สุดความคิดและชีวิตของตน ทั้งกลางวันกลางคืน  ยิ่งในเวลากลางคืนต้องเลี้ยงดูจนลูกอ่อนหลับ   และต้องตื่นขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้นม  ทำความสะอาดให้ลูก  จนลูกน้อยหลับไปอีกครั้งหนึ่งผู้เป็นแม่ถึงจะมีโอกาสได้งีบหลับอีกครั้ง   แต่ก็ไม่วายจะต้องรีบตื่นขึ้นในรุ่งเช้าเพื่อเตรียมหาอาหารให้ลูกคนอื่นๆ (ถ้ามี) และสามี 

ในความเป็นแม่  เธอได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า   ที่จะเรียนรู้ถึงชีวิตในการรับใช้ และ รับการเสริมสร้างจากพระองค์ผ่านกระบวนการการเลี้ยงลูกอ่อนของเธอ   ทำให้เธอได้รับการทรงเสริมสร้างและพัฒนาชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์ ในการให้ชีวิตแก่ลูกน้อยของเธออย่างที่พระคริสต์ให้ทั้งชีวิตแก่มนุษย์เราแต่ละคน  

ในความเป็นแม่ได้เรียนรู้ว่าการเป็นแม่จะต้อง “ให้ตนเอง” มากกว่าที่ตนจะให้ได้   เกิดคำถามว่า  แล้วแม่จะได้ทรัพยากร และ แหล่งพลังชีวิต ที่ตนจะมีมากกว่าที่จำกัดนั้นจากที่ไหน?  เช่น เวลาที่เหน็ดเหนื่อยหมดแรงเพราะนอนหลับไม่เพียงพอแล้วจะเอาแรงมาจากไหน?   บ่อยครั้งที่สถานการณ์รุมเร้าทับถมจนเกือบทนไม่ได้  อยากจะยอมแพ้   ในช่วงเวลาเช่นนั้น พระเจ้าใช้ความจริงหลายประการเพื่อช่วยให้คุณแม่เรียนรู้ที่พึ่งพากำลังของพระองค์ เมื่อความเหนื่อยล้าและความกลัวของแม่กำลังคุกคามผู้เป็นแม่

พระเจ้ายินดีต้อนรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องการ

การเลี้ยงลูกน้อยของการเป็นแม่   เป็นโอกาสที่ผู้เป็นแม่คนนั้นได้เรียนรู้ถึงการรับใช้   เมื่อเรากำลังดิ้นรนกับความรับผิดชอบและความต้องการของการเป็นแม่  ตัวปัญหาที่ลึกที่สุดในสถานการณ์นี้ของแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นสามีที่มีงานยุ่งหรืออ่อนไหว  ความจุกจิกถี่ย่อยในการดูแลลูกน้อย หรือมีเศรษฐกิจที่จำกัดจำเขี่ย    ตัวปัญหาที่ลึกที่สุดของเราคือความโน้มเอียงที่จะเอาแต่ใจตัวเอง

เด็กทุกคนมีความจำเป็นต้องการ และสมควรจะได้รับการอุทิศชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไขจากอย่างน้อยผู้ใหญ่สักคนหนึ่งในชีวิตของเขา   การอุทิศชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวมีคุณค่าสูงส่งยิ่ง   แต่สิ่งที่มีคุณค่าสูงส่งเช่นที่ว่านี้มันคืออะไร   คือเมื่อแม่เลี้ยงดูลูก นั่นเป็นโอกาสที่แม่กำลังเสริมสร้างพัฒนาภาวะความเป็น “ผู้นำแบบพระคริสต์” ในตัวของแม่  คือ “ผู้นำที่รับใช้”  เริ่มด้วยการอุทิศหมดสิ้นทั้งชีวิตจิตใจเฉกเช่นพระคริสต์  มีชีวิตที่สัตย์ซื่อ  มีความรักที่เสียสละ  และการเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กด้วยสุดจิตสุดใจ  ความเป็นแม่เรียกร้องสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเราในฐานะผู้หญิง   เป็นโอกาสที่เราจะเรียนรู้ถึงการรับใช้   มีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   และนี่เป็นสิ่งสำคัญยิ่งประการหนึ่งในการเสริมสร้างความเป็นสาวกพระคริสต์ในตัวเรามิใช่หรือ?  

ในความเป็นแม่เธอกำลังมีชีวิตแบบพระคริสต์ที่ “...ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส (คนรับใช้)...” (ฟีลิปปี 2:7)

เมื่อแม่รับใช้เจ้าตัวเล็ก   แม่จะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่ได้รับการเชิดชู และ ชื่นชมจากองค์พระผู้เป็นเจ้า จากอิสยาห์ 42:1 “นี่คือผู้รับใช้ของเรา ซึ่งเราเชิดชู   ผู้ที่เราเลือกสรรไว้ ซึ่งเราชื่นชม   เราจะส่งวิญญาณของเราลงมาเหนือเขา...” (อมธ.)   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอ้าแขนของพระองค์ออกกว้างสำหรับแม่ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยหมดแรง   ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังทรงโอบกอดลูกอ่อนของเธอไว้ในอ้อมพระกร และโอบอุ้มไว้แนบพระทรวง (อิสยาห์ 40:11) และจะค่อยๆนำแม่ที่มีลูกอ่อนไป   ดังนั้น แม้แม่จะเหน็ดเหนื่อยหมดแรง  พระเจ้าทรงรับรู้และเข้าใจถึงสภาพชีวิตของแม่อย่างดี  ดังนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะฟื้นฟูจิตวิญญาณของผู้เป็นแม่ (สดุดี 23:2-3)   และพระองค์จะทรงหนุนเสริมแม่ให้  “ ...มีกำลังด้วยฤทธานุภาพทั้งสิ้น... เพื่อให้ท่านมีความทรหดอดทน และมีความอดทนในทุกสิ่ง พร้อมทั้งมีความยินดี” (โคโลสี 1:11 มตฐ.)

เมื่อเราในฐานะแม่รู้สึกหมดหนทาง โดดเดี่ยว และท้อแท้ เรามีทางเลือก   เราสามารถเลือกที่จะต่อต้านความคิดความรู้สึกเช่นนั้น หรือยอมปล่อยให้ความรู้สึกนั้นบุกรุกถาโถมเข้ามาในห้วงความนึกคิดความรู้สึกของเรามากขึ้นๆ   แล้วทำให้เกิดความรู้สึกขุ่นเคืองไม่พอใจยึดครองพื้นที่ความนึกคิดและความรู้สึกของเรา    หรือเราจะเลือกต้อนรับเจ้าตัวน้อยของแม่  ที่กำลังมีชีวิตในสภาพที่อ่อนแอและมีความจำเป็นต้องการการปกป้อง เอาใจใส่ เลี้ยงดูอย่างสูงในชีวิต  และได้แสดงให้แม่เห็นถึงความจำเป็นต้องการของตนในเวลานั้น   เรามั่นใจได้ว่า  พระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอด จะอ้าแขนต้อนรับ  บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก... และพระองค์จะให้ผู้เป็นแม่ได้รับการพักสงบ (มัทธิว 11:28)  พระคริสต์เคยบอกเราแล้วว่า  คนแข็งแรงไม่ต้องการพระองค์  แต่คนที่สิ้นแรงหมดกำลังพระองค์ทรงต้อนรับ   ให้ผู้เป็นแม่พึ่งพิงในพระองค์ต่อไป

การเป็นแม่เป็นสิทธิพิเศษในการช่วยให้มีชายหนุ่มหรือหญิงสาวที่รักพระคริสต์ที่มีชีวิตชีวาคนใหม่ๆเข้ามาในโลกที่เศร้าโศกนี้ด้วยความชื่นชมยินดี

คุณแม่สามารถที่จะกำหนดและเสริมสร้างลักษณะอารมณ์ในครอบครัว   ผู้เป็นแม่สามารถที่จะเสริมสร้างสภาพแวดล้อมโดยรอบบ้านให้เป็นแหล่งของการค้นพบเรียนรู้และสร้างสรรค์   คุณแม่เป็นผู้ที่จะให้คำปรึกษาและสนับสนุนให้บุตรหลานของตนต่อต้าน “ระบบประโยชน์นิยมที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง”  ซึ่งกำลังกลืนกินโลกของเราในทุกวันนี้   ในความเป็นแม่เป็นการเตรียมลูกสำหรับสัมพันธภาพในอนาคต   งานหนักที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของความเป็นแม่คือการที่แม่พยายามสอนลูกให้ยกย่องนับถือพ่อของลูก รักและผูกพันกับญาติพี่น้อง   สอนลูกให้รู้จักเลือกบริโภคโภชนาการที่ดี   ความบันเทิงที่บริสุทธิ์และเป็นประโยชน์  สอนให้ลูกรู้ถึงคุณค่าของความสะอาดบริสุทธิ์และมีมารยาทที่ดี   และสิ่งสูงสุดคือการต่อสู้เพื่อสิ่งที่มีคุณค่าสมกับแรงพลัง และ ชื่อเสียงของเขา

ใครบางคนอาจจะมีอิทธิพลเหนือชีวิตลูกของท่าน

ลองนึกถึงสิทธิพิเศษของแม่ถึงการชี้นำความคิดและหัวใจของคนหนุ่มสาวในการพัฒนาจิตวิญญาณ สติปัญญา อารมณ์ และสัมพันธภาพทางสังคมของเขา   ลองนึกถึงพระพรของการได้แนะนำให้ลูกรู้จักพระเจ้าแห่งจักรวาล และความจริงนิรันดร์ในพระวจนะของพระองค์   ลองนึกถึงความสุขที่ได้เห็นลูกพูดความจริงแม้ในเวลาที่เขาประสบกับความยากลำบาก  และแสดงความรักแทนความเห็นแก่ตัว  อีกทั้งแสดงความเมตตาด้วยความจริงใจ  

ขอให้แม่ชื่นชมยินดีกับสิทธิพิเศษของการทำหน้าที่ความเป็นแม่  ในการส่งชายหนุ่มหรือหญิงสาวผู้รักพระคริสต์ที่เข้มแข็ง มีชีวิตชีวา เข้ามาในโลกที่เต็มไปด้วยอิทธิพลของความชั่วร้ายทำลาย  ให้พวกเขามีชีวิตที่กล้าหาญที่จะดำเนินชีวิตที่ดีเพื่อเห็นแก่พระคริสต์   ชายหนุ่มหญิงสาวที่รักพระคริสต์ที่เข้ามาอยู่ในสังคมโลกที่มีความโศกสลดเพราะความบาปผิดด้วยควากล้าหาญที่ต้องการดำเนินชีวิตที่ดีเพื่อเห็นแก่พระคริสต์  

ผู้เป็นแม่อย่าเพิ่งท้อแท้   เพราะงานชีวิตของแม่นั้นยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่ง

จะมีบางคนที่มีอิทธิพลเหนือชีวิตลูกของท่านในช่วงแรกในชีวิตของลูก  แล้วปลูกฝังระบบค่านิยมและมาตรฐานชีวิตลงบนจิตวิญญาณหนุ่มสาวลูกของแม่อย่างน่าประทับใจ   ขอคุณแม่ยังคงยืนหยัดในความเป็นแม่ของตน   ผมในฐานะที่เป็นผู้สูงวัย  ขอให้ความมั่นใจแก่คุณแม่ในตอนนี้ว่า  เมื่อคุณแม่เห็นลูกของตนเติบโตแข็งแรงขึ้นในพระคริสต์ ความทุกยากลำบากในชีวิตของแม่ที่ทุ่มเทลงไปสำหรับลูกจะอันตรธานหายสิ้น  ยิ่งเมื่อลูกยืนยันความเชื่อของเขาเองที่มีในองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด “อย่าให้เราอ่อนล้าในการทำดี เพราะถ้าเราไม่ย่อท้อ เราก็จะเก็บเกี่ยวในเวลาอันเหมาะสม” (กาลาเทีย 6:9 อมธ.)

นี่คือสิทธิอันพิเศษและมีคุณค่ายิ่งในการทำหน้าที่แม่   ขอให้เป็นคุณแม่ที่เต็มใจทุ่มเทยอมจ่ายค่าราคาชีวิตของแม่  ที่ยอมอุทิศทั้งชีวิตตามการทรงเรียกให้เป็นแม่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า  ขออย่าละเลยสิ่งที่พระเจ้าเรียกให้เราทำ หรือเพิกเฉยต่อสิ่งที่พระองค์ขอให้เราเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ในการเลี้ยงดูฟูมฟักชนรุ่นต่อไป และนี่คือสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง  เพราะสิ่งที่คุณแม่กระทำมิใช่การรับใช้เสริมสร้างชีวิตลูกเท่านั้น  แต่ “...องค์พระคริสต์เจ้านี่แหละคือผู้ที่ท่านกำลังรับใช้อยู่” (โคโลสี 3:24 อมธ.)

19 สิงหาคม 2562

การสร้างสาวกพระคริสต์เริ่มต้นที่ชีวิตส่วนตัวของศิษยาภิบาล


คริสตจักรท้องถิ่นไทยหลายแห่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เรียกว่าเป็นคริสตจักรที่มีวัฒนธรรมและประเพณีปฏิบัติเฉพาะที่ส่งทอดกันมายาวนาน ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรมักไม่คุ้นชินกับคำว่า “การสร้างสาวกพระคริสต์” แต่คุ้นชินกับคำว่า “การเสริมสร้างชีวิตคริสเตียน” ในสมาชิกมากกว่า และบ่อยครั้งที่เป็นการเสริมสร้าง ความรู้เรื่องชีวิตคริสเตียน มากกว่าการมี “ชีวิตคริสเตียน” เรียนจากชั้นเรียนหนึ่งขึ้นไปสู่อีกชั้นเรียนหนึ่ง

เมื่อต้องมาเผชิญกับสิ่งใหม่อย่าง “การสร้างสาวกพระคริสต์” เกิดคำถามในจิตใจว่า แล้วเขาสร้างสาวกพระคริสต์กันอย่างไร? และยิ่งมีการพูดออกมาชัดเจนว่า “คนที่จะสร้างสาวกพระคริสต์ได้นั้น คน ๆ นั้นต้องมีประสบการณ์ได้รับการสร้างให้เป็นสาวกพระคริสต์มาก่อน” นั่นหมายความว่า ศิษยาภิบาลที่ทำงานต่อเนื่องในคริสตจักรท้องถิ่นในกลุ่มนี้ถูกตีกรอบให้ไม่สามารถสร้างสาวกพระคริสต์(?) ถ้าจะสร้างสาวกพระคริสต์ต้องไปรับการ “สร้าง” จากกลุ่มที่มีผลงานในการสร้างสาวกพระคริสต์ก่อน(?) ถ้าเป็นศิษยาภิบาลรุ่นหนุ่มสาวอายุน้อยที่รับการสร้างจากศิษยาภิบาลรู้พี่ รุ่นพ่อ(แม่)ก็ทำได้สะดวกใจ แต่ถ้าเป็นศิษยาภิบาลรุ่นใหญ่รุ่นพี่ หรือ รุ่นพ่อต้องรับการสร้างให้เป็นสาวกพระคริสต์จากศิษยาภิบาลรุ่นน้องรุ่นลูกคงจะลำบากใจไม่ใช่น้อย 

เริ่มต้นที่สร้างชีวิตสาวกพระคริสต์ในชีวิตตนเอง

การสร้างสาวกพระคริสต์ คือการที่ผู้เชื่อท่านนั้น ๆ ตัดสินใจที่จะมีชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างชีวิตของพระคริสต์ และ ตามคำสอนที่พระองค์สั่งและสอน ด้วยการหนุนเสริมสร้างใหม่จากพระวิญญาณของพระเจ้า และ จากพระคริสต์ที่เข้ามาทำงานในชีวิตประจำวันของเราให้มีชีวิตอย่างที่พระองค์ต้องการ

แล้วเราจะมีชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์ตามการสอนของพระองค์อย่างไร?

ในอุปมาที่พระเยซูคริสต์ใช้สอนถึงชีวิตที่ เติบโต เข้มแข็ง และเกิดผล ต้องเป็นชีวิตที่ติดสนิทเป็นเนื้อเดียวกับพระองค์ ดั่งคำอุปมาเรื่อง “เถา และ แขนงองุ่น” จากยอห์น 15:1-8 เราเรียนรู้ความจริงจากอุปมานี้คือ  

ประการแรก พระเยซูคริสต์เป็นเถาองุ่น เราแต่ละคนเป็นแขนง และ พระบิดาเป็นเจ้าของสวนที่ดูแลเอาใจใส่สวนองุ่นนี้(ข้อ 1)  

ประการที่สอง พระบิดาจะตัดกิ่ง/แขนงที่ไม่เกิดผลออกไปจากชีวิต(แขนง)ของเรา เราจะยอมให้พระบิดาตัดบางส่วนในชีวิตเราออกหรือไม่? ยิ่งกว่านั้น แขนงหรือส่วนที่เกิดผลพระองค์จะ “ลิด” เพื่อให้เกิดผลมากขึ้น(ข้อ 2)

ประการที่สาม แขนงที่เกิดผลได้นั้นก็เพราะแขนงนั้นติดแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกับเถาหรือลำต้น และการที่เราติดสนิทกับพระคริสต์เป็นโอกาสที่ “พระคำและแบบอย่างชีวิตของพระองค์” จะซึมซับเข้าไปหล่อเลี้ยงชีวิตของแขนงคือชีวิตประจำวันของเราให้เกิดผล(ข้อ 3-7)

ประการที่สี่ ถ้าชีวิตของเราไม่ติดสนิทกับพระคริสต์ ชีวิตของเราก็จะเหี่ยวแห้ง ถูกตัดออกจากลำต้น แล้วถูกนำไปเผาไฟเสีย(ข้อ 6) และพระคริสต์ยังสัญญาว่า ถ้าเราเข้าติดสนิทในพระองค์  เราจะมีประสบการณ์ส่วนตัวที่จะเข้มแข็งเติบโตขึ้นในชีวิตการเป็นสาวกพระคริสต์ ชีวิตของเราจะไม่มีทางแห้งเหี่ยว หรือ เฉาตาย

ประการที่ห้า ชีวิตที่ติดสนิทกับพระคริสต์จะเป็นชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์ที่เกิดผลมาก   เป็นชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า(ข้อ 8) ชีวิตที่ติดสนิทแนบกับพระคริสต์เป็น “หัวใจ” ของการเป็นสาวกของพระคริสต์

ถ้าเป็นเช่นนี้ ข่าวดีคือ การเป็นสาวกพระคริสต์ในชีวิตส่วนตัวของเราในพระคริสต์ พระเจ้าทรงตัดแต่งชีวิตของเราเพื่อชีวิตของเราจะเติบโตเข้มแข็งขึ้น พระองค์ปรับแต่งเป้าหมายในชีวิตของเราให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง นำเราให้กลับใจ เปลี่ยนฐานเชื่อกรอบคิดเสียใหม่ และเมตตากรุณาในการขจัดกอบกู้ชีวิตของเราจากอำนาจแห่งความบาปชั่ว

ความจริงก็คือ พระเจ้าต้องการให้เราเติบโต เกิดผล และรุ่งเรือง ทางเดียวที่ชีวิตของเราจะสำเร็จตามที่พระเจ้าต้องการดังกล่าวคือ เริ่มต้นที่เรามอบกายถวายชีวิตให้พระองค์เอาใจใส่ในการตัดแต่งชีวิตด้านต่าง ๆ ของเรา ชีวิตสาวกพระคริสต์เริ่มต้นที่พระคริสต์ทรงสร้างเราให้มีชีวิตใหม่ตามพระประสงค์ของพระองค์

และนี่คือทางหนึ่งที่ทั้งศิษยาภิบาล ผู้นำคริสตจักร และสมาชิกแต่ละคนจะสามารถเริ่มต้นมีชีวิตส่วนตัวที่เป็นสาวกพระคริสต์ได้ด้วยการรับการสร้างใหม่จากพระคริสต์  เพื่อเราจะเป็นคนที่เสริมหนุนผู้เชื่อคนอื่น ๆ ให้ยอมมอบกายถวายชีวิตรับการเสริมสร้างชีวิตใหม่ ให้มีชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์ คือการที่มีชีวิตเป็นเหมือนแบบอย่างและคำสั่งสอนของพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน   เป็นชีวิตที่เติบโต เข้มแข็ง และเกิดผลอย่างพระคริสต์ต่อไป

หากเราปรารถนาที่จะเห็นสวน(คริสตจักร)ที่เราเพาะปลูกดูแลเติบโตขึ้นอย่างสวนที่พระคริสต์ปรารถนา เราต้องใส่ใจชีวิตการเป็นสาวกพระคริสต์ในชีวิตส่วนตัวของเราเอง ซึ่งมี 4 ขั้นตอนของการปฏิบัติสำหรับชีวิตสาวกพระคริสต์ในชีวิตส่วนตัวของเรา ดังนี้
  1. กลับใจจากความบาปชั่วที่เราได้กระทำ
  2. มีชีวิตประจำวันที่ติดสนิทกับพระคริสต์ 
  3. ดูดซับเอาพระวจนะของพระเจ้าเป็นน้ำเลี้ยงในการดำเนินชีวิตประจำวัน และภาวนาอธิษฐานขอกำลังในการดำเนินชีวิตตามแบบอย่างและคำสั่งสอนของพระคริสต์
  4. มีชีวิตเกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า






ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499