แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขอบพระคุณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขอบพระคุณ แสดงบทความทั้งหมด

31 ธันวาคม 2563

ขอบพระคุณที่ทรงนำทางมาจนสิ้นสุดปี 2020 ด้วยพระปัญญา

คงไม่เป็นการเกินเลยที่จะกล่าวว่า พวกเราเกือบทุกคนมีคำถามคาใจ หรือ อย่างน้อยแปลกใจถึงพระประสงค์ และ แผนการของพระเจ้าในสถานการณ์ของการแพร่ระบาดครั้งยิ่งใหญ่ของโรคร้ายไปทั่วโลก   สถานการณ์การแพร่ระบาดของปีนี้สร้างผลกระทบกระเทือนต่อการดำเนินชีวิต และ แผนการต่าง ๆ ที่เราวางไว้อย่างมากมายและรุนแรง สร้างความยุ่งยาก สับสน ยุ่งเหยิง และวุ่นวายในชีวิตและสังคมโลก เราพบแล้วว่าเราไม่รู้จะคาดการณ์อย่างไรว่าในที่สุดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นี้จะเป็นอย่างไร ในขณะที่เขียนข้อเขียนนี้ทั่วโลกมีคนที่ต้องได้รับเชื้อร้ายตัวนี้กว่า 80 ล้านคน และสติปัญญาของมนุษย์เราจะมีพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ได้หรือไม่?

ใน 1โครินธ์ 1:25 กล่าวไว้ว่า “เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังมีกำลังมากยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์” (มตฐ.)   

พระธรรมข้อนี้เตือนสติเราว่า พระเจ้ามีพระปัญญา และ พระกำลังอย่างไม่มีความจำกัดที่ทรงใช้รับมือกับสถานการณ์ที่เรากำลังประสบอยู่ในเวลานี้ แผนการของพระองค์ ความคิด แนวทางของพระองค์ พระกำลังของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่กว่าเรายิ่งนัก ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้

สำหรับพวกเราแล้วเรารู้สึกว่าปี 2020 ที่กำลังจะผ่านไปเป็นปีที่ไม่ได้เรื่องเลย เรายังไม่สามารถเข้าใจว่า ทำไมมันถึงวุ่นวายสับสนมากมายอะไรเช่นนี้ แต่ท่านผู้อ่านครับ แต่เราสามารถรู้สิ่งหนึ่งอย่างแน่นอนคือ    พระเจ้านั้นมีพระปัญญา และ พระกำลังยิ่งใหญ่เกินเลยกว่าที่เราจะสามารถรับรู้ได้หมด และ ที่จะเข้าใจได้ และที่สำคัญคือพระองค์กำลังกระทำพระราชกิจของพระองค์ตลอดเหตุการณ์นี้ตั้งแต่ที่มันเกิดขึ้น   ถึงแม้เรายังไม่สามารถเห็นถึงผลลัพธ์จากพระราชกิจที่กระทำ แต่พระองค์ยังคงกระทำพระราชกิจของพระองค์อยู่

วันนี้ให้เราเปลี่ยนมุมมองของเราและให้เราสิ้นสุดปีนี้ด้วยพระปัญญาจากพระเจ้า เราจะทำสิ่งนี้ได้โดยเริ่มต้นจากการที่เรายอมรับความจริงว่าเราไม่มีสติปัญญาที่จะรับมือกับเหตุการณ์นี้ได้เลย แต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระปัญญา พระองค์ฟังและได้ยินคำอธิษฐานของเรา พระองค์ผู้มองเห็นเราตลอดเวลา และรู้ว่ามีอะไรที่กำลังเกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ด้วยพระปัญญาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด เราจะสามารถไปถึงสิ้นปีนี้อย่างคนมีปัญญา ที่รู้ว่าพระเจ้านั้นทรงสามารถควบคุมทุกอย่างไว้ได้

ภาวนาอธิษฐาน

ขอบพระคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ ที่ประทานความกล้าหาญให้ลูกก้าวผ่านไปได้อีกวันหนึ่งในปี 2020 ถึงแม้ว่า พระองค์สัญญาว่า “จะไม่ปล่อยให้เจ้าล้มเหลว และ ทอดทิ้งเจ้า” (เฉลยธรรมบัญญัติ 31:8) พระองค์เป็นพระเจ้าที่สัตย์ซื่อ พระองค์บอกกับพวกเราว่า “บรรดาผู้ที่วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าก็เป็นเช่นภูเขาศิโยน ซึ่งไม่หวั่นไหว แต่ตั้งมั่นตลอด” (สดุดี 125:1 อมธ.) ขอบพระคุณพระองค์ ถึงแม้โลกในปี 2020 จะสั่นคลอนหวั่นไหว แต่ลูกรับใช้พระเจ้าที่มั่นคงไม่สั่นคลอนหวั่นไหว

ลูกทูลขอต่อพระองค์ว่า ในเวลาที่ลูกสงสัยและมีคำถาม ขอพระองค์โปรดเตือนให้ลูกที่จะ "...วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง  จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า  แล้วพระองค์เองจะทรงทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สุภาษิต 3:5-6 สมช.) ลูกทูลขอพระองค์โปรดเตือนให้ลูกให้พึ่งพิงในพระปัญญาของพระองค์ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าของตัวลูกเอง

ในพระธรรมยากอบ 1:5 กล่าวไว้ว่า “ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา จงทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานด้วยพระทัยกว้างขวาง...” (อมธ.) ดังนั้น ลูกทูลขอสติปัญญาของพระองค์โปรดชี้และนำทางลูกไปตลอดจนถึงสิ้นปี 2020 ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์

ลูกทูลขอพระเจ้าโปรดประทานสติปัญญาในทุกสิ่งที่ลูกต้องกระทำในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ลูกเชื่อมั่นเสมอว่า พระองค์ทรงควบคุมทุกสิ่งทุกสถานการณ์ ถึงแม้ลูกเองจะยังมองไม่เห็นว่าการระบาดของโรคร้ายจะสิ้นสุดลงอย่างไรก็ตามในอนาคตอันใกล้นี้ ขอบพระคุณพระเจ้าที่พระองค์ได้กระทำพระราชกิจไปล่วงหน้าก่อนลูก ๆ ขอบพระคุณที่พระองค์สถิตอยู่ด้วยในขณะนี้ และพระองค์จะดำเนินเคียงข้างลูกไปตลอดทาง ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเป็นแหล่งเดียวที่ให้ความมั่นคงในโลกที่หวั่นไหวสั่นคลอนที่ลูก ๆ ต้องเผชิญหน้ามาตลอดปี 2020

ทูลขอในพระนามพระเยซูผู้ทรงฤทธิ์ที่ลูกรัก ไว้วางใจ และยกย่องบูชา อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




26 ธันวาคม 2555

ขอบพระคุณในความทุกข์ยากลำบาก?


อ่านสดุดี 119:65-72

“ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก  เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้กฎเกณฑ์ของพระองค์
 สำหรับข้าพระองค์  ธรรมบัญญัติจากพระโอษฐ์ของพระองค์ก็ดีกว่าทองคำและเงินเป็นพันๆ แท่ง”  (ข้อ 71-72 ฉบับมาตรฐาน)

ธรรมดาทั่วไปแล้วเราขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพระเจ้าทรงกระทำดีต่อเรา   เพราะพระองค์ทรงอวยพระพรแก่เรา   หรือเพราะพระองค์ทรงช่วยเหลือเราในเวลาที่เราทูลขอและพึ่งพิงพระองค์ 

แต่จะให้ขอบพระคุณพระเจ้าในเวลาที่ทุกข์ยากลำบาก   ดูมันฝืดๆ อย่างไรชอบกลครับ!

ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเราต้องพบเจอกับความทุกข์ยากลำบาก   หรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์  หรือสถานการณ์ที่เราต้องการหลุดรอดออกจากสถานการณ์นั้นๆ   เรามักจะทูลขอพระเจ้าว่า  ขอทรงเคลื่อนสถานการณ์นั้นให้ผ่านเลยไป  หรือขอช่วยเอาเราออกจากสถานการณ์นั้น  ใช่ไหมครับ?

แต่ผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีที่เราอ่านในวันนี้   ท่านกลับกล่าวว่า

“ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก...” (ข้อ 71)   ผู้เขียนสดุดีเห็นถึงพระคุณของพระเจ้าในสถานการณ์ที่ทุกข์ยากเลวร้ายที่เขาผ่านพบในชีวิต   แม้เขาจะไม่ชอบไม่ประสงค์ที่ชีวิตของเขาต้องถูกความเลวร้ายทุกข์ยากทับถม   แต่เขาได้เห็นถึงพระหัตถ์อันชูช่วยของพระเจ้าท่ามกลางชีวิตที่ทุกข์ยาก  และสิ่งนี้เองที่ทำให้เขาขอบพระคุณพระเจ้าท่ามกลางชีวิตที่เลวร้ายนั้น

ทั้งนี้เพราะ... 
1) เขาเห็นถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ทรงรักษาพระสัญญาหรือพระวจนะของพระองค์ (ข้อ 65)  

2) ในสถานการณ์ที่ยุ่งยากลำบากนั้น  เขาได้รับการสอนจากพระเจ้า   มิใช่สอนให้มีความรู้เท่านั้น แต่ทรงกระตุ้นสำนึกและสร้างเสริม “วิจารณญาณ” แก่เขาที่จะใช้ในการพิจารณาถึงสถานการณ์ชีวิตและใช้เป็นรากฐานในการตัดสินใจ (ข้อ 66, 68)   และ

3) เขาสำนึกได้ว่า  ก่อนหน้าที่เขาต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากนั้น   เพราะชีวิตของเขา “หลงเจิ่น”  ออกนอกลู่นอกทางแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า  เขาจึงต้องตกลงในความทุกข์ยาก   แต่ในความทุกข์ยากนั้นเขากลับพบว่าพระเจ้าติดตามเขา   และกระทำกับเขาด้วยความรักเมตตาตามพระสัญญาของพระองค์  และนี่ต่างหากที่ทำให้เขาสามารถขอบพระคุณพระเจ้าในความทุกข์ยากได้ (ข้อ 67)  

4) ยิ่งกว่านั้น  เพราะพระคุณของพระเจ้าที่ทรงสำแดงแก่เขาในความทุกข์ยากครั้งนั้น   ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา   ถึงแม้เขาจะถูกกล่าวร้ายป้ายสีอย่างเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม   แต่เขาบอกว่า “แต่ข้าพระองค์จะรักษาข้อบังคับของพระองค์ด้วยสุดใจ (ข้อ 69) 

5) ที่สำคัญคือ   พระคุณของพระเจ้าได้เปลี่ยนจิตใจของเขาให้ปีติชื่นชมที่จะมีชีวิตตามพระบัญญัติของพระเจ้า (ข้อ 70) 

ผู้เขียนสดุดีตอนนี้สรุปประสบการณ์ชีวิตของเขาไว้อย่างสวยงามว่า
“ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก  เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้กฎเกณฑ์ของพระองค์
 สำหรับข้าพระองค์  ธรรมบัญญัติจากพระโอษฐ์ของพระองค์ก็ดีกว่าทองคำและเงินเป็นพันๆ แท่ง”  (ข้อ 71-72 ฉบับมาตรฐาน)

นี่คืออีกมุมมองหนึ่งของคริสตชนที่มีต่อสถานการณ์ความทุกข์ยากในชีวิต   ถึงแม้ว่าการที่เราต้องตกลงในสถานการณ์ที่เลวร้ายเพราะการตัดสินใจที่เราเลือกทำที่  “หลงทาง” จากพระประสงค์ของพระเจ้า แต่คริสตชนมองว่า   ในสถานการณ์เช่นนั้นพระเจ้ายังติดตามและเคียงข้างเราครับ   พระองค์พร้อมจะเยียวยา  รักษา  และเสริมสร้างเราขึ้นใหม่  

ด้วยรากฐานความเชื่อเช่นนี้ชี้ชัดว่า  คริสตชนมิใช่คนที่นิยมความทุกข์ หรือ ที่ต้องการใช้ความทุกข์กล่อมเกลาชีวิตจิตวิญญาณของตน   แต่คริสตชนมองเห็นว่า  พระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของเราขณะที่ต้องจมจ่อมอยู่ในความทุกข์ยาก   และด้วยพระคุณของพระองค์ที่ทรงสร้างชีวิตจิตวิญญาณของเราขึ้นใหม่   เราจึงสำนึกในพระคุณของพระองค์

ในวันนี้  เมื่อเราต้องพบเจอกับสถานการณ์ทุกข์ยากหรือถึงขั้นเลวร้าย  

สิ่งแรก  ขอให้เราเชื่อและไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า   ในความทุกข์ยาก และ ความเลวร้ายนั้น    พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเรา

ประการที่สอง  ให้เราสงบจิตใจของเรายอมรับสถานการณ์นั้นแม้เราจะไม่พึงพอใจ หรือ พึงประสงค์เพียงใดก็ตาม   การยอมรับมิใช่การยอมแพ้   แต่การยอมรับเป็นการเปิดใจของเราที่จะพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาตรฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า   และที่สำคัญการเปิดใจนั้นเป็นการเปิดพื้นที่ชีวิตของเรายอมรับการ “สอน” และ การ “เสริมสร้าง” ใหม่จากพระเจ้า

ประการที่สาม   เราต้องตระหนักว่า  ในสถานการณ์ที่ทุกข์ยากและเลวร้ายนี้   เราอาจจะหมดแรง  ท้อแท้  สิ้นหวัง   แต่ในสภาพที่เรากำลัง “อ่อนกำลัง”  หมดทางสู้นี้เอง  พระเจ้าจะช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะพึงพิงพระกำลัง  ความอดทน   และเรียนรู้ที่จะรอคอย “เวลาของพระเจ้า”   และเหล่านี้คือประสบการณ์ใหม่ในชีวิตของเรา   และจะนำเราให้ขอบพระคุณพระเจ้าครับ   เพราะเมื่อมองย้อนกลับเราก็พบว่า  เราได้เติบโตขึ้นในชีวิตคริสตชนครับ

ในหนึ่งปีที่ผ่านมา   ท่านได้ผ่านและพบกับสถานการณ์ชีวิตที่เลวร้าย  ทุกข์ยากครั้งสำคัญในเหตุการณ์ใดบ้าง?   ในเหตุการณ์ครั้งนั้นท่านได้พบกับพระหัตถ์ที่ชูช่วย   ท่านได้สัมผัสกับพระคุณของพระเจ้าอย่างไรบ้าง?  ท่านขอบพระคุณพระองค์อย่างไร?

ชีวิตของท่านในตอนนี้   ท่านต้องการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อะไรบ้างที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตของท่านปัจจุบัน    แต่ด้วยมุมมองใหม่  ความคิดใหม่  ความเชื่อใหม่ที่เราพบจากสดุดีในตอนนี้ท่านจะจัดการกับสถานการณ์เหล่านั้นอย่างไร?  

“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพระองค์ขอเปิดพื้นที่จิตใจและชีวิตของข้าพระองค์    เพื่อรับการทรงตรวจสอบ และ เสริมสร้างใหม่จากพระองค์   ข้าพระองค์เชื่อและไว้วางใจในพระองค์   ข้าพระองค์ยอมมอบชีวิตของข้าพระองค์ให้อยู่ภายใต้การครอบครองของพระองค์   โปรดเสริมสร้างข้าพระองค์ขึ้นใหม่ตามพระประสงค์ของพระองค์   ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงอยู่เคียงข้าง และ เสริมสร้างข้าพระองค์ขึ้นใหม่ในวันนี้  อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 สิงหาคม 2555

ขอบพระคุณในความยากลำบาก


  อ่านสดุดี 119:67-72

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า...
ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้มีความรู้และมีดุลยพินิจที่ดี   เพราะข้าพระองค์เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์
ก่อนตกทุกข์ได้ยากข้าพระองค์หลงเตลิดไป    แต่บัดนี้ข้าพระองค์เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์
พระองค์ทรงแสนดี  และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นดีเลิศ   ขอทรงสอนกฎหมายของพระองค์แก่ข้าพระองค์
แม้คนเย่อหยิ่งใส่ร้ายป้ายสีข้าพระองค์    ข้าพระองค์ก็รักษาข้อบังคับของพระองค์ด้วยสุดใจ
...
ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก   ข้าพระองค์จะได้เรียนรู้กฎหมายของพระองค์
 (สดุดี 119:66-69, 71 อมตธรรม)

โดยปกติแล้วคนเรามักจะขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงช่วยและอวยพระพร   ในชีวิตของท่านเคยที่จะขอบพระคุณพระเจ้าในบางเรื่องที่ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นพระพรเลย  ตัวอย่างเช่นขอบพระคุณพระองค์ในสถานการณ์ที่สุดแสนจะทรมาน หรือ สุดแสนจะลำบาก   ผมว่าเรามักเรียกร้องให้พระองค์ให้เอาสถานการณ์ทุกข์ทรมานเหล่านั้นออกจากชีวิตของเรา หรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เหล่านั้นมากกว่าใช่ไหม?  

จิตใจที่สำนึกในพระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสำหรับพระเจ้า    แต่พูดตามความเป็นมนุษย์  หลายสถานการณ์ที่ทำให้เราขอบพระคุณพระองค์ไม่ออก   แล้วเราจะขอบพระคุณพระเจ้าในสถานการณ์ที่เลวร้ายยากลำบากได้อย่างไร   การที่ใครก็ตามที่จะขอบพระคุณพระเจ้าได้ในยามที่ทุกข์ยากและเลวร้ายนั้นจะต้องมีรากฐานที่มั่นคง 4 ประการ   จะทำให้เราสามารถมองเห็นถึงคุณค่าของความทุกข์ยากลำบากของเรา   และตอบสนองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่ไม่น่าพึงประสงค์เหล่านั้นด้วยจิตใจที่ชื่นชม

รากฐานประการแรก   เชื่อและไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า  

การที่เรามองชีวิตนี้จากมุมมองของพระคัมภีร์เท่านั้นที่จะเสริมหนุนให้เราสามารถเข้าใจถึงพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในภาวะทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   และไว้วางใจในพระองค์ที่ทรงอนุญาตให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นกับเรา

รากฐานประการที่สอง  ยอมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นเฉกเช่นสถานการณ์นั้นมาจากพระเจ้า  

อาจจะเป็นสถานการณ์ที่มาจากพระเจ้าโดยตรง  หรือเป็นสถานการณ์ที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นกับเรา   ถ้าเราเชื่ออย่างจริงใจว่า พระเจ้าทรงกระทำทุกอย่างเพื่อสิ่งดีสำหรับเรา (โรม 8:28-29) 
“...เรารู้ว่าในทุกๆ สิ่ง พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์
 คือผู้ที่ได้ทรงเรียกทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์...” (อมตธรรม)
เราย่อมสามารถที่จะเลือกรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นด้วยมุมมองว่า สถานการณ์เลวร้ายนั้นมาจากพระหัตถ์แห่งพระเมตตาของพระองค์   ถ้าเช่นนั้นแล้วเราย่อมขอบพระคุณพระองค์ได้อย่างจริงใจและเต็มใจ

รากฐานประการที่สาม  ยอมจำนนต่อพระเจ้าในสถานการณ์นั้น   

ถึงแม้ว่าเราไม่ชอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น  ให้เราตระหนักรู้เสมอว่าพระเจ้านั้นแสนดี  และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นดีเลิศ (สดุดี 119:68) แล้วเราจะมีจิตใจที่มั่นคงที่เราจะวางชีวิตของเราในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์

รากฐานประการที่สี่  รับความเข้มแข็งจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะทำให้เรามีความอดทนและยืนมั่นอยู่ได้  

ไม่มีใครที่มีความสามารถในตนเองที่จะอดทนรับมือกับความทุกข์ยากด้วยความรู้สึกถึงพระคุณของพระเจ้าได้   นอกจากคนๆ นั้นวางใจใน และ พึ่งในการทรงประทานพลังและความอดทนจากพระเจ้าเท่านั้น   ที่ผู้เชื่อคนนั้นจะสามารถเผชิญหน้าและผ่านทะลุความทรมานทุกข์ยากเหล่านั้นด้วยจิตใจที่ชื่มชม

วันนี้  ขอท่านคิดถึงสถานการณ์ที่ท่านต้องการขอให้พระเจ้าช่วยเปลี่ยนแปลง    ด้วยการปรับทัศนะใหม่  เปลี่ยนมุมมองใหม่   แล้วให้อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า 

“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพระองค์ขอน้อมรับสถานการณ์นี้ที่เกิดขึ้น   ข้าพระองค์เชื่อ ศรัทธา และไว้วางใจพระองค์   ขอมอบชีวิตของข้าพระองค์ไว้ภายใต้ฤทธานุภาพแห่งความรักเมตตาคุณของพระองค์   และขอรับความเข้มแข็งและกำลังจากพระองค์  เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถทนรับสถานการณ์นั้นด้วยใจที่ขอบพระคุณ”

ผู้เขียนพระธรรมสดุดี 119:92 (อมตธรรม)  ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของท่านแก่ผู้อ่านได้อย่างชัดเจนว่า
“หากบทบัญญัติของพระองค์ไม่ได้เป็นความปีติยินดีของข้าพระองค์
     ข้าพระองค์คงมอดม้วยในความทุกข์ยากไป(นาน)แล้ว”  (ในวงเล็บผู้เขียนเติมเองครับ)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

25 มกราคม 2555

ขอบพระคุณในความยากลำบาก

อ่านสดุดี 119:67-72

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า...

ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้มีความรู้และมีดุลยพินิจที่ดี
เพราะข้าพระองค์เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์

ก่อนตกทุกข์ได้ยากข้าพระองค์หลงเตลิดไป
แต่บัดนี้ข้าพระองค์เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์

พระองค์ทรงแสนดี และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นดีเลิศ
ขอทรงสอนกฎหมายของพระองค์แก่ข้าพระองค์

แม้คนเย่อหยิ่งใส่ร้ายป้ายสีข้าพระองค์
ข้าพระองค์ก็รักษาข้อบังคับของพระองค์ด้วยสุดใจ
...
ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก
ข้าพระองค์จะได้เรียนรู้กฎหมายของพระองค์
(สดุดี 119:66-69, 71 อมตธรรม)


โดยปกติแล้วคนเรามักจะขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงช่วยและอวยพระพร ในชีวิตของท่านเคยที่จะขอบพระคุณพระเจ้าในบางเรื่องที่ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นพระพรเลยไหม? ตัวอย่างเช่นขอบพระคุณพระองค์ในสถานการณ์ที่สุดแสนจะทรมาน หรือ สุดแสนจะลำบาก ผมว่าเรามักเรียกร้องให้พระองค์ให้เอาสถานการณ์ทุกข์ทรมานเหล่านั้นออกจากชีวิตของเรา หรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เหล่านั้นมากกว่าใช่ไหม?

จิตใจที่สำนึกในพระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสำหรับพระเจ้า แต่พูดตามความเป็นมนุษย์ หลายสถานการณ์ที่ทำให้เราขอบพระคุณพระองค์ไม่ออก แล้วเราจะขอบพระคุณพระเจ้าในสถานการณ์ที่เลวร้ายยากลำบากได้อย่างไร? การที่ใครก็ตามที่จะขอบพระคุณพระเจ้าได้ในยามที่ทุกข์ยากและเลวร้ายนั้นจะต้องมีรากฐานที่มั่นคง 4 ประการ จะทำให้เราสามารถมองเห็นถึงคุณค่าของความทุกข์ยากลำบากที่เราประสบ และตอบสนองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่ไม่น่าพึงประสงค์เหล่านั้นด้วยจิตใจที่ชื่นชม

รากฐานประการแรก เชื่อและไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า

การที่เรามองชีวิตนี้จากมุมมองของพระคัมภีร์เท่านั้นที่จะเสริมหนุนให้เราสามารถเข้าใจถึงพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในภาวะทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา และไว้วางใจในพระองค์ที่ทรงอนุญาตให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นกับเรา

รากฐานประการที่สอง ยอมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นเฉกเช่นสถานการณ์นั้นมาจากพระเจ้า

อาจจะเป็นสถานการณ์ที่มาจากพระเจ้าโดยตรง หรือเป็นสถานการณ์ที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นกับเรา ถ้าเราเชื่ออย่างจริงใจว่า พระเจ้าทรงกระทำทุกอย่างเพื่อสิ่งดีสำหรับเรา (โรม 8:28-29) เราย่อมสามารถที่จะเลือกรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นด้วยมุมมองว่า สถานการณ์เลวร้ายนั้นมาจากพระหัตถ์แห่งพระเมตตาของพระองค์ ถ้าช่นนั้นแล้วเราย่อมขอบพระคุณพระองค์ได้อย่างจริงใจและเต็มใจ

รากฐานประการที่สาม ยอมจำนนต่อพระเจ้าในสถานการณ์นั้น

ถึงแม้ว่าเราไม่ชอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ให้เราตระหนักรู้เสมอว่าพระเจ้านั้นแสนดี และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นดีเลิศ(ข้อ 68) เพื่อเราจะมีจิตใจที่มั่นคง ที่เราจะวางชีวิตของเราในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์

รากฐานประการที่สี่ รับความเข้มแข็งจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะทำให้เรามีความอดทนและยืนมั่นอยู่ได้

ไม่มีใครที่มีความสามารถในตนเองที่จะอดทนรับมือกับความทุกข์ยากด้วยความรู้สึกถึงพระคุณของพระเจ้าได้ นอกจากคนๆ นั้นพึ่งวางใจในพระเจ้าเท่านั้น ที่ผู้เชื่อคนนั้นจะสามารถเผชิญหน้าและผ่านทะลุความทรมานทุกข์ยากเหล่านั้นด้วยจิตใจที่ชื่มชม

วันนี้ ขอท่านคิดถึงสถานการณ์ที่ท่านต้องการขอให้พระเจ้าช่วยเปลี่ยนแปลง ด้วยการปรับทัศนะใหม่ เปลี่ยนมุมมองใหม่ แล้วให้อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า

“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ขอน้อมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นมาจากพระองค์หรือไม่ก็ตาม ข้าพระองค์เชื่อ ศรัทธา และไว้วางใจพระองค์ ว่าพระองค์ทรงเอาใจใส่และกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์นี้เพื่อสิ่งที่ดีสำหรับข้าพระองค์ ขอมอบชีวิตของข้าพระองค์ไว้ภายใต้ฤทธานุภาพแห่งความรักเมตตาของพระองค์ และขอรับความเข้มแข็งและกำลังจากพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถทนรับสถานการณ์นั้นด้วยใจที่ขอบพระคุณ”

ผู้เขียนพระธรรมสดุดี 119:92 (อมตธรรม) ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของท่านแก่ผู้อ่านได้อย่างชัดเจนว่า

“หากบทบัญญัติของพระองค์ไม่ได้เป็นความปีติยินดีของข้าพระองค์
ข้าพระองค์คงมอดม้วยในความทุกข์ยากไป(นาน)แล้ว” (ในวงเล็บผู้เขียนเติมเองครับ)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก็ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499