แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสต์ศาสนศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสต์ศาสนศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

09 มกราคม 2554

ที่ว่างในชีวิต

คริสต์ศาสนศาสตร์ภาคประชาชน: ว่าด้วยเรื่องรางหญ้า ตอน 3

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
(ยอห์น 3:16 IBS)
6ขณะเขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะคลอดบุตร
7นางจึงคลอดบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า
เพราะว่าไม่มีที่ว่างในโรงแรมสำหรับพวกเขา
(ลูกา 2:6-7, TBS02b)

ช่วงเวลาที่เราอยู่ในเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมา รายการแต่ละวันของเราดูเต็มเอียด และรายการจ่ายของเราทำให้กระเป๋า “แฟบ” ลง ชีวิตของเราในช่วงนั้นถูกรุมล้อมด้วยสิ่งที่เรารู้สึกว่าสำคัญๆ ทั้งสิ้น เมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ต่างๆ เราพยายามที่จะจัดการตามความสามารถของเราเอง เกิดคำถามตนเองว่า แล้วชีวิตของเราในช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมานี้มี “ที่ว่าง” สำหรับพระคริสต์หรือเปล่าเนี่ย!

เมื่อสงบลงใคร่ครวญถึงชีวิตของตนเอง เราคงไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่ชีวิตของเราไม่มีที่ที่สำหรับพระคริสต์ในแต่ละวัน ทั้งๆ ที่เราก็ยังทำตัวให้คนอื่นเห็นว่าพระคริสต์สถิตในชีวิตของเรา เราบอกคนอื่นว่าเราเป็นคริสเตียน เราพูดกับคนอื่นว่าเราวางใจและพึ่งพิงในพระองค์

แต่เวลาที่เราต้องพบกับวิกฤติชีวิตเราก็มักพยายามจัดการด้วยความคิดความสามารถของเราเอง เราหลายคนไม่เข้าใจกับชีวิตที่ถูกการทดลอง ชีวิตที่ต้องตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบาก เพราะเมื่อเรามองไปในสังคม คนที่ไม่สนใจเรื่องพระเจ้าหลายต่อหลายคนกลับมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองกว่าชีวิตของพวกเรา บ่อยครั้งชีวิตของเราถูกดึงเข้าไปในมุมมืด ความตึงเครียดด้านเศรษฐกิจการเงินทำให้ชีวิตของเราตกอยู่ในความวิตกกังวล แทนที่เราจะหันกลับมาหาพระเจ้า แต่เรากลับพึ่งพิงในสิ่งเราเห็นและเราเข้าใจ เราลงมือจัดการชีวิตของเราเอง

ในวิกฤติชีวิตที่เราพบ เมื่อเราไม่สามารถจะจัดการชีวิตด้วยตนเองได้ เราร้องทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า มุมมืดมิดในชีวิตของเรากลับมีแสงสาดส่องเข้ามา แสงสว่างขององค์พระคริสต์ฉายทาบลงบนความเจ็บปวดทุกข์ยากในชีวิตของเรา เป็นเหมือนยาจากเบื้องบนที่ทาทาบลงบนบาดแผลแล้วช่วยสมานเยียวรักษาบาดแผลชีวิตนั้นของเรา ทำให้ได้รับประสบการณ์ “รางหญ้า” ที่เปิดรับให้องค์พระคริสต์ประทับอยู่ รางหญ้าที่มีกลิ่นฟางแห้งคละเคล้ากับกลิ่นของสัตว์และน้ำลายสัตว์ กลับถูกกลบและขับไล่ด้วยกลิ่นของพระเยซูคริสต์

ไม่น่าเชื่อเลยว่า ชีวิตที่ยอมรับเอาพระคริสต์เข้าอยู่ในชีวิตของตน ชีวิตที่แสนจะธรรมดาสามัญทุกข์ยากลำบากกลับได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระคริสต์เป็นชีวิตที่มีคุณค่า ความหมาย ท่ามกลางความธรรมดาของชีวิตในโลกนี้

พระคริสต์เข้ามาในชีวิตของเราแต่ละคนด้วยหลากหลายหนทางด้วยกัน ด้วยการเกิดอย่างธรรมดาสามัญของพระคริสต์ได้สำแดงให้เห็นถึงคุณค่า ความหมาย และความเข้าใจที่มากกว่าธรรมดา พระคริสต์สามารถเกิดในห้องหรูอาคารใหญ่ หรือ ในรั้วในวัง แต่พระคริสต์เลือกที่จะเกิดในรางหญ้าและคอกสัตว์ ที่อาจจะมีกลิ่นแรงคลุ้งด้วยกลิ่นคอกสัตว์ แล้วข่าวการบังเกิดของพระองค์กลับแจ้งให้คนเลี้ยงแกะรู้เป็นพวกแรก แทนที่จะแจ้งให้กษัตริย์ นักการเมือง นักวิชาการ หรือคนยิ่งใหญ่ในสังคมในประเทศ พระเจ้าทรงสำแดงการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่ามกลางสภาพการณ์ สถานการณ์ที่เรียบง่ายและธรรมดาที่สุด

วันนี้พระคริสต์ยังพร้อมเสมอที่จะพบปะกับเราท่ามกลางชีวิตที่เรียบง่ายและธรรมดาในชีวิตประจำวันของเรา แต่นี่อาจจะทำให้บางคนรู้สึกว่า พระคุณของพระเจ้าที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งเช่นนี้จะเกิดขึ้นในสภาพการณ์และสถานการณ์ที่เรียบง่ายธรรมดาเช่นนี้ได้อย่างไร เมื่อพระเจ้าทรงกระทำสิ่งสำคัญในความเรียบง่าย เราบางคนกลับรับไม่ได้ เช่นนั้นหรือเปล่า?

ครั้งหนึ่งในวันคริสต์มาส สมาชิกในครอบครัวต่างเตรียมตัวไปร่วมฉลองคริสต์มาสที่คริสตจักร ยกเว้นคุณพ่อของครอบครัวนี้ เพราะคุณพ่อเป็นคนที่จริงจังและจริงใจ เขาไม่สามารถที่จะทำตัวหลอกตนเองในความคิดของตนและคนรอบข้าง โดยเฉพาะการที่จะเชื่อว่าพระเจ้าเข้ามาในโลกนี้ในสภาพทารกที่เกิดและนอนในรางหญ้า เขาไม่ต้องการที่จะหลอกตนเองและหลอกคนอื่น เขาไม่ต้องการเป็นคนหน้าซื่อใจคด ทำทีไปร่วมนมัสการพระผู้ช่วยให้รอด และเขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเรื่องพระคริสต์บังเกิดและบรรทมในรางหญ้าว่าเป็นเรื่องจริง ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจอยู่บ้านดีกว่า

เขาก่อเตาไฟให้ความร้อนจากไฟขับไล่ความหนาวยะเยือก ความหนาวเหน็บเจ็บปวดให้ออกไปจากห้องที่เขาอยู่ ในค่ำคืนนั้น แล้วเขาก็เริ่มเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน เพื่อรอครอบครัวของเขากลับจากโบสถ์ จะได้ฉลองให้สนุกสนานกันในคืนนั้น

ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงอะไรที่มาเคาะที่หน้าต่างของเขา เมื่อเขาเดินไปดูก็พบนกตัวหนึ่งคงต้องการที่จะบินเข้ามาในห้องของเขาเพื่อรับไออุ่น เขาจึงเปิดหน้าต่างนั้น เพื่อให้นกบินเข้ามาในห้อง แต่นกไม่ยอมบินเข้าในห้องของเขา เขาพยายามอยู่หลายครั้งแต่ผลที่ได้ก็อย่างเดิม

เขาคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้านกกลัวไม่กล้าที่จะบินเข้าในห้องของเขา นกน่าจะบินเข้าไปในโรงนาของเขา เผื่อนกจะสามารถซุกตัวอยู่ในกองฟางเพื่อเกิดความอุ่น เขาสวมเสื้อกันหนาวแล้วออกไปเปิดประตูโรงนา แต่นกก็ไม่ยอมบินเข้า... หมดปัญญา!

คุณพ่อผู้มีใจเมตตาคนนี้นั่งลงคิดตั้งนาน เขาคิดได้ว่า “ถ้าฉันเกิดเป็นนกได้ แค่เพียงนาทีเดียว ฉันก็จะสามารถนำนกตัวนี้รอดพ้นจากความหนาวเหน็บเจ็บปวดนี้เข้าสู่ห้องที่อบอุ่นได้” ในเวลานั้นเอง เขาได้ยินเสียงระฆังดังจากคริสตจักร เขาเกิดความเข้าใจได้ว่า ทำไมพระเจ้าจะต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ ทำไมพระองค์ต้องมาเกิดเป็นคนอย่างเราท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อนำเราไปสู่ที่ปลอดภัยนิรันดร์ สู่ชีวิตที่อบอุ่นในพระองค์

หัวใจสำคัญของวันคริสต์มาสคือ “อิมมานูเอล พระเจ้าอยู่ด้วยกับเรา” พระองค์อยู่ด้วยกับเรา ด้วยการเข้ามามีชีวิตในจุดต่ำที่สุดในชีวิตประจำวันของเรา พระเจ้าสถิตอยู่ในข้าพเจ้า อยู่ในท่าน พระองค์สถิตท่ามกลางเราทุกคน วันคริสต์มาสมิใช่วันสำคัญวันหนึ่งในปฏิทินของเรา แต่คริสต์มาสเป็นการเฉลิมฉลองถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละวัน

พระองค์อยู่กับเราในชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายและธรรมดา พระองค์สถิตอยู่กับเราในทุกสถานการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ไม่ว่าเราจะไปยังแห่งหนตำบลใด ไม่ว่าเราจะทำอะไร พระคริสต์สถิตในรอยยิ้มที่เราส่งยิ้มให้กับคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก พระคริสต์สถิตกับเราในความอดทนที่เรายอมทนต่อผู้อื่นด้วยความรักของพระคริสต์ พระคริสต์สถิตกับการที่เราให้ของขวัญที่จำเป็นที่สุดแก่คนบางคน พระคริสต์สถิตในการเฉลิมฉลองด้วยความปีติเบิกบานใจอย่างเงียบๆ ในชีวิตของเรา พระคริสต์สถิตกับคนทั้งหลายที่เห็นแสงไฟกระพริบงามตาและตระหนักชัดว่า พระองค์เป็นแสงสว่างที่งามเลิศในความมืดมิดชีวิตของตน พระคริสต์สถิตกับทั้งผู้ให้และผู้รับของขวัญที่สวยงามและช่วยให้เราระลึกถึงพระคริสต์ที่เป็นของขวัญที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกชีวิต พระคริสต์สถิตในทุกการเลี้ยงอาหารที่บอกถึงความจริงว่า พระคริสต์ทรงเป็นอาหารแห่งชีวิตของเราแต่ละคน พระคริสต์สถิตกับทั้งผู้ส่งและผู้รับบัตรอวยพร, ทั้งผู้โทรและผู้รับโทรศัพท์, ทั้งผู้ส่งข้อความและผู้รับข้อความ และทั้งผู้ไปเยี่ยมและผู้รับการเยี่ยม ที่จะย้ำเตือนให้สำนึกเสมอว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเราทุกคน

...เพียงแต่ เราจะมีรางหญ้าในชีวิตของเราที่จะรองรับพระองค์
รางหญ้าที่เรียบง่าย ธรรมดา ในชีวิตประจำวัน

06 มกราคม 2554

พระเจ้ามาพบเราที่ “รางหญ้า” ในวิกฤติชีวิตของเรา

คริสต์ศาสนศาสตร์ภาคประชาชน: ว่าด้วยเรื่องรางหญ้า ตอน 2

“รางหญ้า” ในชีวิตของเราท่านแต่ละคนมักถูกมองข้าม บ่อยครั้งก็มักตั้งใจมองข้าม ที่มองข้ามเพราะไม่ต้องการเกิดความรู้สึกต่ำต้อย ไร้ค่า เป็นคนเล็กน้อย ถูกทอดทิ้งในชีวิตของเรา แต่พระเจ้ากลับใช้ “รางหญ้าในชีวิต” เป็นที่สำแดงพระประสงค์ หล่อหลอม เสริมสร้างชีวิตของเราแต่ละคนให้แกร่งแข็งอย่างถ่อมสุภาพ แต่ถ้าเรามองข้าม “รางหญ้าในชีวิต” ของเราก็เป็นการพลาดโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ในการพบปะกับองค์พระผู้เป็นเจ้าในแต่ละวัน เพราะพระคริสต์ทรงเลือกเกิดใน “รางหญ้า” จุดต้อยต่ำแห่งชีวิตของเราแต่ละคน

เมื่อตรึกตรองถึงประสบการณ์ ในเหตุการณ์ ในสิ่งต่างๆ และในผู้คนที่ได้สัมผัส พบปะเจอะเจอทุกเมื่อเชื่อวัน ท่านได้ตระหนักเห็นถึงสาระแก่นสารที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงแก่ท่านในผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งเหล่านั้นหรือไม่

ท่านมีโอกาสซึมซับและร่วมรู้สึกยินดี ปวดร้าว ว้าเหว่ สิ้นหวังที่ดูเหมือนจะตาย แต่กลับเกิดความหวังอีกครั้งในชีวิตร่วมกับธรรมชาติรอบกายและเหตุการณ์รอบข้างที่สะท้อนและสำแดงถึงความรู้สึกแห่งชีวิตออกมาหรือไม่

ท่ามกลางฤดูกาลแห่งชีวิตที่แปรเปลี่ยนเวียนวน ที่แตกต่างดูเหมือนอยู่ในคนละฤดูกาลแห่งชีวิตในเวลาเดียวกัน

บางแห่งหนาวแล้งจนดูเหมือนต้นไม้จะยืนแห้ง กำลังตาย ในขณะที่บางแห่งกลับฝนตกฟ้าคะนองจนน้ำท่วมล้น บางแห่งหิมะตกหนักดูเหมือนไม่มีท่าทีจะเบาบางลง ท่านคงสัมผัสถึงความทุกข์ ปวดร้าว กังวล สิ้นหวัง และสูญเสียได้

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาในเมืองเชียงใหม่ เมื่อเดินไปที่ต่างๆ จะพบต้นไม้ใหญ่บางต้นใบร่วงหล่น แห้งกรอบ เหลือแต่กิ่งก้านโกร๋นไปทั้งต้น ดูเหมือนกำลังยืนรอความตาย แล้วมันจะตายจริงหรือไม่นี่!

ทำให้วกไปวิตกกังวลกับสภาพอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงรุนแรง ทำให้ด่วนสรุปฟันธงลงไปว่านี่ก็อีกรายละซิที่เป็นผลกระทบจากอากาศโลกที่เปลี่ยนไป!

อีกไม่กี่วันต่อมา เกิดพายุฝนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูร้อน ฝนตกลมแรง ทำให้ห่วงกังวลว่าแล้วต้นไม้แห้งโกร๋นพวกนั้นจะล้มโค่นลงหรือไม่!

จากนั้นผ่านไปสองอาทิตย์ สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น ต้นไม้แห้งโกร๋นที่คิดว่ากำลังยืนตายกลับแตกใบอ่อน เกิดชีวิตใหม่(ในต้นไม้แก่ๆ ต้นนั้น)!

เสียงหนึ่งในจิตใจร้องค้านขึ้นว่า ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์พันลึกอะไรหรอก มันก็แค่เพียงเป็นไปตามกระบวนการวงจรชีวิตในธรรมชาติเท่านั้น

อีกเสียงหนึ่งถามด้วยความฉงนแต่สงบว่า ถ้าเช่นนั้นเวลาที่ผ่านมา 1-2 เดือนนี้ ทำไมท่านถึงวิตกกังวลและเป็นห่วงว่า ต้นไม้แก่ต้นนั้นกำลังยืนรอความตายแน่?

ทำไมท่านรีบโยงโยนสาเหตุจากสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนรุนแรงของโลกนี้ เพื่อจะสามารถเชื่อมโยงถึงต้นเหตุผ่านมาที่ผู้คนทำร้ายทำลายธรรมชาติแวดล้อม?

เมื่อเรามองดูสภาพชีวิตแวดล้อมที่กำลังแปรเปลี่ยนเวียนไปด้วย “แว่นตาแห่งข่าวสารข้อมูล” และข้อสรุปต่างๆ มักโน้มเอียงให้การมองของเราหาสาเหตุของชีวิตที่แปรเปลี่ยนเหล่านั้น แล้วพยายามเชื่อมโยงหาเหตุผล “โยงโยน” ว่าสาเหตุเกิดจากคนอื่น สิ่งอื่น!

แต่ถ้าเรามุ่งมองสภาพชีวิตที่กำลังเป็นไปและเปลี่ยนแปลงด้วย “แว่นตาแห่งชีวิต” ที่มองให้เห็นถึงพระประสงค์ และ น้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านต้นไม้แก่ต้นนั้น เราจะเห็นความรัก ความงดงามของพระองค์ ที่ทรงเอาใจใส่ด้วยน้ำพระทัยแห่งความรักเมตตาของพระองค์

เราจะเห็นถึงพระประสงค์แห่งการทรงสร้าง การทรงหนุนเสริม ค้ำชู และการทรงกอบกู้ของพระองค์ในเหตุการณ์ชีวิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นวนเวียนด้วยความรักเมตตาอย่างไม่ย่อท้อและเหนื่อยล้า

เราเห็นถึงพระคุณของพระเจ้าท่ามกลางอุปสรรค วิกฤติชีวิต การโหมกระหน่ำของผู้ไม่หวังดี การจู่โจมอย่างไม่ลดละของคนชั่ว เป็นสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือความสามารถที่เราจะรับมือได้

ในเวลาเช่นนั้น มิใช่เวลาของการสรรหาทฤษฎี ความรู้ เทคนิก วิธีการ กระบวนการการแก้ปัญหา การรับมือกับความขัดแย้ง การจะใช้ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์เชิงไหน!

แต่เป็นเวลาที่เราจะค้นหา รอคอย การทรงเปิดเผยของพระเจ้าถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าในเหตุการณ์นั้นว่า
พระองค์มีพระประสงค์อะไรที่จะให้สิ่งดีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้น?
พระองค์มีน้ำพระทัยเช่นไรต่อมวลชีวิตที่เกี่ยวข้องวนเวียนในสถานการณ์นั้น?
พระองค์ต้องการสอน เสริมสร้าง และหล่อหลอมให้เราเป็น “เครื่องมือ” ของพระองค์เพื่อทำอะไร และ อย่างไร?
พระองค์กำลังหนุนเสริมเพิ่มกำลังด้านต่างๆ ในตัวเราให้ทำพันธกิจอะไร แบบใด ในวิกฤติชีวิตที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่ด้วย?
สิ่งสำคัญทางคุณธรรมแห่งชีวิตจิตวิญญาณของเราคือ “การรอคอย” เราต้อง “รอคอย” เวลาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะนี่เป็นพระราชกิจของพระองค์ ต้องตระหนักชัดเสมอว่า เราเป็นเพียง “เครื่องมือ” ของพระองค์ เราเป็นเพียง “คนใช้” ของพระองค์
เราต้องไม่ใจร้อนด่วนทำก่อนเวลาในแผนการของพระเจ้า เพราะนั่นเรากำลังทำตามใจของตนเอง!
ความเข้าใจประการสำคัญคือ เรามักรีบด่วนแสวงหา “ความรู้” ก่อนทำ (เพราะเราคิดว่า เพื่อจะทำอย่างถูกต้อง) แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า ถ้าเรายอมทำอย่างเชื่อฟัง เราจะเรียนรู้พระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้า

เราเรียนรู้ จากการเชื่อฟัง
เราเรียนรู้ เราจึงหยั่งรากลงลึกในความเชื่อศรัทธา
เราเรียนรู้ เราจึงเติบโต เข้มแข็ง
เราเรียนรู้ เราจึงเกิดผลตามพระประสงค์ของพระเจ้า

นี่คือการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมิใช่หรือ!

ท่ามกลาง “รางหญ้า” แห่งวิกฤติต้อยต่ำในชีวิตของเรา...
จึงเป็นโอกาสที่เราจะพบและสัมผัสกับน้ำพระทัยของพระเจ้า
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้รับการ “ตัดแต่ง” เสริมสร้างและหล่อหลอมจากพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะเติบโตขึ้นของชีวิตจิตวิญญาณในพระเยซูคริสต์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราได้รับพระคุณและความรักของพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้รับใช้พระองค์ และ
ในวิกฤติชีวิตนั้นเองเรากำลังอยู่กับพระเจ้า

จงชื่นชมยินดีเถิด

ดังนั้น เราจึงมิใช่ผู้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
แต่ในวิกฤติชีวิตนั้นเอง
พระเจ้าทรงประทานโอกาสแก่เราต่างหาก

04 มกราคม 2554

สัจจะที่รับได้ยาก

คริสต์ศาสนศาสตร์ภาคประชาชน: ว่าด้วยเรื่องรางหญ้า ตอน 1

พระคริสต์มาบังเกิดในโลกนี้ “รางหญ้า” ในคอกสัตว์เป็นที่ๆ มีที่ว่างพอจะรองรับทารกน้อยที่เป็นพระคริสต์ที่เสด็จเข้ามาในโลกนี้

ท่ามกลางความเจริญด้านการคมนาคม การสื่อสารไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกกว่าสมัยใดก่อนหน้าในสมัยนั้น ทำให้เกิดการสื่อสารติดต่อและการทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันบนเส้นทางหลักและเป็นเส้นทางใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคที่พระคริสต์มาบังเกิด

ในยุคสมัยที่ลด-เว้นจากการทำสงครามขนาดใหญ่ ดูเหมือนโลกมี “สันติภาพ” แต่เป็นสันติภาพที่เกิดจากมหาอำนาจที่ครอบงำ กด บังคับ ให้อยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิโรมัน เป็นยุคที่จักรพรรดิโรมันปกครองเมืองขึ้นต่างๆ ที่กว้างไกล อิสราเอลก็ไม่สามารถรอดพ้นจากอำนาจการครอบงำและกดบังคับนี้ แต่ผู้นำทางศาสนาของอิสราเอล คนที่อยากมีอำนาจได้ใช้โอกาสนี้ในการเข้าเล่นการเมืองในฐานะผู้นำเมืองขึ้น พ่อค้า คนเก็บภาษี ต่างยอมสวามิภักดิ์ต่อมหาอำนาจเพื่อหวังที่จะมีอำนาจที่เอื้อผลประโยชน์และสร้างฐานะทางสังคม และชื่อเสียงของตนเอง ใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาและกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง เพื่อตนจะมีอำนาจในบ้านเมืองของตนเอง ปุโรหิต ธรรมมาจารย์ และฟาริสีก็ “กระโดดลงในบ่อโคลน(ขี้หมู)แห่งอำนาจ” นี้ด้วย

ที่กล่าวว่าผู้นำศาสนายิวในสมัยนั้น “กระโดดลงในบ่อโคลน(ขี้หมู)แห่งอำนาจ” นั้นต้องการสื่อความว่า ผู้นำศาสนายิวได้ลดคุณค่าของตนเองกระโดดลงเอาชีวิตคลุกเคล้าในบ่อโคลนตมที่เป็นของสกปรกที่สุดคือ “ขี้” และมิใช่ขี้ธรรมดาเท่านั้นแต่เป็นขี้หมูซึ่งเป็นสัตว์สกปรกต้องห้ามในศาสนายิวอีกด้วย ที่กล่าวเช่นนี้มิได้กล่าวหาเกินเลย เพราะผู้นำศาสนาส่วนใหญ่ได้สมยอมต่ออำนาจของผู้ปกครองเมืองขึ้นโรมันจะด้วยความตั้งใจมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

การสมยอมที่กระโดดลงในบ่อโคลนขี้หมูคือการสมยอมในเรื่องความเชื่อศรัทธาของยิว ที่ยอมปรับลดความเข้มของความเชื่อศรัทธาให้สอดคล้องกับหลักการและกรอบอำนาจ และวิธีการของโรมัน ที่มีจักรพรรดิเป็นเทพเป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง จึงต้องให้การเคารพจักรพรรดิดั่งเป็นพระเจ้า ทั้งนี้เพื่อสร้างให้มั่นใจว่าโรมันสามารถปกครองครอบงำและแผ่อำนาจได้อย่างกว้างไกลและเข้มแข็งมั่นคง ดังนั้น ประชาชนในจักรวรรดิโรมันทั้งหมดต้องสวามิภักดิ์ต่ออำนาจนี้

ในจุดนี้เองที่ผู้นำศาสนายิวได้ปรับเปลี่ยน “สี” ผิวของตนเองอย่าง “จิ้งจก” เพื่อตนจะอยู่รอด เพื่อตนจะได้รับการไว้วางใจจากอำนาจทางการเมืองการปกครอง เพื่อตนจะใช้เครื่องมือทางอำนาจของภาครัฐและนิตินัยเป็นอำนาจของตนในการปกครองชุมชนคนยิว แล้วก็ได้ตั้งสภาศาสนา “สภาเซนเฮดริน” ทำหน้าที่สร้างอำนาจชอบธรรมของผู้นำศาสนา และเพื่อปกป้องให้กลุ่มของตนมีอำนาจนานเท่านาน แล้วลอกเลียนรูปแบบและวิธีการ “สภาทางการเมืองการปกครอง” ของโรมันในสมัยนั้นมาใช้อีกด้วย

การเปลี่ยนสีของจิ้งจกของผู้นำศาสนายิวในสมัยนั้นได้กระทำในสิ่งที่เราสมัยนี้เรียกว่า “วาระซ่อนเร้น” ที่ว่าซ่อนเร้นคือมีการลดทอนความ “สมบูรณ์ของคำสอนที่เสริมสร้างความเชื่อศรัทธา” ในส่วนรากฐานที่สำคัญลงเพื่อลดแรงเสียดทานและการขัดแย้งกับคำสอนและความเชื่อของอำนาจทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งของจักรวรรดิโรมันในเรื่องจักรพรรดิเป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง กับความเชื่อศรัทธาของยิว โดยเฉพาะ “พระบัญญัติสิบประการ” ใน 4 ประการแรกที่เป็นรากฐานความเชื่อศรัทธาเกี่ยวกับพระเจ้าของยิว (อพยพ 20:3-8)
1) อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา
2) อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดที่มีอยู่ในฟ้าเบื้องบนหรือบนแผ่นดินเบื้องล่างหรือในน้ำใต้แผ่นดินอย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น
3) อย่าออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร
4) จงระลึกถึงวันสะบาโตถือเป็นวันบริสุทธิ์

ความเชื่อศรัทธาศาสนายิวในพระบัญญัติ 4 ประการแรกข้างต้นนี้ขัดแย้งอย่างแรงกับความเชื่อศรัทธาทางการเมืองจักรวรรดิโรมันในเวลานั้น เพราะโรมันเชื่อว่า พระมหาจักรพรรดิเป็นเทพเจ้า เป็นพระเจ้า ดังนั้น ทุกคนจะต้องเคารพบูชาพระจักรพรรดิในฐานะพระเจ้าองค์หนึ่ง โดยเฉพาะใน 2 ข้อแรกนั้นขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น เพื่อจะร่วมอำนาจการปกครองกันได้คือการประนีประนอมด้วยการไม่เน้นย้ำสองข้อแรกนี้ หรือสอนให้น้อยที่สุดถึงความหมายที่แท้จริง ซึ่งเราจะพบว่า พระเยซูคริสต์ได้บริภาษพวกผู้นำศาสนายิวในเวลานั้นว่า “หน้าซื่อใจคด” (หมายความว่า ภายนอกดูเป็นผู้นำศาสนาและในใจคิดคดทรยศต่อพระเจ้าและความเชื่อศรัทธาของตน)

ดังนั้น ผู้นำศาสนาในสมัยนั้น จึงไปเน้นย้ำความสำคัญเคร่งครัดของการประกอบศาสนพิธี ในการสอนความหมายตามตัวอักษร ไปเน้นกฎหยุมหยิมที่ตนตราขึ้น มิได้ลงลึกถึงความหมายที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เช่น การที่พระเยซูคริสต์วิพากษ์การถือวันสะบาโตของพวกผู้นำศาสนายิวที่ยึดถือตามตัวอักษรมากกว่าพระประสงค์ของพระเจ้า ออกพระนามของพระเจ้าก็เพียงเพื่อ “ผลประโยชน์และเสริมสร้างอำนาจแห่งตน” เท่านั้น (ออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร) อย่างที่กล่าวแล้วว่า ผู้นำศาสนายิวไปเน้นความสำคัญของการประกอบศาสนพิธี (มัทธิว 6:1-6; 16-21) มากกว่าการติดสนิทและสัตย์ซื่ออุทิศชีวิตตนแด่พระเจ้า ตัวอย่างเช่น การถวายทศางค์ แทนที่จะเน้นการถวายทศางค์ชีวิต แต่ไปเน้นการถวายทศางค์เมล็ดผักชี ฯลฯ

นอกจากเน้นเรื่องศาสนพิธีแล้ว ผู้นำศาสนามุ่งสอนเรื่องจริยธรรมที่จะให้เป็น “คนดี” ซึ่งเป็น 6 ข้อหลังในพระบัญญัติ 10 ประการ ประเด็นสำคัญในที่นี้ของความเชื่อศรัทธาในศาสนายิวและคริสต์ศาสนาคือ หกประการหลังจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มี 4 ข้อแรกที่เป็นรากฐานความเชื่อศรัทธาที่มั่นคง หรือกล่าวแบบฟันธงคือการปฏิบัติตามพระบัญญัติ 10 ประการ หกประการหลังนั้นจะเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่เริ่มต้นและวางรากฐานของ 4 ข้อแรกก่อน และนี่คือจุดสำคัญที่บ่งชี้ชัดเจนว่า คำสอนในแต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน คริสต์ศาสนามิได้มีเป้าหมายสอนคนให้เป็นคนดี แต่ต้องการสอนและบ่มเพาะให้ทุกคนรู้จักกับพระเจ้า ติดสนิทกับพระองค์ มอบกายถวายชีวิตทั้งสิ้นแด่พระองค์ เพื่อพระเจ้าจะทรงเสริมสร้าง เปลี่ยนแปลงชีวิตแต่ละคนตามพระประสงค์ของพระองค์ และนี่คือรากฐานหรือจุดเริ่มต้นของการเป็น “คนดี” การเป็น “คนดี” จึงเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น พระเยซูคริสต์มิได้สอนให้ประชาชนเป็นคนดี แต่ทรงสอนให้เป็น “ผู้ดีรอบคอบ” อย่างพระบิดา (มัทธิว 5:45-48)

ในสภาพสังคมและความเชื่อศรัทธาเช่นนี้เองที่พระคริสต์ได้มาบังเกิด พระองค์ทรงบังเกิดในรางหญ้า รางหญ้าที่เป็นที่ตกต่ำสุดในชีวิต พระองค์ทรงบังเกิดในจุดต่ำสุดของชีวิตมนุษย์

รางหญ้าจุดต่ำสุดของชีวิตเพราะการครอบงำ กดขี่ การหลงผิดของอำนาจทางศาสนาและการเมืองในเวลานั้น พระคริสต์ทรงบังเกิดในจุดต่ำสุดของชีวิตมนุษย์และชีวิตของสังคมเพื่อจะทรงเปลี่ยนแปลงที่รากฐานของชีวิตเพื่อนำไปสู่ชีวิตใหม่

รางหญ้าจุดต่ำสุดของชีวิตที่เมื่อชีวิตไม่มีคำตอบ ไร้แสงสว่าง มืดบอด ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหนดี พระคริสต์ทรงเป็นแสงสว่างนำทางสู่ชีวิตใหม่

รางหญ้าจุดต่ำสุดของชีวิตมีทั้งในผู้คนเล็กน้อยต่ำต้อยและในผู้มีฐานะมั่งมีอย่างคนเก็บภาษีในเวลานั้น หรือผู้นำศาสนาอย่างนิโกเดมัส หรือ พวกนักการเมืองฝ่ายซ้ายสังกัดพรรคชาตินิยม เมื่อพระคริสต์ทรงบังเกิดใน “รางหญ้า” จุดต่ำสุดในชีวิตของคนเหล่านี้ เขาได้พบกับความสว่าง เขาได้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์

พระคริสต์มิได้บังเกิดใน “รางหญ้า” ในคอกสัตว์วันคริสต์มาสเท่านั้น แต่พระองค์ประสงค์ที่จะบังเกิดใน “รางหญ้า” จุดต่ำสุดในชีวิตของเราแต่ละคน เพื่อนำแสงสว่างแห่งชีวิตเข้ามาในชีวิตของเราแต่ละคน เพื่อเปลี่ยนแปลง และ บ่มเพาะชีวิตของเราใหม่ ให้เป็นชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า เฉกเช่น ศักเคียส มัทธิว หญิงโลหิตตก คนตาบอด และคนโรคเรื้อน และคนอื่นๆ อีกมากมายที่ได้พบชีวิตใหม่ในพระองค์