อ่านพระกิตติคุณมัทธิว
7:21-27
ประเด็นอ่อนไหว
รากฐานชีวิตคริสเตียนที่อ่อนแอ
ซึ่งอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตจิตวิญญาณของเรา
แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่าสิ่งนี้กลับไม่ปรากฏให้เราเห็นอย่างชัดแจ้ง และก็ไม่ได้ถูกนับว่าเป็นรายการความบาปยอดฮิตหนึ่งในสิบของคนเราอีกด้วย
แล้วก็ไม่ค่อยเป็นข่าวดังในความผิดบาปที่เราท่านมักกระทำเป็นประจำ
แต่แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นอันตรายอย่างมหันต์ต่อชีวิตคริสเตียน
แล้วมันคืออะไรกันแน่ที่ออกฤทธิ์อันตรายถึงขนาดนั้น?
ท่านยากอบเตือนคริสเตียนทั้งหลายให้ระวังระไวว่า...
“แต่(ท่าน)จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตนเอง”
(ยากอบ 1:22
ฉบับมาตรฐาน)
พระเยซูคริสต์ตรัสกับผู้ที่กำลังฟังพระองค์ว่า...
“ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า
‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าอาณาจักรสวรรค์
แต่คนที่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์เท่านั้นที่จะได้เข้า’”
(มัทธิว 7:21 อมตธรรม)
ปัจจุบันนี้คริสเตียนเรามักจะฟัง หรือ
อ่านพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น
แต่เราไม่ได้กระทำตามพระวจนะที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน หรือไม่ได้ปฏิบัติตามพระวจนะที่เราได้รับทราบ
และ รับรู้
และที่เรื่องนี้เป็นความร้ายแรงก็เพราะว่า เราคิด เรารู้สึกว่า เรื่องนี้เป็นธรรมดาของการเป็นคริสเตียน!
เรามุ่งที่จะรับฟังรับรู้พระวจนะ สะสมพระวจนะไว้ในความทรงจำ ใคร่ครวญพระวจนะเพียงเพื่อเป็นความรู้ แต่พระวจนะมิได้ถูกใคร่ครวญแล้วประยุกต์เพื่อใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของเรา
นั่นแสดงว่า “จิตสำนึก และ ความตระหนักชัด” ในชีวิตของเรา
“ปิดกั้น” หรือ “เฉยเมย” ต่ออิทธิพลหรือฤทธิ์เดชแห่งพระวจนะของพระเจ้า
ทำให้ต้องถามต่อไปว่า แล้วคริสเตียนคนๆ นั้นได้ “กลับใจ” หันมาหาพระเจ้า
และรับการเปลี่ยนชีวิตใหม่จากพระคริสต์แล้วหรือ?
หรือเป็นเพียงเห็นดีเห็นด้วยกับคำสอนในคริสต์ศาสนาเท่านั้น! และรู้ว่าควรปฏิบัติตามนั้น แต่ก็ไม่ได้นำไปปฏิบัติจริงในชีวิต ถ้าเราไม่เรียกคนประเภทนี้ว่า เป็นคนที่ “ดื้อและด้านต่อพระวจนะของพระเจ้า”
แล้วจะให้เรียกว่าอะไรดี
และนี่คือจุดอันตรายที่สุดในชีวิตของคริสเตียนในปัจจุบัน
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ นี่คือหลุมพราง/กับดัก
ที่ทำให้ชีวิตคริสเตียนต้องล้มเหลวและพินาศ! หลุมพราง หรือกับดักที่ว่านี้ คือการหลอกตนเองเรื่องพระวจนะของพระเจ้า ตามที่ยากอบได้เตือนให้คริสเตียนระมัดระวัง
สำหรับพระเยซูคริสต์
พระองค์ตักเตือนและชี้ชัดในเรื่องนี้อย่างหนักแน่นว่าสำคัญยิ่ง โดยได้สอนเป็นเรื่องอุปมาเปรียบเทียบไว้ว่า
“...แต่ทุกคนที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตาม
ก็เปรียบเสมือนคนที่โง่เขลา
สร้างบ้านของตนไว้บนทราย
แล้วฝนก็ตกน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะบ้านนั้น บ้านนั้นก็พังทลายลง
และการพังทลายนั้นก็ยิ่งใหญ่”
(มัทธิว 7:26-27 ฉบับมาตรฐาน)
พระเยซูทรงประณามคนที่ฟังแต่พระวจนะแต่ไม่ประพฤติตามว่าเป็นคนที่
“โง่เขลา”
และเมื่อเกิดวิกฤติชีวิตขึ้น
ชีวิตของคนเหล่านี้ก็จะ “พังทลาย” และพระองค์ทรงเน้นชัดหนักแน่นว่า เป็นการพังทลายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต มิใช่เป็นการพังทลายธรรมดาในชีวิตอย่างที่คิด!
นี่คือจุดวิกฤติอันตรายที่สุดในชีวิตคริสเตียนปัจจุบัน!
องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เตือนเราที่เรียกตนเองว่าคริสเตียนในปัจจุบัน
อย่าสักแต่คิดว่าตนคือสาวกที่ติดตามพระเยซูคริสต์
คนที่เป็นสาวกของพระคริสต์ก้าวแรกคือการที่เปิดชีวิตจิตใจรับเอาเมล็ดแห่งพระวจนะของพระเจ้าเข้าในชีวิตของตน และกระทำตามพระวจนะนั้นในชีวิตประจำวัน
แม้ตัวเราจะไม่มีกำลังเพียงพอที่จะทำตามพระวจนะทั้งสิ้นทั้งหมด แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในชีวิตเราจะเป็นกำลังให้เราสามารถทำตามพระวจนะของพระเจ้าได้
คริสเตียนปัจจุบันแสวงหาความรู้ในพระวจนะของพระเจ้าแต่ไม่สนใจที่จะปฏิบัติตาม
คริสเตียนปัจจุบันอยากรู้แต่ทฤษฎีด้านจิตวิญญาณแต่ไม่ต้องการมีชีวิตจากพระเจ้า
คริสเตียนปัจจุบันนิยมชมชอบ
“ศาสนศาสตร์วันอาทิตย์
แต่ไม่สนใจและไม่รู้ศาสนศาสตร์วันจันทร์ถึงวันเสาร์” กล่าวคือ
เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ในวันอาทิตย์
และในบริเวณกรอบรั้วของโบสถ์เท่านั้น
มีความสุขกับการฟังคำเทศนา
ฟังเพลง ร้องเพลง การได้รับกำลังใจ แล้วก็ออกไปจากโบสถ์
แต่ในวันจันทร์ถึงวันเสาร์คริสเตียนคนเดียวกันนี้กลับดำเนินชีวิตเหมือนคนที่ไม่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต บางคนร้ายกว่านั้นมีชีวิตที่สวนทางขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า แต่เขาก็ยังหลอกตนเองว่า
เขาเป็นสาวกของพระคริสต์
เขารู้พระวจนะของพระเจ้าอย่างดี
แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่ปฏิบัติและเชื่อฟังพระวจนะอย่างเลว
การที่พระวจนะของพระเจ้าจะถูกประยุกต์และปฏิบัติในชีวิตจริงของผู้ที่เชื่อนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อมาเป็นคริสเตียน
แต่เริ่มต้นที่เรามอบกายถวายชีวิตทั้งสิ้นแก่พระองค์ก่อน และเอาใจใส่ต่อพระวจนะ จากนั้น “ตั้งใจ” ที่จะปฏิบัติตามพระวจนะ และสัตย์ซื่อจริงใจที่จะกระทำตามสิ่งที่เราได้ยิน
ได้ฟัง และได้อ่านจากพระวจนะ
การที่เราท่านใคร่ครวญพระวจนะและอธิษฐานทุกเช้า-ค่ำอย่างที่เราท่านทำอยู่จะไม่เกิดผลเป็นประโยชน์อันใดเลย ถ้าเราเพียงทำเป็นพิธี ทำเพื่อเป็นศาสนพิธี ทำเพื่อความสบายใจ แต่มิได้นำเอาพระวจนะและสิ่งที่พระเจ้าทรงนำและเปิดเผยไปปฏิบัติตามในชีวิตจริงแต่ละวัน
ยากอบเตือนเราว่า
อย่าหลอกตนเองครับว่าเราเติบโตขึ้นในชีวิตการเป็นสาวกของพระคริสต์ ด้วยการรู้พระวจนะที่ปราศจากการกระทำตามพระวจนะ
พระเยซูตรัสว่า
‘ความสุขมีแก่บรรดาผู้ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า
และเชื่อฟังต่างหาก’
(ลูกา 11:28 อมตธรรม)
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย
เชียงใหม่
E-mail:
prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

