แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ด้วยพระคุณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ด้วยพระคุณ แสดงบทความทั้งหมด

03 พฤษภาคม 2556

ผู้สร้างสันติ: ผู้ที่หายใจเข้า-ออกด้วยพระคุณ


78 โดย​พระ​ทัย​เมต​ตา​ของ​พระ​เจ้า​ของ​เรา
แสง​อรุณ​จาก​เบื้อง​สูง​จึง​มาเยี่ยม​เยียน​เรา
79 ส่อง​สว่าง​แก่​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​อยู่​ใน​ความ​มืด และ​ใน​เงา​ของ​ความ​มร​ณา
เพื่อ​จะ​นำ​เท้า​ของ​เรา​ไป​ใน​ทาง​สันติ​สุข (ลูกา 1:78-79)

ผู้สร้างสันติ คือผู้ที่หายใจเข้าออกด้วยพระคุณ  เขาเป็นผู้ที่ซึมซับเอาความดีและพลังชีวิตจากพระเยซูคริสต์   จากนั้นเขานำเอาความรัก  ความเมตตา  การให้อภัย  การหนุนเสริมพลังชีวิตแก่คนรอบข้าง  และมีพระปัญญาจากเบื้องบนติดตัวเขาไปยังที่ทำงาน   ไปในชุมชนและทุกหนแห่งที่เขาไปในแต่ละวัน

พระเจ้าทรงปีติยินดีที่จะทรงระบายลมปราณแห่งพระคุณของพระองค์เข้าในชีวิตของผู้สร้างสันติ  และผ่านทุกลมหายใจของผู้สร้างสันติ   และพระองค์ทรงใช้ผู้สร้างสันติที่จะกระทำให้ความโกรธเกลียดเคียดแค้นลดน้อยเจือจางเบาบางลง   แต่น้อมนำเสริมสร้างความเข้าใจกันและกันให้เพิ่มพูนมากขึ้น   อีกทั้งกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรม   และกล้าหาญพอที่จะยอมรับกลับใจ และ เชื่อมประสานการคืนดี

27 เรา​มอบ​สันติ​สุข​ไว้​กับ​พวก​ท่าน
สันติ​สุข​ของ​เรา​ที่​ให้​กับ​ท่าน​นั้น เรา​ไม่​ได้​ให้​อย่าง​ที่​โลก​ให้
อย่า​ให้​ใจ​ของ​ท่าน​เป็น​ทุกข์ อย่า​กลัว​เลย (ยอห์น 14:27)

ท่านเคยอยู่ใกล้กับคนที่ชีวิตเปี่ยมด้วยศานติสุขในพระเจ้าหรือไม่?   ท่านได้สัมผัสกับความแจ่มใส เย็นสงบของเขาไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เช่นไรหรือไม่?   ท่านได้เห็นศานติของพระคริสต์ในชีวิตของเขาคนนั้นไม่ว่าท่ามกลางการทดลองหรือสถานการณ์ย่ำแย่แค่ไหน   เขาคนนั้นมั่นใจในพลังแห่งความดีของพระเจ้าแม้ในยามที่ถูกทดลองหรือสงสัยหรือไม่?   เพราะท่านรู้ว่าความเชื่อศรัทธาที่เขามีอยู่มิใช่ความเชื่อแบบตื้นเขิน   แต่เป็นความเชื่อที่บ่มเพาะเติบโตผ่านความเจ็บปวด  ด้วยความบากบั่นพยายามผ่านมรสุมชีวิตที่จู่โจมถาโถมเข้ามาในชีวิต

22 ส่วน​ผล​ของ​พระ​วิญ​ญาณ​นั้น คือ​ความ​รัก ความ​ยินดี สันติ​สุข
ความ​อด​ทน ความ​กรุณา ความ​ดี ความ​ซื่อ​สัตย์ (กาลาเทีย 5:22)

เมื่อพระคุณพระเจ้าเปี่ยมอิ่มในคนนั้น   ท่านคิดว่าความสัมพันธ์ของคนๆ นั้นที่มีต่อคนรอบข้างจะเป็นเช่นไร   ความสัมพันธ์ของเขาจะสร้างและทิ้งร่องรอยความเจ็บปวด  ความขุ่นเคือง ความสิ้นหวังไว้กับชีวิตของคนที่เขาสัมพันธ์ด้วยหรือ?   ผู้คนจะรู้จักเขาคนนั้นว่า เป็นคนที่มักจะกล่าวร้ายป้ายสีคนอื่นอย่างรุนแรงเช่นนั้นหรือ?   หวังว่าเขาจะไม่เป็นคนเช่นนั้นแน่   ผู้คนที่ชุ่มเปี่ยมด้วยศานติสุขของพระเจ้า   จะมีศานติสุขกับคนอื่นรอบข้าง   ทำไมถึงว่าเช่นนั้น?

33 เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ไม่​ใช่​พระ​เจ้า​แห่ง​ความ​วุ่น​วาย แต่​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า​แห่ง​สันติ (1โครินธ์ 14:33)

เพราะ “ผู้สร้างศานติคือผู้ที่มีชีวิตที่หายใจเข้าออกด้วยพระคุณของพระเจ้า”   มีผู้กล่าวว่า   ศานติสุขของพระเจ้าจะไหลล้นเข้ามาในความนึกคิด  ความเข้าใจ และหัวใจของคนๆ นั้น  แล้วทำให้ชีวิตของเขาคนนั้นเป็นดั่งน้ำพุที่มีน้ำพุ่งออกมาด้วยความเมตตากรุณา  ความดี  ด้วยการใส่ใจอย่างจริงใจ  ที่ผูกพันด้วยความรักเมตตา  และผู้ที่เปี่ยมล้นด้วยพระคุณของพระเจ้าจะสาดกระเซ็นไหลล้นพระคุณนั้นไปยังคนอื่นๆ ที่อยู่รอบเขา   เขาไม่สามารถที่จะหยุดรับพระคุณและให้พระคุณนั้นไหลล้นจากชีวิตของเขา   ดั่งที่เขาไม่สามารถหยุดหายใจ   เพราะพระคุณของพระเจ้าเป็นเฉกเช่นอากาศที่เขาต้องหายใจเข้าออกไปตลอดชีวิต   และคำอธิษฐานของเขาจะเป็นเหมือนทำนองนี้ว่า    

15 และ​จง​ให้​สันติ​สุข​ของ​พระ​คริสต์​นำ​พา​จิต​ใจ​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย
พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​ท่าน​ให้​มา​เป็น​กาย​เดียว​กัน​ก็​เพื่อ​สันติ​สุข​นี้ และ​จง​มี​ใจ​ขอบ​พระ​คุณ (โคโลสี 3:15)

หายใจเข้า:  พระเจ้าองค์บริสุทธิ์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์   ข้าพระองค์หลุดรอดจากหุบเหวแห่งความบาปร้าย   ข้าพระองค์จะได้รับการปลดปล่อยจากเขี้ยวเล็บของมารร้าย   ได้รับการทรงอภัยบาปโทษ  และกลับมาเป็นบุตรของพระองค์   ช่างเป็นความรักเมตตาที่น่าอัศจรรย์ใจ   ขอบพระคุณพระเจ้า   ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงชำระและยกโทษบาปของข้าพระองค์ทั้งสิ้น   และทรงกระทำให้ชีวิตของข้าพระองค์มีศานติกับพระองค์   ข้าพระองค์จึงสามารถที่จะยกย่องสรรเสริญ  มีพระองค์เป็นเอกในชีวิตได้

11 สุด​ท้าย​นี้ พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ...จง​เป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กัน จง​อยู่​ร่วม​กัน​อย่าง​สันติ
และ​พระ​เจ้า​แห่ง​ความ​รัก​และ​สันติ​สุข​จะ​สถิต​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย (2โครินธ์ 13:11)

หายใจออก:  และบัดนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าที่รัก   เมื่อข้าพระองค์จะดำเนินชีวิตไปในวันนี้  ขอให้สัจจะแห่งองค์พระเยซูคริสต์เป็นจังหวะการเต้นแห่งหัวใจของข้าพระองค์   และโปรดให้ทุกคำที่ข้าพระองค์พูด  ทุกความนึกคิดและมุมมอง  ทุกพฤติกรรมที่แสดงออก  และทุกการกระทำ  ทุกความปรารถนาในจิตใจของข้าพระองค์   ให้ถูกใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์   เพื่อเป็นที่ถวายพระเกียรติ และ เป็นการขยายแผ่นดินของพระองค์  

โปรดช่วยให้ข้าพระองค์กระทำต่อผู้อื่นมิใช่ตามใจปรารถนาของตนเอง  แต่ตามแบบอย่างที่พระองค์ทรงกระทำต่อข้าพระองค์   โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงพระฉายาของพระองค์   เป็นตัวแทนของพระองค์ในสังคมชุมชน  เป็นทูตของพระองค์ในแผ่นดินโลกนี้   ขอบพระคุณพระองค์

ในวันนี้โปรดให้ทุกลมหายใจ  ทุกคำพูด  และทุกการกระทำของเราชุ่มเปี่ยมด้วยพระคุณของพระเจ้า

9คน​ที่​สร้าง​สันติ​ก็​เป็น​สุข
เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​จะ​ทรง​เรียก​เขา​ทั้ง​หลาย​ว่า​เป็น​ลูก (มัทธิว 5:9)

18 ...​พวก​ที่​สร้าง​สันติ ซึ่ง​หว่าน​ด้วย​สันติ ก็​จะ​ได้​รับ​ผล​คือ​ความ​ชอบ​ธรรม (ยากอบ 3:18)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

18 กุมภาพันธ์ 2556

Lent 3: มีกินมีอยู่ด้วยพระคุณ


ระบบเศรษฐศาสตร์ในแผ่นดินของพระเจ้า
อ่าน มัทธิว 20:1-16

แผ่นดินสวรรค์เป็นเช่นเจ้าของสวนองุ่นที่ออกไปแต่เช้าเพื่อจ้างคนมาทำงานในสวนของตน   เมื่อเขาตกลงว่าจะจ่ายค่าจ้างวันละหนึ่งเดนาริอันแล้วพวกเขาก็ไปทำงานในสวนองุ่น...

ลูกจ้างที่มาเริ่มทำงานเมื่อบ่ายห้าโมงเย็นรับเงินไปคนละหนึ่งเดนาริอัน   ฝ่ายคนที่มาก่อนนึกว่าตนจะได้มากกว่านั้น   แต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน   เมื่อพวกเขารับเงินแล้วจึงบ่นต่อว่าเจ้าของสวน   คนมาทีหลังทำงานแค่ชั่วโมงเดียวกลับได้เท่าๆ กับเราที่ตรากตรำกรำแดดมาทั้งวัน

แต่เจ้าของสวนตอบคนหนึ่งในพวกนั้นว่า   “เพื่อนเอ๋ยเราไม่ได้โกงนะ   ก็ตกลงกันไว้ว่าหนึ่งเดนาริอันไม่ใช่หรือ...   เราพอใจจะให้คนมาทีหลังเท่าๆ กันกับท่าน   เงินของเรา  เราไม่มีสิทธิ์ใช้ตามใจชอบหรือ   หรือว่าท่านอิจฉาเพราะเห็นเราใจกว้าง”  (ข้อ 1-2, 9-15 อมตธรรม)

คนในสมัยพระเยซูคงมีความรู้สึกว่า   พระเยซูเป็นคนที่พวกเขาเข้าใจยาก  เดาใจไม่ถูก   หลายๆ เรื่องพระองค์มีความคิดและพฤติกรรมที่ทวนกระแสสังคม  และประเพณีนิยมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือทำตาม   ยิ่งพวกผู้นำศาสนายิว   นักการเมือง  คนมั่งมี   คงกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า   “เราไม่เข้าใจคนบ้านนอกคนนี้” 

ในสายตาของประชาชน  พระเยซูคริสต์เป็นที่เคารพนับถือในด้านศาสนา   แต่ไม่มีตำแหน่งในวงการศาสนา   เป็นคนที่เติบโตในบ้านนอก   พระองค์สอนให้สาวกที่ติดตามเป็นคนเคร่งครัดในธรรมบัญญัติของพระเจ้า   แต่พระองค์กลับคบค้าสมาคมกินข้าวกินปลาร่วมกับพวกคนเก็บภาษี  คนนอกรีต  รวมทั้งหญิงโสเภณี 

คำสอนของพระเยซูฟังดูแปลกแตกต่างจากพวกธรรมาจารย์ ฟาริสี และผู้นำศาสนายิวคนอื่นๆ   พระองค์บอกว่าคนมั่งมีจะเข้าแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากยิ่งกว่าอูฐจะลอดรูเข็มเสียอีก   แล้วอย่างงี้ใครจะเข้าแผ่นดินสวรรค์ได้   เมื่อหญิงหม้ายนำเงินเพียงไม่กี่สตางค์มาถวายที่พระวิหารแต่พระองค์บอกว่าหญิงหม้ายนำเงินมาถวายพระเจ้ามากกว่าเศรษฐีที่นำเงินมาถวายจำนวนมาก

พระเยซูอยู่เคียงข้างคนยากคนจน  คนด้อยโอกาส   คนที่ถูกสังคมตราหน้าหน้าว่าบาปหนา   คนเจ็บป่วยที่สังคมรังเกียจกีดกัน   คนที่ผีสิงผีเข้า   แต่ทำไมพระองค์ปล่อยให้หญิงคนหนึ่งชโลมบนพระเศียรของพระองค์ด้วยน้ำมันหอมนารดาที่ราคาแพงลิบลิ่วเป็นหมื่นเป็นแสนบาทในปัจจุบัน   ทำให้เสียของ   แทนที่จะขายน้ำมันหอมนั้นแล้วเอาเงินไปช่วยคนยากคนจน  คนเจ็บป่วยอดอยาก

อุปมาที่เราอ่านในวันนี้   เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องค่าจ้างแรงงาน   เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำมาหากิน  การอยู่รอด  เป็นเรื่องเศรษฐกิจ   มุมมองและระบบคุณค่าของพระองค์ก็สร้างความรู้สึกงงงวยขัดแย้งขึ้นในสังคมตอนนั้นด้วยเช่นกัน

บนหลักคิดของคนทั่วไปทั้งมั่งมีและยากจนต่างมองว่า  คนทำงานมาก คนทำงานหนัก ควรได้รับค่าจ้าง มากกว่าคนทำงานน้อย  คนทำงานเพียงชั่วครู่ชั่วยาม    ดังนั้น หลักค่าจ้างแรงงานในที่นี้คือความสัมพันธ์ระหว่างงานที่ทำกับเงินค่าจ้างที่ได้รับ   เป็นมุมมองเศรษฐศาสตร์แบบ พ.ศ. 2504 ยุคผู้ใหญ่ลี   หรือจอมพล สฤษดิ์  ธนรัตน์    ที่มีสโลแกนว่า “งานคือเงิน  เงินคืองาน  บันดาลสุข”?  ที่มองว่า  ทำงานเพื่อทำเงิน  ทำเงินเพื่อสร้างความสุข?

แต่พระเยซูคริสต์กล่าวถึงระบบคุณค่าในแผ่นดินของพระเจ้าถึงงานและเงินที่แตกต่างสวนทางกับหลักคิดของคนในสังคมยุคนั้น  และก็รวมถึงยุคนี้ด้วย   น่าสังเกตว่า  
  • เจ้าของสวนองุ่นตกลงกับคนที่มาทำงานแต่เช้าตรู่ว่าค่าแรงทั้งวันในการทำงานคือ หนึ่งเดนาริอัน    หนึ่งเดนาริอันเป็นค่าจ้างแรงงานที่พอนำไปเลี้ยงชีวิตครอบครัวได้หนึ่งวัน   หลักคิดการทำงานในแผ่นดินของพระเจ้าคือ  ทำงานเพื่อคุณค่าความหมายของชีวิต   ทำงานเพื่อการมีกินมีอยู่ของครอบครัว   การทำงานเป็นความรับผิดชอบ
  • เรื่องของแรงงานจะต้องอยู่บนรากฐานของความยุติธรรม   ในที่นี้ความยุติธรรมมีสองนัยยะด้วยกันคือ  เจ้าของสวนองุ่นทำตามที่สัญญาตกลงกันเกี่ยวกับเรื่องค่าจ้าง   นัยยะที่สองคือ ในการตกลงเรื่องค่าจ้างแรงงานจะไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน   กล่าวคือ  ค่าจ้างแรงงานต้องพอที่ผู้ใช้แรงงานจะมีพอนำไปเลี้ยงดูครอบครัวและชีวิตของตนเอง   สำหรับแผ่นดินของพระเจ้า  การทำงานเป็นเรื่องของชีวิตของตนและครอบครัว   เป็นเรื่องคุณค่าของชีวิตและความรับผิดชอบต่อกันและกัน   มิใช่เพียง “ทำงานเพื่อทำเงิน”
  • ความยุติธรรมเรื่องค่าจ้างแรงงานในแผ่นดินของพระเจ้าต้องเป็นความยุติธรรมที่ควบคู่ไปกับความเมตตากรุณา    ระบบคุณค่าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่สามารถแยกความยุติธรรมออกจากความเมตตากรุณา   ในอุปมานี้จึงแสดงออกชัดเจนว่า   แม้แรงงานแต่ละกลุ่มมาทำงานในเวลาที่แตกต่างกัน   แต่ทุกคนได้รับค่าจ้างแรงงานพอนำไปเลี้ยงดูเพื่อความอยู่รอดในครอบครัวในวันนั้น    ดังนั้น  ค่าจ้างแรงงานในที่นี้จึงเป็นระบบความยุติธรรมที่เปี่ยมล้นด้วยความรักเมตตากรุณาจากเจ้าของสวนองุ่น   ที่พระองค์ต้องการให้ค่าแรงงานเพื่อการดำรงชีวิตและอยู่รอดของผู้ทำงาน   แต่มิใช่ให้เพราะทำงานมากหรือน้อย  ตำแหน่งสูงหรือไม่มีตำแหน่ง  


สำหรับแผ่นดินของพระเจ้าแล้ว   การงานความรับผิดชอบอาจจะแตกต่างกันไป   แต่ผลตอบแทนจากแรงงานต่างได้รับความเมตตาจากเจ้าของสวนหรือพระเจ้า   ซึ่งสวนกระแสคิดกับสังคมทั่วไปที่   ความแตกต่างของงานที่ทำ  เป็นตัวกำหนดค่าตอบแทน รายได้ แรงงานที่ได้รับ   และที่สำคัญคือกระแสสังคมมีมุมมองว่า “ทำงานเพื่อทำเงิน”   จนตกหลุมพรางว่า “คุณค่าชีวิตอยู่ที่เงินค่าแรงที่ได้รับ”   งานใด ตำแหน่งใดที่ได้เงินค่าจ้างหรือค่าตอบแทนน้อย  ทำให้ผู้ทำงานคนนั้นรู้สึกว่างานที่ทำ และ ตนเองด้อยคุณค่ากว่าคนที่ทำงานแล้วได้รับค่าตอบแทนแรงงานมากกว่าตน

ขอตั้งข้อสังเกตว่า ตามระบบคุณค่าในแผ่นดินของพระเจ้า  ตำแหน่ง  ความชำนาญ  หน้าที่การงาน  และความรับผิดชอบ  มิใช่ตัวกำหนดความแตกต่างค่าจ้างแรงงาน   และในเวลาเดียวกันอัตราหรือจำนวนของค่าจ้างแรงงานมิใช่ตัวบ่งชี้ถึงความสามารถ  และความสำคัญของงานที่ทำ  หรือความแตกต่างในคุณค่าของคนทำงาน

แต่การทำงาน และ การได้ค่าตอบแทนจากการทำงานในแผ่นดินของพระเจ้าเป็นพระคุณของพระเจ้า   เพราะการทำงานเกิดจากการทรงเรียกของพระเจ้า   การทำงานคือการที่เราเข้ามาร่วมพระราชกิจของพระองค์   “ในสวนองุ่น” ของพระองค์    สำหรับค่าแรงงานที่ได้รับนั้นแท้จริงเป็นพระคุณของพระเจ้าที่ทรงประทานแก่เราให้สามารถมีอยู่มีกินมีชีวิตรอดได้   และทุกชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้าในสวนองุ่นของพระองค์ต่างมีคุณค่าความหมายทั้งสิ้น  

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ทุกวันนี้ท่านมีมุมมองต่องานที่ท่านทำและรับผิดชอบอย่างไรบ้าง?

2. ถ้าในคำอุปมาของพระเยซูที่เราศึกษาใคร่ครวญในวันนี้   พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของสวนองุ่น  เรื่องราวอุปมาเรื่องนี้สอนถึงระบบเศรษฐกิจแห่งพระคุณอย่างไรบ้าง?

3. ท่านคือใครในอุปมาเรื่องนี้?   ท่านเป็นคนงานที่มาทำงานในสวนองุ่นตั้งแต่เช้า  และรู้สึกไม่พอใจกับค่าแรงที่ได้รับ หรือ ท่านเป็นแรงงานที่มาทำงานในช่วงบ่าย   ทำงานเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ได้แรงงานเต็มวัน?   ทำไมท่านถึงคิดว่าท่านเป็นคนทำงานในกลุ่มดังกล่าว?   และมีความรู้สึกเช่นใดบ้าง?

4. ท่านได้เรียนรู้บทเรียนอะไรบ้างจากวิธีคิดของเจ้าของสวนองุ่น?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า   น้ำพระทัยอันกว้างขวางของพระองค์เหนือที่ข้าพระองค์จะเข้าใจได้   ความคิดเรื่องความยุติธรรมของพระองค์ก็แตกต่างจากวิธีคิดของข้าพระองค์   โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะใส่ใจอย่างละเอียดถ้วนถี่ในวิถีการทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์   ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระเมตตากรุณาอันกว้างใหญ่ไพศาลของพระองค์ 

ในวันนี้เมื่อข้าพระองค์ทำงานใดๆ โปรดกระตุ้นเตือนให้ข้าพระองค์สำนึกว่า  พระองค์ทรงเรียกให้ข้าพระองค์มาร่วมกระทำในพระราชกิจของพระองค์ในงานนั้นๆ   และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์กระทำงานนั้นด้วยจิตใจที่ขอบพระคุณพระองค์   ด้วยความมุ่งมั่นสนองตอบพระประสงค์ของพระองค์   และขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระคุณของพระองค์ที่ประทานผ่านมาทางน้ำพักน้ำแรงของการทำงาน    อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499