แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถอดบทเรียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถอดบทเรียน แสดงบทความทั้งหมด

11 พฤษภาคม 2563

ถอดบทเรียนความเชื่อของอับราฮัม

ใช้ในวิกฤติโควิด 19

ถอดบทเรียนรู้ความเชื่อศรัทธาของอับราฮัม เพื่อใช้ในชีวิตท่ามกลางวิกฤติโควิด 19 ในชีวิตของคริสตชนไทย ผมพบว่า ความเชื่อของบรรพบุรุษยังเป็นความเชื่อที่ยังขับเคลื่อนชีวิตของเราได้ปัจจุบัน

(ขอโทษครับ...ข้อเขียนนี้ยาวหน่อยนะครับ)

8โดยความเชื่อ เมื่ออับราฮัมได้รับการทรงเรียกให้ออกเดินทางไปยังที่ที่ท่านจะรับเป็นมรดก ท่านก็เชื่อฟังและเดินทางออกไปโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน (ปฐก.12:1-5) 9โดยความเชื่อ ท่านได้อาศัยในแผ่นดินแห่งพระสัญญาเหมือนเป็นคนต่างด้าว โดยพักอยู่ในเต็นท์ร่วมกับอิสอัคและยาโคบผู้เป็นทายาทตามพระสัญญาเดียวกันนั้น (ปฐก.35:27) 10ท่านเฝ้าคอยนครที่ตั้งอยู่บนรากฐานซึ่งพระเจ้าทรงเป็นสถาปนิกและทรงเป็นผู้สร้าง (ฮีบรู 11:8-10 มตฐ.)

ก. ความเชื่อเป็นเรื่องทั้งชีวิต ที่เป็นรูปธรรม และ มีพลังขับเคลื่อน

[1] ชีวิตของอับราฮัมนั้นไม่เหมือนกับชีวิตของเรา ชีวิตของอับราฮัมเป็นการจาริกไปบนเส้นทางชีวิตแห่งความเชื่อศรัทธา

[2] หากเราติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า เราต้องไว้วางใจในพระองค์

[3] ชีวิตของเราอยู่ในพระหัตถ์ของผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ประเด็นต่าง ๆ ในความเชื่อศรัทธาเป็นเป้าหมายของการเชื่อศรัทธา

[4] ความเชื่อศรัทธาเป็นพระบัญชาของพระเจ้า

[5] ความเชื่อศรัทธานี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา และด้วยความเชื่อเดียวกันนี้ที่จะหนุนเสริมเราในช่วงเวลาที่ชีวิตตกอยู่ในความยากลำบาก

[6] ถ้าไม่มีความเชื่อ ก็ไม่เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า

[7] ความเชื่อเป็นการเชื่อฟัง ความเชื่อเป็นเรื่องของการกระทำ เป็นการตอบสนองต่อพระบัญชาของพระเจ้า   ความเชื่อศรัทธาเป็นเรื่องที่เราต้องกระทำ

[8] เมื่อเราพูดว่าเราเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า เราฟังพระวจนะ เราอ่านพระวจนะ เราต้องทำตามพระวจนะด้วย

[9] เราเชื่อศรัทธาในพระเจ้าแม้ว่าจะมีการต่อต้านขัดขวางเช่นไรก็ตาม

[10] ความเชื่อศรัทธามิใช่อะไรที่ง่าย ๆ สะดวกสบาย แต่เป็นสิ่งที่ทุกข์ยากลำบากทั้งกาย ใจ ความนึกคิด และ การตัดสินใจของเราด้วย

ข. เราเชื่อฟังพระเจ้าเมื่อเราไม่รู้ว่าเราจะไปที่ไหน

[1] ในความเชื่อของเรา เราไม่รู้ชัดเจนว่าเราจะไปไหน แต่เรารู้ชัดเจนว่าพระเจ้าคือผู้ใด

[2] ความเชื่อคือความมั่นใจในพระบัญชาของพระเจ้า อับราฮัมรู้ว่าพระเจ้าได้มีพระบัญชาแล้ว และนั่นคือความมั่นใจทั้งสิ้นที่เขาต้องการ

[3] ความเชื่อศรัทธาคือการที่เราตัดสินใจเดินบนเส้นทางชีวิตที่ทรงบัญชา ทิศทางที่ชัดเจนจากพระเจ้า มิใช่เป็นเพียงข้อเสนอ หรือ ทางเลือก มีเพียงทางเดียวเท่านั้นคือ “การที่เราตัดสินใจเดินไปบนเส้นทางนั้นที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เราจาริกไป”

[4] การที่เราเชื่อมั่นในพระเจ้า มิใช่เพราะเรามีแผนหลักแผนรองอะไรในทำนองนั้น แต่เป็นการที่เรายอมทำตามพระบัญชา เพราะเรารู้และไว้วางใจว่า พระองค์รู้จักตลอดเส้นทางที่ต้องฝ่าทะลุผ่านถิ่นทุรกันดารแห่งชีวิตที่เราจะต้องจาริกไป

[5] การมีความเชื่อ เราจะขับเคลื่อนไปตามพระบัญชาแม้เราไม่รู้จักหรือคุ้นชินกับวิถีชีวิตที่เราต้องจาริกไป เราคงต้องถามตนเองว่า เรากลัวที่จะขับเคลื่อนไปตามเส้นทางที่เราต้องจาริกไปตามพระบัญชานี้หรือเปล่า?

[6] การที่เรามีความเชื่อ คือการที่เราตอบสนองด้วยปัญญา การที่เรามี “ปัญญา” ไม่ใช่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงกระทำอะไรมากน้อยแค่ไหน แต่การที่เรามี “ปัญญา” คือการที่เราตอบสนองตามข้อมูลรายละเอียดที่พระองค์เปิดเผยและประทานแก่เราด้วยความสัตย์ซื่อ

[7] ความเชื่อคือการที่เราไว้วางใจพระเจ้าก่อน การที่เราเรียกร้องคำตอบจากพระเจ้าก่อนที่เราจะตอบสนองพระองค์ ก็เป็นการบอกกับพระเจ้าว่า พระองค์ต้องไว้วางใจเราก่อน ที่เราจะลงมือขับเคลื่อนหรือกระทำในสิ่งที่พระองค์บัญชา

[8] ความเชื่อคือการที่เราตอบรับพระบัญชาของพระเจ้าก่อน เรามักต้องการให้พระเจ้าประทานสิ่งต่าง ๆ ก่อนที่เราจะ “ตอบรับ” พระเจ้า แต่พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าต้องตอบรับเราก่อน แล้วเราจะประทานสิ่งเหล่านั้นแก่เจ้า”

[9] ความเชื่อศรัทธาเป็นการเชื่อฟัง เป็นการที่เรายอมเชื่อฟังพระเจ้าแม้เมื่อเรายังไม่รู้ว่าเราจะต้องไปที่ไหน

[10] ความเชื่อคือ การทำทุกสิ่งที่พระเจ้าบอกให้เราทำ

ค. เราเชื่อฟังพระเจ้าแม้เมื่อเราไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ที่พระเจ้าจะกระทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จ 

1. เราเชื่อศรัทธาแม้เราจะมีความจำกัดในชีวิต อับราฮัมเป็น “คนดีที่ไร้ผลผลิต” เพราะเขาไม่สามารถที่จะมีผู้ที่สืบตระกูลจากเขา

2. ถ้าเราเอาเหตุผลของเราเหนือความเชื่อความเสียหายจะเกิดขึ้นในชีวิต เพราะการขาดความอดทนบางครั้งเราจึงเอาหลักการเหตุผลมาแทนที่ความเชื่อของเรา

3. ความเชื่อศรัทธาจะไม่ดัดแปลง/เพิ่มเติม/หรือมโนไปเองแล้วเพิ่มเติมบางสิ่งลงในความเชื่อของเรา ดังนั้นต้องระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่เพิ่มเติมสิ่งอื่นใดลงในในสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสแก่เราแล้ว

4. การขาดความอดทนและความประมาทไม่ใช่ความเชื่อศรัทธา

5. บางครั้งเรากระทำด้วยความประมาทและทูลขอพระองค์ให้ทรงอวยพระพร

6. พระเจ้าจะไม่กระทำตามคำเรียกร้องของเราให้พระองค์ทำ แต่พระองค์จะกระทำเมื่อพระองค์พร้อมในเวลาของพระองค์

7. บางครั้งการที่เราจะ “นิ่ง” เราต้องมีความเชื่อศรัทธาอย่างมากกว่าการที่เราจะขับเคลื่อน

8. บางครั้งเราทำกิจกรรมที่มีความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเราเอง (หรือ ภาวะหนีเสือปะจระเข้ของเรา)

9.  การรอคอยทำให้เราได้เรียนรู้ในประสบการณ์ถึงการที่พระเจ้าทรงครอบครองเหนือชีวิตของเรา

10. เมื่อเราไม่สามารถที่จะทำอะไร อย่าพยายามที่จะทำอะไรบางอย่าง เพราะในการอยู่นิ่งสงบคนเดียว จะมีบทเรียนที่เราต้องเรียนรู้

11. เมื่อพระเจ้าให้บางอย่างแก่เราก่อนเวลาอันควร เราอาจจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่พระองค์ประทานให้มากกว่าพระเจ้าผู้ทรงประทานแก่เรา

ง. เราเชื่อฟังพระเจ้าเมื่อเราไม่รู้ว่าทำไมพระเจ้าถึงให้เราทำในสิ่งที่ต้องทนทุกข์ และเจ็บปวด

1. ในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ต้องพึ่งพิงสิ่งอื่นมากกว่าพึ่งพิงในพระองค์ไหม? เราได้สูญเสียการเชื่อฟังในพระเจ้าอะไรไปบ้างไหม?

2. ถ้าเราไม่ถวายสิ่งที่พระองค์ประทานแก่เราคืนให้พระองค์ ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เราจะไปแทนที่ของพระเจ้าในชีวิตของเรา

3. ถ้าเราไม่สามารถที่จะถวายบุตรที่พระเจ้าประทานแก่เรากลับคืนแด่พระองค์ บุตรคนนั้นก็จะอยู่แทนที่ของพระเจ้าในชีวิตของเรา

4. ถ้าเราไม่สามารถถวายคืนคู่อุปถัมภ์ (คู่ชีวิต) ที่พระองค์ประทานแก่เรา คู่อุปถัมภ์ก็จะอยู่แทนที่ของพระเจ้าในชีวิตของเรา

5. ถ้าเราไม่สามารถถวายเงินทองที่พระเจ้าประทานแก่เราคืนพระองค์ ทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นก็จะไปอยู่แทนที่ของพระเจ้าในชีวิตของเรา

6. ถ้าเราไม่ถวายอาชีพการงานที่พระเจ้าประทานแก่เราคืนพระองค์ อาชีพการงานเหล่านั้นก็จะอยู่แทนที่ของพระเจ้าในชีวิตของเรา

7. หลายต่อหลายคนในพวกเราที่ยึดถือพระเจ้าเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในชีวิต

8. การที่เรากล่าวว่า เราเป็นผู้ที่มีความเชื่อศรัทธา ก็เป็นการกล่าวว่าเราจะเชื่อฟังพระเจ้าในทุกทางทุกมิติในชีวิตของเรา

9. หลังจากวิกฤติโควิด 19 ชีวิตจะไม่เหมือนเดิม ผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นสิ่งร้ายหรือไม่ 

10. วิกฤติโควิด 19 ไม่ควรจะสร้างผลกระทบต่อนิมิตหมายของเราในพระเจ้า แต่ตรงกันข้าม วิกฤตินี้ควรผลักดันให้เราเข้าใกล้ชิดพระองค์มากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ให้วิกฤตินี้เผาไหม้เอาสิ่งที่ไม่สำคัญในชีวิตของเราออกไปก็ยังดี

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


30 ธันวาคม 2556

ถอดบทเรียนวันที่พระคริสต์มาบังเกิด!

อ่าน ลูกา 2:15-20

เมื่อ​ทูต​สวรรค์​เหล่า​นั้น​ไป​จาก​พวก​เขา​(คนเลี้ยงแกะ) ขึ้น​สู่​สวรรค์​แล้ว
บรรดา​คน​เลี้ยง​แกะ​ก็​พูด​กัน​ว่า
“ให้​เรา​ไป​ยัง​เมือง​เบธ​เล​เฮม​ดู​เหตุ​การณ์​ที่​เกิด​ขึ้น​ตาม​ที่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ทรง​แจ้ง​กับ​เรา”    
เขา​ก็​รีบ​ไป แล้ว​พบ​นาง​มา​รีย์​กับ​โย​เซฟ และ​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า    
เมื่อ​พวก​เขา​เห็น​แล้ว​จึง​เล่า​เรื่อง​ที่​เขา​ได้​ยิน​ถึง​พระ​กุมาร​นั้น    
คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้​ยิน​ก็​ประหลาด​ใจ​เกี่ยว​กับ​เรื่อง​ที่​คน​เลี้ยง​แกะ​บอก​กับ​เขา    
ส่วน​นาง​มารีย์​ก็​เก็บ​สิ่ง​เหล่า​นั้น​ไว้​และ​รำ​พึง​  (อมตธรรมแปลว่า “ใคร่ครวญ”) อยู่​ใน​ใจ 
(ลูกา 2:15-19 มตฐ.)

การเฉลิมฉลองคริสต์มาสปีนี้ก็คงเสร็จสิ้นไปแล้วนะครับ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่บ้านหลายต่อหลายคนต้องอ่อนเปลี้ยเพลียแรงกับการจับจ่ายซื้อของขวัญ และ อาหารสำหรับงานเลี้ยง   บางคนต้องวุ่นวายกับการคิดค้นหาสิ่งที่จะเป็นของขวัญสำหรับคนต่างๆ   ตั้งแต่ลูก คู่สมรส  อาจารย์ที่โบสถ์  เจ้านายที่บริษัท  อีกทั้งเพื่อนฝูงคนสนิท   แล้วบทใคร่ครวญปีนี้มาเสนอให้จัดหาของขวัญสำหรับศัตรูคู่ปรปักษ์อีก   โอ้ย  มันมากมาย  ยุ่งยาก  สับสน  หลายคนเตรียมของขวัญไม่ทัน  บางคนเกือบไม่ทัน   บางคนต้องกลับไปดูตู้เก็บของขวัญที่เคยได้มาในปีก่อนๆแต่ไม่ได้ใช้เอามาห่อเป็นของขวัญสำหรับคนที่ยังหาของขวัญไม่ทัน!

ดูวุ่นวายสับสนเอาการอยู่ใช่ไหมครับ?
แต่มันไม่ใช่แค่นั้นซิ   ยังต้องคิดว่าจะจะเตรียมอาหารอะไรเป็นพิเศษที่จะเลี้ยงกันในครอบครัว
ยิ่งกว่านั้นต้องรีบเพราะมีหน้าที่รับผิดชอบในการเฉลิมฉลองคริสต์มาสที่คริสตจักร
และก็พลาดไม่ได้จะต้องไปร่วมการเฉลิมฉลองคริสต์มาสที่บริษัท หรือ ที่ทำงาน

พอมาถึงวันที่ 27 ธันวาคม   ค่อยหายใจยาวขึ้นได้หน่อย   แต่พอวันที่ 29 ก็ต้องมาคิดเรื่องส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่   คิดถึงที่ต้องอดหลับอดนอนในคืนที่ 31 ธันวาคม  แล้วก็จะต้องเหนื่อยอ่อนใจ   ไม่ไปก็ไม่ได้นั่นเป็นงานที่คริสตจักรที่เรามีส่วนรับผิดชอบด้วย

โอ้ย  “สุขสันติคริสต์มาส”  ทำไมมันถึงยุ่งยาก วุ่นวาย เหนื่อยทั้งกายทั้งใจอะไรเช่นนี้หนอ?   

เมื่อมีเวลามานั่งคิดใคร่ครวญในเช้าวันนี้ก็พบว่า   แท้จริงแล้วไม่จำเป็นที่เราจะต้องยุ่ง วุ่นวาย เหนื่อยยากเช่นนี้เลย   เราคิดเราเชื่ออะไรผิดพลาดไปหรือเปล่าเนียะ?

เมื่ออ่านพระวจนะที่เราได้อ่านกันในตอนนี้   เราเห็นภาพการมาบังเกิดของพระคริสต์   อาจจะสร้างความตื่นเต้น  ประหลาดอัศจรรย์ใจแก่ผู้คนที่ได้ยินได้เห็น  ได้รับการบอกกล่าว   คนเลี้ยงแกะที่ได้รับการเปิดเผยขององค์พระผู้เป็นเจ้าผ่านการแจ้งเล่าข่าวดีของทูตสวรรค์   เมื่อคนเลี้ยงแกะไปตามที่ทูตสวรรค์บอก   และพบสิ่งต่างๆตามที่ทูตสวรรค์เล่า   และตรงกับความคาดหวังในทางความเชื่อของเขา   พวกเขาชื่นชมยินดีและสรรเสริญพระเจ้า   และบอกเล่าข่าวดีที่เขาพบเขาเห็นแก่ผู้คนที่เขาพบเห็น   คนที่ได้รับการบอกเล่าข่าวดีจากคนเลี้ยงแกะก็ประหลาดอัศจรรย์ใจ  ตื่นเต้นไปตามคำบอกเล่าของคนเลี้ยงแกะ

ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า   คนที่ได้ยินคำบอกเล่าของคนเลี้ยงแกะเพียงแค่ประหลาดใจในคำบอกเล่านั้น   แต่พระคัมภีร์มิได้บันทึกว่า  พวกเขารีบไปดูสิ่งที่ประหลาดอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น!   ต่างคนต่างยุ่งวุ่นวายท่ามกลางเหตุการณ์ที่ในเมืองนั้น  ที่มีญาติมิตรที่เกิดที่นี่กลับมามากมาย  เพื่อจดทะเบียนสำมโนครัวครั้งใหญ่ตามมหาอำนาจโรมมันสั่งมา   ทั้งนี้เพราะจะมีข้อมูลพื้นฐานเพื่อจัดเก็บภาษีจากคนยิวได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าเดิม

พวกเขาต้องวุ่นวายจัดหาที่พักหลับนอน   จัดหาอาหารสำหรับรับประทาน   ติดตามหาบ้านญาติ ฯลฯ

พวกเขาต้องว้าวุ่น  วุ่นวายใจ  เหน็ดเหนื่อย  บางคนสิ้นหวัง   และมารีย์ โยเซฟก็ตกในภาวะคับขันเหมือนประชาชนอื่นๆ ในเมืองนั้น   แต่เมื่อสถานการณ์บังคับ   เพราะถึงเวลาที่จะต้องคลอดลูก   เลยต้องเลือกคอกเลี้ยงสัตว์ที่มีลักษณะเป็นถ้ำเป็นที่ให้มารีย์คลอดบุตร   แล้วใช้รางหญ้าต่างเปลนอนให้ทารก

ท่ามกลางความเหนื่อยอ่อนหมดแรง   ท่ามกลางความยุ่งยาก  วุ่นวาย  แก่งแย่งกัน   แล้วยังได้ยินเรื่องประหลาดอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับทารกที่เกิดมา   ที่สอดคล้องกับคำทำนายของผู้เผยพระวจนะ   สอดคล้องกับข้อมูลที่ทูตสวรรค์มาปรากฏแก่เธอก่อนหน้านี้เกือบปี   และตรงกับคำทักทายของนางเอลีซาเบ็ธญาติของเธอเมื่อประมาณครึ่งปีที่ผ่าน   เราจะพบในพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า   มารีย์ไม่ได้ประหลาดอัศจรรย์ใจอย่างคนอื่นๆ เมื่อได้รับบอกเล่าข่าวดีจากคนเลี้ยงแกะ

แต่มารีย์นำเอาคำบอกเล่าข่าวดีนั้นมา “รำพึง” หรือ “ใคร่ครวญ” ในใจ (ข้อ 19)

มารีย์ไม่ได้เต้นไปตามจังหวะ และ กระแสความวุ่นวาย  สับสน  เหน็ดเหนื่อย   แต่มารีย์มีจิตใจที่สงบท่ามกลางความสับสนว้าวุ่นสิ้นหวัง   แล้ว “รำพึง” “ใคร่ครวญ”  คิดติดตามถึงเหตุการณ์แห่งพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของเธอ และ ของทารกน้อยที่พระเจ้าทรงให้เธอปกป้องดูแล   แน่นอนครับ มารีย์ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทั้งในอนาคตอันใกล้ กับอนาคตอันไกล   แต่เธอรู้  เชื่อ  มั่นใจ  และไว้วางใจในพระราชกิจที่พระเจ้ากำลังกระทำ  และคลี่คลายเปิดเผยให้เธอเรียนรู้ไปวันต่อวัน   เหตุการณ์ต่อเหตุการณ์

มารีย์ได้มอบกายถวายชีวิตของเธอแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็น “ทาสี” ของพระองค์   ชีวิตของมารีย์เป็นชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า   เป้าหมายปลายทางชีวิตของเธอคือการรับใช้พระองค์ตามที่พระองค์มีพระประสงค์   ดังนั้นเธอจึงสามารถสงบได้เพราะเธอเชื่อและไว้วางใจว่า   อะไรที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเธอเป็นพระประสงค์อันดีเลิศขององค์พระผู้เป็นเจ้า  

ดังนั้น ชีวิตในทุกวันทุกเหตุการณ์จึงถูกเธอนำมาใคร่ครวญ และ รำพึงภาวนาในจิตใจที่สงบของเธอ

คริสต์มาสที่ผ่านมาเราตื่นเต้น ประหลาดอัศจรรย์ใจ  เหน็ดเหนื่อย  วุ่นวาย  สิ้นหวังเหมือนคนทั้งหลาย

หรือเราสงบ  รับรู้ในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่นิ่ง  แล้วนำสิ่งเหล่านั้นใคร่ครวญ  รำพึง  ภาวนา ถึงพระราชกิจและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน?   ในแต่ละวัน?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

26 ธันวาคม 2554

ถอดบทเรียนจากการเตรียมรับเสด็จและคริสต์มาส

เราเอาใจใส่จิตวิญญาณของเราอย่างไรในช่วงเทศกาลนี้

เสียงโทรศัพท์ หรือไม่ก็อีเมล์ส่งกันว่อน เพื่อที่พยายามที่จะนัดวันพบปะฉลองวันคริสต์มาสกันให้ได้...

วันที่สิบธันวาเธอได้ไหม?

ไม่ได้ ฉันต้องไปคริสต์มาสกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน วันที่สิบเจ็ดเป็นยังไง?
สิบเจ็ดฉันต้องไปจัดคริสต์มาสให้เด็กกำพร้า เอาอย่างงี้วันที่สิบเก้าเลื่อนไปอีกสองวันเธอได้ไหม?
สิบเก้าออฟฟิตฉันเขาฉลองคริสต์มาส ตอนเย็นต้องไปร้องเพลงบ้านผู้บริหารอีกด้วย งานนี้ขาดไม่ได้
ฉันเหลืออีกวันเดียวเท่านั้น วันที่ยี่สิบสองเฉพาะตอนเย็นหลังหกโมงแล้ว เธอได้ไหม?
จริงๆ แล้ววันนั้นฉันก็ติดคริสต์มาสกับคณะนักร้องที่โบสถ์ แต่ฉันเบี้ยวได้ แต่อ้ายเพื่อนยากอีกสามคนมันติดงานเลี้ยงที่บ้านเจ้านายของมันจัดขึ้นปีละครั้ง ฉันว่าพวกมันมาไม่ได้หรอกวันที่ยี่สิบสอง

ถ้าเราดูตามปฏิทินของคริสตจักร ช่วงเวลาการเตรียมรับเสด็จ 4 สัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส แท้จริงแล้วคริสตจักรจัดให้เป็นช่วงเวลาให้คริสตชนได้มีเวลาใช้ชีวิตที่สงบ ใคร่ครวญ ไตร่ตรองถึงการดำเนินชีวิตของตนกับพระประสงค์ของพระเจ้า เทศกาลเตรียมรับเสด็จ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Advent ซึ่งมาจากภาษาละตินคำว่า “adventus” ซึ่งแปลว่ากำลังมา หมายถึงการที่พระคริสต์กำลังเสด็จมา ในช่วงเวลานี้คือการเตรียมรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ เข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา (อิมมานูเอล)

ดังนั้น เทศกาลเตรียมรับเสด็จจึงมิใช่การนับถอยหลัง หรือ “เค้าท์ดาวน์” วันคริสต์มาส ไม่ใช่ช่วงเวลาของการสังสรรค์ ปาร์ตี้ เฮฮา พบเพื่อนฝูงฉลองร่วมกับเพื่อนเก่า และก็ไม่ใช่เวลาของการให้ของขวัญหรือแลกของขวัญกัน แต่เป็นช่วงเวลาที่คริสตชนจะมีชีวิตที่สงบ นิ่ง เงียบ ที่ใคร่ครวญถึงการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้สูงสุดเสด็จลงมาเป็นมนุษย์ และเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกับผู้คนที่ต่ำต้อยสุดๆ ในสังคม เป็นช่วงเวลาที่พระองค์มาเพื่อที่จะช่วยกอบกู้มนุษย์ให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความชั่วร้าย เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างการคืนดี การอภัย และการถ่อมใจลงต่อหน้าพระเจ้า แสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้า(แผ่นดินของพระเจ้า) แสวงหาความเข้าใจว่าพระเจ้ามีพระประสงค์อะไรในชีวิตของตน และเราจะเชื่อฟังและดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ดังกล่าวอย่างไร

เราคงต้องถามตนเองว่า ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จ และ เทศกาลคริสต์มาสในปีนี้ เราได้เอาใจใส่จิตวิญญาณของเราอย่างไรบ้าง? เราใช้ช่วงเวลาดังกล่าวมุ่งมองหาแสงสว่างของพระคริสต์เช่นไรบ้าง? หรือช่วงเวลาเทศกาลรับการเสด็จมาของพระคริสต์และคริสต์มาสในปีนี้เราต้องเครียดกับโบนัสที่ลดน้อยถอยลง หรือบางคนโบนัสที่หลุดลอยหายไป พร้อมกับการตกงาน หรือไม่บางก็คนต้องพบกับภาวะกดดันอย่างหนัก ต้องหาทางเอาชนะความกดดันนั้นให้ได้ หรือผู้นำคริสตจักรและสถาบันคริสเตียนต้องวุ่นวายสับสนจนอ่อนเพลียกับการจัดงานและไปงานเลี้ยงอย่างไม่หยุดหย่อน ช่วงเวลาเตรียมรับเสด็จและคริสต์มาสกลายเป็นเวลาแห่งความเครียด และพบว่าชีวิตฉีกขาด ตกต่ำ เจ็บปวด สิ่งที่เหลือหลังเทศกาลเตรียมรับเสด็จและคริสต์มาสคือความอ่อนเพลียกาย อ่อนระอาใจ ความมืดมนสับสน แทนที่จะเป็นช่วงเวลาที่ได้รับกำลังแห่งชีวิตจิตวิญญาณ และความชัดเจนยิ่งขึ้นในการดำเนินชีวิตตามทางแห่งพระประสงค์ เพราะในช่วงเทศกาลการเตรียมรับเสด็จและ คริสต์มาสเป็นช่วงเวลาของการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ภาวนา และแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้า

สิ่งที่เราคิด เราทำ ในช่วงเทศกาลเตรียมรับเสด็จและคริสต์มาส เป็นการแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าที่พระองค์ต้องการมีในชีวิตทุกมิติของเรา เราอาจจะสามารถใช้วิธีง่ายๆ ในการใคร่ครวญและแสวงหาน้ำพระทัยของพระคริสต์ เช่น ถ้าเราจะต้องตัดสินใจในเรื่องนี้เราจะถามว่า ถ้าพระเยซูคริสต์อยู่ในชีวิตของเราพระองค์จะตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไร? พระองค์จะมีท่าทีต่อคนนี้อย่างไร? พระองค์จะพูดกับคนนี้อย่างไร? พระองค์จะทำอะไรในสถานการณ์นี้ แต่ก็คงไม่ใช่ถามว่า แล้วสังคมว่าอย่างไร? กฎระเบียบเขียนไว้ว่าอย่างไร? กฎหมายตราไว้ว่าอย่างไร? หรือเราจะเอาชนะเรื่องนี้อย่างไร?

ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จและคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาของการที่จะฝึกหัดความเข้มแข็งในความกล้าหาญ ที่จะบอกอย่างสุภาพว่า “ไม่” หรือ “ใช่” อย่างตระหนักเท่าทัน เป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องเลือกและตัดสินใจในการกระทำและดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นเวลาที่เราจะกล้าบอกว่า “ไม่” กับคำเชิญชวนที่เราใคร่ครวญ ไตร่ตรองแล้วว่า ถ้าพระเยซูคริสต์ถูกชวนเช่นนี้พระองค์จะตอบปฏิเสธ หรือตอบว่า “ได้ หรือ ใช่” ในเรื่องที่เราตระหนักชัดว่า นี่เป็นพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์ และขอพระองค์ทรงเสริมกำลังของเราที่จะกระทำเรื่องนั้นเพื่อสำแดงถึงความรักของพระคริสต์ต่อชีวิตของคนๆ นั้น หรือ กลุ่มนั้นๆ

การกระทำเช่นนี้เป็นการที่เราเอาใจใส่ต่อสุขภาพชีวิตจิตวิญญาณของเราในเทศกาลเตรียมรับเสด็จและ คริสต์มาสครับ

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญและอภิปราย

1. ตลอดเทศกาลเตรียมรับเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ กับ เทศกาลคริสต์มาสในปีนี้ที่ผ่านไปแล้ว ท่านได้ใช้เวลาช่วงนี้อย่างไรบ้าง? ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? อะไรที่ทำให้ท่านรู้สึกเช่นนั้น?

2. ชีวิตที่ผ่านมาในเทศกาลเตรียมรับเสด็จและการบังเกิดของพระคริสต์ มีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการดำเนินชีวิตของท่านอย่างไรบ้างในปีใหม่ที่อยู่ข้างหน้าท่าน? อะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของท่านในปีที่อยู่ข้างหน้า? แล้วตัวท่านเองจะก้าวไปสู่ทิศทางไหน?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่สงบอยู่ต่อหน้าพระองค์

ด้วยใจสงบข้าฯคอยพระองค์ ตามพระประสงค์ข้าฯพร้อมกระทำ
ขอเปิดดวงตารับการทรงนำ จากพระวิญญาณ
ด้วยใจสงบข้าฯคอยพระองค์ ตามพระประสงค์ข้าฯพร้อมกระทำ
หูข้าฯขอทรงเปิดรับการทรงนำ จากพระวิญญาณ
ด้วยใจสงบข้าฯคอยพระองค์ ตามพระประสงค์ข้าฯพร้อมกระทำ
ขอเปิดจิตใจรับการทรงนำ จากพระวิญญาณ
อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310