แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปีใหม่นี้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปีใหม่นี้ แสดงบทความทั้งหมด

20 ธันวาคม 2562

ปีใหม่นี้ “ที่ปรึกษามหัศจรรย์” ไปที่ทำงานกับท่านด้วยนะ!

เราท่านต่างยอมรับความจริงว่า ในชีวิตประจำวัน  ในการติดต่อ สัมพันธ์ และการประกอบอาชีพ การงานที่เรารับผิดชอบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เราพบกับความสำเร็จ การสนับสนุน แต่บ่อยครั้งนักที่เราต้องพบกับปัญหาสารพัดอย่าง ความไม่เข้าอกเข้าใจกันกับเพื่อนร่วมงาน กับเจ้านาย กับลูกน้อง เราต้องคิดตัดสินใจเมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัวทำให้เราต้องขัดแย้งกัน หลายครั้งพบกับอุปสรรคที่ไม่สามารถหาทางออก และ อีกมากมาย

จากพระวจนะพระเจ้าเราเรียนรู้ว่า พระคริสต์เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ของเรา และข่าวดียิ่งกว่านั้น   องค์ที่ปรึกษามหัศจรรย์ไปที่ทำงานของเราอยู่เคียงข้างเราด้วย ให้เรามีเวลาที่จะปรึกษากับพระองค์ในทุกเรื่องที่เราพบทางตัน หาทางออกไม่ได้ ทุกเรื่องที่เราต้องตัดสินใจ ทูลขอพระองค์โปรดประทานพระปัญญาแก่เราเพื่อเราจะเห็นแสงสว่างพบทางออกในแต่ละเรื่อง

ปีใหม่ 2020 นี้ ทำให้เป็นวินัยชีวิตของเราเลยว่า ก่อนที่จะตัดสินใจ ก่อนที่จะลงทำอะไร  ปรึกษาที่ปรึกษามหัศจรรย์ก่อนนะ!

บทภาวนาอธิษฐาน

องค์พระผู้เป็นเจ้า ในช่วงเวลาเฉลิมฉลองถึงการมาบังเกิดในโลกนี้ของพระองค์  และ ตลอดขวบปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงเป็น “ที่ปรึกษามหัศจรรย์” ของข้าพระองค์ การให้การปรึกษาของพระองค์นั้นลุ่มลึกน่าอัศจรรย์ยิ่ง การปรึกษาที่พระองค์ประทานให้นั้นเปี่ยมด้วยพระปัญญาและน่าประหลาดใจ ไม่เหมือนกับความคิดและแผนการของลูกเอง

ใครละ...ที่จะอธิบายได้ถึงแผนการอันน่าอัศจรรย์ที่พระองค์ส่งสิ่งที่มีค่าที่สุดคือพระบุตรของพระองค์แก่ลูกทั้งหลาย? และข้าพระองค์ปลื้มปีติด้วยความสำนึกในพระคุณที่พระองค์กำหนดแผนการอันน่าอัศจรรย์ขึ้น เป็นแผนการที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับลูกแต่ละคนของพระองค์

โปรดเสริมสร้างเตรียมพร้อมชีวิตของลูก

ขอพระองค์โปรดเสริมสร้างจิตใจของลูกในการเฉลิมฉลองถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลกนี้   โปรดเสริมสร้างให้ลูกเป็นคนรับใช้ของพระองค์ที่มีสติปัญญาในการแบ่งปันของประทานในชีวิตแก่คนรอบข้าง มิใช่ด้วยของขวัญราคาแพง แต่ด้วยความรักเมตตาที่ล้ำค่าแบบพระคริสต์

โปรดเปิดตา เปิดหูของลูกให้เห็นและได้ยินเสียงของคนรอบข้าง หลายคนที่ต้องการคำปรึกษาที่เต็มเปี่ยมด้วยพระปัญญาของพระองค์ ทั้งคนที่มีบาดแผลลึกในชีวิต คนที่มีจิตใจที่ว้าวุ่นสับสน  คนที่มีจิตวิญญาณที่สิ้นหวัง ท้อแท้ หมดกำลัง คนเหล่านี้รอคอยการสัมผัสจากพระองค์ หลายต่อหลายคนต้องการค้นพบและมีประสบการณ์กับความมหัศจรรย์ที่ได้รู้จักพระองค์  

โปรดเติมเต็มจิตวิญญาณของลูก ๆ ด้วยความมหัศจรรย์ล้ำลึกแห่งคริสต์สมภพ เพื่อพระองค์จะได้สำแดงความรักเมตตาของพระองค์ถึงคนเหล่านี้ผ่านชีวิตของลูก ดั่งทารกที่โหยหาการสัมผัสจากแม่ ลูกต้องการได้ยินได้เห็นการให้การปรึกษาจากพระองค์อย่างมาก

ลูกขอยกย่องสรรเสริญถึงการให้การปรึกษาอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์

ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงเป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ของลูก ๆ โปรดนำลูกไปในทางที่ลูกควรจะดำเนินไป วันนี้ลูกต้องการสนิทชิด และ ติดตามพระองค์ และเดินตามคำตรัสที่เปี่ยมด้วยพระปัญญาของพระองค์ไปอย่างใกล้ชิด ในวันนี้ลูกขอยกย่องสรรเสริญพระองค์ และพระนาม “ที่ปรึกษามหัศจรรย์” อันล้ำค่าและเทิดทูน

ด้วยว่ามีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา   มีบุตรชายคนหนึ่งที่ประทานแก่เรา   และการปกครองจะอยู่บนบ่าของเขา   และเขาจะได้รับการขนานนามว่า
“ที่ปรึกษามหัศจรรย์  พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์   พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช”
(อิสยาห์ 9:6 อมธ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



16 มกราคม 2556

ปีใหม่นี้...ข้าฯไม่ได้มาคนเดียว!


อ่านสดุดี 32:1-11

“เราจะสอนและชี้แนะทางที่เจ้าควรเดินไป
เราจะให้คำปรึกษา และ เฝ้าดูเจ้า”
(สดุดี 32:8 อมตธรรม)

เสียงหนึ่งในใจของผมบอกกับตนเองว่า  “นี่ ชื่อบทใคร่ครวญไปเลียนแบบชื่อหนังในอดีตเขามานะ”   ผมก็ยอมรับอยู่   แต่ชื่อหนังเรื่องนั้นชื่อว่า  “ข้าฯมาคนเดียว”   ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามกับชื่อบทใคร่ครวญนี้

ท่านคงเคยเห็นภาพวาดที่คริสเตียนได้นำมาติดฝาห้อง  ทั้งที่ทำงาน  ในห้องพัก  หรือห้องรับแขก   เป็นภาพที่ผมชอบมากครับ   ชายหนุ่มคนหนึ่งมือถือพวงมาลัยของนาวาแห่งชีวิตของเขา  ข้างขวามือของเขามีพระเยซูคริสต์ยืนเคียงข้าง   มือซ้ายของพระองค์แตะบนไหล่ด้านซ้ายของชายหนุ่ม   มือขวาของพระองค์ชี้ไปข้างหน้า   ดวงตาของชายหนุ่มจ้องเขม็งไปตามนิ้วชี้ของพระเยซูคริสต์   ผมได้ยินเสียงจากภาพนั้นว่า  “เราจะไปทางนั้น   และนั่นคือเป้าหมายปลายทางที่เราจะไปด้วยกัน”  

แม้ข้างหน้าจะมีลมพายุ และ คลื่นที่ถาโถมเข้ามา   แต่เรามิได้แล่นนาวาชีวิตของเราไปเพียงแต่ผู้เดียว   พระคริสต์อยู่ในนาวาชีวิตของเราด้วย   พระองค์มิได้กำลังหลับ   แต่พระองค์กำลัง “สอน” และ “ชี้แนะ” ทางที่เราควรจะไป!   และตลอดเส้นทางชีวิตพระองค์พร้อมให้คำปรึกษาแก่เรา

ในขวบปีที่ผ่านมา  บ่อยครั้งที่นาวาชีวิตของเราต้องฝ่าคลื่นแรงกล้า   เรือเกือบล่ม!

มิใช่เพราะนาวาชีวิตของเราไม่มีพระคริสต์   แต่เรามองข้ามและละเลยพระคริสต์ในชีวิตเรา   เราให้พระคริสต์ในชีวิตของเรา “นอนหลับ”   เราไม่ได้สนใจพระองค์  บางครั้งเราเอาพระองค์ไปซุกไว้ที่ไหนไม่รู้จนลืมว่าเรามีพระคริสต์ในชีวิตของเรา   แล้วเราพยายามสู้คลื่นที่รุนแรง   นาวาชีวิตเสี่ยงต่อการล่ม   เราพยายามช่วยตนเอง   พึ่งตนเองในส่วนที่เกินความสามารถในชีวิตของเรา   คำตอบที่ได้รับผมไม่อยากจะพูดถึง   เพราะเป็นตอกย้ำซ้ำเติมความเจ็บปวดในปีที่ผ่านมา

การที่เราเอาพระคริสต์ไปซุกไว้ในมุมไหนไม่รู้นั้นมิใช่เป็นการบังเอิญ   แต่เป็นความตั้งใจของเรา!

หลายครั้งที่เราเอาพระองค์ไปซุกไว้ในมุมอับของชีวิต   เพราะเรารู้และอยากจะทำในสิ่งที่พระองค์ไม่ประสงค์ให้เราทำ   “แต่พระองค์เจ้าข้าฯ จำเป็นจริงๆ ที่ข้าพระองค์ต้องทำเช่นนั้น   เพราะข้าพระองค์เห็นว่านี่เป็นทางเดียวที่ดีที่สุดสำหรับข้าพระองค์  หรือที่ข้าพระองค์จะทำได้ครับ  พระเจ้าข้าฯ?”

ใช่!   เป็นทางที่เราต้องการ   แต่มิใช่ทางที่พระองค์ประสงค์   ถ้าปล่อยให้พระองค์ชี้นำ และ ทำตามคำปรึกษาของพระองค์    เราก็ไม่รู้ว่าพระองค์จะนำเรื่องของเราให้จบลงอย่างไร   “ขอโทษเถิดพระเยซูคริสต์   ข้าพระองค์ขอทำตามสิ่งที่ข้าพระองค์รู้ว่าจะเกิดผลอย่างไรที่ชัดเจนเถิด”   ดังนั้น  “ข้าพระองค์จึงมิได้ขอคำชี้นำ และ คำปรึกษาจากพระองค์”

แต่ผมก็เคยได้ยินเพื่อนสนิทคนหนึ่งกล่าวว่า   ถ้าพระองค์ประสงค์เรื่องนั้นให้เป็นอย่างไร   ทำไมพระองค์ไม่ลงมือจัดการเรื่องนั้นเสียเองล่ะ   แล้วทุกอย่างก็จะได้สำเร็จให้รู้แล้วรู้รอดไป   “พระองค์จะมัวแต่ ชี้นำ’ ‘สอนและ ให้คำปรึกษา อยู่ให้เสียเวลาทำไม?”

ผู้เขียนสดุดีบทนี้ได้เขียนในข้อที่ 9 ว่า

“อย่าเป็นเหมือนม้าหรือล่อ   ที่ปราศจากความเข้าใจ
ซึ่งต้องใช้สายรั้งบังเหียนบังคับควบคุม   มิฉะนั้นจะไม่ยอมมาด้วย”

คำตอบนี้แสบๆ คันๆ ครับ   อย่าเป็นคนที่ผู้อื่นเอาเชือกร้อยจมูกแล้วจูงไป!

จินตภาพของผู้เขียนพระธรรมสดุดีในข้อนี้คือ “ม้าหรือล่อ” ที่แสนดื้อ!  ต้องใช้สายบังเหียนบังคับควบคุมเพื่อจะรั้งจะดึงให้มันยอมเดินตามเจ้าของของมัน   พระเจ้าไม่มีพระประสงค์เพียงให้เราเดินไปบนเส้นทางที่พระองค์ทรงกำหนดและไปถึงเป้าหมายปลายทางตามพระประสงค์เท่านั้น  สำหรับพระเจ้าแล้ว การที่สามารถฝ่าคลื่นแรงกล้าในชีวิตได้และไปถึงเป้าหมายปลายทางเท่านั้นยังไม่เพียงพอ    แต่พระองค์ประสงค์ที่จะใช้สถานการณ์ที่ทุกข์ยากลำบากที่ต้องเกิดขึ้นในชีวิตของเราแต่ละคน   เพื่อ “ชี้นำ”  “สอน”  และ  “ให้การปรึกษา”  แก่เราเพื่อที่จะเสริมสร้าง “ความเข้าใจ” ในการดำเนินชีวิต   ที่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์   และที่สำคัญคือเข้าใจถึงพระประสงค์อันดีเลิศสำหรับชีวิตของเราแต่ละคน   และประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับจึงเป็นการหยั่งรากความเชื่อศรัทธาให้ลุ่มลึกลงไปอีก

จากประสบการณ์ชีวิตในขวบปีที่ผ่านมา   ผู้เขียนสดุดีบทนี้ย้ำเตือนเราผู้อ่านให้ระลึกได้ว่า   สิ่งที่เราพึงเริ่มต้นในวันนี้เวลานี้คือ  การที่เราต้อง “สารภาพบาป” ต่อพระองค์ และนี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่   เพราะพระองค์ทรงให้อภัย (ข้อ 5)   การสารภาพความบาปผิดต่อพระเจ้า   คือที่มาของความสุข   เพราะความสุขเป็นของคนที่ได้รับการอภัยจากพระเจ้า   ความบาปผิดที่เคยทำมาได้รับการขจัดออกไป (ข้อ 1)   ความสุขเป็นของผู้ที่พระเจ้าไม่ทรงถือโทษบาปของเขา (ข้อ 2)

ผู้เขียนสดุดีบทนี้ได้กล่าวจากประสบการณ์ชีวิตของตนว่า   ถ้าเราไม่ยอมสารภาพ  ผู้เขียนใช้ประโยคว่า “เมื่อข้าพระองค์นิ่งเงียบอยู่” (ข้อ 3)  ชีวิตของเราจะต้องตกในวังวนแห่งความเจ็บปวด ทุกข์ทนในชีวิตและจิตใจ   โดยผู้เขียนสดุดีใช้ภาษาภาพลักษณ์ว่า  “กระดูกของข้าพระองค์ก็สึกกร่อนไป”  “พละกำลังของข้าพระองค์ก็เหือดแห้งไป” (ข้อ 4)

ผู้เขียนสดุดีบทนี้จึงสรุปว่า  “ฉะนั้นผู้ที่ซื่อสัตย์ทุกคนจงอธิษฐานต่อพระเจ้า  ในขณะที่ยังมีโอกาสพบพระองค์ได้” (ข้อ 6)   ในขณะที่สถานการณ์ชีวิตยังดูราบเรียบ คลื่นลมชีวิตดูสงบ   นั่นหมายความว่าไม่จำเป็นต้องรอจนชีวิตจนตรอกหาทางออกไม่ได้แล้วค่อยอธิษฐานทูลขอต่อพระองค์

ที่เราเชื่อมั่นไว้วางใจพระเจ้าองค์นี้จนทูลอธิษฐานต่อพระองค์เพราะพระองค์...(ข้อ 7-8)
ทรงเป็นที่หลบภัยของเราแต่ละคน
ทรงคุ้มครองเมื่อชีวิตของเราตกในท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก
ทรงโอบล้อมชีวิตเราด้วยพระราชกิจแห่งการช่วยกู้
ทรง “สอน” ถึงสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์
ทรง “ชี้แนะ” เส้นทางชีวิตที่เราควรจะมุ่งไป
ทรง “ให้คำปรึกษา” ในทุกสถานการณ์ชีวิต  และ
ทรง “เฝ้าดู”  เราตลอดเวลา

ปีใหม่นี้...ท่านและผมไม่ได้มาคนเดียวครับ!   เรามาพร้อมกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงมีพระราชกิจ 7 ประการที่ทรงกระทำในชีวิตประจำวันตลอดปีที่เราจะก้าวไป

ผู้เขียนพระธรรมสดุดี บทที่ 32 ได้ให้ความมั่นใจแก่เราว่า   การก้าวไปข้างหน้าด้วยการทรงเคียงข้างของพระคริสต์นั้น  เราก็ยังต้องประสบกับภัยพิบัติ และ อำนาจชั่วร้ายมากมายอย่างที่คนบาปทั้งหลายต้องเผชิญ  แต่สำหรับเราที่ยอมให้พระคริสต์ทรงนำในนาวาชีวิตของเรา  เราจะมีอีกสิ่งหนึ่งที่คนชั่วร้ายไม่มีคือ “ความรักมั่นคงขององค์พระผู้เป็นเจ้า”   ที่ทรงโอบล้อมบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์ท่ามกลางสถานการณ์ที่สุขสำราญ หรือ ทุกข์ยากแสนสาหัสแค่ไหนก็ตาม (ข้อ 10)   และนี่คือสาเหตุที่เราสามารถยกย่องสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา และ ในทุกสถานการณ์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

09 มกราคม 2556

ปีใหม่นี้...ให้ด้วยใจกว้างขวาง


“...ผู้ที่ให้  ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง...” (โรม 12:8 ฉบับมาตรฐาน)
“...ให้ด้วยใจศรัทธา  ไม่ใช่ด้วยการฝืนใจ” (2โครินธ์ 9:5, 1971)
“...เป็นของที่ให้ด้วยใจกว้างขวาง  มิใช่ของที่ให้ด้วยการฝืนใจ” (2โครินธ์ 9:5 อมตธรรม)

ถ้าเรายอมที่จะให้ด้วยความเต็มใจ   ยิ่งกว่านั้นให้ด้วยใจกว้างขวาง  ซึ่งเป็นการให้ด้วยใจศรัทธาแล้ว  การให้นั้นจะเป็นพลังที่จะเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของเราเอง   จากการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ  การให้เป็นพลังที่ปลดปล่อยเราให้หลุดพ้นออกจากการถูกพันธนาการของความกลัวและความวิตกกังวล   เมื่อเรากล้าที่จะทุ่มเทชีวิตของเราให้ด้วยความใจกว้างขวางเมื่อนั้นเราก็ได้ทุ่มชีวิตของเราลงในกระแสธารแห่งพระคุณของพระเจ้า   เมื่อเราให้ด้วยมิได้คาดหวังว่าจะได้รับอะไรเป็นการตอบแทน   เราได้สะท้อนให้ผู้คนได้เห็นถึงพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า   เราสะท้อนให้ผู้คนได้เห็นถึงการทรงให้ด้วยพระทัยกว้างขวางของพระเจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ใจที่มีต่อมนุษย์เรา   และในเวลาเดียวกันเรากำลังประกาศว่า  อำนาจแห่งความกลัวและวิตกกังวลไม่สามารถที่จะครอบงำชีวิตของเรา   การให้ด้วยใจกว้างขวางทำให้เราได้สัมผัสถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าเมื่อพระองค์ทรงให้สิ่งที่มีค่าสูงส่งสุดของพระองค์แก่มนุษย์   เราจะได้สัมผัสถึงความยินดี พออกพอใจที่พระเจ้าทรงสละให้สิ่งที่มีค่าที่สุดแก่ประชากรของพระองค์

ในวัฒนธรรมของสังคมทุนนิยม  บริโภคนิยม  และสังคมประโยชน์นิยม   มักทำให้เราเข้าใจเรื่องการให้อย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปมาก   เรามักจะมองการให้ในลักษณะของการแลกเปลี่ยน   ในทำนอง “หมูไปไก่มา”   และเราต่างคาดหวังว่าเมื่อให้ไปแล้วจะได้สิ่งตอบแทนกลับมาที่ไม่ด้อยคุณค่ากว่าที่เราให้ไป   อย่างน้อยที่สุดก็ให้มีค่าสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่เราให้ไป   หรือ ถ้าได้สิ่งที่มีค่ากว่าก็จะดีและก็จะดีใจ   “เราต้องการกำไรมากกว่าขาดทุน” ครับ   ลองดูสีหน้าของเยาวชนที่มาฉลองงานคริสต์มาสแล้วมีการจับฉลากหรือแลกเปลี่ยนของขวัญ   ลองดูหน้าของเด็กที่ได้ของขวัญที่มีค่าน้อยนิดซิครับว่าสีหน้าท่าทางของเด็กคนนั้นเป็นอย่างไร   ก็เป็นอาการภายในจิตใจของผู้ใหญ่ที่ให้ด้วยคาดหวังสิ่งตอบแทนครับ   และนี่ไม่ใช่การให้ หรือ ของขวัญในช่วงเวลาคริสตสมภพครับ!

ธรรมเนียมการให้ของขวัญคริสต์มาสและปีใหม่ในปัจจุบันนี้ยังครอบงำความคิดของเราอยู่หรือไม่ครับ?   ถ้ามีคนเอาของขวัญมาให้เราถึงบ้าน   แต่เราไม่มีของขวัญ หรือ ไม่ได้เตรียมของขวัญให้ตอบเราจะรู้สึกไม่สบายใจ   เราเกิดความรู้สึกว่า “เราเป็นหนี้” ของขวัญคริสต์มาสปีนี้ หรือไม่?

ในมัทธิว 2:1-12 ซึ่งเป็นเรื่องราวของนักปราชญ์สามท่านเข้าเฝ้าและนมัสการพระกุมาร   แล้วนำของขวัญมีค่ายิ่งมาถวายแก่พระกุมาร   ก่อนที่จะถึงบ้านที่พระกุมารและครอบครัวพักอยู่   ถ้านักปราชญ์ทั้งสามอยู่ในวัฒนธรรมปัจจุบันคงถามกันและกันว่า  “เอ...พ่อแม่ของพระกุมารจะให้อะไรแก่เราเป็นการตอบแทนของขวัญที่เราให้หนอ?”   นี่เขาจะรู้ไหมหนอว่าเราได้กำยานนี้มาจากการลดราคาหั่นแหลกที่ เดอะ....?”   และเมื่อมารีย์เห็นของขวัญที่ประหลาดที่เอามาให้ในวันเกิดของพระกุมาร   มารีย์คงบ่นพึมพำในใจว่า  “อ้ายทองคำก็ยังพอจะเข้าใจได้นะ   เราเอาไปขายแลกเอาเงินมาใช้จ่ายได้   แต่ที่เป็นกำยาน และ มดยอบนี่  คิดว่าที่ให้มาผิดกาลเทศะแน่ๆ”   “นี่เป็นของขวัญเด็กเกิดใหม่ภาษาอะไรกันนี่?”  “น่าจะเป็นชุดเด็กสักชุดก็ยังมีค่ากว่า?”  “แล้วฉันจะให้อะไรเป็นการตอบแทนล่ะ?”   หรือ “เราจะให้การ์ดขอบคุณเขาสักใบจะดีไหมเนี่ย?!

อย่างที่เราท่านรู้กันแล้วว่า  นักปราชญ์มาเฝ้านมัสการเป็นเวลาหลังการเกิดของพระกุมารประมาณสองปีแล้ว   ถึงแม้ว่าพระกุมารเยซูเกิดในครอบครัวที่ยากจน  บ้านซอมซ่อธรรมดา   แต่ของขวัญที่นักปราชญ์นำมาให้เป็นของบรรณาการสำหรับผู้ที่เกิดมาเป็นกษัตริย์   ครอบครัวของพระกุมมารเยซูก็รับเอาของขวัญที่มีค่าจากนักปราชญ์โดยที่ไม่คิดติดใจว่าจะให้อะไรกลับเป็นการตอบแทน (เพราะนักปราชญ์ให้แก่พระกุมารที่เกิดมาเป็นกษัตริย์)  และนักปราชญ์เองก็เช่นกันว่าไม่สนใจที่จะได้ของที่ให้ตอบกลับมา   เป็นที่ชื่นอกพอใจแล้วที่พวกตนได้ค้นหาพบพระกุมารและมีโอกาสเข้าเฝ้าและนมัสการ   ตามดวงดาวที่พวกเขาเห็นนั้น

ในทำนองเดียวกัน   เราไม่มีทางที่จะให้ของขวัญที่มีค่าเทียบเท่าของขวัญที่พระเจ้าประทานแก่เราตอบแทนกลับพระองค์   เราไม่สามารถที่จะหาของขวัญใดที่มีค่าเทียบเท่าพระบุตรองค์เดียวที่พระองค์ประทานแก่เรา   มีเพียงอย่างเดียวครับ   เราต้องน้อมรับของขวัญล้ำค่าดังกล่าวด้วยจิตใจที่ถ่อมลง    เมื่อเรารู้ตระหนักชัดว่าเราไม่มีทางที่จะหาอะไรมาตอบแทนของขวัญจากพระองค์ได้    เราพึงกระทำอย่างพระองค์ทรงกระทำ  คือเต็มใจที่จะให้สิ่งที่มีค่าสูงสุดแก่ผู้ที่ไม่สามารถที่จะให้กลับ  เฉกเช่นพวกเรา

ในคริสต์มาสและในปีใหม่     ถ้าเราตัดสินใจที่เลิกราจากการ “แลกเปลี่ยนของขวัญ”  “จับฉลากของขวัญ”(จับฉลากพระคุณของพระเจ้า?) หรือ  ออกนอกกรอบความคิดที่จะให้เพื่อคาดหวังการได้คืน   แต่เตรียมใจที่ตอบสนองของขวัญที่ไม่สามารถประเมินค่าที่พระเจ้าทรงประทานแก่เราแต่ละคนด้วยจิตใจที่ถ่อมลงแล้ว   เราสามารถที่จะเลือกให้ “ของขวัญ” แก่ผู้ที่ไม่สามารถที่จะให้ตอบกลับคืนเรา  อย่างพระกุมารที่เบธเลเฮม   แต่ผู้คนที่ไม่สามารถให้ตอบกลับคืนเราได้เหล่านั้นเขาอาจจะสามารถตอบคืนแก่สังคมได้มากเป็นร้อยเท่าพันทวี

ถ้าท่านได้ยินเสียงการทรงเรียกในจิตใจของท่าน   ที่จะตอบสนองต่อพระคุณอันเหลือจะพรรณนาของพระเจ้าท่านสามารถใคร่ครวญพิจารณาถึงการที่ท่านจะเข้าไปมีส่วนร่วมในพันธกิจของพระเจ้าในองค์กรต่างๆ เช่น

  • เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์  ที่หน่วยงานพันธกิจเอดส์ สภาคริสตจักรในประเทศไทยกำลังดูแลอยู่   มีทั้งเด็กเล็ก  เด็กที่กำลังเรียนในระดับประถมถึงมัธยม   และเด็กส่วนหนึ่งเติบโตเป็นหนุ่มสาวที่กำลังเรียนในอุดมศึกษา   ท่านสามารถตอบสนองพระคุณพระเจ้าด้วยการมอบทุนตามกำลังของท่านด้วยจิตใจที่กว้างขวางแก่เด็กที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้   ท่านสามารถติดต่อ สอบถามรายละเอียดและช่องทางในการร่วมพันธกิจ  โดยติดต่อเจ้าหน้าที่พันธกิจเอดส์  หมายเลขโทรศัพท์ 053 306 310
  • ผู้สูงอายุที่ได้รับกระทบจากเอดส์   ที่ต้องดูแลบุตรที่ได้รับเชื้อเอชไอวี และกำลังเจ็บป่วย   อีกทั้งต้องดูแลหลานที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์   รายการนี้สามารถติดต่อที่พันธกิจเอดส์เช่นกัน  หมายเลขโทรศัพท์ 053 306 310
  • ผู้รับใช้สูงอายุ (ที่กำพร้าลูกหลาน)  ที่รับใช้พระเจ้าตลอดชีวิตของท่าน วันนี้มีชีวิตด้วยความเงียบเหงา   หน่วยงานพันธกิจเอดส์จึงได้ประสานงานให้เกิดการทำพันธกิจกับกลุ่มผู้รับใช้ที่สูงอายุกลุ่มนี้ ให้มีโอกาสมาพบปะพูดคุย  และร่วมกันทำสิ่งดีมีคุณค่าในชีวิต   พร้อมทั้งให้การสนับสนุนและช่วยเหลือตามกำลังที่มีอยู่  ปัจจุบัน ศาสนาจารย์ ดร.สะอาด ไชยวัณณ์ เป็นผู้ประสานงานในพันธกิจนี้  ท่านที่สนใจพันธกิจนี้สามารถติดต่อพันธกิจเอดส์  สภาคริสตจักรในประเทศไทย 053 306 310
  • เด็กหญิงที่ตกเป็นเหยื่อ หรือ เสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ ที่อยู่ในการอุปการะ  ดูแล  และการสร้างเสริมโอกาสใหม่ในชีวิต ของมูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่   ดำเนินการบนรากฐานความเชื่อศรัทธาของคริสตชน  ท่านสามารถติดต่อรายละเอียดจากมูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่  สำนักงานบ้านพักเชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ 053 351312  หรือ  สำนักงานบ้านพักเชียงราย 053 750500
  • เด็กชายหญิงชาติพันธุ์ม้งที่ต้องการโอกาสในการศึกษา   ที่มาอยู่ที่ “บ้านม้งโฮป”  ตั้งอยู่ที่  183 หมู่ที่ 5  ตำบลสันโป่ง  อำเภอแม่ริม  จังหวัดเชียงใหม่  50180.  เป็นหอพักคริสเตียนที่ดำเนินการโดยผู้รับใช้พระเจ้าที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันกรุงเทพคริสต์ศาสนศาสตร์ BIT และ วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี  สภาคริสตจักรในประเทศไทย  ท่านสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติม  และการมีส่วนร่วมในพันธกิจนี้ได้ที่   อาจารย์ มนตรี ชาววิวัฒน์ หมายเลขโทรศัพท์ 080 1200 606
  • สถานสงเคราะห์บ้านเด็กเชียงราย   ซึ่งเป็นบ้านพักคริสเตียนสำหรับนักเรียนชายหญิงนานาเผ่า  ตั้งอยู่เลขที่ 104/1 หมู่ที่ ตำบลริมกก  จังหวัดเชียงราย  57100   ดำเนินการโดย ดร.สุพจน์ พันธ์โอ้น ศิษย์เก่าสถาบันกรุงเทพคริสต์ศาสนศาสตร์ BIT  ท่านสามารถติดต่อขอรายละเอียดในการร่วมพันธกิจได้ที่  คุณพิมพิกา พันธ์โอ้น  หมายเลขโทรศัพท์ 081 033 0778 


ท่านสามารถเข้าเฝ้าและนมัสการพระกุมารในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21  ด้วยจิตใจที่ถ่อมลง   เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดของท่านแก่ผู้เล็กน้อยเหล่านั้นด้วยจิตใจที่กว้างขวาง  พวกเขาที่ไม่สามารถให้ตอบกลับแก่ท่านครับ

“...เราต้องช่วยพวกที่มีกำลังน้อย  และระลึกถึงพระวจนะของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า
ตามที่พระองค์ตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กิจการ 20:35)
“... ซึ่งพวกท่านได้กระทำกับคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้  ก็เหมือนทำกับเราด้วย”(มัทธิว 25:40)


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ปล.  อย่าลืมที่จะ “ให้”อภัย  ด้วยใจกว้างขวางด้วยครับ!