แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิดพลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิดพลาด แสดงบทความทั้งหมด

01 มีนาคม 2564

วิธีอ่านพระคัมภีร์อย่างผิดพลาดที่คริสตชนมักทำกัน?

คริสตชนหลายต่อหลายท่านที่ต้องปล้ำสู้กับความเข้าใจพระคัมภีร์ คริสตชนบางคนบางกลุ่มเข้าใจพระคัมภีร์บางตอนที่แตกต่างไปจากคริสตชนคนอื่นกลุ่มอื่น และก็นำไปสู่การมีหลักความเชื่อในบางประเด็นที่แตกต่างกัน จนทำให้เกิดการแบ่งแยกแตกเป็นลัทธินิกายมากมาย   นั่นเป็นผลกระทบหนึ่งจากการที่เราอ่านพระคัมภีร์อย่างไม่ถูกต้อง

พระเจ้าประทานความรับผิดชอบแก่เราในการจัดการพระวจนะของพระเจ้าให้ดีที่สุด “จงอุตส่าห์ถวายตัวท่านเองที่พระเจ้าทรงรับรองแล้วแด่พระองค์ เป็นคนงานที่ไม่อับอาย สอนพระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (2ทิโมธี 2:15 มตฐ.) แม้แต่พวกเราที่ต้องการรับใช้พระวจนะของพระเจ้าด้วยความจริงใจอย่างยาวนานก็สุ่มเสี่ยงต่อการผิดพลาดในการจัดการพระวจนะของพระเจ้า

ความผิดพลาดในการอ่านพระคัมภีร์ 3 ประการ

เราต้องการรู้พระคัมภีร์อย่างแท้จริงถูกต้อง เราทุ่มเทเวลาในการอ่านและศึกษาพระวจนะ  แต่ถ้าเราใช้วิธีการตีความที่ไม่สมเหตุสมผลเราจะเข้าใจพระคัมภีร์ในตอนนั้น ๆ ผิดพลาด และคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่พระเจ้าให้แก่เรา ซึ่งเราพอประมวลได้ว่าในปัจจุบันนี้เรายังมีแนวโน้มการตีความพระคัมภีร์ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน 3 แนวทาง

1. การนำวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้กับพระคัมภีร์ แทนที่จะใช้พระคัมภีร์มาประยุกต์ใช้ในวัฒนธรรมของตน

แนวโน้มการตีความแบบเอาวิธีคิด หลักการ แนวทางตามวัฒนธรรมของเราเป็นตัวหลักดูจะเป็นวิธีการตีความพระคัมภีร์ที่นิยมกันในสมัยนี้ นี่มิใช่คนในสังคมที่ทำเช่นนี้ต่อพระคัมภีร์เท่านั้น แต่หลายต่อหลายคนในคริสตจักรกำลังใช้การตีความแบบนี้อยู่ แม้แต่ครูสอนพระคัมภีร์และผู้อภิบาลบางท่าน นักเทศน์บางคนก็ยังตีความพระคัมภีร์ตามกระแสวัฒนธรรมสังคมในสิ่งที่เขาสอนสมาชิกคริสตจักร

บางครั้งการตีความแบบนี้เกิดจากการที่ผู้ตีความเกิดความเข้าใจผิดพยายามตีความพระคัมภีร์ตามที่ตนเข้าใจให้เชื่อมสัมพันธ์กับกระแสและความเข้าใจในเวลานั้น บางครั้งการตีความมุ่งเน้นเอียงไปเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยละเลยอีกด้านหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้   ตัวอย่างเช่น เน้นเรื่องความรักเมตตาของพระเจ้าและพระคุณของพระองค์ แต่มองข้ามหรือละเลยเรื่องความยุติธรรม และ ความบริสุทธิ์ของพระองค์ หรือบางครั้งเราต้องยอมตีความเช่นนั้นเพราะเราไม่สามารถต้านกระแสของสังคม การเมือง หรือวัฒนธรรมในเวลานั้น แต่เราต้องตระหนักชัดเสมอว่า ไม่มีคริสตชนคนใดที่จะมีสิทธิอำนาจที่จะไปปรับแต่ง แก้ไข เปลี่ยนแปลงพระคำที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าสะท้อนออกถึงพระลักษณะและบุคลิกภาพของพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นองค์สัจจะความจริงแท้และยังทรงเป็นผู้กำหนดความจริงแท้นั้น ดังนั้น พระคำของพระองค์จึงเป็นสัจจะความจริง (ยอห์น 17:17) พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง (ดู ยากอบ 1:17 อมธ.) ดังนั้น พระคำของพระองค์จึงไม่เปลี่ยนแปลงแต่มั่นคงตลอดนิรันดร์

“เราคือพระยาห์เวห์ผู้ไม่ผันแปร...” (มาลาคี 3:6ก. อมธ.)

พระคัมภีร์นั้นเหมาะสมสัมพันธ์กับปัจจุบันและยุคต่อ ๆ ไป พระวจนะของพระเจ้ามิใช่สิ่งที่ตายตัวที่ถูกผูกมัดโดยเวลา พระวจนะของพระเจ้านั้นก้าวข้ามผ่านสิ่งกีดขวางทางวัฒนธรรม  ความแตกต่างทางภาษา หรือ ขอบเขตเส้นแบ่งแดนทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมนั้นเปลี่ยนแปลงปรับตนเองอยู่เสมอ แต่พระวจนะของพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง พระคัมภีร์เป็นสัจจะความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงดังนั้นจึงสามารถใช้วัดทุกสิ่งได้ เมื่อวัฒนธรรมช่วงใดเกิดความขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงถูกต้องเสมอ

“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระองค์ทรงอยู่ใกล้
พระบัญชาของพระองค์ล้วนเป็นความจริง
ข้าพระองค์เรียนจากกฎเกณฑ์ของพระองค์มานาน
พระองค์ทรงตั้งกฎเกณฑ์นั้นไว้เป็นนิตย์”  (สดุดี 119:151-152 อมธ.)

2. เอาตนเองเป็นศูนย์กลางในการตีความพระคัมภีร์

พระคัมภีร์เป็นเรื่องราวของการเปิดเผยตนเองของพระเจ้า เป็นเรื่องที่เปิดเผยโดยพระเจ้าเกี่ยวกับพระองค์เอง ใช่ พระวจนะของพระองค์ นั้นสำหรับเรา วัตถุประสงค์ของพระคัมภีร์เพื่อเปิดเผยถึงพระเจ้า ถึงลักษณะบุคลิกของพระองค์ พระประสงค์ของพระองค์ และวิถีทางของพระองค์ รวมถึงการที่พระองค์ประทานความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์

“...ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ท่านก็ได้รู้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถทำให้ท่านมีปัญญาที่จะมาถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2ทิโมธี 3:15 อมธ.)

แต่ในศตวรรษที่ 21 เรารับอิทธิพลครอบงำให้มี “ฐานเชื่อกระบวนคิด” (mindset) ของตะวันตก อาจจะโดยไม่รู้เท่าทันตนเอง หรือ ไม่รู้ตัวก็ตาม หลายท่านอ่านพระคัมภีร์ด้วยมุมมองว่าเป็นเรื่องของเรา เราอ่านพระคัมภีร์ด้วยมุมมองที่มีตัวเราเองเป็นบุคคลหลัก ที่เป็นเช่นนี้เพราะนี่เป็นวัฒนธรรมของเราในยุคนี้ที่คิดเหมาเอาตัวเองเป็นแก่นหลัก หรือ เป็นศูนย์กลางในทุกสิ่ง   และด้วยอิทธิพลของอำนาจบาปชั่วที่แทรกตัวเข้ามาอยู่ในชีวิตความนึกคิดของเรา ที่เข้ามามีอิทธิพลสอนและกำกับชีวิตในแต่ละวันของเรา

แต่การที่เราอ่านพระคัมภีร์ด้วยวิธีนี้ทำให้เราหลงผิดคลาดเคลื่อนไปจากประเด็นหลักของพระวจนะของพระเจ้า ที่ต้องการให้เรารู้ถึงผู้ที่ดลใจให้เขียนพระคัมภีร์นี้ การที่เราอ่านพระคัมภีร์ด้วยแว่นตามุมมองที่มี “ตัวฉันเป็นศูนย์กลาง” ได้บดบังทับซ่อนความเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าในพระคัมภีร์ แทนที่เราควรจะอ่านพระคัมภีร์ด้วยจดจ่อมุ่งสนใจที่พระเจ้า ให้เราเข้าหาและอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยการมุ่งมองค้นหาสัจจะความจริงและการเปิดเผยของพระองค์ ให้เราแสวงหาว่าพระคัมภีร์สอนเราอะไรและอย่างไรบ้างเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะของพระเจ้า พระประสงค์ของพระองค์ และวิถีทางของพระองค์ เมื่อเราทำเช่นนี้  เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเราเองด้วย แต่เป็นการเรียนรู้ตัวเราเองผ่าน “มุมมอง” ของพระเจ้า

3. ตรงดิ่งไปหาการประยุกต์เพื่อใช้พระคัมภีร์

เวลาเราอ่านพระคัมภีร์ส่วนใหญ่ เรามักตรงดิ่งไปค้นหาว่า เราจะประยุกต์ใช้พระคัมภีร์ตอนนี้อย่างไร ความผิดพลาดในการอ่านพระคัมภีร์ในประเด็นนี้ มักเริ่มต้นด้วยการถามว่า “พระคัมภีร์ตอนนี้มีความหมายอะไรสำหรับฉัน?”  หรือถ้าเป็นการศึกษาพระคัมภีร์ในกลุ่ม“พระคัมภีร์ตอนนี้มีความหมายอย่างไรต่อคุณ?”  เรามักจะตรงดิ่งไปค้นหาว่าพระคัมภีร์ตอนนี้จะมีผลกระทบต่อเราอย่างไร เพื่อที่เราจะประยุกต์ใช้กับชีวิตของตนเอง อาจจะเป็นเพราะว่าเรากำลังแสวงหาว่าเราจะผ่านพ้นชีวิตในวันนี้ไปได้อย่างไร แต่การถามคำถามแบบนี้มีแนวโน้มที่จะพาเราหลงทางได้

ด้วยความสัตย์จริง ไม่สำคัญเลยว่าพระคัมภีร์ตอนนี้มีความหมายอย่างไรต่อเรา แต่สิ่งที่สำคัญคืออะไรที่มีความหมายสำหรับพระเจ้า เราต้องค้นให้พบความหมายรากฐานดั้งเดิมของพระคัมภีร์ก่อนที่เราจะประยุกต์ใช้พระคัมภีร์ตอนนั้น ๆ แน่นอนครับ มีการประยุกต์พระคัมภีร์แต่ละตอนใช้ในชีวิตอย่างไม่สิ้นสุด แต่มีความหมายรากฐานดั้งเดิมเพียงความหมายเดียว

พระคัมภีร์ทุกตอนมีความหมายดั้งเดิมเดียว พระคัมภีร์แต่ละตอนมีความหมายเช่นไรเมื่อได้รับการดลใจในการบันทึกก็จะยังมีความหมายเช่นเดียวกันในวันนี้ ถ้าเราค้นไม่พบความหมายดั้งเดิมของพระคัมภีร์ตอนนั้น ๆ เราก็จะนำพระคัมภีร์ตอนนั้น ๆ มาใช้อย่างผิด ๆ ประยุกต์พระคัมภีร์ตอนนั้นอย่างผิดเพี้ยน และอาจจะนำไปสู่การละเมิดพระวจนะของพระเจ้า การที่เราแสวงหาความเข้าใจในพระคัมภีร์แต่ละตอน เราต้องค้นหาให้พบความหมายรากฐานด้านเดิมของพระคัมภีร์ตอนนั้น ๆ ก่อน ซึ่งเป็นการเข้าใจลึกซึ้งในสัจจะความหมายดั้งเดิมที่พระเจ้าประทานแก่เราผ่านปลายปากกาของผู้บันทึกพระคัมภีร์ตอนนั้นตามการดลใจของพระองค์

เมื่อเราขุดลึกค้นพบถึงความหมายรากฐานดั้งเดิมของพระคัมภีร์ตอนนั้น ๆ แล้ว เราถึงถามว่า  “พระคัมภีร์ตอนนี้มีความหมายเช่นไรสำหรับชีวิตของฉัน” ด้วยการทรงช่วยขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์เราก็จะสามารถตัดสินใจได้ว่าพระเจ้าต้องการให้เราประยุกต์พระคัมภีร์ตอนนี้ใช้ในชีวิตของเราอย่างไร พระเจ้าประสงค์ให้พระคำของพระองค์สร้างผลกระทบในชีวิตของเรา  ให้กำลังใจแก่เรา ปรับเปลี่ยนชีวิตของเรา และนำเราไปถึงพระคริสต์ และ เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้เราถึงพูดได้เต็มปากว่า พระวจนะของพระเจ้ามีไว้สำหรับเรา

“พระคัมภีร์ทุกตอน หรือพระคัมภีร์ทั้งหมดได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง”  (2ทิโมธี 3:16-17 อมธ.)

ท่านสามารถเข้าใจพระคัมภีร์ได้

ไม่ใช่คริสตชนทุกคนที่ผ่านการเรียนในโรงเรียนพระคริสต์ธรรม (หรือได้รับปริญญาจากพระคริสต์ธรรม) น้อยคนนักในพวกเราที่สามารถอ่านภาษาดั้งเดิมในพระคัมภีร์ แต่คริสตชนทุกคนสามารถเข้าใจถึงสัจจะความจริงของพระคัมภีร์ พระเจ้าประสงค์ให้เราแต่ละคนเข้าใจพระวจนะของพระองค์ พระองค์ได้ประทานความสามารถในการเข้าใจพระคัมภีร์ผ่านการทรงช่วยขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในตัวเรา (1โครินธ์ 2:10-12) องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นครูหรือผู้ที่สอนเรา (ยอห์น 14:26) น่าเสียดายที่อุปสรรคใหญ่ที่สุดในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าอย่างถูกต้องมักจะเป็นตัวเราเอง อย่าให้เราหลงไปกับวิธีตีความพระคัมภีร์ที่ผิดพลาด แต่ให้เรา อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ด้วยมุมมองที่ถูกต้องและเหมาะสม ให้เราพึ่งพิงในองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยเราให้เข้าใจและประยุกต์สัจจะความจริงของพระเจ้าใช้ในชีวิตประจำวันของเรา

ท่านเคยหลง หรือ พลาดตกลงในกับดักของการอ่านพระคัมภีร์ด้วยมุมมองความเข้าใจอย่างผิด ๆ บ้างไหม? มีการอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ด้วยวิธีที่ผิด ๆ อื่นอีกไหม?



04 เมษายน 2561

จะทำอย่างไรกับ...ผลการกระทำผิดพลาด?


สิ่งที่ทำให้เราเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ 
มิใช่เพราะเราไม่เคยกระทำความผิดพลาด  
แต่เป็นการรับมือจัดการผลเกิดจากการกระทำผิดพลาดที่เกิดขึ้นมากกว่า

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า  ผู้นำแนวหน้าได้เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่เพราะผู้นำคนนั้นไม่ทำสิ่งที่ผิดพลาด  หรือถ้าทำก็ทำสิ่งที่ผิดพลาดน้อยที่สุด

แต่มาพบความจริงด้วยความฉงนว่า   แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ทำให้ผู้นำคนนั้นเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่  ไม่ใช่เพราะเขาหยุดยั้งที่จะทำผิดพลาด   แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่คือ การที่เขาสามารถรับมือจัดการกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ท่านเชื่อไหมว่า  เมื่อท่านสามารถรับมือจัดการกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกันท่านได้   เป็นสาเหตุใหญ่ที่จะทำให้ผู้คนรอบข้างและทีมงานให้ความยอมรับนับถือในการเป็นผู้นำของท่าน   สิ่งนี้มิใช่ใช้ได้กับการทำงานเท่านั้น   แต่ใช้ได้ดีกับชีวิตของเราอีกด้วย

แน่นอนว่า  เราท่านต่างเคยทำให้คนใกล้ชิดเสียใจ หรือ ไม่พอใจ   ไม่ว่าเป็นคู่ชีวิต  ลูกหลาน  หรือ แม้แต่เพื่อนร่วมงาน   ให้ลองใช้หลักการนี้ในการรับมือจัดการกับความสัมพันธ์ที่พลั้งพลาดลงอย่างใส่ใจที่สุด   และเราจะพบว่า   เราจะมิใช่กลับมามีความสัมพันธ์ดีดั่งเดิมเท่านั้น   แต่เราจะมีความสัมพันธ์ที่หนักแน่น ลึกซึ้งกว่าเดิมด้วย   เพราะเกิดการยอมรับนับถือในความสัมพันธ์ที่หนักแน่น จริงใจ สัตย์ซื่อที่มีต่อกัน

แต่สัญชาตญานที่แท้จริงของเราเมื่อทำสิ่งผิดพลาด  เรามักปิดบังซ่อนเร้น  เก็บซุกใต้เสื่อไม่ให้ใครรู้เห็น!

ต่อสู้กับสัญชาตญาณของตน

โดยสัญชาตญาณ  เมื่อเราทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง  บ่อยครั้งที่เรารับมือกับสถานการณ์ความผิดพลาดนั้นด้วยการ  ปิดบังซ่อนเร้นเสีย   คาดหวังว่าจะไม่มีใครรู้ใครเห็น   หรือไม่ก็ทำให้ความผิดพลาดที่เราทำให้เบาบางหรือทำให้ความผิดของเราลดขนาดเล็กน้อยลง   หรือไม่ก็โดยการ “หาแพะ”  ที่จะโยนความผิดให้ใครบางคน   หรือ กล่าวโทษคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุ   เพื่อสร้างความถูกต้องชอบธรรมกับตนเอง

เมื่อเราได้การกระทำผิดพลาดเช่นนี้ขึ้นในชีวิต   เราจะเอาชนะสัญชาตญาณนี้ได้อย่างไร?  

ถ้าเราสามารถที่จะเอาการกระทำ 7 ลักษณะต่อไปนี้แทนที่การที่เราจะกระทำตามสัญชาตญาณเมื่อเรากระทำผิดพลาดได้   แล้วนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ช่วยทำให้ คู่ชีวิต  เจ้านาย หรือ ลูกน้อง  ทีมงานเกิดการยอมรับนับถือเรามากยิ่งขึ้น หรือ สร้างความไว้วางใจในตัวเรามากยิ่งขึ้นก็ได้

จากประสบการณ์ของท่าน   ท่านจัดการรับมือกับผลของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างไรครับ?   ขอท่านกรุณาแบ่งปันกันได้เลยครับ   แล้วในตอนหน้าเราจะลองมาดูถึง 7 ขั้นตอนของการรับมือนั้นเป็นอย่างไรกันแน่!

24 มีนาคม 2554

รากฐานความเชื่อศรัทธาที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน

“เพราะใครจะมาวางรากฐานอื่นอีกไม่ได้
นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์”
(1โครินธ์ 3:11 อมตธรรม)

เหตุผลประการหนึ่งที่ผู้คนล้มคะมำลงในความเชื่อศรัทธาเพราะการที่คนๆ นั้นวางรากหยั่งฐานความเชื่อศรัทธาของตนอย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อน บางครั้งเราวางรากฐานความเชื่อศรัทธาของเราลงบนชุมชนคริสตจักร เราเป็นคริสเตียนที่มีความกระตือรือร้นในชุมชนคริสตจักร ให้ความสำคัญกับชุมชนคริสตจักร จนพัฒนาไปสู่ทัศนคติที่ว่า คริสตจักรของฉันดีกว่าคริสตจักรของ... (โดยอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้) แต่ที่สำคัญที่เราจะต้องตระหนักชัดในสัจจะความจริงที่ว่า เรามิได้เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่เราเป็นสมาชิกเท่านั้น แต่เราทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งใน “สากลคริสตจักรบริสุทธิ์” คือเป็นส่วนหนึ่งในพระวรกายของพระเยซูคริสต์

คริสเตียนที่หยั่งรากปักฐานความเชื่อศรัทธาของตนลงในชุมชนคริสตจักร มักเป็นผู้ที่ทุ่มเทให้ความสำคัญกับ “สามัคคีธรรมในคริสตจักร” ความสัมพันธ์กลมกลืน “ความม่วนชื่น” เมื่อวันที่มวลสมาชิกมาพบปะกัน ให้ความสำคัญศักดิ์สิทธิ์กับการประกอบศาสนพิธีจนอาจจะลืมหรือละเลยท่าทีชีวิตที่สำแดงออกในชีวิตประจำวัน เน้นความสำคัญของกิจกรรมที่กระทำในคริสตจักร เน้นความใหญ่โตอลังการของอาคาร ภูมิทัศน์ จำนวนสมาชิกมากมายใหญ่โต

สาเหตุประการที่สองคือ ความเชื่อศรัทธาของเราไปเกาะยึดในตัวของศิษยาภิบาล หรือ นักเทศน์เรืองนาม อาจารย์ที่สอนพระคัมภีร์ได้เยี่ยมยอด ไม่แปลกครับ! เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในคริสตจักรสมัยเริ่มแรกมาแล้วเช่นกัน อัครทูตเปาโลได้เตือนคริสตชนในสมัยนั้นว่า “...คนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าติดตามเปาโล” และอีกคนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าติดตามอปอลโล” พวกท่านก็เป็นเพียงคนธรรมดา(คนที่คิดตามกระแสโลก)มิใช่หรือ? อปอลโลเป็นใคร? และเปาโลเป็นใครกัน? ก็เป็นเพียงคนรับใช้ที่นำท่านมาเชื่อตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่ให้แต่ละคน(มิใช่หรือ)?...” (1โครินธ์ 3:4-5 อมตธรรม, อักษรเอนเพิ่มโดยผู้เขียน)

คริสเตียนที่หยั่งรากเกาะยึดในตัวบุคคลสำคัญ คนเก่ง คนที่ตนเชิดชูบูชา จนบางคนบางกลุ่มวางตัวเป็น “แม่ยก” ก็มี นี่เป็นรากฐานความเชื่อศรัทธาที่ผิดพลาดอย่างมาก เพราะเป็นความเชื่อศรัทธาที่หยั่งรากฝังฐานความเชื่อศรัทธาในตัวบุคคลแทนที่จะเป็นองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น ย่อมนำมาซึ่งความแตกแยกหรือแบ่งแยกในคริสตจักร นำไปสู่ความสับสนหลงทางในความเชื่อศรัทธา และทำให้ผู้นำคนเด่นเหล่านั้นหลงเหลิงคิดว่าตนนั้นสำคัญยิ่ง

โปรดเข้าใจว่า การที่สมาชิกคริสตจักรคนใดคนหนึ่งจะรักมักชอบศิษยาภิบาลท่านใดท่านหนึ่ง หรือ ชื่นชอบชุมชนที่ตนเป็นสมาชิกไม่ได้ผิดแผกประหลาดอะไร แต่ที่สำคัญคือ ท่านต้องไม่หยั่งรากปักฐานความเชื่อศรัทธาของท่านในสิ่งเหล่านี้และผู้คนเหล่านี้ เพราะชุมชนคริสตจักรอาจจะทำให้ท่านผิดหวังเสียใจ เพราะชุมชนคริสตจักรนั้นขับเคลื่อนโดยผู้คนเฉกเช่นท่านและผม และทั้งผมและท่านต่างก็มักกระทำผิดพลาด และบ่อยครั้งที่มีความเข้าใจผิดพลาดด้วยเช่นกัน

ศิษยาภิบาล นักเทศน์เรืองนาม นักสอนพระคัมภีร์...ก็เถอะ ท่านเหล่านี้ต่างก็เป็นปุถุชนคนธรรมดาที่อาจจะนำความผิดหวังเสียใจมาให้ท่านด้วยเช่นกัน ดังนั้น ถ้าเราได้เกาะยึดท่านเป็นสรณะในชีวิตของเราก็อาจจะทำให้เราล้มคะมำคว่ำลงในความเชื่อศรัทธาก็ได้ เพราะอาจจะมีวันหนึ่งที่ผู้คนเหล่านี้เกิดความหลงทางผิดพลาดในชีวิต

เมื่อเปาโลเขียนจดหมายถึงคริสตจักรโครินธ์ ท่านได้ชี้ชัดว่า “เพราะใครจะมาวางรากฐานอื่นไม่ได้ นอกจากที่ได้วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์” (1โครินธ์ 3:11) และนี่ก็เป็นคำเตือนถึงเราคริสเตียนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 ด้วยเช่นกัน ชีวิตและความเชื่อศรัทธาของเราหยั่งรากฝังฐานลงในชีวิตของพระเยซูคริสต์ เพื่อที่พระองค์จะทรงสร้างเราขึ้นใหม่ เพื่อมีชีวิตรับใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์ เพื่อจะติดตามพระองค์ ไปทุกหนทุกแห่งด้วยมีพระองค์เคียงข้างและเป็นพลังชีวิตท่ามกลางทุกสถานการณ์

ดังนั้น จงให้ชีวิตและความเชื่อศรัทธาของท่านหยั่งรากฝังฐานลงในพระเยซูคริสต์เท่านั้น