แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ยิ่งใหญ่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ยิ่งใหญ่ แสดงบทความทั้งหมด

04 มกราคม 2564

สองศิษยาภิบาลผู้ยิ่งใหญ่ที่แตกต่างกัน?

การที่คนเรามี “ฐานเชื่อ” ที่ต่างกัน ย่อมทำให้มีกระบวนคิดก็แตกต่างกันไปด้วย มีผลกระทบต่อมุมมองที่แตกต่างกันออกไป แน่นอน ย่อมทำให้มีการตัดสินใจที่ไม่เหมือนกัน แล้วนำสู่การกระทำที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในที่สุดผลการกระทำก็จะแตกต่างชัดเจนด้วย

ในสถานการณ์โควิด ผมได้เห็นกระบวนเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน สองศิษยาภิบาลผู้ยิ่งใหญ่ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ทั้งสองเป็นศิษยาภิบาลที่ผู้คนรู้จักกันอย่างดี ต่างเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกจำนวนมาก แต่ในสถานการณ์วิกฤติโควิด ศิษยาภิบาลทั้งสองกลับมีฐานเชื่อ กระบวนคิด และ มุมมองในเรื่องต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ยังผลให้เกิดการตัดสินใจ และ การกระทำที่ไม่เหมือนกัน

มุมมองที่แตกต่างของสองศิษยาภิบาลผู้ยิ่งใหญ่

ศิษยาภิบาล ริก วอร์เรน ได้ให้คำสัมภาษณ์ต่อเหตุการณ์โควิด ที่ทางรัฐสั่งให้คริสตจักรงดการนมัสการร่วมกันในอาคารโบสถ์ในวันอาทิตย์ ในทำนองที่ว่า... “คริสตจักรส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เดียวเท่านั้นคือการนมัสการ และถ้าคริสตจักรเหล่านี้เอาพิธีการนมัสการออกจากคริสตจักรก็จะไม่เหลืออะไรในงานของคริสตจักรนั้น ที่คริสตจักรเหล่านั้นเน้นการที่จะต้องไปนมัสการในคริสตจักรด้วยกันเชิงกายภาพก็เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่เขาทำกันและรู้สึกมีคุณค่าในคริสตจักรเหล่านั้น”   

ฐานเชื่อ กระบวนคิด และมุมมองของคริสตจักรแบบ ศิษยาภิบาล จอห์น แมคอาร์เธอร์ มองว่า ไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้วมองและกล่าวหาว่า คริสตจักรที่ไม่มีการนมัสการที่สมาชิกมารวมกันเชิงกายภาพในตัวอาคารโบสถ์ในวันอาทิตย์ตามคำประกาศของทางรัฐว่า พวกนี้ไม่รู้ว่าคริสตจักรคืออะไรกันแน่ คริสตจักรพวกนี้ไม่เลี้ยงลูกแกะหรือสมาชิกของตนเอง แมคอาร์เธอร์ ได้พูดถึงฐานเชื่อของตนเองผ่านฟอกซ์นิวส์ว่า การที่ทางการห้ามไม่ให้สมาชิกคริสตจักรพบปะและมีการนมัสการร่วมกันในอาคารโบสถ์เป็นการลิดรอนหรือปฏิเสธถึงเสรีภาพขององค์กรคริสต์ศาสนา

อย่างไรก็ตาม ศบ. แมคอาร์เธอร์ ได้บอกว่าเพื่อความสบายใจของสมาชิกที่กลัวว่าภูมิคุ้มกันของตนจะไม่แข็งแรงพอทางคริสตจักรก็ได้จัดหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ และน้ำสำหรับล้างมือ และมีที่นั่งนอกอาคารโบสถ์ประมาณ 1,000 ที่นั่ง

จากภาพถ่ายของนักข่าว วิดีโอถ่ายทอดสดของคริสตจักร และการสังเกตของนักข่าวพบว่า คนส่วนใหญ่ที่มาร่วมนมัสการในวันอาทิตย์ในคริสตจักรแห่งนี้ส่วนมากไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย และไม่ได้นั่งห่างกันแต่นั่งชิดกัน และการที่ผู้นำคริสตจักรยืนยันที่จะขัดขืนข้อห้ามของรัฐซึ่งเป็นการประกาศชัดเช่นนี้ การจัดที่นั่งนอกคริสตจักรดูจะเป็นการแก้เกี้ยวมากกว่า และคนที่นั่งข้างนอกจะมีความรู้สึกอย่างไรต่อสายตาของคนที่เดินเข้าไปในอาคารโบสถ์? แต่แมคอาร์เธอร์ อ้างว่าเพื่อเป็นการแสดงว่าเรายินดีต้อนรับทุกคน

มีผู้ตั้งข้อสังเกตเหตุการณ์นี้กล่าวว่า การที่อ้างว่า เป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพทางศาสนานั้นเป็นการเอามุมมองแนวคิดแบบอเมริกันชนมาครอบฐานเชื่อและวิธีคิดของคริสตชนแบบพระเยซูคริสต์หรือเปล่า?   คริสตจักรตั้งอยู่เพื่อเสรีภาพและสิทธิของตนเองเท่านั้นหรือ?

คริสตจักร Saddleback Church ที่ริก วอร์เรน รับใช้อยู่ คริสตจักรนี้เลือกที่จะไม่เปิดการนมัสการร่วมกันในอาคารโบสถ์จนถึงขณะนี้ และคาดว่าจะมีการเปิดให้มีการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ในอาคารโบสถ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในปี 2021 

ริก มองว่า แนวทางที่รัฐประกาศให้มีการรักษาระยะห่างทางสังคมเป็นวิธีการ “การรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” ที่เป็นรูปธรรมที่ปฏิบัติและจับต้องได้ เขากล่าวว่า “คริสตจักรบางแห่งใช้ชีวิตของสมาชิกและคนมาโบสถ์ในการ “เสี่ยงโชค” หรือ “เดิมพัน” และผมจะไม่ทำเช่นนั้นเด็ดขาด ผู้เลี้ยงที่ดีจะอธิษฐานเพื่อลูกแกะ/สมาชิกของตน เอาใจใส่ดูแลลูกแกะของตน ผมต้องรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ และผมไม่ต้องการเป็นตัวผู้ก่อให้เกิด “ซุปเปอร์สเปรดเดอร์” หรือ “ผู้แพร่เชื้อที่รวดเร็วรุนแรง” ผมไม่ได้ทำด้วยความกลัว  แต่ผมทำสิ่งเหล่านี้เพราะความรักเมตตา การที่คุณสวมหน้ากากอนามัยเป็นการที่คุณรักเพื่อนบ้าน และ รักตนเองด้วย”

สำหรับ ริก และ คริสตจักร Saddleback เขาบอกว่า คริสตจักรไม่ควรจำกัดตนเองเพียงการพบปะกันเชิงกายภาพในอาคารโบสถ์เท่านั้น แต่เขาเน้นชีวิตคริสตจักรที่ทำพันธกิจกลุ่มเล็ก และ การทำพันธกิจที่เข้าถึงชุมชนสังคม คริสตจักรกลุ่มต่างเหล่านี้ทำพันธกิจที่หลากหลายที่เข้าถึงชีวิตคน มิได้พึ่งพิงอยู่กับการมานมัสการร่วมกันในอาคารโบสถ์เท่านั้น

คริสตจักรที่ตั้งบนรากฐานที่มีวัตถุประสงค์ เป็นคริสตจักรที่มีวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างทุกคนทำพันธกิจรับใช้ผู้คน พันธกิจนำพระกิตติคุณเข้าถึงชีวิตผู้คน มีสามัคคีธรรมร่วมกัน ทุกคนมีชีวิตที่มีภาวะในการเป็นสาวกพระคริสต์ มีชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเป็นการนมัสการพระองค์

ในภาวะวิกฤติโควิด ที่คริสตจักรต้องใส่ใจในความปลอดภัยของชีวิตเพื่อนบ้านและตนเอง ดำเนินการป้องกันตามแนวทางการของทางราชการ ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ชีวิตคริสตจักรมีการพลิกฟื้นเข้มแข็งขึ้น  ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงสิ้นปีนี้สมาชิกคริสตจักร Saddleback นำผู้คนมาพบพระคริสต์ 16,000 คน   เฉลี่ยประมาณวันละ 80 คน

สำหรับคริสตจักร Saddleback และ ศิษยาภิบาลริก มองว่า กฎระเบียบปฏิบัติการป้องกันโควิดมิได้เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของของคริสตจักร หรือ คริสตชน  แต่กลับมองว่า ความเข้มงวดให้ปฏิบัติเช่นนั้นเป็นการกระทำเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของผู้คนส่วนร่วม

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่

E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



17 มกราคม 2560

ถอดบทเรียนชีวิตที่พระคริสต์ “บ่มเพาะ” ในสาวก (2)

ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินของพระเจ้าวัดกันที่ “ความนอบน้อมถ่อมตน”
 
พระคริสต์มิได้ “บ่มเพาะชีวิตสาวก” ด้วยคำเทศน์ คำสอน หลักข้อเชื่อ และ การประกอบกิจในคริสตจักรเท่านั้น   แต่พระองค์ทรงใช้แบบอย่างการดำเนินชีวิตของพระองค์  พร้อมกับการกระตุ้นให้สาวกได้คิด  และท้าชวนให้เขาต้องตัดสินใจให้ปฏิบัติชีวิตสาวกของพระองค์ในชีวิตประจำวัน  ในทุกบริบทสถานการณ์ชีวิต

ข้อเขียนตอนนี้เป็นตอนที่ 2 ในบทความเรื่อง ถอดบทเรียนชีวิตที่พระคริสต์ “บ่มเพาะ” ในชีวิตสาวก

พระเยซูคริสต์​ตรัสสอนใน มัทธิว 18:3-4 ​ว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ถ้า​พวก​ท่าน​ไม่​กลับใจ​และ​เป็น​เหมือน​เด็ก​เล็ก ๆ ก็จะ​เข้า​ใน​แผ่น​ดิน​สวรรค์​ไม่​ได้​เลย (มตฐ.  เทียบ มธ. 19:14; 1คร. 14:20; 1ปต. 2:2;)   เพราะ​ฉะนั้น ถ้า​ใคร​ถ่อม​จิต​ใจ​ลง​เหมือน​เด็ก​เล็ก ๆ คน​นี้ คน​นั้น​จะ​เป็น​ใหญ่​ที่​สุด​ใน​แผ่น​ดิน​สวรรค์  (มตฐ. เทียบ 1ปต. 5:6;)  

การที่เรามีเวลาอยู่ใกล้ชิดติดสนิทกับพระคริสต์   พระองค์จะเรียกเราแต่ละคนให้ออกมาจากความอหังการ  ความหยิ่ง ความยโส ทะนงตน  และวิถีชีวิตต่าง ๆ ที่สวนทางการดำเนินชีวิตตามเส้นทางแห่งแผ่นดินของพระเจ้า   สาวกหลายต่อหลายคนมักหลงใหลในชื่อเสียง  ตำแหน่ง  ฐานะ และ การมีอำนาจ   อย่างเช่นสาวกในสมัยของพระเยซูคริสต์พวกเขาคิดว่าเมื่อพระคริสต์สถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว   รัฐบาลของพระองค์  กองกำลังของพระองค์  กองกำลังกลุ่มกบฏต่าง ๆ   พรรคพวกของพระองค์จะต่อสู้และกำจัดจักรวรรดิโรมันให้หมดอำนาจ   แล้วพวกของพระองค์ก็จะเถลิงขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทน  

แต่พระคริสต์เตือนและท้าทายพวกเขาว่า “แผ่นดินของพระเจ้า” มิใช่การผลัดเปลี่ยนอำนาจเหมือนอย่างต้นไม้ผลัดเปลี่ยนใบ   การปกครองของพระเจ้ามิได้เป็นเหมือนกษัตริย์ หรือ ราชบัลลังก์ในโลกนี้   อำนาจไม่ได้มาจากการใช้เงิน   ไม่ได้มาจากการมีตำแหน่ง   ไม่ได้มาจากการมีฐานะสูงในสังคม  ไม่ได้มาจากการแย่งชิง  ทำร้ายทำลาย  แต่อำนาจที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมโลกคือ “ความอ่อนน้อมถ่อมตน”   และต้อง “พึ่งพาและไว้วางใจในพระเจ้า”   เฉกเช่น เด็กเล็กวางใจในพ่อแม่ หรือ ผู้ดูแลตน 

ในทุกวันนี้  คริสตชนวัด “ความยิ่งใหญ่” ในชีวิตกันที่ไหน   ฐานะ  ตำแหน่ง  เงินทอง  ความมั่งคั่ง  พรรคพวก  ลูกศิษย์ลูกหา   ผลงาน ผู้คนยกย่องเชิดชู ชนะในการแข่งขัน  แย่งชิงด้านต่าง ๆ  และ ฯลฯ   ถ้าเราสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปหมดสิ้นเราจะยังมีความสำคัญและคุณค่าอยู่หรือไม่?   ความสำคัญและคุณค่าของเราวัดกันที่ไหน?

การที่เราคริสตชนมองว่า ชีวิตประจำวันที่นอบน้อมถ่อมตนเป็นตัวชี้วัดถึง การที่เรามีชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้านั้น   การที่เรานอบน้อมถ่อมตนได้เพราะเราสำนึกว่า  ชีวิตของเราพึ่งพิงในพระคุณของพระเจ้า   มิได้พึ่งพาความเข้มแข็งเก่งกาจของเราเอง   และ

ที่สำคัญคือ การที่เราจะมีชีวิตที่นอบน้อมถ่อมตนเพราะเราได้รับการทรงสร้างใหม่จากพระคริสต์  ให้มีชีวิตจิตวิญญาณ หรือ รากฐานชีวิตที่มีความรักเมตตา และ การให้ชีวิตแก่ผู้อื่นดั่งพระคริสต์   เป็นความรักเมตตาที่ไร้เงื่อนไข   คริสตชนมิได้นอบน้อมถ่อมตนเพื่อจะได้ผลสำเร็จตามความปรารถนาที่ซ่อนเร้นในใจ (อย่างนักการเมือง)  แต่มีเป้าหมายเพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้าในสวรรค์สำเร็จเป็นจริงบนแผ่นดินโลกนี้

ดังคำอธิษฐานที่พระคริสต์สอนให้เราที่เป็นสาวกของพระองค์อธิษฐานเช่นนั้น  และมอบกายถวายชีวิตร่วมสานต่อพระเจตนารมณ์ตามคำอธิษฐานที่ทรงสอน   ด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันที่นอบน้อมถ่อมตน ดังที่พระคริสต์ได้ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างแก่เราแล้ว
 
หมายเหตุ: บทเรียนชีวิตเชิงปฏิบัติทั้ง 6 ประการผู้เขียนจะเสนอต่อจากนี้ในทุกวัน ๆ ละ 1 ประการ ตลอดสัปดาห์นี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

29 มีนาคม 2554

สองผู้ยิ่งใหญ่

แจ็คเป็นเพื่อนของจอห์น จอห์นเติบโตในครอบครัวที่มีชีวิตติดสนิทกับพระเจ้า แต่แจ็คมิได้รับการบ่มเพาะเอาใจใส่ความเชื่อศรัทธาที่ติดสนิทสนมกับพระเจ้า ดังนั้น สิ่งที่ทั้งสองคิดและเชื่อแตกต่างกันคือ การทรงพระชนม์อยู่ของพระเจ้าแห่งความรักเมตตา

อย่างไรก็ตาม ด้วยความรักเพื่อน จอห์นจึงอธิษฐานเพื่อแจ็คเพื่อนรักของเขาเสมอ และทั้งสองคนมักจะพูดถึงเรื่องศาสนาและความเชื่อ วันหนึ่งแจ็คได้เข้าถึงความสว่าง และยอมตนเข้ารับเชื่อศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งแจ็คเสียใจอยู่นิดๆ ที่จอห์นไม่ได้เชื่อในศาสนจักรคาทอลิกอย่างตน แต่กลับเชื่อศรัทธาในคริสตจักรแห่งอังกฤษ (Church of England) เพื่อนสนิทของแจ็คก็คือ จอห์น โรนัลด์ รูเอล โทลคี (J.R.R. Tokien) เป็นกวี นักประพันธ์ นักภาษาศาสตร์ และศาสตราจารย์ชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงในฐานะผู้ประพันธ์นิยายแฟนตาซีระดับคลาสสิค เรื่อง “เดอะฮอบบิท”( “The Hobbit”) และ “เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์” (The Lord of the Rings) ส่วนแจ็ค ก็คือ ซี.เอส. ลิวอิส (C.S. Lewis) มีชื่อเต็มว่า ไคลว์ สเตเปิลส์ ลิว-อิส (Clive Staples Lewis) ที่พวกเรารู้จักเขาอย่างดีในฐานะผู้เขียนชุดนาร์เนีย ประกอบด้วย 7 เล่ม นาร์เนียเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับเด็กที่สามารถผสมผสานคติความเชื่อศรัทธาของคริสต์ศาสนาได้อย่างลงตัวและแยบยล หนังสือชุดนาร์เนียถูกตีพิมพ์มากกว่า 30 ภาษา ขายมากกว่า 100 ล้านเล่ม

เป้าหมายของคริสเตียนมิใช่การเอาชนะคะคานด้วยสติปัญญา ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยเล่ห์เหลี่ยม หรือ วาทศิลป์ แต่เป้าหมายของคริสเตียนคือการที่ตนจะรักเพื่อนบ้านเฉกเช่นรักตนเอง...และนี่คือเสียงการทรงเรียกของพระเจ้าที่ทรงเรียกเราวันนี้ท่ามกลางงานที่เรารับผิดชอบ และ การดำเนินชีวิตประจำวัน

“จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านอย่างสุดใจ สุดจิต สุดกำลัง และสุดความคิดของท่าน
และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”
(ลูกา 10:27 อมตธรรม)

12 สิงหาคม 2553

ผู้ยิ่งใหญ่

46แล้วเหล่าสาวกก็เกิดเถียงกันว่าในพวกเขาใครเป็นใหญ่ 47ฝ่ายพระเยซูทรงหยั่งรู้ความคิดในใจของเขาจึงให้เด็กคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้พระองค์ 48แล้วตรัสกับเขาว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆ คนนี้ในนามของเรา ผู้นั้นก็ได้รับเรา และผู้ใดได้รับเรา ผู้นั้นก็ได้รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา เพราะว่าในพวกท่านทั้งหลาย ผู้ใดเป็นผู้น้อยผู้นั้นแหละเป็นผู้ใหญ่ (ลูกา 9:46-48)

การคิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญ หรือการที่สนใจแต่ตนเองนั้นมักทำให้เกิดการถกเถียงกัน หรือไม่ก็เกิดความรู้สึกไม่พออกพอใจอยู่ภายใน ความครุกรุ่นในจิตใจ ความรู้สึกขมขื่นในชีวิต อีกทั้งทำให้ตนเองต้องตกอยู่ในวังวนของความสับสนวุ่นวายใจอีกด้วย อาจจะเป็นไปได้ว่า การที่พระเยซูคริสต์ทรงเลือกให้เปโตร ยากอบ และยอห์น ขึ้นไปบนภูเขาที่พระองค์ทรงจำแลงพระกายทำให้สาวกกลุ่มนี้เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญ จนนำมาถึงซึ่งการถกเถียงว่าใครกันแน่ที่มีความสำคัญในกลุ่มสาวกคนใกล้ชิด

พระเยซูคริสต์มิได้อยู่ตอนเริ่มต้นที่ถกเถียงกัน แต่พระองค์ทรงรู้ว่าสาเหตุของการถกเถียงกันของสาวกมีสาเหตุจากเรื่องอะไร “พระองค์ทรงหยั่งรู้ความคิด” ของสาวกในเวลานั้น พระเยซูได้นำเด็กเล็กคนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นเข้ามาใกล้พระองค์ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบให้สาวกเห็นถึงระบบคุณค่าที่ใช้ในแผ่นดินของพระเจ้า ระบบการให้คุณค่าแก่ผู้คนในแผ่นดินของพระเจ้าแตกต่างตรงกันข้ามจากหน้ามือเป็นหลังมือกับระบบการให้คุณค่าสำคัญของกระแสแห่งโลกนี้

เมื่อพระเยซูนำเด็กมายืนเคียงข้างพระองค์ พระองค์มิได้หมายความว่าเด็กสำคัญกว่าผู้ใหญ่ หรือเพราะเด็กยืนเคียงข้างพระองค์ดังนั้นเด็กจึงมีความสำคัญ และพระองค์ก็ไม่ได้บอกว่าเด็กเป็นเหมือนทูตสวรรค์ที่จะนำเราให้เข้าไปถึงพระพักตร์พระเจ้า จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หรือให้เรานมัสการเด็กคนนี้ มิใช่เช่นนั้นแน่ แต่พระองค์ประสงค์ที่จะเปรียบเทียบให้สาวกได้เรียนรู้และเข้าใจถึง “ระบบคุณค่า” แห่งแผ่นดินของพระเจ้า

ในสังคมและวัฒนธรรมยิวในสมัยนั้น เด็กไม่มีคุณค่าและความหมายอะไรเลยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ใหญ่ผู้ชายอย่างสาวกของพระองค์ ดังนั้น ในสังคมยิวเวลานั้นจึงมิได้ให้คุณค่าและความสนใจเด็กเช่นพระองค์ แต่พระเยซูคริสต์ตรัสสอนสาวกของพระองค์ว่า ถ้าใครยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแก่เด็กเล็กๆ เช่นนี้คนหนึ่งในนามของพระองค์ คนนั้นก็ยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแก่พระองค์ด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการยอมรับ ให้เกียรติ และให้การยกย่องสรรเสริญแก่พระบิดาเจ้าด้วย และนี่คือ ระบบคุณค่าแห่งแผ่นดินของพระเจ้า

ในเมื่อสาวกแต่ละคนยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแม้แต่เด็กเล็กๆ คนนี้ เขาก็ควรจะยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแก่กันและกันในกลุ่มสาวกด้วย มองเห็นคุณค่าในชีวิตของผู้อื่น กระทำสิ่งที่ดีที่สุดแก่กันและกันเหมือนที่พวกเขาต้องการกระทำต่อพระองค์ และ พระบิดา อันความเป็นใหญ่ตามระบบคุณค่าของพระเยซูคริสต์ ที่มิใช่ได้มาเพราะคนๆ นั้นได้ใกล้ชิดคนสำคัญ มิใช่คนนั้นมีอำนาจ หรืออยู่ใกล้ชิดคนที่มีอำนาจ แต่เพราะการยอมรับคนอื่น ให้เกียรติ และ เห็นคุณค่าของคนอื่น นำเขาไปสู่การใช้ชีวิตในการรับใช้คนๆ นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนเล็กน้อยด้อยค่า อยู่ชายขอบหรือนอกขอบสังคม ตามระบบคุณค่าของพระเยซูคริสต์ คนกลุ่มนี้แหละที่สาวกคนติดตามพระองค์จะต้องรับใช้

พระเยซูคริสต์มีชีวิตที่เป็นแบบอย่างในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม พระองค์มาในโลกนี้เพื่อรับใช้ช่วยเหลือคนผิดคนบาปที่หลีกลี้หนีออกจากทางพระเจ้า ความยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์มิใช่เพราะเป็นพระบุตรของพระบิดา มิใช่เพราะพระองค์เลือกวิธีสละชีวิตที่ทรมานเจ็บปวดและตายด้วยความรุนแรงบนกางเขน แต่ที่พระเยซูคริสต์ทรงยิ่งใหญ่เพราะ พระองค์ยอมเชื่อฟังพระบิดา ทนทุกข์เจ็บปวดเพื่อเราผู้บาปผิดบนกางเขน ถ้าเป็นเช่นนั้น ระบบคุณค่าของคริสเตียนเราในปัจจุบันก็ต้องผิดรูปผิดแบบจากแก่นแท้แห่งระบบคุณค่าแห่งแผ่นดินของพระเจ้า ไม่มีใครในพวกเราที่จะอ้างสิทธิอำนาจเหนือคนอื่นได้ในเมื่อพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา(ฟิลิปปี 2:5-8)

คริสเตียนและคริสตจักรในปัจจุบันต้องตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ชีวิตบนเส้นทางแห่งกางเขนของพระคริสต์หรือจะเลือกเดินไปตามกระแสแห่งโลกนี้ ที่จะคิด ตัดสินใจ และกระทำตามหลักการหลักเกณฑ์ของสังคมโลกปัจจุบัน ถ้าใครตัดสินใจเลือกเส้นทางแห่งกางเขนของพระคริสต์ ผู้นั้นเลือกระบบคุณค่าที่ความยิ่งใหญ่เกิดจากการที่คนๆ นั้นบริการรับใช้ผู้อื่นด้วยชีวิตที่รักเมตตาและเสียสละ และนี่คือวิธีการที่ดีที่สุดจะสำแดงพระคริสต์ให้เพื่อนรอบข้างของเราเห็นและสัมผัสพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน เป็นชีวิตที่ถ่อมสุภาพ รับใช้ด้วยความรักเมตตา รับใช้แม้คนที่เราชัง

พระคริสต์ทรงถ่อมพระองค์ลง
ทรงกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อเราทั้งๆ ที่เรามิใช่คนที่เหมาะสมจะรับสิ่งเหล่านั้น
พระคริสต์ทรงถ่อมพระองค์ลง
ยอมทนทุกข์เพื่อเราแต่ละคนผู้เล็กน้อยด้อยค่า
พระคริสต์ต้องถ่อมพระองค์ลงอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเราคิดว่า ตนเองมีคุณค่าสำคัญกว่าคนอื่น
พระคริสต์ต้องถ่อมพระองค์ลงอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเราไม่ยอมที่จะถ่อมตนลงรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยรักและเสียสละ
พระคริสต์ต้องถ่อมพระองค์ลง ยอมถูกตรึงบนกางเขนอีกกี่ครั้งเพื่อเรา?

5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7แต่ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน (ฟีลิปปี 2:5-8)