แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝ่าฝืน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝ่าฝืน แสดงบทความทั้งหมด

05 มิถุนายน 2558

เมื่อคริสเตียนฝ่าฝืนพระบัญชาพระเจ้า?

“พระเจ้า...ให้ชายผู้นั้นอยู่ในสวนเอเดน  ให้เขาทำงานและดูแลสวนแห่งนั้น”
(ปฐมกาล 2:15 อมต.)

ความคิดเรื่อง “ผู้นำที่รับใช้” พบในสมัยต้น ๆ ราวในปี 1970 ข้อเขียนของ  Robert Greenleaf หลังจากนั้นหัวเรื่องนี้ก็แพร่หลายถูกกล่าวถึงในวงการเรื่องผู้นำทั้งในและนอกคริสตจักร   แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า   ความคิดส่วนใหญ่จะมุ่งอ้างอิงถึงคำสอนของพระเยซูคริสต์ถึงแบบอย่างผู้นำที่รับใช้ (มาระโก 35-45)   แต่ท่านเชื่อหรือไม่ครับว่า เรื่องนี้ปรากฏตั้งแต่พระธรรมปฐมกาลบทแรก ๆ เลยทีเดียว

ในปฐมกาล 1:27-28 มนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาตามพระลักษณะของพระเจ้า  พระองค์ประทานสิทธิอำนาจให้เขาครอบครองเหนือสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างบนพื้นพิภพโลกนี้   ถึงแม้ว่าจะไม่อธิบายถึงมนุษย์คนแรกที่พระองค์ทรงสร้างด้วยคำว่า “ผู้นำ” แต่เราเห็นชัดในที่นี้ว่า พระเจ้าให้เขาใช้ภาวะผู้นำเหนือสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

ในปฐมกาลบทที่ 2 ได้อธิบายถึงภารกิจ หรือ หน้าที่ความรับผิดชอบของมนุษย์ชัดเจนยิ่งขึ้นในข้อที่ 15 ว่า  พระเจ้าให้มนุษย์ที่ทรงสร้างอยู่ในสวนเอเดน และให้ทำและดูแลสวน (มตฐ.)  ส่วนในฉบับอมตธรรมแปลว่า “ให้เขาทำงานและดูแลรักษาสวนแห่งนั้น”   พระเจ้าทรงให้มนุษย์ที่ทรงสร้าง “ทำงาน” และ “ดูแลรักษา”   ในที่นี้คำในต้นฉบับภาษาฮีบรูใช้คำว่า “avad” ซึ่งมีความหมายว่า “ให้รับใช้” และ คำว่า “shamar” หมายถึงการ “รักษาดูแล” สวนเอเดน หรือ แผ่นดิน   ซึ่งคำว่า “avad” มีความหมายครอบคลุมถึง การไถ ทำงาน หรือ ทำสวน  โดยภาพรวมแล้วในที่นี้กล่าวถึงว่า   พระเจ้าทรงให้มนุษย์อาศัยอยู่ในสวนเอเดนและให้ทำงานรับใช้ในสวนนั้น

ในพระธรรมปฐมกาลได้กำหนดภารกิจ บทบาท หน้าที่มนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างให้เป็น “ผู้นำที่รับใช้”   พระคัมภีร์บอกว่า ให้มนุษย์มีอำนาจครอบครองเหนือสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างและให้ใช้สิทธิอำนาจนั้นในการรับใช้   แต่เราพบว่า มนุษย์กลับไม่ได้ใช้สิทธิอำนาจนั้นตามพระประสงค์คือเพื่อการรับใช้   แต่กลับใช้สิทธิอำนาจนั้นเพื่อประโยชน์แห่งตน  ด้วยอำนาจแบบเผด็จการ  กดขี่ และ ทำลาย   มนุษย์ได้กระทำสิ่งตรงกันข้ามกับพระบัญชาของพระเจ้าผู้ทรงสร้าง

ความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นที่ไหนครับ   เกิดขึ้นกับคนที่เป็นพยานว่าตนเป็นคริสเตียน   และบางคนยังเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐเสียด้วยซ้ำ?   เช่น มีนักประกาศฯ ผู้หนึ่ง หลังจากเข้าป่ายิงนกได้มากกว่า 30 ตัว   หิ้วนกออกมาเป็นพวงใหญ่   กล่าวอวดอ้างถึงฤทธิ์เดชที่พระเจ้าประทานให้คริสเตียนว่า   สามารถยิงนกจำนวนมากมาย   และบอกว่านี่เป็นของประทานจากพระเจ้า   เพราะพระเจ้าให้คริสเตียนมีสิทธิอำนาจครอบครองเหนือธรรมชาติ?    ผู้ประกาศคนเดียวกันนี้  เคยประกาศว่า  พวกไม่ใช่คริสเตียนไม่กล้าตัดต้นไม้ใหญ่ในป่า   เพราะกลัวผีสางนางไม้ที่แฝงตัวในต้นไม้เหล่านั้น   แต่คริสเตียนไม่กลัว   เพราะพระเจ้าของเรามีอำนาจเหนือผีสางนางไม้เหล่านั้น   เพราะฉะนั้น คริสเตียนจึงสามารถตัดต้นไม้เหล่านั้นได้?

จนปัจจุบัน   ยังมีคริสเตียนที่อยู่ใกล้ป่ายังเข้าป่าตัดไม้มาเป็นของตน   ต่อมาถูกจับต้องขึ้นศาล (จำนวนมากกว่าร้อยคน)  ศาลพบว่ามิใช่การตัดไม้เพียงเพื่อใช้ตามความจำเป็นในครัวเรือนเท่านั้น   แต่เป็นการตัดไม้เป็นอาชีพ  เพื่อรายได้   เพื่อประโยชน์มั่งคั่งส่วนตน   เมื่อเกิดประเด็นเช่นนี้เกิดคำถามว่า   แล้วคริสตจักร และ องค์กรแม่ที่คริสตจักรสังกัดอยู่จะทำอย่างไร?   จะส่งทนายสู้คดีทางศาลเพื่อเอาชนะช่วยให้คริสเตียนไม่ต้องเข้าคุกติดตารางเช่นนั้นหรือ?

ในที่นี้มิใช่การทำผิดกฎหมายเท่านั้น  แต่นี่เป็นการฝ่าฝืนพระบัญชาของพระผู้สร้างอย่างโจ่งแจ้ง   ทำไมคริสตจักรไทยไม่สอนรากฐานความเชื่อในเรื่องนี้?   ทำไมคริสเตียนมิได้ทำงานและรับใช้พระเจ้าในการดูแลป่าที่ทรงสร้าง?   ที่ทรงมอบหมายให้ทุกคนดูแล?   ทำไมคริสเตียนไม่รับใช้พระประสงค์ตามพระบัญชา?

ผมไม่ขอโทษพี่น้องที่ต้องคดีตัดไม้ในป่าที่กล่าวข้างต้นเท่านั้น   แต่คริสตจักรทั้งมวลในประเทศไทยต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้   คริสตจักรละเลยหน้าที่ที่จะเรียนรู้พระประสงค์และพระบัญชาของพระเจ้าอย่างครอบคลุม    คริสตจักรจึงไม่ได้สั่งสอน บ่มเพาะ ความเชื่อของสมาชิกอย่างถูกต้อง   ที่ผ่านมาคริสตจักรมักเลือกเอาพระบัญชาที่ตนจะแสดงสิทธิอำนาจพิเศษเหนือกว่าคนอื่น   แต่ขาดการพิจารณาถึงพระประสงค์ที่ประทานสิทธิอำนาจเหล่านั้นให้เพื่อ รับใช้ ดูแล และเอาใจใส่

วันนี้คริสตจักรไทยต้องกลับใจใหม่ครับ!

กลับใจใหม่ที่จะยอมเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ในทุกเรื่อง   กลับใจใหม่เพื่อที่จะยอมตนกลับมาทำตามพระบัญชาด้วยการรับใช้ ดูแล เอาใจใส่ ต่อพระประสงค์ของพระเจ้า

เราต้องขอบคุณศาลครับ   ที่กระตุกต่อมความสำนึกในความเชื่อของเราให้กลับมาพิจารณาตนเองบนรากฐานความเชื่อของเรา   จะกล่าวได้ไหมครับว่า  พระเจ้าทรงใช้ศาลในการที่จะตีสอนเรา   เพื่อเราจะกลับใจใหม่?   กลับมาหาพระประสงค์  รับใช้ตามพระบัญชา   สัตย์ซื่อต่อพระองค์

คริสตจักรจะต้องเอาใจใส่ครอบครัวของพี่น้องคริสเตียนที่ถูกต้องขังรับความผิด   พวกเขาต้องรับความผิดในส่วนความละเลยผิดพลาดของคริสตจักรไทยที่ผ่านมาด้วย   ดังนั้น  เราต้องเอาใจใส่ต่อครอบครัวของผู้เหล่านั้นให้มีชีวิตในพระคุณของพระเจ้าผ่านการรับใช้ ดูแล เอาใจใส่ของพวกเราได้ไหม?   แล้วเราจะรับใช้ เอาใจใส่ คนเหล่านั้นที่ต้องขังอย่างไร   ทำอย่างไรจะรักษาสัมพันธภาพ   และให้กำลังใจ ร่วมทุกข์กับคนเหล่านี้

สิ่งสำคัญสองเรื่องที่คริสตจักรพึงกระทำคือ   ขอโทษต่อสังคมไทยในความละเลยผิดพลาดของคริสตจักรไทย  ที่ไม่ได้เอาใจใส่ต่อการสอนในเรื่องการรับใช้ ดูแล เอาใจใส่ต่อธรรมชาติ และ สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง   ที่ทำให้ป่าไม้ของไทยส่วนนี้ได้รับความเสียหาย   ที่ถูกทำลาย   สิ่งสำคัญประการที่สองคือ คริสตจักรไทย และ องค์กรที่คริสตจักรเหล่านี้สังกัดอยู่ต้องตื่นขึ้นเอาใจใส่อย่างจริงจังในการสอน บ่มเพาะ  และเสริมสร้างให้สมาชิกเชื่อศรัทธา  เข้าใจ  และรับผิดชอบในการรับใช้ ดูแล รักษา สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง

คริสตชนไม่ได้รับสิทธิอำนาจจากพระเจ้าเพื่อที่จะครอบครองด้วยการใช้อำนาจนั้นเพื่อตนเอง  แต่เพื่อรับใช้พระบัญชาและพระประสงค์  และรับใช้สังคมชุมชนในโลกนี้ในพระนามของพระองค์   เพื่อพระเจ้าจะได้รับการนมัสการยกย่องสรรเสริญ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

21 ธันวาคม 2555

ช่วงเวลาใคร่ครวญชีวิตคริสตชน (6): เมื่อพระเจ้าทรงเรียก...พร้อมฝ่าฝืนคำสั่งที่ฉ้อฉล


สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ
เป็นช่วงเวลาแห่งการใคร่ครวญถึงการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน   แล้วเราจะตอบสนองการทรงเรียกดังกล่าวด้วยท่าทีแบบไหน
และด้วยการอุทิศทุ่มเทชีวิตอย่างไร

อ่านมัทธิว 2:1-16 

พระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้านเบธเลเฮมแค้วนยูเดียในรัชกาลกษัตริย์เฮโรด   ภายหลังมีนักปราชญ์จากทางทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็มถามว่า

“พระกุมารที่ทรงบังเกิดเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน?   เราได้เห็นดาวของท่านทางทิศตะวันออก  และเรามาเพื่อนมัสการท่าน”

เมื่อกษัตริย์เฮโรดได้ยินดังนั้นก็วุ่นวายพระทัย  ทั้งชาวกรุงเยรูซาเล็มก็พลอยวุ่นวายใจด้วย   แล้วท่านทรงให้ประชุมพวกหัวหน้าปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์ของประชาชน  แล้วก็ตรัสถามเขาว่า “พระคริสต์ทรงบังเกิดที่ไหน?”   พวกเขาทูลว่า   “ที่บ้านเบธเลเฮมในแผ่นดินยูเดีย...”

เฮโรดจึงทรงเชิญพวกนักปราชญ์เข้ามาอย่างลับๆ   ทรงสอบถามจนได้ความถ้วนถี่ถึงเวลาที่ดาวนั้นได้ปรากฏขึ้น  แล้วท่านทรงให้พวกนักปราชญ์ไปยังบ้านเบธเลเฮมรับสั่งว่า

“จงไปค้นหาพระกุมารที่เกิด   เมื่อพบแล้วจงกลับมาแจ้งแก่เราเพื่อจะไปนมัสการท่านด้วย”

พวกนักปราชญ์ก็ไปตามรับสั่ง  และดาวซึ่งพวกเขาได้เห็นทางทิศตะวันออกนั้นได้นำหน้าพวกเขาไป  จนมาอยู่เหนือสถานที่ซึ่งพระกุมารอยู่นั้น...  เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบพระกุมารกับนางมารีย์มารดา  จึงก้มลงนมัสการพระกุมารนั้น   แล้วเปิดหีบสมบัติของพวกเขาและถวายเครื่องบรรณาการแด่พระกุมารคือ  ทองคำ กำยาน และมดยอบ

แล้วพวกนักปราชญ์ได้รับคำเตือนในความฝัน  ไม่ให้กลับไปเฝ้าเฮโรด  พวกเขาจึงกลับไปเมืองของพวกตนทางอื่น (มัทธิว 2:1-12 ฉบับมาตรฐาน)  เมื่อเฮโรดทรงเห็นว่าพวกนักปราชญ์หลอกท่านก็กริ้วยิ่งนัก   จึงทรงสั่งคนไปฆ่าเด็กชายทั้งหมดในบ้านเบธเลเฮมและในบริเวณใกล้เคียงที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมา   โดยนับตามเวลาที่ท่านทรงทราบจากพวกนักปราชญ์ (ข้อ 16)

เหตุการณ์ของพระธรรมตอนนี้  สันนิษฐานว่ามัทธิวบันทึกเรื่องราวในเหตุการณ์ตอนนั้นจากคำบอกเล่าของ   มารีย์   ซึ่งแน่นอนว่าโยเซฟได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้นานแล้ว   และมัทธิวได้ให้ข้อมูลเชิงเวลาที่ค่อนข้างชัดเจน   เมื่อนักปราชญ์มาเข้าเฝ้านมัสการพระกุมารนั้น  มิใช่ช่วงเวลาที่พระกุมารเป็นทารกแบเบาะที่เกิดในถ้ำ  คอกสัตว์  และวางให้นอนในรางหญ้า   แต่มัทธิวบอกว่า  “...เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบพระกุมารกับนางมารีย์มารดา...”  (ข้อ 11)  ในช่วงเวลานั้นพระกุมารเยซูน่าจะอายุประมาณเกือบสองขวบ   เพราะมัทธิวบันทึกรายละเอียดไว้ว่า  เมื่อเฮโรดทรงเห็นว่าพวกนักปราชญ์หลอกท่านก็กริ้วยิ่งนัก   จึงสั่งคนไปฆ่าเด็กชายทั้งหมด... “ที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมา   โดยนับเวลาที่ท่านทรงทราบจากพวกนักปราชญ์”

ดังนั้น   ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองคริสตสมภพในคริสตจักร   ขอความกรุณาท่านศิษยาภิบาลและครูคริส-เตียนศึกษา รวีวารศึกษา   เวลาจัดการแสดงฉากการบังเกิดของพระกุมาร   อย่ามักง่ายจัดฉากให้นักปราชญ์มาเข้าเฝ้านมัสการพระกุมารที่คอกสัตว์  ที่พระกุมารกำลังบรรทมอยู่ในรางหญ้านะครับ   เพราะเป็นการปลูกฝังข้อมูลความจริงของพระคัมภีร์ที่ผิดๆ ลงในความทรงจำและการเรียนรู้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่กำลังชมครับ   และอีกฉากหนึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นบนเวทีการแสดงคือ   จัดให้ทั้งคนเลี้ยงแกะและนักปราชญ์เข้ามาเฝ้านมัสการพระกุมารในฉากเวลาเดียวกัน   เพราะนี่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนจากพระคัมภีร์อีกมากเลยทีเดียวครับ   หรือคริสตจักรจัดภาพวาดขนาดใหญ่เกี่ยวกับการประสูติของพระเยซูคริสต์ก็โปรดระมัดระวังเลี่ยงความผิดพลาดที่กล่าวข้างต้นด้วยครับ

เมื่อเราอ่านถึงเรื่องราวของนักปราชญ์จากทิศตะวันออกพบดวงดาวของพระกุมารที่เกิดมาเป็นกษัตริย์ยิวนั้น   นักปราชญ์กลุ่มนี้ไม่น่าจะเป็นคนที่ความรอบรู้ในเรื่องคำสอนความเชื่อของยิวสักเท่าใดนัก   แต่ด้วยความเป็นนักปราชญ์  นักค้นคว้าแสวงหาสัจจะความจริงตามวิถีที่ตนได้ร่ำเรียนรู้มา   เมื่อเห็นดาว (ตกฟาก) ของกษัตริย์องค์หนึ่งมาบังเกิดในโลก  เขารีบแสวงหาและติดตามด้วยจิตใจที่ต้องการไปนมัสการ  ยกย่อง และเทิดทูน   ดังดูได้จากที่นักปราชญ์ได้เตรียมสิ่งที่มีค่าที่ตนมีเพื่อนำมาจะถวาย   อาจจะเป็นเพราะว่า  ดวงดาวได้แสดงให้เห็นว่า  กษัตริย์องค์นี้มิใช่กษัตริย์ธรรมดาเหมือนกษัตริย์ทั่วไปที่มาบังเกิดในโลกนี้

ใครก็ตามที่มีความสนใจในพระราชกิจของพระเจ้า  แสวงหาความจริงที่จะนมัสการ ยกย่อง สรรเสริญพระองค์   แม้เขาจะยังไม่รู้ไม่เชื่อศรัทธาในพระองค์ก็ตาม   แต่พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดเคียงข้างในชีวิตของเขา   และในเวลาเดียวกันพระองค์ทรงเรียกเพื่อให้เข้าร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าในตอนนั้นๆ ด้วย  เฉกเช่นกษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เซียที่มิใช่ยิว มิได้เป็นผู้ประกาศตัวว่ารู้และเชื่อศรัทธาในพระเจ้าของพวกยิว   แต่พระเจ้าทรงใช้เขาให้เข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในเวลานั้น   และในกรณีของนักปราชญ์ที่มาเข้าเฝ้าและนมัสการพระกุมารก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้นักปราชญ์เข้าร่วมในพระราชกิจครั้งยิ่งใหญ่สำคัญของพระองค์

ถ้าเป็นไปตามการบันทึกของหมอลูกา  ผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกและใช้ให้เป็นผู้จุดประกายสร้างความสนใจในสังคมถึงการมาบังเกิดของพระกุมารเยซูคริสต์คือ “คนเลี้ยงแกะ” ที่ได้รับข่าวสารที่สำคัญนี้มาจากทูตสวรรค์   เมื่อมาเห็นประจักษ์จริงด้วยตาและชีวิตของตนเองแล้ว   คนเลี้ยงแกะเหล่านี้ก็ออกไปป่าวประกาศข่าวดียิ่งที่รอมาเป็นเวลานานในหมู่ประชาชนชาวยิว  “เมื่อพวกเขาเห็นแล้วจึงเล่าเรื่องที่เขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น   คนทั้งหลายที่ได้ยินก็ประหลาดใจเกี่ยวกับเรื่องที่คนเลี้ยงแกะบอกกับเขา”  (ลูกา 2:17-18)   ซึ่งเป็นการจุดประกายความสนใจในบรรดาประชาชนคนธรรมดาถึงการมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ในเวลานั้น

ตามการบันทึกของมัทธิวได้ให้อีกภาพหนึ่งในเหตุการณ์นี้   “นักปราชญ์” คือผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงใช้ให้เป็นคนกระตุ้นและจุดประกายสร้างความสนใจในสังคมถึงการมาบังเกิดของพระกุมารเยซูคริสต์   ที่พวกเขาได้รับการทรงเปิดเผยสำแดงผ่านทางดวงดาว   และได้มาเรียนรู้ข้อมูลประกอบข้อเท็จจริงจากพระคัมภีร์ของพวก  ยิวจากพวกหัวหน้าปุโรหิตและธรรมาจารย์    แต่เป็นการกระตุ้นและจุดประกายเรื่องพระเยซูคริสต์ในอีกชนชั้นหนึ่งของสังคมคือ กระตุ้นพวกผู้มีอำนาจปกครองอาณาจักรอย่างกษัตริย์เฮโรด และ ผู้นำและมีอำนาจในการปกครองด้านศาสนา   การจุดประกายเรื่องนี้ทำให้ กษัตริย์เฮโรด “...วุ่นวายพระทัย  และชาวกรุงเยรูซาเล็มก็พลอยวุ่นวายใจไปด้วย”  (มัทธิว 2:3 ฉบับมาตรฐาน)   และนี่คือบทบาทหนึ่งที่พระเจ้าทรงเรียกและให้นักปราชญ์เข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้

นอกจากการทรงเรียกให้เข้าร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าครั้งนี้   ด้วยการเป็นผู้จุดประกายเรื่องการมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ในหมู่ผู้มีอำนาทางการเมือง และ ศาสนาแล้ว   พระเจ้ายังทรงเรียกและใช้ให้นักปราชญ์เข้าร่วมในพระราชกิจ “แห่งการทรงจัดเตรียมของพระเจ้า”  สำหรับมารีย์ โยเซฟ และพระกุมาร   และร่วมในพระราชกิจการปกป้องคุ้มครองพระกุมารเยซู

ในการเข้าเฝ้าและนมัสการองค์พระกุมารของนักปราชญ์   พวกเขาเตรียมสิ่งที่มีค่ามาเพื่อเป็นการถวายแด่พระกุมารผู้มาบังเกิดเป็นกษัตริย์   แต่เขาไม่รู้หรอกว่าสิ่งของที่เขาถวายเป็นเครื่องบรรณาการนั้นแท้จริงคือ “การทรงจัดเตรียมของพระเจ้า”  สำหรับชีวิตที่ต้องระหกระเหิน  ต้องพบกับความร้อนความหนาว   ความทุกข์ยากในต่างแดนของสามพ่อแม่และลูกในเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้   นักพระคัมภีร์บางท่านสันนิษฐานว่า  ของมีค่าทั้งสามถูกแลกเป็นปัจจัยที่จะต้องดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอดในแผ่นดินอียิปต์   และนักปราชญ์ได้มีส่วนร่วมในพระราชกิจที่สำคัญครั้งนี้คือ  การร่วมในการจัดเตรียมของพระเจ้าสำหรับคนสำคัญทั้งสามในพระราชกิจของพระองค์

หลังจากเหตุการณ์การเข้าเฝ้าและนมัสการพระกุมารของนักปราชญ์   เหตุร้ายและการมุ่งทำลายล้างผลาญพระกุมารที่ไม่มีความผิดก็ได้เกิดขึ้น   กษัตริย์เฮโรดสั่งให้นักปราชญ์ช่วยกลับไปบอกตนว่าพบพระกุมารอยู่ที่ใด  โดยหลอกว่าตนจะได้ไปนมัสการด้วย   แต่แท้จริงจะได้จัดการเข่นฆ่ากำจัดพระกุมารเยซูให้สิ้นเสี้ยนหนามของแผ่นดิน   แต่พระเจ้าทรงเรียกและใช้ให้นักปราชญ์ที่ไม่รู้จักพระองค์ให้รู้เท่าทันแผนการอันเลวร้ายของเฮโรด   ดังนั้น  เมื่อนักปราชญ์รู้เท่าทันความคิดแผนชั่วของเฮโรดพวกเขาจึง “ขัดคำสั่งกษัตริย์เฮโรด”  หลีกลี้หนีออกนอกประเทศไปอีกทางหนึ่ง   บทเรียนครั้งนี้ชัดเจนว่า   ผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกและเข้าร่วมในพระราชกิจครั้งสำคัญของพระองค์   ต้องพร้อมที่จะ “ฝ่าฝืนคำสั่งที่ฉ้อฉล”  ของผู้นำผู้ปกครองแม้จะมีอำนาจล้นฟ้าแค่ไหนก็ตาม

ในการทรงเรียกของพระเจ้าให้เราเข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในแต่ละช่วงเวลาเหตุการณ์   บ่อยครั้งเรามักไม่รู้ว่าเป้าหมายปลายทางของพระเจ้าคืออะไร   แต่เรายอมตนเข้าร่วมและกระทำสานต่อในพระราชกิจของพระองค์ที่ทรงเรียกเราให้กระทำ   หลายครั้งเราจะไม่สามารถเห็นคุณค่าสำคัญที่แท้จริงในพระราชกิจที่ทรงเรียกให้เราสานต่อพระราชกิจของพระองค์   แต่เราต้องสัตย์ซื่อและไว้วางใจในการทรงนำของพระองค์   และอีกประการหนึ่งคือ   ถ้าคิดจะมอบกายถวายชีวิตรับใช้พระราชกิจตามการทรงเรียก  ก็ต้องพร้อมที่จะกบฏต่อคำสั่ง และ อำนาจที่ฉ้อฉลของผู้ปกครองที่มีอำนาจทั้งฝ่ายบ้านเมือง และ ศาสนา   กล้าที่จะมีวิญญาณกบฏต่ออำนาจที่สวนกระแสและท้าทายต่อพระราชกิจแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า

ถ้าเรามั่นใจว่าพระเจ้าทรงเรียกและใช้เราในพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้   เราอาจจะต้องถามตนเองว่า  เราพร้อมที่จะจุดประกายและกระทำให้ผู้คนเห็นถึงพระราชกิจที่พระองค์ต้องการใช้เรากระทำหรือไม่?   เราพร้อมที่จะกระทำตามพระราชกิจที่ทรงมอบหมายทั้งๆ ที่เราเองยังไม่รู้ชัดเจนในเป้าหมายปลายทางของพระเจ้าหรือไม่?   และเราพร้อมที่จะมีวิญญาณกบฏต่ออำนาจที่ฉ้อฉลหรือไม่?   หรือเรายังต้องเป็นคนแบบ “เข้าเมืองโสดมก็ทำอย่างชาวโสดม” หรือ “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”?

แล้วพวกนักปราชญ์ได้รับคำเตือนในความฝัน  ไม่ให้กลับไปเฝ้าเฮโรด  พวกเขาจึงกลับไปเมืองของพวกตนทางอื่น   เมื่อเฮโรดทรงเห็นว่าพวกนักปราชญ์หลอกท่านก็กริ้วยิ่งนัก  


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499