แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มากกว่าที่คิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มากกว่าที่คิด แสดงบทความทั้งหมด

29 สิงหาคม 2561

อย่าท้อถอยยอมแพ้... เพราะคุณเข้าใกล้เส้นชัยมากกว่าที่คิด

เรื่องราวกำแพงเมืองเยริโคพังทลายลงเป็นเรื่องที่ให้แรงบันดาลใจแก่เรา
โดยเฉพาะเมื่อเราได้อ่านเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่องในพระคัมภีร์
ช่วยทำให้เราเข้าใจถึง “แผนการ” ของพระเจ้า  และความตั้งใจของพระองค์

...โยชูวาได้กำชับประชากรไว้แล้วว่า
“อย่าโห่ร้อง อย่าส่งเสียง อย่าเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว
จนถึงวันที่ข้าพเจ้าสั่งให้โห่ร้อง จึงโห่ร้อง!” (โยชูวา 6:10 อมธ.)

ให้เราลองพิจารณาเรื่องนี้ตามเหตุการณ์ความเป็นจริง  
ถ้าเราเป็นคนหนึ่งในกลุ่มประชากรอิสราเอลในเวลานั้น
เมื่อโยชูวาบอกให้เราเดินรอบกำแพงเมืองเยริโค
แทนที่เราจะถือดาบจับอาวุธเตรียมพร้อมสู้
แต่กลับไปเล่นเครื่องดนตรีให้ศัตรูฟัง (โยชูวา 6:12)
มิเพียงแค่นั้นไม่ให้ใครพูดแม้แต่คำเดียวตลอด 6 วันนั้น (6:10)
แย่จริง...แต่ละคนต้อง “หุบปาก” ตลอด 6 วัน
แล้วรอจนกว่า ท่านผู้นำจะมีคำสั่งให้ส่งเสียง
คุณรู้ไหมว่ามันอึดอัดแค่ไหน? ยุทธศาสตร์บ้าบออะไรนี่?

ในจิตใจของคนกี่คนนะที่คิดอยากจะเอาหินขว้างโยชูวาให้ตาย
ผู้นำคนใหม่ของเราสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ?
กี่คนต้องทำใจที่ยอมทำตามคำสั่งของโยชูวาด้วยความสิ้นหวัง
หลายคนพยายามทำใจยอมเชื่อฟังท่านผู้นำคนใหม่คนนี้
ท่านผู้นำคนใหม่คนนี้สร้างความเครียดแก่ประชากรอิสราเอลมากมายทีเดียว
“แล้วถ้า  ยุทธศาสตร์นี้ไม่เป็นผลล่ะ...”
“แล้วถ้าคนส่วนใหญ่เลือกที่จะกบฏต่อต้านผู้นำอย่างที่เคยเป็นมาแล้วในสมัยโมเสสล่ะ...”
“แล้วถ้า...”

แต่โยชูวาได้เรียนรู้บทเรียนจากกองสอดแนม 12 คนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
แทนที่จะให้มีคำพูดในเชิงลบ คำพูดที่คิดลบ
ที่สร้างความท้อแท้สิ้นหวังแพร่ขยายอย่างโรคติดต่อในฝูงชนอิสราเอล
ดังนั้น   โยชูวา...
จึงให้ทุกคนไม่พูดแม้แต่คำเดียวจนกว่าเขาจะมีสัญญาณให้ส่งเสียงได้

วันแรกผ่านไป   วันที่สองผ่านไป   วันที่สามก็ผ่านไป
แล้วถ้าเกิดประชากรอิสราเอลยอมแพ้ท้อถอยในวันที่ 6 ล่ะ?
แล้วถ้าพวกเขาสิ้นหวังและยอมแพ้ในวันที่ ในขณะเดินรอบที่ ล่ะ?
“อย่าสิ้นหวังยอมแพ้!  ท่านทั้งหลายกำลังจะถึงเส้นชัยแล้ว  จงยืนหยัดมั่นคงเถิด!”
แน่นอน...เราที่รู้เรื่องตลอดเรื่อง และจุดสุดยอดของเรื่อง ก็พูดเช่นนั้นได้
แต่ถ้าไม่รู้   คุณคิดว่าจะพูดเช่นนั้นหรือ?

แต่ถ้าท่านอยู่ในกระบวนฝูงชนอิสราเอล  คุณจะยอมแพ้ หยุดเดิน เข้าในแผ่นดินแห่งพระสัญญาไหม?
โดยเฉพาะในวันที่ 6หรือในวันที่ 7  รอบที่ 6?

หรือถ้าต้องอดทนนานถึง 60 วันล่ะ?
ท่านยังจะมีความกล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าบอกให้เราทำหรือไม่?

“อย่าสิ้นหวังยอมแพ้!  ท่านทั้งหลายกำลังจะถึงเส้นชัยแล้ว  จงยืนหยัดมั่นคงเถิด!”
เพราะนี่เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่มาจากพระเจ้า   จะไม่มีความล้มเหลวพ่ายแพ้!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

06 พฤษภาคม 2557

คำพูดมีพลังมากกว่าที่คิด?

29อย่า​ให้​คำ​เลว​ร้าย​ออก​จาก​ปาก​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย
แต่​จง​กล่าว​คำ​ดีๆ ที่​เสริม​สร้าง​และ​ที่​เหมาะ​กับ​ความ​ต้อง​การ
 เพื่อ​จะ​ได้​เป็น​คุณ​แก่​คน​ที่​ได้​ยิน

30และ​อย่า​ทำ​ให้​พระวิญญาณบริสุทธิ์​ของ​พระ​เจ้า​เสีย​พระ​ทัย
ด้วย​พระวิญญาณ​นั้น​ท่าน​ได้​รับ​การ​ประ​ทับ​ตรา​ไว้​สำ​หรับ​วัน​ที่​จะ​ได้​รับ​การ​ไถ่
                                                                                    (เอเฟซัส 4:29-30 มตฐ.)

บทใคร่ครวญฉบับที่ผ่านมาท้าทายคริสตชนต่อการใช้คำพูดของตนว่า   จะใช้คำพูดเพื่อให้เกิดพลังของการบ่อนทำลาย  ว่าร้ายคนอื่น   หรือการใช้พลังคำพูดเพื่อการเสริมสร้างกัน และ กันให้เป็นช่องทางแห่งพระคุณแก่ผู้ได้ยินได้ฟัง   แน่นอนครับ  เราคริสตชนย่อมเลือกพลังแห่งการพูดที่เป็นช่องทางนำมาซึ่ง “พระคุณ” แก่ผู้คนรอบข้าง   อีกทั้งแก่ชุมชนคริสตจักรด้วย

คำถามมีอยู่ว่า  คริสตชนทุกคนย่อมต้องการพูดเพื่อให้เกิดการเสริมสร้างที่สร้างสรรค์ และเป็นคุณประโยชน์แก่คนอื่น   แต่เราจะเอาชนะตัวตนของเราที่ต้องการพูดดีใส่ตัว  โยนชั่วใส่คนอื่นได้อย่างไร?

จากเอเฟซัส 4:29 ได้ให้คริสตชนระมัดระวังที่จะต้องมีคริสต์จริยธรรมในการพูด   แต่เมื่ออ่านไปในข้อที่ 30  เราต้องประหลาดใจว่า   การที่เราจะพูดดีหรือพูดร้ายนั้นมีบางอย่างที่มีอำนาจที่ครอบงำกำกับเหนือเค้าโครงความคิด  ความเห็น  และทัศนคติที่ทำให้เราพูดออกมา   เรารู้ว่าเราควรพูดด้วยพลังแบบไหน   แต่เรากลับพูดที่ทำให้เกิดพลังสร้างสิ่งที่แตกต่างจากความตั้งใจของตน   ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

อีกประการหนึ่งที่น่าพิจารณาคือ ในข้อที่ 30 ได้บอกแก่เราว่า   การพูดด้วยคำพูดที่ “เลวร้าย”   นอกจากจะทำร้ายทำลายคนอื่น และเป็นการบ่อนทำลายรากฐานความสัมพันธ์ในชุมชนคริสตจักรแล้ว    ยังทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย   คำเชื่อมระหว่างข้อ 29 กับ 30 ว่าต่อเนื่องเกี่ยวข้องกันคือคำว่า “และ” หน้าข้อที่ 30  ดังนั้น การพูดคำเลวร้ายนั้นสร้างความเสียหายและอันตรายแก่คนและคริสตจักรแล้ว   ยังทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัยอีกด้วย

ข้อ 30 นี้ชี้ชัดว่า   คำพูดที่เลวร้ายของเรานั้นสามารถทำให้พระวิญญาณของพระเจ้าเสียพระทัย   ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากพลังการพูดเลวร้ายของเรานั้นมีกำลังรุนแรงมากเกินกว่าที่เราคาดคิดหรือจินตนาการ   ในฐานะคริสตชนผมเชื่อว่า   จิตใจที่แท้จริงของเราคงไม่ต้องการสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจแก่เพื่อนบ้านของเรา   แต่เมื่อเราโกรธเราก็ไม่สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ของเรา   ทำให้เราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เราพูดออกมาได้   ดังนั้น จึงสร้างความเจ็บปวดแก่คน และ ความแตกหักแก่ชุมชนคริสตจักร   และด้วยน้ำใสใจจริงของเรา  เราก็ไม่ต้องการจะทำให้พระวิญญาณของพระเจ้าเสียพระทัยเลย   แต่แล้วเมื่อไม่มีพลังควบคุมกำกับตนเอง   เราก็ทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย (ทั้งๆ ที่ไม่ต้องการทำเช่นนั้น)

คำว่า “เสียพระทัย” รากศัพท์คำนี้กินความถึง  ความทุกข์ใจ  กลุ้มใจ  เป็นห่วง  ช้ำใจ   แต่มีบางคนรับไม่ได้ว่า   เรามีอำนาจมากถึงทำให้พระเจ้าทุกข์ใจ  เสียใจ  กลุ้มใจ หรือ ช้ำใจ   ส่วนตัวของผมกลับเห็นว่า   มนุษย์เราได้รับการทรงสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า   จึงไม่แปลกที่พระเจ้าจะเสียพระทัย  หรือ ช้ำพระทัย   เพราะในพระคัมภีร์ตอนอื่นๆ ก็ได้กล่าวถึงว่า  พระเจ้าทรงเปรมปรีดิ์  ปรีดี ชื่นชอบ ด้วยเช่นกัน (ตัวอย่างเช่น  เศฟันยาห์ 3:17;  สดุดี 147:11)

ดังนั้น  ในเอเฟซัส 4:30 กำลังบอกเราว่า   คำพูดของเราเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียใจได้   คำพูดและพฤติกรรมของเราสร้างความเจ็บปวดแก่พระเจ้าได้    ขอเน้นย้ำที่นี่ว่า   มิเพียงแต่ที่เราสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจแก่เพื่อนมนุษย์แล้ว   เรายังเป็นต้นเหตุที่ทำให้พระเจ้าเสียพระทัย  และเจ็บช้ำพระทัยด้วย    คำพูดที่เลวร้ายของเรายังเป็นเหตุให้เกิดการขัดแย้ง ทำลาย และแตกหักความสัมพันธ์ในชุมชนคริสตจักร   จนบางครั้งแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า  เป็นพรรคเป็นพวก   เมื่อเป็นเช่นนี้พระเยซูคริสต์จะรู้สึกเช่นไรเมื่อพระวรกายของพระองค์ถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ

วันนี้ผมขออนุญาตชวนเราใคร่ครวญว่า

  • ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า คำพูดของท่านมีพลังถึงกับทำให้พระเจ้าเสียพระทัยได้?
  • ท่านคิดและรู้สึกอย่างไรบ้างกับคำสอนในประเด็นนี้?
  • ท่านเคยมีประสบการณ์ที่คำพูดของท่านทำให้พระวิญญาณของพระเจ้าเสียพระทัยหรือไม่?   เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร?  และทำให้พระวิญญาณของพระเจ้าเสียพระทัยอย่างไร?
  • ท่านคิดว่าคำพูดของท่านมีพลังสามารถที่จะทำให้พระวิญญาณของพระเจ้าปีติเปรมปรีดิ์ได้หรือไม่?  อย่างไร?

แท้จริงแล้วคำพูดของเรามีพลังและสร้างผลกระทบมากกว่าที่เราคิด?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

22 มกราคม 2557

งานอาชีพ...ต้องรับผิดชอบมากกว่าที่คิด?

อ่าน อพยพ บทที่ 33

... พระองค์ตรัสกับข้าพระองค์(โมเสส)ว่า  “จงนำประชากรเหล่านี้ไป”  
“แต่พระองค์ยังไม่ได้บอกเลยว่า  จะทรงส่งผู้ใดไปกับข้าพระองค์”
(แล้ว)พระองค์ตรัสว่า “เรารู้จักชื่อของเจ้า  และเจ้าเป็นที่โปรดปรานของเรา”
(โมเสสทูลว่า)  “หากพระองค์ทรงพอพระทัยข้าพระองค์  ขอสอนทางของพระองค์   เพื่อข้าพระองค์จะรู้จักพระองค์  และเป็นที่โปรดปรานของพระองค์สืบไป   นอกจากนี้ขอทรงระลึกว่า  ชนชาตินี้เป็นประชากรของพระองค์”
องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบว่า  “เราเองจะไปกับเจ้าและให้เจ้าได้หยุดพัก”
โมเสสจึงกราบทูลว่า  “หากพระองค์ไม่ได้เสด็จไปกับข้าพระองค์ทั้งหลาย  ก็อย่าให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเคลื่อนไปจากที่นี่เลย   หากพระองค์ไม่ได้เสด็จไปด้วย   ใครเล่าจะทราบได้ว่าข้าพระองค์และประชากรของพระองค์เป็นที่โปรดปรานและแตกต่างจากประชากรอื่นใดบนแผ่นดินโลก?”  
(อพยพ 33:12-15 อมต.)

เมื่อเราตอบตกลงเข้าทำงานไม่ว่าในสถาบัน หน่วยงาน  บริษัท หรือองค์กรใด   เราก็เป็นลูกจ้างในที่แห่งนั้น   การตอบรับเข้าทำงานในองค์กรแห่งนั้นๆ   บ่งบอกถึงหลายประการด้วยกัน  เช่น  องค์กรอนุญาตให้เราเข้าไปในที่ทำงานขององค์กร   เรามีชั่วโมงในการทำงาน   เราจะได้รับค่าจ้างตามสัญญา   เราต้องทำงานร่วมกับคนงานอื่นๆ ในองค์กรนั้น   เราจะทำงานเต็มประสิทธิภาพในภาระการงานที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ   จริงๆ แล้วการตอบรับเข้าทำงานในองค์กรแห่งหนึ่งมีงาน ความรับผิดชอบมากกว่าที่มีในสัญญาว่าจ้างจะเป็นเอกสารหรือด้วยวาจาก็ตาม   แต่ที่เราตอบรับเข้าทำงานในองค์กรแห่งนั้น  เป็นการตอบรับตามกิจการงานความรับผิดชอบที่เราเข้าใจ

แต่เราจะทำอย่างไร   เมื่องานความรับผิดชอบของเรามีมากกว่าที่เราเข้าใจ หรือ มากกว่าที่ตกลงหรือสัญญากัน?   หรือเรารู้สึกว่าเราตกหลุมพรางสัญญาจ้างงาน   จนบางครั้งบางคนรู้สึกว่าตนถูกนายจ้างหลอก   หรือ เอาเปรียบ   ถึงขนาดที่รู้สึกว่าตนตัดสินใจผิดที่รับจ้างทำงานในองค์กรแห่งนี้

โมเสสยอมรับงานที่พระเจ้าทรงเรียกแม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจนักก็ตาม   ให้นำประชากรของพระองค์ออกจากการตกเป็นทาสในประเทศอียิปต์เพื่อมุ่งไปสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญาที่พระเจ้าทรงมีต่ออับราฮัม  อิสอัค และยาโคบ   ในการนี้โมเสสยอมรับภาระความรับผิดชอบที่จะเผชิญหน้ากับฟาโรห์   แล้วนำชนชาติอิสราเอลไปสู่แผ่นดินที่อุดมมั่งคั่งแห่งคำสัญญา   เป็นตัวแทนของพระเจ้า   และเป็นกระบอกเสียงของพระเจ้าผ่านทางอาโรน

โมเสสเกิดความรู้สึกว่าตนตกลงในกับดัก  หรือ  รู้สึกถูกขัดขวาง   ซึ่งไม่มีรายละเอียดในการทรงเรียก   เขาถูกทับถมจู่โจมจากการเรียกร้องต้องการของประชากรอิสราเอลอย่างไม่รู้จักจบสิ้น    จนโมเสสต้องทูลถามพระเจ้าตรงๆ ว่า   ทำไมพระเจ้าถึงทรงเรียกให้เขาต้องมาทำงานกับประชากรพวกนี้ที่แข็งคอและแข็งข้อ   เป็นประชากรที่ดื้อรั้นเอาแต่ใจตนเอง  และนี่คือตัวสร้างความเครียดไม่รู้จักหยุดจักหย่อน  อีกอย่างหนึ่งการที่ต้องมาเดินวนเวียนด้วยความยากลำบากในถิ่นทุรกันดารที่อันตรายและยากลำบากก็ไม่มีรายละเอียดในการทรงเรียกของพระเจ้า   โมเสสรู้สึกว่าตนเองตกเป็นจำเลยของประชากรอิสราเอล   แต่พระเจ้ากลับกลายเป็นพระเอกเพราะพระองค์กอรปด้วยความรักเมตตาและการยกโทษ

เมื่อโมเสสต้องตกอยู่ในสภาวะอารมณ์ส่วนตัว และ สภาพแวดล้อมชุมชนอิสราเอลเช่นนี้   โมเสสเข้าไปอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า   โมเสสรู้แน่ชัดว่าตนมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับพระเจ้า  เพราะพระองค์ยืนยันกับโมเสสว่า “เรารู้จักชื่อของเจ้า” และ “โมเสสเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า”   ในสถานการณ์เช่นนี้สิ่งที่โมเสสทูลขอจากพระเจ้าคือ  “หากพระองค์ทรงพอพระทัยข้าพระองค์  ขอทรงสอนทางของพระองค์   เพื่อข้าพระองค์จะรู้จักพระองค์   และเป็นที่โปรดปรานของพระองค์สืบไป   นอกจากนี้  ขอทรงระลึกว่าชนชาตินี้เป็นประชากรของพระองค์” (ข้อ 13)  

ในภาวะวิกฤติของการทำงานการทรงเรียกของพระเจ้า   โมเสสทูลขอให้พระเจ้าสอนถึงวิถีทางและวิธีการของพระองค์ที่ตนควรจะต้องกระทำ   เพื่อที่ตนจะสามารถทำการทำงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์   สำหรับโมเสสแล้วคือการที่เขาสามารถที่จะนำประชากรของพระเจ้าที่พระองค์ทรงเรียก

พระเจ้าทรงสัญญาว่า   พระองค์จะขับเคลื่อนไปในภาวะวิกฤติกับโมเสส และ ประชาชาติอิสราเอล สำหรับโมเสสเขาเห็นว่า   การที่พระเจ้าสอนวิถีและวิธีของพระองค์   เพื่อตนและชนชาติอิสราเอลจะได้ทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงสอน   ทำให้ประชาชาติทั้งหลายตระหนักว่า   ชนชาติอิสราเอลเป็นประชากรของพระเจ้า   และนี่คือสิ่งที่บ่งชี้ว่าอิสราเอลเป็นชนชาติที่แตกต่างจากประชากรอื่นๆ บนพื้นโลกนี้ (ข้อ 15 อมต.)

การประกอบอาชีพและการทำงานของเราในวันนี้   เมื่อเราถูกทับถม จู่โจมจากสถานการณ์แวดล้อม   จนทำให้เรารู้สึกท้อแท้และท้อถอย   จนอยากจะลาออกจากงานนี้วันละหลายครั้ง   ให้เราทำอย่างโมเสส   ร้องทูลต่อพระเจ้า   เพื่อเป็นการทบทวนย้ำเตือนถึงความสัมพันธ์ที่สนิทใกล้ชิดที่พระองค์ทรงมีต่อเรา   เพราะ “พระองค์รู้จักชื่อของเรา”   ให้เราทูลขอพระเจ้า “ทรงสอนทางของพระองค์” ท่ามกลางวิกฤตินี้แก่เรา   เพื่อเราจะรู้ว่า  พระองค์มีวิถีทางและวิธีการเช่นไรสำหรับเราที่จะรับมือกับวิกฤตินี้   และขอพระเจ้าอยู่กับเรา   การดำเนินชีวิตของเรา  และการทำงานของเราในที่ทำงานและวิกฤตินั้น  

เพื่อผู้คนรอบข้างจะเห็นถึงความแตกต่างของเราจากคนทั่วไป
ใคร่ครวญและทบทวน

  1. ท่านเคยมีประสบการณ์ที่ตกลงสัญญาทำงานแล้ว  เมื่อเข้าไปทำงานจริงกลับพบกับสิ่งติดขัดมากมาย  และมีหลายอย่างที่ไม่ได้ตกลงกัน   ทำให้เกิดความคับข้องใจหรือไม่?
  2. สิ่งที่เกิดความติดขัด คับข้องใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านใด   ชั่วโมงการทำงาน   สถานที่ทำงาน  เงินเดือนเงินค่าตอบแทน   เพื่อนร่วมกัน   หรือภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ?
  3. ในสถานการณ์วิกฤติดังกล่าว   ท่านจะทูลขอให้พระเจ้ามาอยู่ด้วยกับท่านในที่ทำงานได้อย่างไร   ที่จะทำให้เกิดความแตกต่างทั้งสถานการณ์แวดล้อม   งานที่ทำความรับผิดชอบ   และความสัมพันธ์ที่ท่านมีต่อคนอื่นๆ ในที่ทำงาน?
  4. อาชีพการงานที่ท่านกำลังทำอยู่ในทุกวันนี้   ท่านรู้สึกว่าเป็นงานที่ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้ทำหรือไม่?

ภาวนาใคร่ครวญ

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า   พระองค์ทรงเรียกโมเสสเช่นใด   พระองค์ก็ทรงเรียกข้าพระองค์ให้ทำในงานที่ข้าพระองค์รับผิดชอบในวันนี้เช่นกัน   ให้ทำงานนี้   ในสถานที่แห่งนี้  และการทำงานกับเพื่อร่วมงานกลุ่มนี้   พระองค์เจ้าข้า   มันเป็นงานที่หนัก และ มีแต่ความเครียด   บ่อยครั้งที่ข้าพระองค์ต้องรับผิดชอบมากกว่าที่ได้ตกลงสัญญากัน   จนบางครั้งข้าพระองค์ต้องการที่จะเดินออกไปจากความรับผิดชอบนี้ 

โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สามารถกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้ข้าพระองค์กระทำ   และโปรดเมตตาสอนและฝึกฝนข้าพระองค์ทำในสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้กระทำ  และสามารถร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานกลุ่มนี้   

แต่ถ้างานที่ข้าพระองค์กำลังทำอยู่นี้มิใช่งานที่พระองค์ทรงเรียก   โปรดช่วยให้เกิดความตระหนักชัดและทรงเปิดทางการเปลี่ยนแปลงในงานที่จะต้องกระทำตามการทรงเรียกด้วยพระคุณของพระองค์   และถ้าข้าพระองค์เป็นที่โปรดปรานของพระองค์   โปรดสำแดงวิถีทางและวิธีการของพระองค์ที่ข้าพระองค์จะได้เรียนรู้   และโปรดนำหน้าชีวิตและการงานของข้าพระองค์   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499