แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางใจ แสดงบทความทั้งหมด

22 ธันวาคม 2563

นักปราชญ์หญิงคนที่สอง: วางใจในพระวจนะของพระเจ้า

เราจะเรียนรู้ด้วยกันถึง “นักปราชญ์หญิงทั้งสาม” ต่อจากข้อเขียนครั้งที่แล้ว (วันอาทิตย์ที่ผ่านมา) ครั้งนี้เราขอเรียนรู้จากชีวิตปราชญ์ มารีย์ หญิงสาวที่มาเป็นแม่ของพระเยซู เธอได้แสดงออกชัดเจนถึงภูมิปัญญาที่เกินวัยของเธอ เมื่อเธอตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อตามคำตรัสของพระเจ้า แทนที่จะเลือกความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจเธอ

ให้เราลองเอาใจของมารีย์มาใส่ในใจของเรา คาดว่าอายุของเธอไม่น่าจะเกิน 16 ปี ครั้งเมื่อทูตสวรรค์ของพระเจ้ามาปรากฏแก่เธอและบอกเธอว่า เธอจะตั้งครรภ์และประสูติบุตรชาย ทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับชายใดเลย

ให้เราลองนึกภาพความกลัวที่ถาโถมลงมายังความรู้สึกนึกคิดของมารีย์

ประการแรก เธอกลัวว่าเธอหนีไม่พ้นที่จะถูกผู้คนรอบข้างครหานินทาว่าร้ายแน่ ๆ และเธอมีคำถามในใจว่า “แล้วฉันจะบอกแม่ของฉันว่าอย่างไร?

ประการที่สอง กลัวว่าตนเองทำไม่ได้ “ฉันจะเป็นมารดาของพระบุตรของพระเจ้าได้อย่างไร?

ประการที่สาม แน่นอน เธอกลัวที่ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงผันผวนในชีวิต “เหตุการณ์นี้จะเปลี่ยนชีวิตของฉันในเรื่องอะไรบ้าง ในด้านไหนบ้าง?”

ท่านอาจจะต่อว่ามารีย์ว่า “ทำไมมารีย์ถึงกลัวอะไรมากมายอย่างนั้น?”

แต่พระเจ้าไม่ได้กล่าวโทษ หรือ ต่อว่ามารีย์ แต่ตรงกันข้ามพระเจ้าให้ทูตสวรรค์บอกกับมารีย์ว่า  “เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงทำไม่ได้” (ลูกา 1:37 มตฐ.)

จากเรื่องราวของเธอในพระคัมภีร์เราเรียนรู้ว่า มารีย์เป็นคนที่มีความรู้ในพระวจนะของพระเจ้าจากพระคัมภีร์อย่างดี เธอรักษาพระวจนะของพระเจ้าในจิตใจของเธอ เธอจำได้  ในตอนท้ายของเรื่องราวของเธอได้ร้องบทเพลงจากเนื้อหาในพระคัมภีร์เดิมประมาณ 10 ข้อ แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนที่ใส่ใจในพระวจนะของพระเจ้า แล้วใช้เนื้อหาพระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ร้องออกมาเป็นบทเพลงจากกันบึ้งแห่งหัวใจเธอสรรเสริญพระเจ้า  

เมื่อทูตสวรรค์ของพระเจ้ามาปรากฏแก่เธอ มารีย์ได้สำรวจลงในพระวจนะของพระเจ้าที่เธอสะสมไว้ในจิตใจความนึกคิดของเธอ เพื่อใช้ตรวจสอบว่าสิ่งที่ทูตมาบอกนั้นสอดคล้องเป็นจริงกับพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ จนเธอมั่นใจว่า “พระเจ้ารักฉัน พระองค์เลือกฉัน พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า ฉันจะรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ได้ มิใช่เพราะความเข้มแข็งหรือแกร่งกล้าของฉันเอง แต่ด้วยพระเจ้ากำลังของพระเจ้าที่ทำงานในเหตุการณ์ครั้งนี้”

จากนั้น เธอเลือกที่จะเชื่อคำตรัสของพระเจ้าเหนือความกลัวของตน มารีย์กล่าวตอบทูตสวรรค์ว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าตามที่ท่านกล่าวเถิด” (ลูกา 1:38 อมธ.)

ความเป็นปราชญ์ของมารีย์อยู่ที่เธอยอมตนให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า เธอเป็นเหมือนกษัตริย์ดาวิด ที่ได้กล่าวไว้ว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ปรารถนาจะทำตามพระประสงค์ของพระองค์” (สดุดี 40:8 อมธ.)

คนที่เป็นปราชญ์จะกล่าวว่า “ไม่ว่าพระเจ้าประสงค์สิ่งใดในชีวิตของฉัน ฉันพร้อมที่จะเป็นไปตามพระประสงค์นั้น แม้ว่าฉันจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าถึงต้องการเช่นนั้นก็ตาม แต่ฉันจะทำตามพระประสงค์ของพระองค์”

พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า “ส่วนมารีย์เก็บเรื่องทั้งหมดนี้ใคร่ครวญอยู่ในใจ” (ลูกา 2:19 อมธ.)

พระเจ้าทรงอวยพระพรมารีย์เพราะเธอเลือกที่จะเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าแทนที่จะกลัว พระเจ้าประสงค์ให้เรามีชีวิตอย่างมารีย์

แม้ว่า คริสต์มาสปีนี้สถานการณ์แวดล้อมเต็มไปด้วยความสั่นคลอนหวั่นไหวมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา แต่พระเจ้าต้องการให้ท่านกอปรด้วยสติปัญญา ด้วยการเชื่อในสัจจะความจริงในพระวจนะของพระองค์มากกว่าความกลัวลานที่ฟุ้งพล่านในตัวเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




20 พฤศจิกายน 2555

แม้สถานการณ์เลวร้าย...วางใจในพระเจ้า


อ่าน  สดุดี 13:1-6

แต่ข้าพระองค์ได้ไว้วางใจในความรักมั่นคงของพระองค์
ใจของข้าพระองค์เปรมปรีดิ์ในการช่วยกู้ของพระองค์
ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวายพระยาเวห์
เพราะพระองค์ทรงดีต่อข้าพเจ้า”
(สดุดี 13:5-6 ฉบับมาตรฐาน)

ในบางสถานการณ์ชีวิตเป็นการง่ายเหลือเกินสำหรับเราที่จะไว้วางใจในพระเจ้า   และจะร้องสรรเสริญพระองค์   เพราะทุกสิ่งแวดล้อมรอบข้างดูดีไปหมด   เมื่อมองย้อนหลังชีวิตส่วนตัวบางครั้งก็ต้องบอกว่า   ไม่น่าเชื่อเลยว่าพระเจ้าทรงอวยพระพรชีวิตของตนมากมายท่วมท้นถึงขนาดนั้น   พระเจ้าทรงประทานให้เกิดสิ่งดีมากมายในชีวิตอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน

แต่ก็อีกบางครั้งอีกนั่นแหละที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ว่า หรืออย่างที่เคยคาดฝันไว้   เมื่อชีวิตต้องประสบกับความทุกข์ยาก   เมื่อจิตใจต้องทุกข์โศก เศร้าหมอง   จนบางครั้งทำให้เกิดคำถามในจิตใจของตนเองว่า   เอ๊ะนี่พระเจ้าอยู่ด้วยกับเราที่นี่ในเวลานี้หรือเปล่า?   ในเวลาที่ต้องเผชิญหน้าและผจญกับความทุกข์ยากในชีวิตเรายังจะไว้วางใจในความรักเมตตาของพระเจ้าได้หรือไม่?   แล้วเราจะยังชื่นชมยินดีในชีวิตได้อยู่อีกหรือ?  ในความเหี่ยวเฉาในจิตใจ  เราจะร้องสรรเสริญพระเจ้าด้วยความชื่นใจในพระองค์ได้อย่างไร?

พระธรรมสดุดี บทที่ 13 ตอบคำถามเหล่านี้ในชีวิตของมนุษย์ด้วยการเสริมเพิ่มความมั่นใจแก่เรา   ถ้าเราอ่านพระธรรมบทนี้เฉพาะในข้อ 5 และ เราอาจจะเข้าใจว่าดาวิดผู้ประพันธ์สดุดีบทนี้คงมีประสบการณ์ชีวิตแสนดีที่ได้รับการอวยพระพรจากพระเจ้าทั้งสิ้น    อย่างไรก็ตามให้เราสังเกตในคำแรกของข้อที่ 5 มีคำว่า  “แต่” ซึ่งดาวิดกำลังบ่งบอกตรงไปตรงมาว่า   เรื่องราวข้อความก่อนหน้าข้อ 5 นี้แตกต่างกับข้อ 5 และ 6  แสดงว่าก่อนสองข้อนี้สถานการณ์เป็นคนละเรื่องกับการที่ผู้เขียนสดุดีไว้วางใจในความรักของพระเจ้า

ให้เราย้อนกลับไปอ่านพระธรรมสดุดีบทนี้ใหม่ไปพร้อมๆ กัน   ในข้อที่ 1 ดาวิดบอกถึงสภาพชีวิตของตนเองที่เป็นเหมือนถูกพระเจ้าลืม  “...พระองค์ทรงลืมข้าพระองค์เป็นนิตย์หรือ?”   ในข้อ 2  ดาวิดกล่าวถึงสภาพชีวิตที่ต้องพบกับความเจ็บปวดรวดร้าววันแล้ววันเล่า  “...มีความทุกข์โศกอยู่ในใจตลอดวันนานสักเท่าใด?”   และ “ศัตรูข้าพระองค์จะอยู่เหนือข้าพระองค์นานเท่าใด?”  

แต่...ท่ามกลางสภาพชีวิตที่สิ้นหวัง  เข้าตาจน  จนสิ้นคิด   ดาวิดได้ยืนยันถึงความไว้วางใจที่เขามีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า   เขาจะร้องสรรเสริญพระเจ้าถึงคุณงามความดีและสิ่งดีๆ ที่พระเจ้าทรงกระทำต่อเขา   บางท่านอาจจะคิดในใจว่า   เรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ประการแรก   ท่ามกลางที่ชีวิตกำลังประสบกับความล่อแหลม   เขามิได้มุ่งมองหรือเพ่งพินิจไปที่อันตรายและปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น   แต่ดาวิดกลับตรึกตรองและหวนคิดย้อนถึงอดีตในชีวิตที่พระเจ้าทรงช่วยกู้เขาไว้ (ข้อ 5)   ดาวิดระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของตน  “...เพราะพระองค์ทรงดีต่อข้าพระองค์...”  (ข้อ 6)   ความทรงจำดังกล่าวทำให้ดาวิดเกิดความมั่นใจในพระเจ้าว่า พระเจ้าจะทรงช่วยกู้เขาในปัจจุบันนี้ด้วยเช่นกัน  และจะทรงช่วยกู้ตามเวลาที่พระองค์ทรงเห็นว่าเหมาะสมสำหรับเรา

ประการที่สอง   ดาวิดระลึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นจริงในพระเจ้า   คือสิ่งที่เขาประสบพบเจอในชีวิตของเขาที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ต่อดาวิดว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่มีความรักมั่นคง  ไม่ล้มเหลวไม่เปลี่ยนแปลง “ข้าพระองค์ไว้วางใจในความรักมั่นคงของพระองค์...” (ข้อ 5)   ในบางเวลาเป็นการยากที่เราจะเข้าใจถึงวิถีทางที่พระเจ้าทรงสำแดงความรักเมตตาของพระองค์สำหรับเรา   อย่างไรก็ตาม   ความจริงก็คือว่าความรักของพระเจ้าคือ เสาหลักในความเชื่อศรัทธาของเรา   และเป็นเสาค้ำจุนชีวิตของเราให้สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้

ภาพความรักเมตตาของพระเยซูคริสต์บนกางเขน   คือภาพที่ยืนยันและสำแดงถึงความรักมั่นคงของพระองค์อย่างชัดเจน   เป็นความรักเมตตาอย่างไม่มีเงื่อนไข   แต่ด้วยจิตใจที่ต้องการให้มนุษย์ที่ตกอยู่ใต้อำนาจของความชั่วร้าย   ที่กำลังรับผลของความบาป   ให้สามารถหลุดรอดออกจากอำนาจดังกล่าว   แล้วมาอยู่ภายใต้การทรงปกป้องด้วยพระคุณของพระองค์   นอกจากเป็นความรักเมตตาที่ช่วยกอบกู้ไถ่ถอนแล้ว   ยังเป็นความรักเมตตาที่เสริมสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่ให้ได้รับชีวิตใหม่ในพระคริสต์   และหนุนเสริมชีวิตของเราให้เข้มแข็งและเติบโตขึ้นในพระองค์   และทรงเสริมเพิ่มพลังชีวิตให้กล้าไว้วางใจในพระเจ้า   และช่วยเราให้มีพลังที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากด้วยการทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ดำเนินเคียงข้างกับเรา   จนเราสามารถร้องสรรเสริญพระองค์แม้ท่ามกลางความทุกข์ยากแห่งชีวิตก็ตาม

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ท่านเคยมีประสบการณ์ชีวิตเหมือนหรือคล้ายกับดาวิด  ที่ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากเจ็บปวดในชีวิต   แต่ก็ยังสามารถที่จะไว้วางใจในพระเจ้าและยังสามารถที่จะร้องสรรเสริญพระองค์หรือไม่?

2. ถ้าท่านเคยมีประสบการณ์เหมือนดาวิด   ขอท่านช่วยสะท้อนคิดว่า  อะไรที่ช่วยให้ท่านมีความเชื่อศรัทธาและความชื่นชมยินดีในชีวิตถึงขนาดนั้น?

3. ถ้าท่านไม่เคยมีประสบการณ์เหมือนดาวิด   พระธรรมสดุดีที่ได้ใคร่ครวญในวันนี้กำลังพูดอะไรกับท่าน  หรือมีข้อเสนออะไรต่อชีวิตของท่าน?   อะไรที่จะช่วยหนุนเสริมให้ชีวิตของท่านไว้วางใจในพระเจ้าแม้ว่าสภาพชีวิตกำลังตกต่ำเลวร้ายก็ตาม?

ใคร่ครวญภาวนา

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความจริงใจของดาวิดในการอธิษฐานต่อพระองค์   ข้าแต่พระเจ้า มีบางเวลาที่ดูเหมือนพระองค์ทรงลืมข้าพระองค์   บางครั้งดูเหมือนพระองค์อยู่แสนไกลจากข้าพระองค์   ขอบพระคุณสำหรับดาวิดที่เป็นตัวอย่างสำหรับความเชื่อของข้าพระองค์   ที่มิได้ทำทุกอย่างในความเชื่อเพื่อให้ดูดีในสายตาคนรอบข้างเท่านั้น

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับตัวอย่างชีวิตของดาวิดที่แม้จะต้องอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากและเจ็บปวดในชีวิต  แต่ท่านก็ยังไว้วางใจในพระองค์ และ มีชีวิตที่ยกย่องสรรเสริญพระองค์   ขอบพระคุณพระองค์ ที่ทรงหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่ข้าพระองค์ให้ไว้วางใจในความรักของพระองค์  เพื่อจะสามารถเผชิญหน้ากับความทุกข์สาหัส   โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สามารถที่จะไว้วางใจในพระองค์ และ ร้องสรรเสริญพระองค์ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตเช่นใดก็ตาม  

ในเวลาใดที่ชีวิตของข้าพระองค์ถูกถาโถมโจมตีจากความทุกข์ยากลำบาก   โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้ระลึกถึงพระคุณ พระพร ที่ทรงมีในชีวิตของข้าพระองค์ที่ผ่านมา   และโปรดให้ความเชื่อศรัทธาของข้าพระองค์ได้รับการค้ำจุนหนุนเสริมให้เข้มแข็งมั่นคงด้วยความรักมั่นคงที่ทรงสำแดงผ่านทางพระเยซูคริสต์

ข้าแต่พระเจ้า   ในวันนี้ข้าพระองค์ขอระลึกถึงผู้คนที่ต้องต่อสู้ยืนหยัดเกี่ยวกับความเชื่อศรัทธาของเขา   คนที่กำลังตกอยู่ในความรู้สึกว่าพระองค์ทรงอยู่ห่างไกลเหลือเกินจากชีวิตของเขา   โปรดเมตตาช่วยคนเหล่านี้ให้เกิดความมั่นใจและไว้วางใจในพระองค์   โปรดให้ข้าพระองค์ได้ยื่นชีวิตของข้าพระองค์ออกไปถึงชีวิตของคนเหล่านี้ด้วยพระทัยและพระหัตถ์แห่งความเมตตาของพระองค์   ขอทรงโปรดชูช่วยยกชีวิตคนเหล่านี้ให้ลุกขึ้นได้ด้วยพระคุณและพระเมตตาของพระองค์   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

02 พฤศจิกายน 2553

วางใจแผนการของพระเจ้าในชีวิตของคุณ

5จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า
และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง
6จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า
และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น
(สุภาษิต 3:5-6)


การไว้วางใจนั้นเป็นเรื่องยาก... คุณเห็นด้วยไหม?
เพราะผมเคยไว้วางใจคนมาแล้ว และสิ่งที่ประสบคือไม่เป็นไปอย่างที่ไว้วางใจ
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทำให้ผมไว้วางใจคนอื่นยากยิ่งขึ้น

แต่คนอาจจะทำให้คุณผิดหวัง และไว้วางใจเขายากยิ่งขึ้น
แต่พระเจ้าจะไม่ทำให้คุณผิดหวังในการไว้วางใจพระองค์

พระเจ้าทรงมีแผนแม่บทสำหรับแต่ละชีวิต
พระเจ้าทรงมีพิมพ์เขียวสำหรับแต่ละคน
คุณจะพบกับความประหลาดอัศจรรย์ใจในชีวิตอย่างที่หลายคนไปพบมาแล้ว
ไม่ว่าคุณจะมีอาชีพพ่อค้า ชาวนา คนทำขนม หรือ ศิษยาภิบาล
พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของคุณ
เรามั่นใจได้เลยว่า ชีวิตของเราอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์
เราจึงมิใช่คนที่ไร้เป้าหมาย และ ไม่มีความหมายในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน
เราพบคำยืนยันสัจจะความจริงนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจากพระคัมภีร์

ขอเพียงคุณไว้วางใจในพระองค์
เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
อย่าพึ่งพาความรอบรู้และความเข้าใจของตัวคุณเองว่าสิ่งต่างๆ ควรจะเป็นเช่นไร

ถ้าคุณยังให้พระเจ้าเป็นนักบินผู้ช่วย
ผมขอเสนอว่า.... ให้คุณรีบสลับตำแหน่งนักบินกับพระองค์เดี๋ยวนี้

เมื่อคุณเริ่มไว้วางใจในพระเจ้าในทุกเรื่องในทุกสิ่ง
พระองค์จะทำสิ่งอัศจรรย์ในชีวิตของคุณ
ชีวิตของคุณจะเป็นชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์

จงวางใจในแผนการของพระเจ้าสำหรับชีวิตของคุณ และ
ให้พระองค์กระทำให้ทางชีวิตของคุณราบรื่น