แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศบ. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศบ. แสดงบทความทั้งหมด

22 มีนาคม 2564

สิ่งที่สมาชิกควรรู้...แต่ไม่กล้าถาม ศบ.

จากประสบการณ์การเป็นศิษยาภิบาล (ศบ.) ในคริสตจักรท้องถิ่น ผมพบว่า สมาชิกหลายคนและหลายครอบครัวรักเมตตาผม อธิษฐานเพื่อผม ยืนเคียงข้าง และเดินไปกับผม ผมสัมผัสได้ว่าสมาชิกส่วนใหญ่รักและต้องการเดินเคียงข้างไปกับผู้เลี้ยงของเขา

ภายหลัง ผมมาเรียนรู้ความจริงอีกแง่มุมหนึ่งว่า มีอยู่หลายเรื่องที่สมาชิกอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับตัว ศบ. เขาต้องการรู้สิ่งเหล่านั้นจากปากของ ศบ. เอง ลึก ๆ ในจิตใจอยากจะถามในบางสิ่งบางเรื่องแต่เกรงใจไม่กล้าถาม เกรงว่าจะเป็นการก้าวล่วงเข้ามาเรื่องส่วนตัวของ ศบ. แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากต่อความสัมพันธ์ ความมั่นใจที่มีต่อกันระหว่าง ศบ. กับสมาชิก  และมีผลต่อการใส่ใจหนุนเสริมชีวิตและพันธกิจที่ศิษยาภิบาลทำ

ต่อไปนี้เป็นบางประการที่ผมเรียนรู้ว่า ศิษยาภิบาลอาจจะจำเป็นเป็นผู้เริ่มต้นแบ่งปันเรื่องราวของตนเองในประเด็นต่าง ๆ ต่อไปนี้แก่สมาชิกเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย

1. ประสบการณ์การกลับใจใหม่ของศิษยาภิบาล 

ลึก ๆ ในใจแล้วสมาชิกส่วนใหญ่ต้องการที่จะรู้ว่า ศบ. ของตนมีประสบการณ์ชีวิตในการกลับใจอย่างไรบ้าง เพราะส่วนใหญ่แล้วศิษยาภิบาลมักจะเล่าถึงประสบการณ์การกลับใจของตนในช่วงที่เขาถูกสัมภาษณ์สมัครงานตามคริสตจักร หรือ หน่วยงานคริสเตียนเท่านั้น ดังนั้น สมาชิกส่วนมากและสมาชิกใหม่จึงอยากรู้เรื่องราวประสบการณ์นี้ของศิษยาภิบาล

2. เรื่องราวการรับบัพติสมาของศิษยาภิบาล 

เรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับการรับบัพติสมาของแต่ละคนเป็นเรื่องราวพยานชีวิตว่าคน ๆ นั้นมีชีวิตจิตวิญญาณในพระคริสต์ได้อย่างไร สมาชิกอยากรู้ว่า ศิษยาภิบาลของเขามามีชีวิตในพระคริสต์อย่างไร

3. แนวทางกระบวนการเสริมสร้างและเติบโตในวินัยชีวิตของ ศบ.

สมาชิกต้องการตัวอย่างแม่แบบที่จะช่วยพวกเขาในการอ่านพระวจนะและอธิษฐาน การที่ศิษยาภิบาลแบ่งปันประสบการณ์และแบบอย่างวิธีการในเรื่องนี้จะเป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรม และมีความมั่นใจในภาวะผู้นำของ ศบ. ว่า ผู้นำทางจิตวิญญาณของเขาเป็นผู้ที่ติดตามพระเจ้าจริง ๆ

4. แบ่งปันสัจจะความจริงที่ ศบ. ได้เรียนรู้จากพระวจนะของพระเจ้าครั้งล่าสุดนี้ 

ผลที่ท่านได้จากอ่านศึกษา-ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า แบ่งปันแก่สมาชิกถึงความปีติยินดีที่ท่านได้ยินถึงคำตรัสของพระเจ้า ช่วยให้สมาชิกรู้ว่าผู้เชื่อทุกคนต้องเติบโตขึ้นในความเชื่ออย่างต่อเนื่อง

5. สมาชิกอยากรู้ว่าศิษยาภิบาลมีวิธีการ กระบวนการในการเตรียมเทศนาอย่างไร 

เมื่อสมาชิกได้รู้ถึงกระบวนการเตรียมเทศนาของศิษยาภิบาล เขาจะอธิษฐานเผื่อชีวิตและการงาน และ การเตรียมเทศนาของ ศบ. ได้เจาะจงมากยิ่งขึ้น และเขาอาจจะไม่รบกวน ศบ. ในช่วงเวลาของการเตรียมคำเทศนาอีกด้วย

6. การทุ่มเทครั้งล่าสุดของ ศบ. ในงานการประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ 

จำเป็นอย่างยิ่งที่สมาชิกคริสตจักรจะรู้ถึงความพยายามทุ่มเทของศิษยาภิบาลที่จะเข้าถึงผู้คนต่าง ๆ ที่ควรได้รับความรอด   เล่าถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  มิใช่เพื่อที่จะอวดตนเองว่าได้ทำอะไร  แต่เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การเข้าถึงผู้คนและผลที่เกิดขึ้น และที่สำคัญเพื่อแบ่งปันว่าพระเจ้ากระทำอะไรบ้างในเหตุการณ์ครั้งนั้น

7. ศบ. แบ่งปันถึงความพยายามของตนในการเสริมสร้างสาวกรุ่นใหม่ ๆ 

ศบ. ได้ทุ่มเทในการเสริมสร้างสาวกผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อเมื่อสมาชิกรู้ถึงการที่ศิษยาภิบาลเสริมสร้างผู้นำใหม่ จะช่วยให้พวกเขาคิดถึงอนาคตคริสตจักรมากยิ่งขึ้น

8. บอกสมาชิกถึงความจำเป็นต้องการของ ศบ. ในการอธิษฐานเผื่อจากสมาชิก 

เราคาดหวังว่าสมาชิกคริสตจักรจะอธิษฐานเผื่อ ศบ. แต่ถ้าพวกเขาไม่รู้เจาะจงถึงความจำเป็นต้องการของ ศบ.  เขาจะอธิษฐานเผื่อ ศบ. แบบครอบคลุมไปกว้าง ๆ และผิวเผิน ศบ. ควรแบ่งปันจากก้นบึ้งความนึกคิดจิตใจของตนแก่สมาชิกในเรื่องนี้

9. วันหยุดพักประจำสัปดาห์ของศิษยาภิบาล  

ศบ. ควรจะมีวันพักประจำสัปดาห์ให้ ศบ. บอกสมาชิกถึงวันหยุดพักของตน เพื่อสมาชิกจะไม่รบกวนวันหยุดของ ศบ. โดยไม่จำเป็น เพื่อศิษยาภิบาลจะมีเวลาให้แก่ครอบครัว

10. ศบ. แบ่งปันถึงรายการที่ตนอ่าน 

สมาชิกบางคนอาจจะต้องการอ่านไปร่วมกับ ศบ. บางคนดีใจที่ได้รู้ บางคนเริ่มที่จะอ่านในบางสิ่งที่ ศบ. ได้แนะนำ การแบ่งปันนี้เป็นการกระตุ้นหนุนเสริมให้สมาชิกเป็นผู้ที่สนใจในการอ่านมากยิ่งขึ้น

11. แบ่งปันนิมิต หรือ วิสัยทัศน์ของ ศบ. สำหรับคริสตจักร  

สมาชิกต้องการที่จะรู้ถึงเป้าหมาย ทิศทางของศิษยาภิบาลสำหรับคริสตจักร แผนการของศิษยาภิบาลสำหรับสมาชิก และกระบวนการทำงานร่วมกับผู้นำคริสตจักรคนอื่น ๆ เพื่อนำคริสตจักรไปให้ถึงนิมิตดังกล่าว

12. ศบ. มีโอกาสอธิษฐานร่วมกับสมาชิกแต่ละคนเป็นการส่วนตัว  

สมาชิกหลายคนต้องการอธิษฐานกับศิษยาภิบาลส่วนตัว เขาต้องการให้ศิษยาภิบาลถามเขาถึงเรื่องที่อยากจะให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานเผื่อ เขาต้องการอธิษฐานร่วมกับศิษยาภิบาลเมื่อศิษยาภิบาลอธิษฐานเผื่อเขา หลายคน “ปากหนัก” ไม่กล้าขออธิษฐานกับศิษยาภิบาล แต่เมื่อศิษยาภิบาลชวนเขาอธิษฐานส่วนตัวด้วยกัน สิ่งที่โหยหาในก้นบึ้งแห่งจิตใจได้รับการตอบสนอง จิตวิญญาณได้รับการรดน้ำชื่นฉ่ำ

ท่านผู้อ่านครับ มีอะไรอีกบ้างไหมครับที่สมาชิกคริสตจักรอยากจะรู้เกี่ยวกับศิษยาภิบาลของตน  แต่เกรงใจที่จะถาม? ถ้ามีกรุณาช่วยแบ่งปันด้วยครับ




06 พฤษภาคม 2563

ศบ.ก็เครียดนะ...!

จากภาวะวิกฤติโควิด 19 ที่ยาวนานเป็นเดือน ๆ เป็นโรคระบาดไปทั่วโลก รุนแรงอย่างมาก และสร้างผลกระทบต่อชีวิตและพันธกิจของคริสตจักรท้องถิ่น ทั้งพันธกิจการอภิบาล ความสัมพันธ์ในคริสตจักร ความเชื่อศรัทธาของสมาชิกและผู้นำคริสตจักร สุขภาพของทุกคน การเรียนการศึกษา การทำงานและประกอบอาชีพ ตลอดจนเศรษฐกิจ และแน่นอนครับ กระทบต่อชีวิต ครอบครัว และการทำพันธกิจของศิษยาภิบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้

ข้างล่างนี้เป็นประเด็นที่รวบรวมประมวลจากการสุ่มพูดคุยกันทางโทรศัพท์ถึงสิ่งที่ศิษยาภิบาลรู้สึกห่วงกังวลในพันธกิจอภิบาลที่ตนเองมีส่วนร่วมรับผิดชอบในคริสตจักร

1. ศิษยาภิบาลห่วงกังวลถึงสมาชิกที่อยู่ห่างไกลออกไป

ศิษยาภิบาลหลายท่านที่ห่วงกังวลในการเข้าถึงและอภิบาลจิตวิญญาณของสมาชิกโดยที่ไม่มีโอกาสพบกันหน้าต่อหน้า หรือใกล้ชิดสัมพันธ์อย่างในอดีต และในบางคริสตจักรให้ข้อมูลว่า มีสมาชิกที่รับเชื่อใหม่บางคนเมื่อถูกการทดลองในวิกฤติโควิด 19 ตอนนี้แยกตัวห่างไกลจากคริสตจักรยังไม่สามารถติดต่อได้ ทั้งนี้ เนื่องจากสมาชิกไม่มีโอกาสที่มาสามัคคีธรรมร่วมกันที่คริสตจักร ที่จะช่วยหนุนเสริมกันและกันในทุกอาทิตย์ และสมาชิกอีกจำนวนหนึ่งเริ่มเกิดความสั่นคลอนไม่มั่นคงในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจความอยู่รอดเรื่องปากท้อง

2. บางคน/ครอบครัวที่ศิษยาภิบาลไม่สามารถติดต่อสื่อสารด้วยเทคโนโลยี

ศิษยาภิบาลหลายท่านกล่าวด้วยความรู้สึกเสียใจว่า “ผมน่าจะเอาใจใส่ฝึกฝนการใช้เครื่องมือสื่อสารทันสมัยมากกว่านี้” บ้างบอกว่า “เราอยู่ในชุมชนที่คิดว่าเราไม่จำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารสูงส่งมากมายถึงเพียงนี้ เราจึงไม่คิดที่จะเตรียมตัวในเรื่องนี้ แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเราจึงไม่สามารถสอนและเทศน์ผ่านเครื่องมือสื่อสารทันสมัยอย่างที่หลายคริสตจักรเขากำลังทำกัน”

3. จะวางแผนรับมือกับการกลับมาใช้โบสถ์ใหม่อย่างไร?

“ตอนนี้เรากำลังรอว่า ทางสภาฯ ทางภาค จะมีคู่มือว่าเราควรจะทำอย่างไรถ้าเราจะเปิดใช้โบสถ์อีกครั้งหนึ่ง พูดกันตรง ๆ ทางภาครัฐเขามีคู่มือแนวทางสำหรับการเปิดร้านตัดผม/เสริมสวย  ร้านอาหาร  และ ฯลฯ แต่ยังไม่มีคู่มือแนวทางสำหรับที่จะเปิดใช้คริสตจักรอีกครั้งหนึ่ง”

4. แล้วศิษยาภิบาลจะมีการติดต่อสื่อสารสัมพันธ์กับสมาชิกเป็นประจำอย่างไร?

มีศิษยาภิบาลท่านหนึ่งบอกเราว่า ตอนนี้ท่านไม่สามารถติดต่อกับสมาชิกประมาณจำนวนครึ่งหนึ่งของสมาชิกในคริสตจักร

5. แล้วจะรับมือจัดการกับเรื่องการเงินของคริสตจักรในอนาคตอย่างไร?

ศิษยาภิบาลจากชานเมือง และ ชนบท ได้ให้ข้อมูลว่า เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมา เหรัญญิกคริสตจักรได้โทรมาปรึกษาศิษยาภิบาลว่า เงินในบัญชีลดน้อยเหลือไม่มากเพราะการถวายลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง เขาเกรงว่า ถ้ายังต้องอยู่ในสภาพนี้ในเดือนต่อ ๆ ไปจะกระทบต่อเงินเดือนของผู้รับใช้

6. ศิษยาภิบาลตกในสภาพที่ท้อแท้อ่อนแรง

เมื่อมีโอกาสพูดคุยส่วนตัวทางโทรศัพท์ หรือ ไลน์วีดีโอคอลล์ ได้ยินน้ำเสียงเห็นสีหน้าของศิษยาภิบาลบางท่านดูเครียด และ ท้อแท้อ่อนแรง และศิษยาภิบาลท่านนั้นยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด 19 ไม่มีสักวันหนึ่งที่ท่านรู้สึกโล่งอกสบายใจ

บางท่านก็บอกว่า พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตด้วยการติดเชื้อในปอด ในภาวะเช่นนี้คริสตจักรก็ไม่สามารถสนับสนุน พ่อแม่ต้องแยกตัวไปรักษา

7. สมาชิกส่วนหนึ่งเข้าไม่ถึงเครื่องมือสื่อสารทันสมัย

ศิษยาภิบาลให้ข้อมูลว่า มีสมาชิกส่วนหนึ่งที่ไม่มีเครื่องมือสื่อสารทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกที่สูงอายุในพื้นที่ชนบทห่างไกล และ ในชุมชนคริสตจักรพื้นที่สูง (พี่น้องชนเผ่า) และมีอีกส่วนหนึ่งขาดความสามารถในการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างเต็มประสิทธิภาพ เพียงสามารถใช้ในการโทรศัพท์และรับโทรศัพท์เท่านั้น อีกส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณที่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้

8. ในคริสตจักรมีความเห็นไม่ลงรอยกัน หรือ เกิดความขัดแย้งกัน

เมื่อพูดคุยกับผู้นำคริสตจักรทางโทรศัพท์ เนื่องจากเป็นการพูดคุยกันแบบเป็นการส่วนตัวแต่ละท่านได้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างขัดแย้งกันในเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งที่ผ่านมาศิษยาภิบาลไม่เคยได้ยินผู้นำท่านนั้นพูดตรง ๆ เช่นนี้มาก่อน

ศิษยาภิบาลอีกท่านหนึ่งบอกว่า “กำลังหนักใจที่จะทำอย่างไรให้คริสตจักรไปด้วยกันแบบเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน   ท่ามกลางกำลังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป” 

9. การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา

ศิษยาภิบาลตั้งข้อสังเกตว่า “ผมเห็นว่าความกดดันต่าง ๆ มันแรงมากในช่วงเวลานี้ และผมเองก็ไม่มั่นใจว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่”

“ในช่วงวิกฤตินี้ ดูเหมือนว่าผมต้องทำงานโบสถ์อยู่เพียงคนเดียว ผมเลยต้องให้ทุกอย่างค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ซึ่งโดยปกติจะมีหลายคนที่เข้ามาช่วยงานของคริสตจักร แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้ทำแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ   เหนื่อยอกอ่อนใจครับ”

แล้วท่านและคริสตจักรของท่านล่ะ  ต้องผ่านพบเผชิญหน้ากับเรื่องราวประเด็นเหล่านี้ที่เหมือนและต่างกันมากน้อย อย่างไร แค่ไหนครับ แบ่งปันกันเพื่อการเรียนรู้ก็ดีนะครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499