แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สรรเสริญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สรรเสริญ แสดงบทความทั้งหมด

16 ธันวาคม 2556

บทเพลงสรรเสริญ

บทเพลงแห่งพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงพลิกโลกคว่ำแผ่นดิน
อ่าน ลูกา 1:46-56

พระ​องค์​ทรง​ถอด​เจ้า​นาย​ออก​จาก​บัลลังก์
และ​พระ​องค์​ทรง​ยก​ผู้​น้อย​ขึ้น
(ลูกา 1:52 มตฐ.)

บทเพลงสรรเสริญของสตรีที่ชื่อว่ามารีย์   เธอร้องสรรเสริญพระเจ้าออกมาจากก้นบึ้งแห่งชีวิตจิตใจของเธอที่พรั่งพรูไหลออกมาเปี่ยมล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์   เมื่อเธอได้ยินนางเอลิซาเบธ (มารดาของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา)กล่าวทักทายเธอว่า   เธอเป็นผู้ที่ได้รับพระพรจากพระเจ้า   เพราะเธอเป็นมารดาของพระเมสสิยาห์ที่ผู้คนรอคอย   นี่เป็นบทเพลงสรรเสริญ   ในภาษาละตินบรรทัดแรกของเพลงคือ magnificat anima mea Dominum แปลว่า “จิตวิญญาณของข้าพเจ้ายกย่องพระเจ้า”

บทเพลงสรรเสริญของมารีย์เป็นบทเพลงที่กล่าวถึงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า   ซึ่งพิจารณาอย่างเจาะลึกลงไปแล้วต้องบอกว่าเป็นเพลงแห่งพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงพลิกโลกคว่ำแผ่นดินเลยทีเดียว   บางคนอ่านแล้วบอกว่า “นี่เป็นบทเพลงของพวกซ้ายตกขอบ” หรือ “ซ้ายสูญพันธุ์” อะไรทำนองนั้น   อย่าฝันหวานไปเลยมันไม่เป็นความจริงหรอก!   อีกพวกหนึ่งก็จะมองว่า   นี่เป็นเพลงพวกหัวรุนแรง  เป็นเพลงปฏิวัตินี่นา!  

ถ้าเป็นเพลงปฏิวัติ  ผมขอเรียนว่าเพลงนี้ร้องโดยหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่มีฐานะตำแหน่งใดๆ    ร้องท่ามกลางสังคมยิวที่กำลังตกเป็นเมืองขึ้นของพวกโรมัน   และสังคมยิวเองก็แบ่งออกเป็นหลายพรรคหลายพวก   ทั้งพวกผู้นำทางการเมือง  ผู้นำศาสนา  และผู้นำกลุ่มแอบแฝงใต้ดินต่างช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์มาเป็นของตนเอง

ให้เราค่อยๆ พิจารณาบทเพลงของมารีย์ว่ามีเนื้อหาความหมายอะไร   ถึงถูกตีตราอันตรายถึงปานนั้น   แต่ผมยืนยันว่าเป็นบทเพลงสรรเสริญที่กล่าวถึงการพลิกโลกคว่ำแผ่นดินโดยพระราชอำนาจของพระเจ้าครับ!

ประการแรก แทนที่พระเจ้าจะทรงเลือกคนที่มีฐานะ อำนาจ และบริวาร มาเป็นผู้ร่วมในพระราชกิจของพระองค์  แต่พระองค์ทรงเลือกคนที่มี “ฐานะต่ำต้อย” ในสายตาของสังคมโลกมาร่วมในพระราชกิจ(ข้อ 48)  

ประการที่สอง  พระราชกิจของพระเจ้าครั้งนี้ “ทรง​ทำ​ให้​คน​ที่​มี​ใจ​เย่อ​หยิ่ง​กระจัด​กระจาย​ไป...” (ข้อ 51)

ประการที่สาม  “พระ​องค์​ทรง​ถอด​เจ้า​นาย​ออก​จาก​บัลลังก์  และ ​พระ​องค์​ทรง​ยก​ผู้​น้อย​ขึ้น” (ข้อ 52)

ประการที่สี่  “พระ​องค์​ทรง​ให้​คน​อด​อยาก​อิ่ม​ด้วย​สิ่ง​ดี  และ  ​ทรง​ทำ​ให้​คน​มั่งมี​ไป​มือ​เปล่า” (ข้อ 53)

จากบทเพลงสรรเสริญของมารีย์บทนี้ชี้ชัดว่า   โครงสร้างสังคมแห่งแผ่นดินของพระเจ้านั้นกลับหัวกลับหางกับโครงสร้างสังคมที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน   ยิ่งกว่านั้นระบบคุณค่า  คุณธรรม  และความสัมพันธ์ ในแผ่นดินของพระองค์ก็แตกต่างจากปัจจุบันราวกับหน้ามือและหลังมือเลยทีเดียว   บทเพลงบทนี้เป็นบทเพลงที่ “กลั่น” ออกมาจากประสบการณ์อันล้ำลึกในชีวิตของมารีย์   ที่ร้องออกมาด้วยความกล้าหาญเพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงหนุนเสริมและเป็นกำลังของเธอ

พวกเราเมื่ออ่านบทเพลงนี้  อาจจะรีบมุ่งมองไปยังพวกนักการเมือง  ข้าราชการ  พวกเจ้านายผู้นำทั้งหลาย   หรือพวกที่ออกมาต่อสู้เรียกร้อง   สิ่งแรกจากบทเพลงของมารีย์  เธอร้องเพลงนี้ด้วยการมองอย่างลึกซึ้งลงในก้นบึ้งแห่งประสบการณ์ชีวิตของเธอ   เธอตรวจสอบชีวิตของเธอต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า

ในช่วงเวลาแห่งการเตรียมพื้นที่ชีวิตของเราแต่ละคนเพื่อรับพระคริสต์เข้ามาในชีวิต   จำเป็นที่เราจะต้องมีเวลาตรวจสอบชีวิตที่เป็นจริงของเราทุกวันนี้ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า  

จริงๆ แล้วบทเพลงบทนี้กำลังกล่าวถึงใคร?

กำลังกล่าวกับชีวิตที่ไม่เข้าท่าเข้าทางตามพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรามิใช่หรือ?

ชีวิตของเรา “เย่อหยิ่ง” ยโส  โอหัง หรือไม่?   แม้เราจะมิใช่ “เจ้านาย” “คนมีอำนาจ”  คนที่นั่งบนบัลลังก์  จิตใจของเรา “เย่อหยิ่ง  ยโส  โอหัง” กับใครบ้าง?

ชีวิตที่ผ่านมานี้   แม้เราจะเป็นผู้มีอำนาจทั้งในการบริหาร  ในองค์กร  หรือไม่ก็ตาม  เราต้องถามตนเองว่า  จิตใจของเราถ่อมลงต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าท่ามกลางการใช้ชีวิตในครอบครัว  ที่ทำงาน  ในชุมชน  ในคริสตจักร  หรือในกลุ่มเพื่อนฝูงหรือไม่?

คงปฏิเสธลำบากว่า   เกือบทั้งหมดในพวกเราจะบอกว่า เราไม่ใช่เป็นคนมั่งมี   นั่นก็เป็นความจริงถ้าเปรียบเทียบว่าเรามีทรัพย์สินเงินทองมากน้อยแค่ไหนกับคนมั่งมีอื่นๆ   แต่เศรษฐศาสตร์ตามพระคัมภีร์เป็นเรื่องการที่จะมีกินมีอยู่อยู่และอยู่รอดได้ด้วยพระคุณจากพระเจ้า   และด้วยความรักเมตตาเสียสละจากคนที่เชื่อศรัทธาและสัตย์ซื่อในพระองค์ด้วย   ถ้าเช่นนั้น เราน่าจะเป็นคนมั่งมีตามมาตรฐานของพระคัมภีร์   คำถามจากบทเพลงสรรเสริญนี้ก็คือว่า   เราได้ห่วงหาเอาใจใส่ผู้คนรอบข้างที่อดอยากปากแห้ง  ไร้ที่พักพิง หรือไม่?   หรือเราแค่มองผ่านผู้คนกลุ่มนี้อย่างสบายใจ  เพราะเรามีเหตุผลส่วนตัวของเราหรือไม่?

เมื่อเราอ่านบทเพลงสรรเสริญของมารีย์บทนี้ในแต่ละครั้ง เราท่านรู้สึกอย่างไรบ้างครับ?   หรือบอกเพียงว่าเป็นบทเพลงที่ไพเราะและกล้าหาญอะไรอย่างนี้   แล้วเราได้ใส่ใจเนื้อหาใคร่ครวญบทเพลงบทนี้ว่ากำลังบอกและพูดอะไรกับเราบ้าง?

เพลงสรรเสริญของมารีย์บทนี้จะไม่ระคายเคือง หรือ กระตุ้นท้าทาย “สำนึก” ของเราแม้แต่เล็กน้อย   ถ้าเรามองว่าเพลงสรรเสริญบทนี้กำลังว่ากล่าว “คนอื่น”   แท้จริงแล้วเมื่ออ่านเพลงสรรเสริญบทนี้กำลังท้าทายให้เราสำรวจถึงสิ่งที่บกพร่องผิดเพี้ยนไปจากพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา    เป็นเวลาที่เราต้องถามตนเองอย่างจริงจังว่า   ชีวิตที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ได้มอบกายถวายทุ่มเทชีวิตแด่พระเจ้ามากน้อยแค่ไหน?   หรือเรามัวแต่แสวงหาความมั่นคงในชีวิต  ชื่อเสียงเกียรติยศ  อำนาจ และ ทรัพย์สินเงินทอง?   บ่อยครั้งสักแค่ไหนที่เรายึดมั่นเกาะแน่นกับพระพรทางทรัพย์สินเงินทอง   จนละเลยมองข้ามที่จะแบ่งปันหนุนช่วยคนยากคนจน และ คนหิวโหย?

บทเพลงสรรเสริญของมารีย์มีพลังกระทบต่อระบบคุณค่า และ เป้าหมายในชีวิตของเราหรือไม่?

แต่ในเวลาเดียวกันผมก็เชื่อว่า บทเพลงสรรเสริญของมารีย์บทนี้ไม่มีจุดประสงค์ที่จะสร้างความรู้สึกไม่สบายใจแก่คริสตชนที่อ่าน   ในเรื่องที่ตนมีทรัพย์สินเงินทองและความมั่นคง    แต่บทเพลงสรรเสริญบทนี้มีจุดประสงค์ที่จะเชิญชวนทรงเรียกให้เรา “ให้ชีวิตของเรา” แด่องค์พระผู้เป็นเจ้าเฉกเช่นมารีย์ที่มอบทั้งชีวิตแด่พระเจ้าทรงใช้ตามพระประสงค์ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น    บทเพลงบทนี้ทรงเรียกให้เราเป็น “คนรับใช้ที่สัตย์ซื่อ” ของพระเจ้าในสังคมชุมชนโลกนี้   เพื่อขยายการปกครองแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในโลกนี้ให้กว้างไกลออกไป

บทเพลงสรรเสริญของมารีย์เป็นตัวกระตุ้นเตือนให้เราปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตวันนี้ในสิ่งที่สำคัญตามพระประสงค์    เพื่อพระองค์จะทรงใช้ชีวิตของเราตามพระประสงค์   และเพื่อชีวิตของเราจะเป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ 

ในช่วงก่อนถึงวันคริสต์มาส   พวกเราที่อยู่ในสังคมบริโภคนิยมอาจจะกำลังสาระวนกับการจับจ่ายซื่อหาสิ่งต่างๆ ที่จะเป็น “ของขวัญ” ให้แก่ผู้คน  หรือ เหน็ดเหนื่อยกับการจัดเตรียมงานเลี้ยงคริสต์มาส   บทเพลงสรรเสริญของมารีย์กำลังชี้แนะและหนุนเสริมให้เราลอง “ถอยหลังสักก้าวหนึ่ง” เพื่อจะได้คิดใคร่ครวญว่าอะไรคือระบบคุณค่าในชีวิตของเรา   เรากำลังทุ่มเทชีวิตกับอะไรกันแน่?   แล้วคริสต์มาสปีนี้อาจจะสร้าง “วิถีชีวิตที่แตกต่าง”  

เป็นวิถีแห่งการแสวงหา  
เป็นวิถีแห่งการทุ่มเทรับใช้   และ
เป็นวิถีแห่งการยอมเสียสละเยี่ยงพระคริสต์!
เป็นวิถีชีวิตแบบพระคริสต์ในวิถีชีวิตของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

21 ธันวาคม 2554

จากสงสัยสู่สรรเสริญ

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านลูกา 1:5-23

ทูตนั้นกล่าวกับเขา(เศคาริยาห์)ว่า “เศคาริยาห์เอ๋ยอย่ากลัวเลย พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของท่านแล้ว เอลีซาเบธภรรยาของท่านจะคลอดบุตรชาย...เขาจะยิ่งใหญ่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า...เขาจะเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์...เขาจะนำอิสราเอล...กลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า...เขาจะนำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า...”

เศคาริยาห์ถามทูตนั้นว่า “ข้าพเจ้าจะแน่ใจเรื่องนี้ได้อย่างไร ตัวข้าพเจ้าก็ชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว”
ทูตนั้นตอบว่า “เราคือกาเบรียล...พระเจ้าทรงใช้เรามาพูดกับท่านและให้บอกข่าวดีนี้แก่ท่าน บัดนี้ท่านจะเป็นใบ้ตราบจนวันที่สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะท่านไม่เชื่อคำของเราซึ่งจะเป็นจริงเมื่อถึงเวลากำหนด”
(ลูกา 1:13-19 อมตธรรม)

ในสังคมโลกที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย ในความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดความเครียดและสงสัย มีผลทำให้คนจำนวนมากในปัจจุบันที่มองเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแง่ร้ายแง่ลบ และผมเองก็ใช่ว่าจะหลุดรอดจากผลกระทบเช่นว่านี้ได้ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย คริสตชนค่อยๆ เรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงมีแผนการในการเสริมสร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นแก่เราท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น

แม้จะเป็นผู้ที่เชื่อศรัทธามั่นคงในพระเจ้าก็ตาม แต่ประสบการณ์ที่ติดลบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในชีวิต หรือเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องย่อมสร้างผลกระทบให้เกิดมุมมอง หรือ ทัศนคติที่ติดลบได้อย่างมาก และที่น่าหวั่นกลัวคือมันเกิดขึ้นในตัวตนของเราโดยที่เราไม่รู้เท่าทัน และมีผลต่อความเชื่อศรัทธาของเราอีกด้วย

หมอลูกาบันทึกรายละเอียดไว้ว่า ทั้งคู่คือเศคาริยาห์และเอลีซาเบธเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า ยึดถือบัญญัติและกฎเกณฑ์ทั้งปวงขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีที่ติ (ลูกา1:6 อมตธรรม) และหมอลูกายังบอกอีกว่า แต่ทั้งสองไม่มีบุตร เพราะเอลีซาเบธเป็นหมัน และทั้งสองก็ชราแล้ว หมอลูกาบอกสองเงื่อนไขใหญ่ที่แน่นอนชัดเจนว่าทั้งสองจะไม่มีบุตรได้เลยคือ ฝ่ายหญิงเป็นหมัน และขณะนี้อายุก็แก่ชราเกินวัยที่จะสามารถมีบุตรแล้ว

เศคาริยาห์ และ เอลีซาเบธ ได้ทูลขอบุตรจากพระเป็นเจ้าอย่างแน่นอน และจะต้องเป็นการทูลขออย่างยาวนาน จากคำกล่าวของทูตกาเบรียลที่แจ้งข่าวการตั้งครรภ์และมีบุตรของเอลีซาเบธกล่าวว่า “...พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของท่านแล้ว...”(ข้อ 13) และทั้งสองต้องทูลขอบุตรจากพระเจ้า เพราะในวัฒนธรรมและความเชื่อของคนยิวมองว่าถ้าสามีภรรยาคู่ไหนไม่มีบุตรแสดงว่าไม่เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าและไม่ได้รับพระพรจากพระองค์ จนถึงขนาดที่มองว่าเป็นสิ่งที่น่าอดสู เมื่อเศคาริยาห์หมดหน้าที่ในพระวิหารกลับบ้าน เอลีซาเบธตั้งครรภ์นางเก็บตัวถึง 5 เดือน นางกล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำการนี้เพื่อข้าพเจ้า บัดนี้พระองค์ทรงสำแดงความโปรดปรานและทรงขจัดความอดสูของข้าพเจ้าในหมู่ผู้คนไป” (ข้อ 25 อมตธรรม) เป็นที่ประจักษ์แน่นอนแล้วว่าทั้งเศคาริยาห์และเอลีซาเบธได้ทูลขอบุตรจากพระเจ้าแน่นอน

การทูลขอบุตรมาอย่างยาวนาน จนทั้งสองอาจจะคิดว่าคงไม่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้ตนมีบุตร และก็หมดเวลาของการที่จะมีบุตรแล้วเนื่องด้วยสังขาร จนเลิกคิดเกี่ยวกับเรื่องการมีบุตร แต่จู่ๆ วันหนึ่งทูตสวรรค์มาแจ้งให้ทราบว่าภรรยาของเขาจะตั้งครรภ์และมีบุตรชาย และก็ไม่ใช่บุตรชายธรรมดา แต่เป็นบุตรชายที่จะ “เปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์...นำอิสราเอลกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า...นำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยจิตใจและฤทธิ์อำนาจของเอลียาห์...และเตรียมชนชาติหนึ่งไว้สำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า”(1:15-17) นี่มันยิ่งกว่าข่าวดีเสียอีก!

เศคาริยาห์ถามทูตสวรรค์อย่างเปิดใจและถามแบบตรงไปตรงมาว่า “ข้าพเจ้าจะแน่ใจเรื่องนี้ได้อย่างไร ตัวข้าพเจ้าก็ชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว” เศคาริยาห์ต้องการความมั่นใจ ใช่เขาสงสัย เขาจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่ทูตกาเบรียลว่าเป็นข่าวดีนี้จะเป็นข่าวที่เป็นจริงอย่างที่แจ้ง เป็นเหมือนขอหลักฐาน ขอเหตุผล ขอหมายสำคัญ และสิ่งที่เศคาริยาห์ได้รับคือ เขาเป็นใบ้พูดไม่ได้ตั้งแต่เวลานั้นจนถึงวันที่บุตรกำเนิด

ตั้งแต่ผมเป็นเด็กจนถึงเป็นผู้ใหญ่และเข้าสู่วัยผู้สูงอายุพบว่า คริสตชนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการที่เศคาริยาห์ไม่เชื่อหรือสงสัยข่าวดีจากพระเจ้าที่กาเบรียลนำมาแจ้งดังนั้นเขาจึงต้องเป็นใบ้ มักเข้าใจว่าเป็นเหมือนการถูกลงโทษจากพระเจ้า จริงอยู่การตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีในชีวิตของเศคาริยาห์นั้นแตกต่างจากมารีย์ที่เมื่อรู้ว่านี่เป็นพระประสงค์และแผนการของพระเจ้าจึงยอมตนรับเอาพระประสงค์ดังกล่าว “...ขอให้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าตามที่ท่านกล่าวเถิด”(1:38) แต่เศคาริยาห์ถามหาความมั่นใจ ถามหาหมายสำคัญเครื่องยืนยัน และพระเจ้าทรงให้การเป็นใบ้เป็นหมายสำคัญ ทั้งเศคาริยาห์ และ เอลีซาเบธต่างมั่นใจในแผนการของพระเจ้าครั้งนี้เพราะได้รับหมายสำคัญคือเศคาริยาห์เป็นใบ้ และคนทั้งหลายที่อยู่นอกพระวิหารเมื่อเห็นเศคาริยาห์เป็นใบ้ก็ตระหนักรู้ได้ว่าเศคาริยาห์ได้เห็นนิมิต สำหรับผมแล้วเห็นว่าการเป็นใบ้นอกจากทำให้คนทั้งหลายรู้ว่านี่เป็นพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว เศคาริยาห์ไม่ต้องตอบคำถามอีกหลายๆ คำถามที่เขายากที่จะหาคำตอบมาให้ผู้ถามได้

น่าสังเกตว่า แม้มนุษย์จะขาดความเชื่อ มนุษย์เกิดความสงสัย ไม่มั่นใจในพระประสงค์และแผนการของพระเจ้า สิ่งนี้ไม่สามารถขัดขวางหรือหยุดพระราชกิจของพระองค์ได้ ท่ามกลางอุปสรรค ปัญหา สิ่งกีดขวางพระเจ้าทรงกระทำ “ข่าวดี” ที่เป็นพระราชกิจของพระองค์ให้เกิดขึ้นดำเนินต่อไป ท่ามกลางความไม่เชื่อและสงสัยพระเจ้าทรงอดทนและกระทำกิจของพระองค์เพื่อคนของพระองค์จะได้มีความเชื่อและเติบโตขึ้นในพระคุณของพระองค์เฉกเช่นเศคาริยาห์และเอลีซาเบธ และเมื่อครบเวลากำหนดของพระเจ้า เอลีซาเบธคลอดบุตร เศคาริยาห์หายใบ้พูดได้ สิ่งแรกที่เศคาริยาห์ทำคือ “เขาก็เริ่มกล่าวสรรเสริญพระเจ้า”(ข้อ 64) และเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และกล่าวพยากรณ์ (ดูข้อ 67-79)

เนื่องจากการเป็นใบ้ของเศคาริยาห์เมื่อออกมาจากพระวิหารไม่สามารถพูดกับประชาชน คนทั้งหลายจึงตระหนักว่าเศคาริยาห์ได้เห็นนิมิตในพระวิหาร(ข้อ 22) และเมื่อวันที่เอลีซาเบธคลอดบุตรชายแล้วเศคาริยาห์กลับพูดได้ หมอลูกาบันทึกไว้ว่า “เพื่อนบ้านของเขาล้วนเต็มไปด้วยความเกรงกลัวและผู้คนพากันโจษจันเรื่องนี้ทั่วแดนเทือกเขาแห่งยูเดีย ทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้ก็ประหลาดใจและถามกันว่า “ต่อไปทารกนี้จะเป็นอย่างไรหนอ” เพราะพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเขา” (ข้อ 65-66 อมตธรรม) ท่ามกลางสถานการณ์ในสายตาของเราท่านอาจจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย เป็นการลงโทษจากพระเจ้า แต่ท้ายสุดกลับพบว่านั่นเป็นพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงกระทำสิ่งดียิ่งใหญ่แก่มนุษย์

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

ให้เราลองทบทวนความทรงจำของเราว่า

1. ที่ผ่านมาเมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เลวร้าย เหตุร้าย หรือ ความทุกข์ยากที่เราไม่คาดคิด สิ่งแรกที่ท่านตอบสนองในเวลานั้นคืออะไร?
  • บ่น ต่อว่า?
  • หาทางแก้ตัว?
  • หาแพะมารับผิด? หรือ
  • อวดอ้างมั่นใจว่าตนเองสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างสบาย? หรือ
  • กล่าวโทษโชคชะตาที่เลวร้าย?

2. ในที่สุดเหตุการณ์นั้น(ของท่าน)ลงเอยเช่นไร?
  • ในเหตุการณ์นั้นช่วยให้ท่านและคนรอบข้างเห็นถึงพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าหรือไม่?
  • เห็นถึงพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้าหรือเปล่า?
  • จบลงด้วยการสรรเสริญจากปากของท่านหรือไม่?

ใคร่ครวญภาวนา


ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ
เมื่อข้าพระองค์จะต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่สงสัยไม่มั่นใจอย่างเศคาริยาห์
ขอโปรดเมตตาข้าพระองค์อย่างที่ทรงเมตตาเศคาริยาห์
ขอโปรดประทานความมั่นใจ เวลาที่จะสงบ และการไตร่ตรองใคร่ครวญ
ขอโปรดประทานความอดทนในการรอคอยให้ถึงเวลาที่พระองค์กำหนด
เพื่อเมื่อถึงเวลานั้น ข้าพระองค์จะได้สรรเสริญพระองค์จากก้นบึ้งแห่งจิตใจและประสบการณ์ชีวิต

โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้เห็นถึงสิ่งดีที่ทรงประทานในสถานการณ์ที่เลวร้าย
โปรดเปิดใจของข้าพระองค์ที่จะยอมรับเอาพระประสงค์ แผนการ และพระราชกิจที่ทรงกระทำ
โปรดเปิดชีวิตทั้งสิ้นของข้าพระองค์ที่จะไว้วางใจในการทรงนำ และ การทรงครอบครองของพระองค์
เพื่อข้าพระองค์จะเปิดปากสรรเสริญพระองค์จากทั้งสิ้นในชีวิตของข้าพระองค์

องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์
โปรดเสด็จเข้ามาในชีวิตข้าพระองค์
โปรดทรงสร้างข้าพระองค์ใหม่ให้เป็นของพระองค์
ให้เป็นคนที่พระองค์ประสงค์ และมีชีวิตตามแผนการของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

03 พฤษภาคม 2554

สรรเสริญคือพลังชีวิตในวิกฤติ

ราวเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสกำลังอธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
และนักโทษอื่นๆ ฟังอยู่
(กิจการ 16:25 อมตธรรม)

สามีภรรยาคริสเตียนที่ฟลอริดาคู่หนึ่ง มีลูกสาวที่น่ารักด้วยกัน 4 คน ในจำนวนนี้เป็นแฝดเหมือนสองคน และทั้งสองมีอาการผิดปกติทางสมองเกิดอาการชักและไม่สามารถที่จะช่วยตนเองได้ กว่า 14 ปีที่ผ่านมา ทั้งสามีภรรยาต่างเอาใจใส่ลูกสาวแฝดที่พิการทั้งสองอย่างโอบอ้อมอารี ผู้เป็นแม่ได้ใช้เวลามากมายในการดูแลเอาใจใส่ลูกสาวทั้งสองด้วยความเหนื่อยยากอย่างทรหด เธอต้องเสียน้ำตากับความทุกข์ใจ ต้องระเบิดอารมณ์ด้วยความสับสน และทะลักออกมาด้วยความโกรธ มีบางครั้งเธอมีความรู้สึกว่าพระเจ้าทรงทดทิ้งเธอ เธอยอมรับว่าหลายต่อหลายครั้งที่เธอร้องเรียกหาพระเจ้า อย่างผู้เขียนพระธรรมสดุดีที่ร้องทูลต่อพระเจ้าว่า “ขอทรงโปรดตอบเมื่อข้าพระองค์ร้องทูล เมื่อข้าพระองค์จนตรอก ขอพระองค์ประทานช่องทางให้ ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์ และทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์” (สดุดี 4:1)

อย่างไรก็ตามเธอตัดสินใจว่า ไม่ว่าแต่ละวันจะมีสถานการณ์ยุ่งยากสับสนเพียงใดก็ตาม เธอจะสรรเสริญพระเจ้า เธอบอกว่า “ฉันอธิษฐานขอพระเจ้ารักษาลูกสาวทั้งสองของดิฉัน” เธอแบ่งปันต่อไปว่า “ขอเพียงพระเจ้าทรงสัมผัสลูกทั้งสองคนคู่แฝดก็จะได้รับการเยียวยาฟื้นฟูดีขึ้นแน่ และถ้าพระองค์ทรงรักษาลูกแฝดของฉันให้หาย ฉันจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตสรรเสริญพระเจ้า และประกาศแก่คนอื่นๆ ถึงพระราชกิจอันมีพระคุณของพระเจ้า เพราะนี่คือการอัศจรรย์ แน่นอนว่าพระเจ้าทรงสามารถรักษาลูกทั้งสองได้ แต่ฉันได้เรียนรู้ด้วยว่า ดิฉันจะสรรเสริญพระเจ้าตลอดทั้งชีวิตเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ไม่ว่าพระองค์จะทรงรักษาลูกสาวทั้งสองของดิฉันให้หายหรือไม่ก็ตาม ดิฉันไว้วางใจในพระเจ้าแม้ในเวลาที่ดิฉันไม่เข้าใจพระองค์ก็ตาม” เธอจบคำพูดของเธอด้วยประโยคที่ครุ่นคิดว่า “มันฟังดูง่ายนะ แต่มันยังไม่ได้เป็นอย่างนั้น”

เราจะมีจิตใจที่สัตย์ซื่อ กล้าหาญเช่นนี้ได้อย่างไร? ชีวิตของเธอนั้นถูกท้าทายอย่างแรง แต่เธอตัดสินใจที่จะสรรเสริญพระเจ้าในทุกสถานการณ์ชีวิต เมื่อได้ยินเรื่องของคุณแม่ลูกแฝดคนนี้กระตุ้นหนุนเสริมให้ผมมุ่งมั่นที่จะไว้วางใจในพระเจ้า จากเรื่องที่เธอเล่าทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ในสถานการณ์ชีวิตที่ถูกการทดลองนี้กลับนำให้เธอพึ่งพิงในพระเจ้ามากยิ่งขึ้น และไว้วางใจอย่างลงลึกมั่นคงในการปกป้องของพระเจ้า เรื่องของคุณแม่คนนี้เตือนผมให้ระลึกได้ว่า ในทุกสถานการณ์ที่ผมต้องเผชิญหน้ากับทางแพ่งและต้องตัดสินใจเลือก ผมสามารถเลือกความไม่พอใจอารมณ์เสียหรือเลือกสรรเสริญพระเจ้า ผมมีโอกาสเลือกที่จะหันหนีไปจากพระเจ้าหรือหันเข้าหาพระเจ้าด้วยมั่นใจในน้ำพระทัยของพระเจ้า แม้ว่าจะต้องเจ็บปวด หรือถูกกระแทกจากอารมณ์อันฉุนเฉียวของคนอื่น หรือแม้จะต้องเต็มด้วยคำถามและความสงสัยมากมายก็ตาม

ท่านเคยเผชิญหน้ากับทางแพ่งในชีวิตหรือไม่?

เมื่อเรากลับย้อนไปศึกษาถึงประสบการณ์ของคริสตจักรสมัยเริ่มแรก ในพระธรรมกิจการบทที่ 16 เราได้พบตัวอย่างของคริสเตียนเมื่อพบกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ถูกทำร้ายข่มเหง ถูกจำขังอย่างไม่เป็นธรรม ครั้งเมื่อเปาโลและสิลาสไปประกาศพระกิตติคุณที่เมืองฟิลิปปี การทำพันธกิจของทั้งสองเกิดความขัดแย้งทางความเชื่อกับคนในฟิลิปปี และพระกิตติคุณไปขัดผลประโยชน์ของธุรกิจทางความเชื่อของผู้นำศาสนาในเมืองนั้น สิ่งที่ทั้งสองได้รับคือ ถูกรุมประชาทัณฑ์อย่างน่าสยอง ถูกกระชากเสื้อผ้าออกจนเปลือย แล้วลงโทษด้วยการเฆี่ยนต่อหน้าฝูงชน พระธรรมกิจการอธิบายภาพในสถานการณ์ตอนนั้นว่า “ฝูงชนเข้าร่วมเล่นงานเปาโลกับสิลาส คณะผู้ปกครองเมืองสั่งให้กระชากเสื้อผ้าของเขาออกและโบยตีพวกเขา หลังจากโบยตีอย่างหนักแล้ว ก็โยนเขาเข้าห้องขัง และกำชับพัศดีให้ดูแลอย่างกวดขัน เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น พัศดีจึงจำเขาไว้ในห้องขังชั้นใน และใส่ขื่อที่เท้าของเขา” (16:22-24 อมตธรรม)

คนส่วนมากที่ตั้งใจทำพันธกิจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ผลที่ได้รับมิเพียงแต่การต่อต้านเท่านั้น แต่ต้องถูกทำร้ายทำลายด้วยความแค้นเพราะเสียผลประโยชน์ มักจะเกิดคำถามในชีวิตว่า ทำไมทำดีแล้วยังต้องได้รับความทุกข์ยากบาดเจ็บเช่นนี้ เขาอาจจะนั่งกลุ้มอกกลุ้มใจ เจ็บช้ำน้ำใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บ้างก็หาทางที่จะหลบหนี บ้างคิดวางแผนหาทางตอบโต้ บ้างกล่าวโทษต่อคนที่กระทำต่อตนอย่างอยุติธรรม หรือบ้างก็ถึงกับต่อว่าพระเจ้า

แต่เปาโลและสิลาสเลือกที่ทำในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด เขาทั้งสองเลือกที่จะไว้วางใจในแผนการของพระเจ้า ความสนใจของทั้งสองมิได้อยู่ที่บาดแผลเหวอะหวะ ความเจ็บปวดทั่วร่างกาย หรือความรู้สึกเจ็บแค้นที่ถูกฝูงชนทำร้าย ถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม แต่ความสนใจของทั้งสองมุ่งพุ่งเป้าไปสู่ “แผนงานของพระเจ้า” ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า อะไรคือฉากต่อไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ตามแผนการของพระเจ้า เขาทั้งสองเชื่อและไว้วางใจว่า พระเจ้าจะทำสิ่งที่ดีที่สุดจากเหตุการณ์อันเลวร้ายที่สุด เขาทั้งสองไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ดังนั้น ทั้งสองจึงอธิษฐาน และ สรรเสริญพระเจ้า ทั้งๆ ที่บาดเจ็บ ถูกจำขัง ลงขื่อเท้า ขังในคุกชั้นใน แต่ทั้งสองสรรเสริญพระเจ้าเพราะเขาเชื่อและวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อมั่นในแผนงานอันดีเลิศของพระองค์ในชีวิตของเขาทั้งสอง

พระธรรมกิจการ 16:23-25 บันทึกไว้ว่า “ราวเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสกำลังอธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า และนักโทษคนอื่นๆ ฟังอยู่ ทันใดนั้นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ จนฐานรากของคุกสั่นคลอน ประตูคุกทุกบานเปิดออกทันที และโซ่ตรวนหลุดจากทุกคน พัศดีตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นประตูคุกเปิด ก็ชักดาบออกมาจะฆ่าตัวตายเพราะคิดว่านักโทษหนีไปแล้ว แต่เปาโลตะโกนว่า “อย่าทำร้ายตนเอง! เราทุกคนอยู่ที่นี่” (อมตธรรม) และนี่คือการไว้วางใจในพระเจ้าของเปาโลและสิลาส ที่เขาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางความมืดมิด ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าอะไรคือแผนการขั้นต่อไปของพระเจ้า

ผลที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้คือ พัศดีและทุกคนในครัวเรือนของเขากลับใจและเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ “พัศดีเรียกให้จุดไฟแล้ววิ่งเข้ามาหมอบลงตัวสั่นต่อหน้าเปาโลกับสิลาส จากนั้นพาพวกเขาออกมาแล้วถามว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไรจึงจะได้รับความรอด?” คำตอบจากเปาโลคือ “จงเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วท่านกับครัวเรือนของท่านจะได้รับความรอด” เปาโลกและสิลาสประกาศพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าแก่พัศดีและแก่คนทั้งปวงที่อยู่ในบ้านของเขา” (ข้อ 29-31 อมตธรรม) พัศดีจัดการล้างรักษาบาดแผลของทั้งสอง ในคืนนั้นเองพัศดีพร้อมทุกคนในบ้านรับเชื่อพระเยซูคริสต์ และรับบัพติศมาทันที พวกเขาจัดอาหารเลี้ยงฉลองในบ้าน พัศดีและครอบครัวชื่นชมยินดีมากที่ได้เชื่อในพระเจ้า

ด้วยประสบการณ์จริงของเปาโลนี้เอง ท่านจึงบอกกับคริสเตียนว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ ข้าพเจ้าของย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด ให้ความสุภาพอ่อนโยนของท่านเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง ...อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน และการอ้อนวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี 4:4, 6-7 อมตธรรม)

“พี่น้องทั้งหลาย เมื่อใดที่ท่านเผชิญความทุกข์ยากนานาประการ จึงถือเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านรู้ว่าการทดสอบความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความอดทนบากบั่น จงอดทนบากบั่นให้ถึงที่สุด เพื่อท่านจะเติบโตเต็มที่และสมบูรณ์เพียบพร้อมไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยากอบ 1:1-3 อมตธรรม) การที่เราสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายที่เรากำลังเผชิญหน้านั้น การสรรเสริญของเราเป็นพลังที่จะนำให้เราสามารถทะลุผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้น และยิ่งกว่านั้นสิ่งที่เราได้คือ การทรงเสริมสร้างเราให้เข้มแข็งขึ้น เป็นคนใหม่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า “...เรายังชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะรู้ว่าความทุกข์ยากนั้นก่อให้เกิดความบากบั่น ความบากบั่นทำให้เกิดอุปนิสัยที่พิสูจน์แล้วว่าใช้การได้ และอุปนิสัยเช่นนั้นทำให้เรามีความหวัง และความหวังทำให้เราไม่ผิดหวัง...”(โรม 5:3-5)

ไม่ว่าเราจะต้องพบพานเผชิญหน้ากับความทุกข์แบบใดขนาดไหนก็ตาม เป็นการคุ้มค่าอย่างยิ่งที่เราจะสรรเสริญพระเจ้า เมื่อต้องตกในความทุกข์ยากลำบาก หรือ จมจ่อมในความเครียด เศร้าใจ ให้เราเลือกที่สรรเสริญพระเจ้า เลือกที่จะไว้วางใจในแผนงานของพระองค์ข้างหน้าที่มีสำหรับชีวิตของเราตามแผนการของพระองค์(แม้เราจะไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไรในข้างหน้า) แล้วเราจะพบหน้าผู้คนในเหตุการณ์นั้นแปลกประหลาดใจ อย่างกับพัศดีที่ฟิลิปปี การถวายด้วยการสรรเสริญเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตคริสเตียน ในทุกสถานการณ์ชีวิตให้เราเลือกที่จะสรรเสริญพระเจ้า ไม่ว่าเราจะต้องได้รับบาดแผลและเจ็บปวด แล้วท่านจะประหลาดใจอย่างยิ่งว่า การสรรเสริญนำความชื่นชมยินดีเข้ามาในชีวิตของเรา

อย่าหลบลี้หลีกหนีความทุกข์ยากลำบากในชีวิต
แต่จงเผชิญหน้าเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยชีวิตที่สรรเสริญพระเจ้า
ท่านจะพบกับความชื่นชมยินดีที่คาดไม่ถึง
ยิ่งกว่านั้น ท่านจะได้รับการเสริมสร้างเพิ่มใหม่จากองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย

10 มิถุนายน 2553

อธิษฐาน และ สรรเสริญ

ผู้คนจำนวนมากมายที่อธิษฐานอ้อนวอนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า
ด้วยการอ้อนวอนที่จริงใจ ถ่อมตน และ
ด้วยความไว้วางใจอย่างสงบเท่านั้น
ที่คนนั้นจะเรียนรู้ถึงความเข้มแข็งและได้รับสันติสุขในชีวิต
ดังนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงวางรากฐานความมั่นคงดังกล่าว
ให้เป็นหน้าที่ของสาวกของพระองค์ ที่ต้องอธิษฐานอ้อนวอนอย่างไม่หยุดหย่อน

อย่าเบื่อหน่ายหรือเฉื่อยชาในการอธิษฐาน
เพราะในวันหนึ่งท่านจะพบกับคำตอบอันน่าพิศวง
ที่ตอบคำอธิษฐานของท่าน
เมื่อนั้นท่านจะรู้สึกอย่างตื้นตันว่า
แท้จริงแล้วท่านอธิษฐานทูลขอเพียงน้อยนิดเท่านั้น

การอธิษฐานเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง
การอธิษฐานก่อเกิดการสร้างใหม่
ไม่มีสิ่งใดที่จะต่อต้านการอธิษฐานได้
ดังนั้น ท่านจงอธิษฐานอย่างมั่นใจอย่าได้ว่างเว้น

ข้อพระธรรมสำหรับภาวนา

สดุดี 102:17:ตัวหนา
พระองค์จะสนพระทัยในคำอธิษฐาน ของคนสิ้นเนื้อประดาตัว และ
จะไม่ทรงดูหมิ่นคำอธิษฐานของเขา

สดุดี 39:12:
“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์
ขอทรงเงี่ยพระกรรณแก่การร้องทูลของข้าพระองค์
ขออย่าทรงเฉยเมยต่อน้ำตาของข้าพระองค์

ฟิลิปปี 4:6:
อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า
ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ

ยากอบ 5:13:
มีผู้ใดในพวกท่านทนทุกข์หรือ จงให้ผู้นั้นอธิษฐาน
มีผู้ใดร่าเริงยินดีหรือ จงให้ผู้นั้นร้องเพลงสรรเสริญ

มาระโก 11:24:
เหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด
จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น

Romans 8:26:
ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย
เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร
แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเราในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ