แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เผชิญหน้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เผชิญหน้า แสดงบทความทั้งหมด

27 มิถุนายน 2556

กล้าหาญเผชิญหน้าศัตรู


ท่านกล้าที่จะมองไปในดวงตาของปรปักษ์  เพื่อที่จะเห็นถึงความโกรธ เกลียด และความมุ่งร้ายหวังทำลายท่านหรือไม่?   เราจะมีความกล้าในการเผชิญหน้ากับศัตรูได้อย่างไร?

พระธรรมกิจการ 14:19-22   เป็นเรื่องราวของเปาโลเมื่อท่านต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มุ่งทำลายท่าน
“แล้วพวกยิวบางคนมาจากเมืองอันทิโอกและเมืองอิโคนียูม และชักจูงฝูงชนให้มาเป็นพวกตนได้สำเร็จ   พวกเขาเอาหินขว้างเปาโลและลากออกนอกเมืองเพราะคิดว่าเขาตายแล้ว   แต่หลังจากที่เหล่าสาวกเข้ามาห้อมล้อมเขา  เปาโลก็ลุกขึ้นและกลับเข้าไปในเมือง   วันรุ่งขึ้นเขากับบารนาบัสก็ออกเดินทางไปเมืองเดอร์บี
พวกเขาประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้นและมีคนมากมายมาเป็นสาวก   จากนั้นพวกเขากลับไปยังเมืองลิสตรา  เมืองอิโคนียูม  และเมืองอันทิโอก   เพื่อช่วยให้พวกสาวกเข้มแข็งขึ้น   และให้กำลังใจพวกเขาให้สัตย์ซื่อมั่นคงในความเชื่อ   พวกเขากล่าวว่า  ‘เราต้องเผชิญหน้าความยากลำบากมากมายเพื่อเข้าอาณาจักรของพระเจ้า’” (อมตธรรม)

พวกผู้นำศาสนายิวทั้งเกลียดและเคียดแค้นเปาโล ที่ครั้งหนึ่งเคยยืนหยัดปกป้องศาสนายิว  และมุ่งหน้าตั้งตาทำลายลัทธิความเชื่อใหม่ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์   แต่พวกเขาต้องโกรธแค้นอย่างมากเพราะเปาโลคือผู้ทรยศหักหลังพวกเขา   กลับไปประกาศเผยแพร่ลัทธิความเชื่อใหม่ที่เป็นคู่แข่งศาสนายิว   และเป็นภัยคุกคามศาสนายิวที่พวกตนเชื่อถือ   ดังนั้น  จึงเห็นว่ามีทางเดียวคือการขจัดเปาโลที่เป็นเสี้ยนหนามของศาสนายิวเสีย   ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย ปลอดภัย และสงบสุข

เปาโล เคยเข้าไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ในเมืองอิโคนียูม และอันทิโอก   จนมีผู้เชื่อถวายตัวเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์   ดังนั้น  คนยิวกลุ่มนี้เมื่อรู้ว่าเปาโลและบารนาบัสทำการประกาศที่เมืองลิสตราและเดอร์บี   พวกเขาจึงเดินทางมาจากอิโคนียูม และอันทิโอกเพื่อจะมาลอบทำร้ายทั้งสองคน   ด้วยการชักจูงฝูงชนให้เป็นพวกของตน   แล้วเอาหินขว้างเปาโลจนหมดสติ   เมื่อคิดว่าเปาโลตายแล้ว   จึงลากไปทิ้งที่นอกเมือง

ในชีวิตการทำงาน และ การอยู่ในชุมชน   ท่านเคยพบกับบางคนบางพวกที่เกลียดเคียดแค้นท่านหรือไม่?   อาจจะเป็นเพราะการกระทำของท่านไปขัดผลประโยชน์ของเขา   หรือไปขวางทางประโยชน์ของเขา   หรือไปสร้างอำนาจบารมีเหนือเขา   ท่านต้องเผชิญศัตรูในคณะกรรมการที่ท่านทำงานด้วย หรือ ธรรมกิจในคริสตจักรหรือไม่?   พวกเขาหาทางที่ต่อต้านกำจัดท่านให้ออกไปจากกรรมการนั้น  องค์กรนั้น  หรือคริสตจักรนั้นหรือไม่?

ถึงแม้เปาโลจะกระทำในสิ่งดีสิ่งถูกต้อง  แต่สิ่งที่เปาโลได้รับคือ “ถูกหินขว้าง” จนหมดสติ   จนคนคิดว่าเปาโลตายแล้ว   คนๆ นี้หมดฤทธิ์สิ้นเดชแล้ว   พวกเขาคิดว่าพวกเขาชนะแล้วแก้ปัญหาได้แล้ว   ด้วยการขจัดคนที่เป็นเสี้ยนหนามออกจากเมืองของเขา  องค์กรของเขา  หน่วยงานของเขา  คริสตจักรของเขา

ในขณะที่เปาโลเชื่อว่า  เขาต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง  ทำสิ่งที่เป็นพระประสงค์ และ การทรงเรียกของพระคริสต์   เขาทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อตอบสนองการทรงเรียกของพระคริสต์   แต่ผู้นำศาสนายิวกลับมองว่า  การกระทำทั้งสิ้นของเปาโลเป็นภัยคุกคามทำร้ายทำลายศาสนายิว   ดังนั้น  พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางที่จะขจัดคนที่เป็นพิษภัยต่อองค์กรศาสนายิวที่พวกเขาศรัทธาและเทิดทูนให้ไปจากแผ่นดิน 

ผมใคร่ชักชวนให้พวกเราพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นนี้คือ  เมื่อพวกยิวเห็นว่าใครเป็นตัวปัญหาในองค์กรของตน   วิธีแก้ปัญหาคือ  การขจัดคนๆ นั้นออกไปจากองค์กรของตน   เมื่อเขามองว่าพระเยซูคริสต์เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อศรัทธาและสั่งสอน   เขาหาทางกล่าวร้ายจนตรึงพระเยซูที่กางเขน   เพราะคิดว่าถ้าขจัดพระเยซูออกไปได้แล้ว   ปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้   องค์กรศาสนายิวก็จะมั่นคงปลอดภัย   แต่ผลตามมาไม่เป็นอย่างที่พวกผู้นำศาสนายิวคาดคิด!   แต่เขากลับพบว่า  สาวกที่พวกเขาคิดว่าเป็นคนสามัญธรรมดากลับกลายเป็นผู้นำที่ประชาชนเชื่อศรัทธา   และก็มีผู้นำคนใหม่เกิดขึ้นมาอีกไม่ขาดสาย   เขาคนนั้นคือเปาโล

พวกผู้นำศาสนายิวคิดอย่างเดิมอีกคือ  ถ้าเขาสามารถกำจัดเปาโลให้สิ้นซาก   ศาสนาลัทธิใหม่ของพระเยซูก็จะหมดสิ้น   และครั้งนี้ก็พบว่า   คนพวกนี้ไม่ได้เกรงกลัวความโหดเหี้ยมมุ่งร้ายของพวกเขา   แต่กลับกล้าหาญในการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์   การแก้ปัญหาด้วยการกำจัดคนที่ไม่พึงประสงค์มิใช่หนทางการแก้ปัญหาที่เกิดผลเลย   
ทุกวันนี้  พวกเรา  คริสตจักร  องค์กร  หน่วยงาน  สถาบันคริสตชนได้ใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างผู้นำศาสนายิวในสมัยเปาโลหรือไม่?   ถ้ายังใช้อยู่ผลเป็นอย่างไรบ้างครับ?

สิ่งใดที่เป็นแผนการของพระเจ้า   ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะขจัดขัดขวางได้สำเร็จ   เมื่อเหล่าสาวกห้อมล้อมเปาโล   เขาก็ฟื้นและลุกขึ้นเข้าเมืองเตรียมตัว  วันรุ่งขึ้นเดินทางออกจากเดอร์บีไปพร้อมกับบารนาบัส   เพื่อทำพันธกิจตามพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์    น่าสังเกตว่า ทั้งเปาโลและบารนาบัสถึงแม้จะไม่พยายามเผชิญหน้ากับกลุ่มยิวที่มุ่งทำร้ายเปาโล   แต่เขาทั้งสองก็มิได้เกรงกลัวคนพวกนี้   ทั้งสองกลับเดินทางไปยังเมืองของคนกลุ่มที่มาทำร้ายเปาโลคือที่เมือง อิโคนียูม และ อันทิโอก   เพื่อให้กำลังใจแก่สาวกของพระเยซูคริสต์ในเมืองดังกล่าว

น่าสังเกตว่า   พระเจ้าไม่ได้บอกให้ทั้งเปาโลและบารนาบัสให้เผชิญหน้ากับพวกยิวที่เป็นศัตรูกลุ่มนั้น   แต่ตรงกันข้ามกลับให้ระมัดระวังรอบคอบ   ที่จะเอาตัวรอดปลอดภัยจากเงื้อมมือของคนพวกนั้น   แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า  ให้ทั้งสองหงอกลัวซ่อนตัวไม่กล้าทำอะไรเลย    แต่ใช้เวลาและโอกาสที่เหมาะสมและที่ยังมีอยู่หนุนเสริมเพิ่มพลังคริสตชนในเมืองอันทิโอกให้เข้มแข็งมีกำลังใจในการมีชีวิตท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากจากการข่มเหงของพวกยิว

ในวันนี้ท่านจะเผชิญหน้าเช่นไรก็คนที่โกรธ เกลียด และมุ่งร้ายต่อท่าน  หรือท่านจะเผชิญหน้ากับอิทธิพลเถื่อนในองค์กรอย่างไร?   และถ้ามีคนที่มองว่าท่านเป็นคู่แข่งของเขา   ท่านจะเผชิญหน้า หรือ จัดการกับสถานการณ์นั้นอย่างไร?   ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีแต่ความมุ่งร้ายทำลายขวัญและกำลังใจ   ท่านจะหาความกล้าหาญจากที่ใดที่จะยังคงทุ่มเทและกระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า?

ผมได้เรียนรู้จากเปาโลว่า   ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีแต่ความมุ่งร้ายทำลายกำลังใจ   ผมจะไม่พึ่งพาแรงกระตุ้นบันดาลใจของตนเอง   แต่จะขอองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดชำระพลังกระตุ้นและแรงบันดาลใจของผมให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า   ด้วยการนี้เราจะเกิดพลังความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู   เพราะเราเผชิญหน้าศัตรูด้วยการทรงเคียงข้างขององค์พระเยซูคริสต์


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

30 มกราคม 2555

กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง

ผู้นำที่ปรารถนาพบ “ทางออก” ของปัญหาและวิกฤติในคริสตจักร หรือ หน่วยงานสถาบันคริสเตียน ผู้นำคนนั้นต้องกล้าพอที่จะแสวงหา “พระพักตร์พระเจ้า” เพื่อที่เขาจะมีความกล้าหาญพอและได้รับพลังที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของผู้คนและองค์กรที่ตนรับผิดชอบอยู่

ผมเติบโตในคริสตจักร หน่วยงาน และ สถาบันคริสเตียนภายใต้สภาคริสตจักรในประเทศไทย ทั้งคริสตจักรและหน่วยงานส่วนมากเป็นองคกรที่มีอายุและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และแน่นอนครับหลายต่อหลายคนในองค์กรและคริสตจักรเก่าแก่เหล่านี้ต่างภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันยาวนาน และความสำเร็จในอดีต แม้ว่าคริสตจักร หรือ องค์กรของตนต้องเผชิญหน้ากับปัญหา อุปสรรค วิกฤติ และความผุกร่อนในด้านต่างๆ ในปัจจุบันก็ตามที

ความจริงที่พบเห็นจนชินชาดูเป็นเรื่องธรรมดาปฏิบัติขององค์กรภายใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้คือ การหลีกลี้หลบหนีที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา วิกฤติ และความผุกร่อนที่กำลังกัดเซาะให้องค์กรผุพังจนนำไปสู่การล่มสลายขององค์กรในที่สุด หรือไม่ก็ทำให้ต้องง่อยเปลี้ย แคระแกรน ไม่สามารถเติบโตที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป จะด้วยการที่ไม่สามารถมองเห็นถึงรากเหง้าของปัญหา สาเหตุของวิกฤติ หรือตั้งใจหลับหูหลับตาไม่ยอมมองให้เห็นระคายตา หรือซ่อนเม้มมันไว้จนลืมไปว่ามันมีจริงในองค์กรที่ตนเองรับผิดชอบ หรือไม่ก็หลอกตนเอง หลอกคนอื่นอย่างตั้งใจว่า องค์กรของเราไม่มีปัญหา องค์กรของเราไม่ประสบวิกฤติ องค์กรของเรายังสุขสบายดี ยิ่งร้ายกว่านั้นก็จะอ้างอิงว่า ไม่ต้องห่วงพระเจ้าทรงดูแลองค์กรของเราอยู่

คนทำงานและคนที่อยู่ร่วมในคริสตจักร และ องค์กรคริสเตียนเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็จะมองหาแต่ “ประโยชน์” ที่ตนจะได้รับจากคริสตจักรหรือองค์กรที่ตนอยู่ร่วมด้วย จะชอบจะพอใจผู้นำคริสตจักร หรือ องค์กรก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำพวกนี้เอื้อผลสร้างประโยชน์ที่ตนได้รับมากน้อยแค่ไหน คนกลุ่มนี้อยู่เพราะได้ผลประโยชน์ และพร้อมที่จะไปเมื่อองค์กรอื่นให้ผลประโยชน์ที่มากกว่า หรือไม่ก็จะเกาะองค์กรอย่างเหนียวแน่นถ้าองค์กรนี้เป็นเพียงแห่งเดียวที่ตนจะได้ผลประโยชน์ในขณะนี้ ถ้าท่านเป็นผู้นำในคริสตจักรและองค์ที่มีผู้คนอย่างนี้มากๆ ท่านจะบริหารจัดการอย่างไรดี แต่บ่อยครั้งที่ผู้บริหารต้องยอมเอาใจคนพวกนี้ไว้เพื่อให้เป็นเสียงสนับสนุนการบริหารของตน ถูกผิดค่อยว่ากันเมื่อจำเป็น

ในฐานะที่เป็นผู้นำในองค์กรคริสเตียน และเป็นคริสเตียนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักชัดว่า
1. คริสตจักรและองค์กรภายใต้สภาคริสตจักรในประเทศไทยเป็นของพระเจ้า
2. ในฐานะที่เป็นผู้นำ ผู้บริหาร คริสตจักร และ องค์กร ท่านกำลังทำงานรับใช้พระเจ้าตามพระประสงค์ของพระองค์ ในองค์กรที่พระองค์มอบหมายให้ท่านรับผิดชอบอยู่ในขณะนี้
3. ในทุกวิกฤติปัญหาเป็นเวลาและโอกาสที่พระเจ้าจะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ เพื่อให้ผู้คนในคริสตจักรและองค์กรได้เติบโตขึ้นในชีวิตทุกด้าน (ถ้าคนในองค์กรเหล่านั้น เชื่อฟัง และ ยอมทำตาม)
4. เราในฐานะผู้นำ และ ผู้ร่วมในองค์กรทุกคนได้รับเกียรติให้ร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าผ่านการงาน และชีวิตของคริสตจักร และ องค์กรเหล่านั้น
5. เพื่อผู้คนรอบข้างที่คริสตจักรและองค์กรเข้าไปอยู่เข้าไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องจะได้เห็นและสัมผัสถึงความรัก เมตตา และ การเอาใจใส่ของพระเยซูคริสต์ในชีวิตประจำวันของเขา และรับเอาข่าวดีของพระคริสต์เป็นแก่นหลักในชีวิตของตน

ดังนั้น ปัญหา และ วิกฤติที่เกิดขึ้นผู้นำต้องนำผู้คนในองค์กร “เผชิญหน้ากับความเป็นจริงของปัญหาและวิกฤตินั้น” ด้วยการเข้าใจปัญหาและวิกฤติเหล่านั้นอย่างถูกต้องถ่องแท้ ด้วยการเริ่มต้นก้าวแรกในการ “เผชิญหน้า” หรือ การเข้าไปอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า เพื่อแสวงหาความจริง ความเข้าใจ และพระปัญญาจากพระองค์ เพราะในช่วงสถานการณ์ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาของการทรงกระทำพระราชกิจของพระเจ้า เราต้องรับ “พระบัญชา” และ เรียนรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์เปิดโอกาสให้เราแต่ละคนเข้าไปมีส่วนร่วม

เมื่อเกิดปัญหาและวิกฤติขึ้นในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนอย่าพยายามทำให้ปัญหาและวิกฤติเหล่านั้นเป็นเพียงเรื่อง “ความขัดแย้งหรือผลประโยชน์ส่วนตัว” แต่ต้องมองให้เห็นชัดว่านี่เป็นพระราชกิจของพระเจ้าและแสวงหาพระประสงค์ของพระองค์ในพระราชกิจนั้น

ตัวอย่างชีวิตจากคนในพระคัมภีร์ เช่น

ยาโคบ คิดแล้วคิดอีกจนในที่สุดตัดสินใจเผชิญหน้ากับเอซาวผู้พี่ ที่ตนเคยสร้างบาดแผลชีวิตไว้ แต่การกลับมาเผชิญหน้าในครั้งนี้ เขาแสวงหาพระพักตร์ของพระเจ้าก่อน พระสัญญาพระเจ้าจะอยู่กับเขา เขาจึงมีความกล้าในการเผชิญหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องทั้งสองจึงได้รับการรื้อฟื้น เย็บชุน และปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ แต่สิ่งแรกที่ยาโคบจะต้องริเริ่มคือ เดินทางกลับมาหาพี่เอซาว (ปฐมกาล 27:41-45; 33:1-11)

บุตรคนเล็ก เมื่อบุตรคนเล็กตัดสินใจกลับบ้านไปเผชิญหน้ากับพ่อ ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทำใจพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง เผชิญหน้ากับชีวิตที่จะไม่เหมือนเดิม ทำใจไม่ยึดติดกับฐานะตำแหน่ง ความสัมพันธ์ที่มีเกียรติ คุณค่าของชีวิต แต่สัมพันธภาพและโอกาสที่จะมีชีวิตใหม่ได้เกิดขึ้น เพราะผู้เป็นพ่อมองว่าลูกคนเล็กหายไปแล้วแต่กลับพบใหม่อีก ตายไปแล้วกลับมีชีวิตใหม่อีก แต่สิ่งแรกที่บุตรคนเล็กต้องเริ่มต้นคือหันกลับแล้วเดินทางกลับบ้านมาหาพ่อ (ลูกา 15:11-32)

โมเสส เมื่อต้องพบกับความล้มเหลวในความมุ่งมั่นตั้งใจที่อยากจะช่วยอิสราเอลพี่น้องของตนให้หลุดรอดพ้นจากการเป็นทาสของอียิปต์ และต้องหนีไปหลบซ่อนที่มีเดียนนานกว่า 40 ปี แต่เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า เขากลับไม่มั่นใจที่จะกลับไปทำภารกิจที่เคยล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง แต่พระเจ้าสำแดงและสัญญาว่าพระองค์จะทรงนำในครั้งนี้ สิ่งที่โมเสสต้องเผชิญหน้าเพื่ออิสราเอลจะได้ออกจากการเป็นทาสในอียิปต์คือ การเผชิญหน้ากับอำนาจเก่าของฟาโรห์ผู้มีอำนาจกดขี่อิสราเอลอยู่ แต่ผู้ที่จะประลองยุทธกับฟาโรห์มิใช่โมเสสอีกต่อไป แต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ต่างหากจะต่อกรกับฟาโรห์ แต่สิ่งที่โมเสสต้องกระทำสิ่งแรกคือ กลับไปเผชิญหน้ากับฟาโรห์ (อพยพ 2:11-15; 3:1-22)

พระคริสต์ เซาโลผู้ที่มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อการปกป้องศาสนายิว และมองเห็นว่าขบวนการของพระเยซูคริสต์คือเสี้ยนหนามบ่อนทำลายความมั่นคงศาสนายิวและแผ่นดินอิสราเอล ที่จะต้องขจัดและทำลายให้สิ้นซาก พระเยซูคริสต์เลือกที่จะเผชิญหน้ากับเซาโลบนเส้นทางไปเมืองดามัสกัสในกลางวันแสกๆ วันหนึ่ง เพื่อที่จะทรงเปลี่ยนแปลงความคิดความเข้าใจของเซาโลให้ถูกต้อง ในการเผชิญหน้าครั้งนั้น เซาโลเกิดความเข้าใจใหม่ ชีวิตเปลี่ยนแปลงจากผู้มุ่งทำร้ายขบวนการของพระเยซูคริสต์ กลับเป็นทาสรับใช้พระคริสต์เผยแผ่พระกิตติคุณออกอย่างกว้างไกลในบรรดาคนต่างชาติ สิ่งที่พระคริสต์ทรงริเริ่มกระทำคือ เผชิญหน้ากับเซาโลบนเส้นทางไปดามัสกัส (กิจการ 8:1-3; 9:1-25)

ถ้าไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เป็นความจริง การแก้ไข การเปลี่ยนแปลง ความหวัง และโอกาสใหม่ ชีวิตใหม่ก็จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เป็นย่างก้าวแรกที่ยากลำบากที่สุดที่จะเริ่มต้น แต่ความสำเร็จมิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเรากล้าเผชิญหน้ากับความจริงเท่านั้น

การเผชิญหน้ากับความจริงในชีวิตของแต่ละคนนั้นได้รับความกล้าหาญมั่นใจจากพระเจ้า และที่สำคัญคือ เมื่อเริ่มเผชิญหน้าแล้วสิ่งต่างๆ จะได้รับการแก้ไขเสริมสร้างและเปลี่ยนแปลงเพราะพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์ความจริงเหล่านั้นตามพระประสงค์ของพระองค์ ส่วนเรายอมเป็นผู้ร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในครั้งนั้นๆ นี่หมายความว่าที่ต้องกล้าพอที่เลือกแสวงหาพระพักตร์พระเจ้า และเข้ามาอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายอย่าลืมตัวกระโดดขึ้นควบคุมบังเหียนชีวิตด้วยตนเองอีกล่ะ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499