แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในคริสตจักร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในคริสตจักร แสดงบทความทั้งหมด

29 มิถุนายน 2563

ทำไมเราต้องกลับมาร่วมกันอีกครั้งหนึ่งในคริสตจักร?

ในโอกาสที่เรากลับมาร่วมกันในคริสตจักรอีกครั้งหนึ่ง เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะต้องกลับมาใคร่ครวญว่า คริสตจักรของเราตั้งอยู่เพื่ออะไร? ทำไมเราต้องมาร่วมกันที่คริสตจักร?

เมื่อกล่าวถึง “คริสตจักร” หลายคนมักคิดถึง การที่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์มาชุมนุม พบปะ รวมตัว และทำกิจกรรม  หรือประกอบพิธีกรรมร่วมกัน และอาจจะมีการพูดคุย ให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา เรียนรู้เรื่องราวเนื้อหาในพระคัมภีร์  ฟังเทศนา อธิษฐานเผื่อกัน บางคริสตจักรมีการรับประทานอาหารร่วมกัน บางแห่งบางโอกาสมีการช่วยเหลือเกื้อหนุนกัน

นี่เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แต่ขอถามต่อว่า เป็นจุดประสงค์ที่เราตั้งคริสตจักรขึ้นใช่ไหม? ทำแค่นี้พอไหมครับ? ที่กล่าวข้างบนนี้ เป็นลักษณะชุมชนคริสตจักรบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ใช่ไหม? เป็นชุมชนผู้เชื่อที่พระเยซูคริสต์ประสงค์ให้เป็นใช่หรือไม่?

ก่อนที่จะถามว่า “คริสตจักร” และ “สามัคคีธรรมในคริสตจักร” ควรมีลักษณะอย่างไร? เราจะต้องถามคำถามสำคัญคือ “ทำไมจึงต้องมีคริสตจักร?” หรือ “มีคริสตจักรไปเพื่ออะไร? หรือ “ต้องการให้เกิดอะไรขึ้นจากการที่มีการมาร่วมพบปะกันในคริสตจักร?”

จากนั้น เราถามต่อไปว่า “ถ้าเช่นนั้น ชุมชนคริสตจักรจะต้องทำอะไร ทำอย่างไรบ้างเพื่อที่จะไปให้ถึงสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้น?” มีวิธีการและกระบวนการอย่างไรที่จะช่วยให้คริสตจักรสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย?”   “จะต้องทำแก่ใคร และ ใครเป็นผู้ทำ?” เมื่อใด? เวลาใดบ้าง?

ใคร หรือ อะไรคือตัวหลักในการขับเคลื่อนชีวิตคริสตจักรให้ไปสู่เป้าหมาย? ใครคือตัวหลักในการขับเคลื่อนให้เกิดสิ่งที่ประสงค์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม? แล้วทำอย่างไรที่จะช่วยให้ “ตัวหลัก” ที่ต้องขับเคลื่อนเหล่านั้นสามารถขับเคลื่อนชีวิตและกระบวนการพันธกิจคริสตจักรอย่างมีพลังและประสิทธิภาพ? 

เราย้อนคิดใคร่ครวญถึงประสบการณ์ในอดีตว่า อะไรที่มีคุณค่าและความหมายที่ทำให้เราเกิดการรวมตัวกันเป็นชุมชนคริสตจักร? อะไรที่ทำให้เราท่านต้องมาร่วมกัน? อาจจะเกิดจากมีงานบางอย่างที่เราต้องทำ หรือเพราะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับขององค์กรที่เราจะต้องปฏิบัติตาม หรือเพราะมีเหตุการณ์วิกฤติฉุกเฉินที่ทำให้เราต้องมาร่วมกัน  หรืออาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้เราต้องมารวมตัวกัน หรือเรามาร่วมกันเพราะความเคยชิน หรือเพราะเรามีนิมิต/วิสัยทัศน์ก็เป็นไปได้

คำถามคือ... อะไรที่ทำให้เรามาร่วมกันเป็นชุมชนคริสตจักร?

ถ้าเราอ่านในพระคัมภีร์อย่างใคร่ครวญ เราพบว่า เพราะชุมชนคริสตจักรมีพันธกิจที่สำคัญยิ่งจะต้องทำ พวกเขาจึงต้องมารวมตัวกัน กล่าวคือการรวมตัวพบปะของชุมชนผู้เชื่อมิใช่เป็น “เป้าหมาย” แต่การพบปะรวมตัวกันเป็นวิธีการและกระบวนการที่จะนำและขับเคลื่อนคริสตจักรให้บรรลุ “เป้าหมาย” 

สมาชิกผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนได้รับการทรงเรียก และ ได้รับพระบัญชาจากพระเยซูคริสต์ให้สานต่อพระราชกิจของพระองค์ ที่พระองค์ได้เริ่มต้นไว้นั้น เพราะผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ต้องการทำตามพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ให้สำเร็จ และ เกิดผลเป็นรูปธรรมตามพระประสงค์ พวกเขาจึงมารวมตัวพบปะกันที่คริสตจักร เพื่อ...

[1] เป็นชุมชนที่บ่มเพาะ ฟูมฟัก ทุกชีวิตในชุมชนคริสตจักรมีชีวิตประจำวันที่เป็น “สาวกพระคริสต์” ที่ดำเนินชีวิตในประจำวันให้เป็นอย่างพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน

[2] การมาร่วมกันในคริสตจักรเพื่อเสริมสร้างทุกคนให้สามารถสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในชีวิตประวันของตน ทั้งในครอบครัว ชุมชนคนข้างบ้าน ในที่ทำงาน และในชุมชนที่ตนอาศัยอยู่

[3] การมาร่วมกันในคริสตจักรเพื่อที่จะติดตามหนุนเสริมให้สมาชิกที่มีชีวิตสาวกพระคริสต์ที่สมบูรณ์ขึ้น เพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งแผ่นดินของพระเจ้าร่วมกันในคริสตจักร ที่ทุกคนจะเรียนรู้และมีประสบการณ์ตรงว่าคุณภาพชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้านั้นเป็นเช่นไร และ สามารถนำประสบการณ์ตรงและตัวแบบคุณภาพชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่ได้รับ ไปขยายและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตแผ่นดินของพระเจ้าในครอบครัวของตน ในที่ทำงาน และในชุมชนที่ตนอยู่อาศัย อันเป็นการขยายแผ่นดินของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกตามพระประสงค์ของพระคริสต์

[4] เป็นชุมชนที่มาพบปะและร่วมกันเพื่อสรรเสริญ ขอบพระคุณพระเจ้าที่มีพระคุณในชีวิตของตน เป็นที่ที่ผู้เชื่อทุกคนจะสารภาพความบาปผิดต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นที่ที่ทุกคนจะเรียนรู้น้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้า   และเป็นที่ที่เตรียมเสริมเพิ่มพลังชีวิตจิตวิญญาณที่จะเข้าไปดำเนินชีวิตในสังคมโลกเพื่อสำแดงพระคริสต์ตลอดสัปดาห์ข้างหน้า

[5] เป็นชุมชนที่เปิดกว้างต้อนรับคนต่าง ๆ หลากหลายให้เข้าร่วมเป็นพี่น้องในพระคริสต์ และเริ่มกระบวนการบ่มเพาะ เสริมสร้าง และ หนุนและเสริมสร้างให้พี่น้องที่เข้ามาใหม่แต่ละคนเป็นสาวกพระคริสต์ที่มีประสิทธิภาพต่อไป

[6] เป็นชุมชนที่ร่วมกันตั้งคริสตจักรที่มีสาวกพระคริสต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขยายกว้างออกไป เพื่อแผ่อิทธิพลแห่งแผ่นดินของพระเจ้าครอบคลุมและครอบครองพื้นที่ต่าง ๆ ในสังคมโลก

จุดประสงค์หลักของการมาร่วมกันในคริสตจักร เพื่อบ่มเพาะ เสริมสร้าง ให้ทุกคนมีชีวิตที่ “เป็นสาวกพระคริสต์”  คือการดำเนินชีวิตตามแบบพระคริสต์ และ กระทำตามการทรงเรียกและพระบัญชาของพระองค์ ด้วยการสำแดงความรักเมตตาที่เสียสละแบบพระองค์แก่ทุกคนรอบข้างที่เราไปสัมผัสและสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน เพื่อนำคนเหล่านั้นให้รู้จักพระคริสต์ มีประสบการณ์ตรงกับพระองค์ และ รับเชื่อ มอบกายถวายชีวิตแด่พระคริสต์ เข้ามาร่วมชีวิตในชุมชนคริสตจักร และผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลง เสริมสร้าง ให้มีชีวิต “เป็นสาวกพระคริสต์”

ดังนั้น เป้าหมาย แก่นหลัก หรือ หัวใจของการมาร่วมกันเป็นคริสตจักรคือ การเสริมสร้างชีวิตของแต่ละคนให้มีชีวิตที่เป็น “สาวกพระคริสต์” การมาร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ และความสัมพันธ์ที่แต่ละคนมีต่อกัน เป็นเครื่องมือ  แนวทาง วิธีการที่เราใช้ในการเสริมสร้าง “สาวกพระคริสต์” ที่มีชีวิตประจำวันตามการทรงเรียกและพระบัญชาต่อไป

การชี้วัดการเกิดผลของคริสตจักร จึงมิใช่วัดกันเพียงว่า มีกี่คนมารับเชื่อใหม่ ตั้งคริสตจักรใหม่กี่แห่ง แต่เราวัดการเกิดผลของคริสตจักรว่า ได้เสริมสร้างสาวกพระคริสต์ที่มีชีวิตประจำวันตามการทรงเรียก และ ตามพระบัญชาของพระคริสต์หรือไม่ และสาวกพระคริสต์เหล่านี้เกิดผลตามพระประสงค์ของพระคริสต์หรือเปล่า?

ถ้าเราสร้างสาวกพระคริสต์ เราจะได้ทั้งสาวกและคริสตจักร  

แต่ถ้าเราสร้างคริสตจักร เราจะได้คริสตจักรที่ "อาจจะ" ไม่มีสาวกพระคริสต์!?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


03 พฤษภาคม 2559

กับดัก “คำสอนสอนผิด/ถูก” ในคริสตจักร

ดาราชื่อดังคนหนึ่ง   ได้เข้าไปรับประทานอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่ง   เธอสังเกตเห็นชายภูมิฐานคนหนึ่งนั่งโต๊ะใกล้เธอกำลังเป็นหวัดอย่างมาก   ด้วยความเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี และ เป็นคนที่มีความเป็นมิตรต่อคนรอบข้าง   เธอจึงถามชายคนนั้นด้วยน้ำเสียงแห่งความเป็นมิตรว่า  “ท่านกำลังไม่สบายหรือเปล่าค่ะ?”

ชายคนนั้นมองมาที่เธอแล้วพยักหน้ารับ

เธอกล่าวกับชายคนนั้นว่า “ท่านคงต้องกลับไปที่พัก  แล้วดื่มน้ำส้มมาก ๆ  และน่าจะกินยาแก้ไข้สัก 2 เม็ด   แล้วหลับพักผ่อนด้วยการห่มผ้าห่มหนาเท่าที่ท่านจะหาได้   จนกว่าเหงื่อแตก  ไข้ของท่านก็จะลด   นี่บอกจากประสบการณ์ส่วนตัวค่ะ   ดิฉันเป็นนักแสดงค่ะ”

ชายคนนั้นยิ้มให้กับดาราที่มีความเป็นมิตรคนนั้น แล้วกล่าวตอบว่า  “ขอบคุณมากครับ ผมเป็นหมอครับ”

ในทุกวันนี้  ดูเหมือนว่าเรามองตนเองว่ามีความชำนาญการในบางเรื่องบางราว  บ้างก็เพียงได้อ่านจากหนังสือ  บ้างก็อ่านเพียงบทความในเรื่องนั้น   ปัจจุบันนี้บางคนก็แค่ได้อ่านเรื่องนี้จากที่โน่นที่นี่ในออนไลน์   และที่เราท่านพบบ่อยในทุกวันนี้คือ  มีการส่งต่อข้อเขียนความคิดเรื่องต่าง ๆ มากมายไปให้กันและกัน   แต่ก็พบว่า ข้อมูลหลายเรื่องที่ส่งให้กันนั้นมีความผิดพลาด คลาดเคลื่อน และแย่ที่สุดคือเป็นข้อมูลเทียมเท็จไม่จริง   ทุกวันนี้เราตกอยู่ในภาวะไม่รู้ว่า  ข้อมูลไหนจริงเชื่อถือได้?

สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นในวงการของคริสตจักรเราด้วย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการตีความคำสอน   เราจะเชื่อ “นักเทศน์” คนไหนดี?   “นักคริสตศาสนศาสตร์” คนไหนที่สอน/เขียนได้ถูกต้องเชื่อถือได้?   อาจารย์พระคริสตธรรมคนไหนที่สอนถูก  คนไหนที่สอนผิด?   หลักความเชื่อไหนที่ถูกต้องเที่ยงแท้จริง?

เราท่านคงต้องระมัดระวังที่จะไม่ตัดสินว่าคำสอนไหนสอนถูกหรือสอนผิดเพียงเพราะมองว่าคนสอนคนนี้เป็นคนที่มีดีกรี/ปริญญาอะไร  จากที่ไหน  มีชื่อเสียงหรือไม่  หรืออยู่ในกระแสนิยมหรือไม่  มีชื่อเสียงโด่งดังไหม   ฯลฯ?  

แต่ที่สำคัญคือ  ในฐานะคริสตชนคนหนึ่งเราต้องเอาใจใส่ว่า รากฐานความเชื่อของเราหยั่งรากลึกลงในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่แค่ไหน?    แล้วใส่ใจทุ่มเทในการปล้ำสู้ให้พระวจนะเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของเรา   ที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา   เพื่อเราจะมีรากฐานชีวิตในพระคริสต์ที่หยั่งรากลงลึก   พร้อมที่จะถูกกระหน่ำกระโชกจากแรงพายุ   แต่ยังสามารถยืนหยัดมั่นคงในพระคริสต์  และนี่คือภูมิคุ้มกันคำสอนผิดคลาดเคลื่อนจากพระวจนะ

เมื่อเราตกอยู่ในภาวะที่ไม่มั่นใจว่า คำสอนใดที่ถูกต้องสอดคล้องตามพระคัมภีร์   เราต้องพึ่งการทรงนำจากพระเจ้า   เราต้องอธิษฐานทูลขอการชี้นำจากพระองค์   ขอพระองค์ทรงเปิดเผยให้เราเห็นและเกิดการตระหนักรู้สิ่งที่จริงและถูกต้องตามพระวจนะ   เกณฑ์ง่าย ๆ ตัวหนึ่งที่อาจจะใช้ได้คือ   การตีความและคำสอนที่ถูกต้องนั้นย่อมนำให้เกิดการถวายเกียรติและยกย่องแด่พระเจ้าเป็นผู้สูงสุดในชีวิตของเรา    แต่การสอนหรือการตีความใดที่โน้มเอียงสร้างความโดดเด่นทางความคิดของคนใดคนหนึ่ง   หรือเป็นการสอนหรือตีความนำมาซึ่งการยกย่องให้เกียรติมนุษย์  หรือเพื่อสร้างผลประโยชน์แก่มนุษย์คนใดคนหนึ่ง หรือ พวกใดพวกหนึ่ง   เป็นเรื่องที่เราท่านจำเป็นต้องระมัดระวัง   การตีความพระวจนะของพระเจ้าของ “งู” ตัวนั้นในสวนเอเดน   มันบอกกับมนุษย์สองคนนั้นว่า  “... เจ้าจะไม่ตายหรอก ...  ตา​ของ​พวก​เจ้า​จะ​สว่าง​ขึ้น​ใน​วัน​นั้น แล้ว​พวก​เจ้า​จะ​เป็น​เหมือน​อย่าง​พระ​เจ้า คือ​รู้​ความ​ดี​และ​ความ​ชั่ว” (ปฐมกาล 3:5)

จงระวังให้ดี อย่าให้ใครทำให้พวกท่านตกเป็นทาสด้วยหลักปรัชญา
และคำหลอกลวงที่เหลวไหลตามตำนานของมนุษย์
ตามพวกภูตผีที่ครอบงำของจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์ (โคโลสี 2:8 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

24 กรกฎาคม 2557

กำลังเกิดสงครามในคริสตจักรหรือครับ?

ต้องพูดจากใจจริงว่า การเป็นผู้นำในชุมชนคริสตชนไม่ง่ายเลยครับ!
บางครั้งการดื่มกาแฟด้วยกันบนโต๊ะประชุมกรรมการดูจะจืดจางมิตรภาพยังไงไม่รู้?
ผู้นำถูกสอนมาว่า  ปัญหาจะทำให้เราก้าวหน้า   และคาดหวังได้เลยว่า ในคริสตจักรเราต้องปล้ำสู้กับปัญหา
และหลายครั้งเพราะความอยากก้าวหน้าที่ทำให้เราต้องเกิดการปล้ำสู้ หรือ “สงคราม” ในคริสตจักร
และการปล้ำสู้กับปัญหาอาจเสริมสร้างเราให้มีมุมมองที่ถูกต้องยิ่งขึ้น...
ถ้าผู้นำคนนั้น   เรียนรู้จากการปล้ำสู้กับปัญหาด้วยพระกำลังแต่ละด้านจากพระเจ้า

ก็ต้องยอมรับความจริงว่า  บางปัญหาในคริสตจักรที่เราจัดการแก้ไขได้   แต่บางเรื่องนำสู่ “สงคราม”
ผู้นำอาจจะกระโดดลงไปจัดการกับปัญหาด้วยพรสวรรค์  ทักษะ  สติปัญญา  ความฉลาด  และการทรงช่วยจากพระเจ้า
ผู้นำสามารถจัดการกับปัญหานั้นได้   แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก  
บางครั้งไม่เข้าใจในเหตุการณ์จริง ๆ หรือ 
ปัญหาที่เกิดขึ้นในคริสตจักรเป็นเรื่องของความ “ล้ำลึก” เกินความสามารถเข้าใจของมนุษย์?

แต่เราคงไม่ด่วนโยนความผิดไปว่า   อำนาจแห่งความชั่วร้ายอยู่เบื้องหลังการชักใยในปัญหาเหล่านั้น
แต่เราก็ไม่ปฏิเสธว่า  สิ่งนี้เป็นไปได้จริง   อำนาจความชั่วร้ายสามารถฉวยโอกาสนี้ใส่ไฟให้รุนแรงขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง   เมื่อเราศึกษาจากปฐมกาลบทที่ 3   เราก็ไม่ควรมองข้ามเงื่อนไขความเป็นมนุษย์ของเรา
ที่ขัดขืนแม้แต่พระผู้สร้างตนเอง  เพราะต้องการเป็นเหมือนพระเจ้า   และเป็นคนที่รู้ดีรู้ชั่ว

การรู้ดีรู้ชั่วในที่นี้คือการที่มนุษย์ต้องการมีอำนาจเฉกเช่นพระเจ้าที่เป็นผู้ตัดสินพิพากษาว่าอะไรดีอะไรชั่ว
มนุษย์ต้องการมีอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เหนือมนุษยคนอื่น ๆ เหนือธรรมชาติ  และเหนือพระเจ้าที่ทรงสร้างตน
และ ในส่วนนี้เองที่มนุษย์เป็นผู้นำความขัดแย้งเข้ามาในคริสตจักร
และอำนาจความชั่วร้ายได้ใช้สถานการณ์ดังกล่าวสุมไฟที่ร้อนแรงในความขัดแย้งยิ่งขึ้นในคริสตจักร

เปาโลกล่าวใน เอเฟซัส 6:12 ว่า  “เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด
แต่ต่อสู่กับเหล่าเทพผู้ครอง   เทพผู้ทรงอำนาจ  เทพผู้ทรงเดชานุภาพของโลกอันมืดมนนี้
และต่อสู้กับเหล่าวิญญาณชั่วในย่านฟ้าอากาศ” (อมต.)
เปาโลชี้ชัดว่า  อำนาจที่ก่อเกิดความขัดแย้งรุนแรงนี้ไม่ได้เกิดในห้องประชุมในคริสตจักรเท่านั้น
แต่อำนาจชั่วร้ายในที่ต่าง ๆ ที่เข้ามาฉวยโอกาสในการใช้เหตุการณ์นั้นทำร้ายทำลายคริสตจักรด้วย

ถ้าเช่นนั้น   ผู้นำในชุมชนคริสตชนจะรับมือกับสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งนี้เช่นไร?
ผมได้อ่านบทอธิษฐานของผู้นำคริสตชนคนหนึ่ง   ที่จะตอบคำถามข้างต้นได้ครับ...

ข้าแต่พระบิดา   ข้าพระองค์ต้องการพลานุภาพและพระกำลังของพระองค์   เพื่อที่จะสามารถยืนหยัดปล้ำสู้กับอำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นในคริสตจักรที่พระองค์ทรงเรียกให้ข้าพระองค์รับใช้   ข้าพระองค์เต็มใจที่จะกระทำตามการทรงเรียกนั้น   แต่ข้าพระองค์ไม่สามารถจะทำได้ถ้าพระองค์ไม่ทรงช่วยข้าพระองค์   เพราะปัญหาที่พบนั้นรุนแรงยิ่งใหญ่   ที่มีอำนาจชั่วร้ายอยู่เบื้องหลังการชักใยอยู่

 ข้าพระองค์ขอคาดเอวด้วยเข็มขัดแห่งความจริง   ที่จะต่อต้านอำนาจความชั่วร้าย   และสามารถสื่อสารสัจจะความจริงกับคนรอบข้างให้ได้เห็นและพบกับความจริงในพระองค์

ข้าพระองค์ขอสวมเสื้อเกราะแห่งความชอบธรรม   เพื่อข้าพระองค์จะมีชีวิตที่สำแดงถึงความชอบธรรม   โปรดประทานพระปัญญาของพระองค์แก่ข้าพระองค์ที่จะรู้และกระทำตามความชอบธรรมของพระองค์   ในคริสตจักรและคนรอบข้าง   เพื่อแผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่  และน้ำพระทัยของพระองค์ได้สำเร็จในแผ่นดินโลกนี้

ข้าพระองค์ขอสวมรองเท้าที่ทำให้พร้อมประกาศข่าวดีแห่งสันติสุขของพระองค์   ข้าพระองค์ขอไปทุกที่ที่พระองค์นำไป   ไปยังที่ที่ผู้คนจะได้รับการปลดปล่อยไถ่ถอนออกจากอำนาจของความชั่วร้าย   ด้วยพระปัญญา  กล้าหาญ  ไวต่อความรู้สึกของผู้คน   เป็นตัวแทนของพระองค์ท่ามกลางคนเหล่านั้น   ด้วยความมุ่งมั่น  มั่นคงในพระองค์

ข้าพระองค์ขอยึดโล่แห่งความเชื่อ   เพื่อพระองค์จะทรงปกป้องและทรงช่วยในการปล้ำสู้กับการทดลอง  การถูกปฏิเสธ   ความสงสัย  ความสิ้นหวัง  และความกลัว   ข้าพระองค์ทูลขอพลังแห่งชัยชนะของพระคริสต์บนกางเขนที่จะหนุนเสริมและค้ำจุนพลังการเป็นผู้นำของข้าพระองค์   และสามารถต้านพลังแห่งลูกศรเพลิงของพญามาร   เพื่อความรุดหน้าไปของข่าวประเสริฐของพระคริสต์

ข้าพระองค์ขอสวมหมวกเกราะแห่งความรอดที่พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของข้าพระองค์   เพื่อกระตุ้นเตือนให้ข้าพระองค์สำนึกเสมอถึงพันธกิจของพระองค์ที่ข้าพระองค์ได้ถวายตัว   และเตือนให้ระลึกถึงเป้าหมายของการตั้งอยู่ของคริสตจักรของพระองค์

ข้าพระองค์ขอถือดาบแห่งพระวจนะ   ซึ่งเป็นพระวจนะของพระองค์   ที่จะเป็นแสงสว่างส่องทางเดินแห่งชีวิตของข้าพระองค์   ด้วยพระวจนะของพระองค์โปรดนำทางความคิดของข้าพระองค์ในแต่ละวันให้คิดอย่างพระองค์   และให้ข้าพระองค์ตามแผนการชีวิตแห่งพระประสงค์ของพระองค์   ไม่คิดที่จะเอาความปรารถนาอยากได้ใคร่มีส่วนตัวไปแทนที่พระประสงค์ของพระองค์   ให้พระวจนะของพระองค์นำชีวิตข้าพระองค์ด้วยพระคุณและความจริง

ในวันนี้   โปรดทรงต่อสู้กับอำนาจแห่งความชั่วร้ายเฉกเช่นที่พระองค์เคยต่อสู้กับศัตรูเพื่อประชากรของพระองค์ในโบราณ   เพื่อวันนี้ของข้าพระองค์จะเป็นไปตามน้ำพระทัยและพระประสงค์   โปรดหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่ข้าพระองค์ในการปล้ำสู้กับปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายด้วยชัยชนะที่มาจากพระองค์   และเติบโตขึ้นในพระคุณ  ความจริง และความรักของพระองค์   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499