แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ได้อย่างไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ได้อย่างไร แสดงบทความทั้งหมด

25 กรกฎาคม 2562

จะเป็นผู้นำระดับ 5 ได้อย่างไร?

การที่จะเป็นผู้นำระดับ 5 ผู้นำที่เยี่ยมยอดได้นั้น จำเป็นที่ผู้นำคนนั้นจะต้องพัฒนาจากภายในตนเองด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการพัฒนาสู่การเป็นผู้นำระดับ 5 ดังนี้

© พัฒนาความอ่อนน้อมถ่อมตน
ผู้นำระดับ 5 เป็นผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตน  การอ่อนน้อมถ่อมตนนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่มีต่อคนรอบข้าง การหยิ่งยโส อวดดี รังแต่ผลาญล้างความสัมพันธ์และทำลายคุณค่าของตนเองในสายตาของคนรอบข้าง... 

เมื่อประสบความสำเร็จในการทำงาน   ผู้นำจะไม่แย่งชิงเอาความสำเร็จจากทีมงานมาเป็นของตนคนเดียว แต่ผู้นำที่ถ่อมตนจะให้เครดิตความสำเร็จแก่ทีมงานที่ได้ทำงานมาอย่างหนักด้วยกัน  ในทางกลับกัน ในฐานะผู้นำจะต้องรับผิดชอบในความพยายามของทีมงานแม้จะมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างก็ตาม

© กล้าขอความช่วยเหลือ
ผู้นำบางท่านมีมุมมองที่คลาดเคลื่อนว่า การขอความช่วยเหลือเป็นการแสดงออกถึงความ “อ่อนแอ” ของภาวะผู้นำ ทำให้ “เสียหน้า”

ผู้นำที่เรียนรู้จากการขอความช่วยเหลือจากทีมงานหรือคนรอบข้างนั่นเป็นจุดแข็งที่แท้จริง  เพราะผู้นำกล้าที่จะขอคนที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องที่ที่ตนมีความชำนาญพร่องกว่ามาช่วยเติมเต็มให้งานของทีมให้ประสบความสำเร็จสูงสุด

© เป็นผู้นำที่มีวินัยชีวิต
ผู้นำระดับ 5 เป็นผู้นำที่มีวินัยในชีวิตและการทำงาน เมื่อเขากระทำการใด ๆ ไม่ว่าจะยากเพียงใดก็ตาม เขาจะยืนหยัดทุ่มเททำให้งานนั้นสำเร็จให้ได้  

ผู้นำระดับ 5 หากรู้ว่าสิ่งที่ตนคิดถูกต้องแล้ว จะไม่ยอมปล่อยให้เสียงที่ไม่เห็นด้วยมาเป็นเหตุให้เขาต้องทิ้งงานนั้น หรือ หยุดชะงักในการทำงานนั้น การฟังเสียงที่มีความคิดที่แตกต่างเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าให้ความคิดเห็นดังกล่าวสร้างความกลัวจนทำให้เราเปลี่ยนการตัดสินใจในการทำเรื่องนั้น

© ตั้งใจพัฒนาคนรอบข้างให้เป็นผู้นำที่เหมาะสม
ผู้นำระดับ 5 จะขับเคลื่อนงานไปพร้อมกับทีมงาน ดังนั้น เขาจะใช้เวลาในการค้นหาเลือกเฟ้นคนที่เหมาะสม แล้วหนุนเสริมให้คนนั้นได้พัฒนาศักยภาพที่มีในตัวเขาให้เป็นความสามารถที่สูงสุด

© นำอย่างกระตือรือร้น
ผู้นำระดับ 5 จะเป็นผู้นำด้วยความกระตือรือร้น ด้วยใจรัก เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนทำ และนำอย่างเปิดเผยโปร่งใส เมื่อทีมงานเห็นถึงการนำและการทำงานของผู้นำพวกเขาก็จะทำอย่างเดียวกัน


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


11 เมษายน 2561

วันนี้เราจะเดินบนคลื่นลมไปหาพระเยซูได้อย่างไร?


วันนี้เราสามารถ “เดินบนคลื่นลมทะเล” ไปหาพระเยซูได้ดังนี้

(1) ให้เรามุ่งมองที่พระเยซูคริสต์

อะไรที่ทำให้เปโตรกล้าและมั่นใจเดินไปบนคลื่นทะเล  ความกล้าและความมั่นใจของเปโตรมาจากคำตรัสของพระเยซูคริสต์    เปโตร​จึง​ทูล​ตอบ​พระ​องค์​ว่า “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ถ้า​เป็น​พระ​องค์​แน่​แล้ว ขอ​ตรัส​ให้​ข้า​พระ​องค์​เดิน​บน​น้ำ​ไป​หา​พระ​องค์” พระ​องค์​ตรัส​ว่า “มาเถิด” เปโตร​จึง​ลง​จาก​เรือ​เดิน​บน​น้ำ​ไป​หา​พระ​เยซู  (มัทธิว 14:28-29 มตฐ.)   เปโตรขอความกล้าและความมั่นใจจากพระเยซู “ขอตรัสให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์”   พระองค์ตรัสว่า “มาเถิด”

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เปโตรเกิดความกลัวและเกือบจมน้ำทะเล  สาเหตุก็เพราะว่า เปโตรเปลี่ยนจากการมุ่งมองที่พระเยซูไปมุ่งมองที่คลื่นลมที่โหมแรงรอบตัวเขา  “แต่​เมื่อ​เขา​เห็น​ลม​พัด​แรง​ก็​กลัว และ​เมื่อ​กำ​ลัง​จะ​จม​ก็​ร้อง​ว่า “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ช่วย​ข้า​พระ​องค์​ด้วย” (ข้อ 30)  หลายคนคงคิดในใจว่า  เปโตรน่าจะมุ่งมองที่พระเยซูให้นานกว่านี้   เขาคงเดินบนคลื่นลมทะไปได้นานและไกลกว่านี้แน่ 

(2) ให้เราไว้วางใจฤทธิ์อำนาจของพระองค์

เมื่อเปโตรกำลังจะจมลงเขาร้องว่า  “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ช่วย​ข้า​พระ​องค์​ด้วย” (ข้อ 29)  พระ​เยซู​จึง​เอื้อม​พระ​หัตถ์​จับ​เขา​ไว้​ทัน​ที แล้ว​ตรัส​ว่า “ช่าง​มี​ความ​เชื่อ​น้อย ท่าน​สง​สัย​ทำ​ไม? (ข้อ 31)   ในเวลาที่พระเยซูยื่นมือมาคว้ามือเขาไว้   เขารู้ทันทีว่า ทุกอย่างจะปลอดภัยสำหรับเขา ในเวลาที่เปโตรไว้วางใจในฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์ เขาสามารถที่ยื่นมือไปที่พระเยซูคริสต์แล้วยึดมือของพระองค์ไว้แน่น   เช่นกัน...ในชีวิตประจำวันของเรา  ในเวลาที่เราเผชิญกับวิกฤติในชีวิต   เราสามารถที่จะยื่นมือของเราออกไปให้พระเยซูคริสต์คว้ามือของเรา  แล้วให้เราเกาะยึดมือของพระองค์ไว้ให้มั่น...   แล้วพระคริสต์จะช่วยให้ท่านไม่ต้อง “จมลง” ในวิกฤตินั้น

(3) จากนั้นให้ก้าวเดินต่อไป

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเปโตรเกิดความลังเลใจ?   อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเปโตรไม่ทูลขอให้พระเยซูสั่งให้เขาเดินบนคลื่นทะเลไปหาพระองค์? โดยปกติในสถานการณ์เช่นนี้ เปโตรจะไม่ลงจากเรือด้วยตัวของเขาเอง  หรือถ้าเขากำลังจมลงในน้ำทะเลเขาต้องพยายามหาทางช่วยตนเองที่จะหาอะไรเกาะไม่ให้จมลงก้นทะเล แต่เพราะเขาเชื่อและไว้วางใจ เขาจึงก้าวลงจากเรือ แล้วเดินบนคลื่นลมทะเลได้ แต่เมื่อเขาวอกแวกเขากำลังจะจมลง เขาร้องให้พระเยซูช่วยเขา พระองค์คว้าเปโตรไว้   เขาสามารถเดินบนคลื่นลมทะเลอีกครั้งหนึ่ง   เขาเดินบนคลื่นลมทะเลต่อไปจนถึงพระองค์  

บนเส้นทางชีวิตประจำวันของเรา   แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะเกือบจมลงในมรสุมชีวิต   เมื่อเราร้องให้พระคริสต์ช่วย  และเมื่อพระองค์คว้ามือเราไว้   เราก็สามารถเดินต่อบนวิถีวิกฤติชีวิตนั้นต่อไป  จนถึงพระเยซูคริสต์   บนวิกฤติในชีวิตประจำวันของเรา  เรามีเวลาที่จะ “ขาดความเชื่อ” หรือ “ความเชื่อถดถอยลดน้อยลง” ได้    แต่พระเยซูคริสต์ไม่เคยละทิ้งเรา “เคียงข้าง และ คว้า” เราทันเวลาเสมอ   เราเชื่อว่าพระองค์ทรงมีฤทธิ์อำนาจเหนือวิกฤติและสถานการณ์ที่สุดเลวร้ายในชีวิตของเราหรือไม่?   ท่านไว้วางใจในการทรง “เคียงข้าง” และพร้อมที่จะ “คว้า” ท่านไว้ในทุกวิกฤติชีวิตหรือไม่?

(4) ไปถึงเป้าหมาย

เปาโลได้เป็นพยานชีวิตแก่เราว่า  “พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ข้าพ​เจ้า​ไม่​ถือ​ว่า​ข้าพ​เจ้า​ฉวย​ไว้​ได้​แล้ว แต่​ข้าพ​เจ้า​ทำ​อย่าง​หนึ่ง คือ​ลืม​สิ่ง​ที่​ผ่าน​พ้น​มา แล้ว​โน้ม​ตัว​ไป​ยัง​สิ่ง​ที่​อยู่​เบื้อง​หน้า และ​ข้าพ​เจ้า​บาก​บั่น​มุ่ง​ไป​สู่​หลัก​ชัย เพื่อ​จะ​ได้​รับ​ราง​วัล​คือ​การ​ทรง​เรียก​แห่ง​เบื้อง​บน​ซึ่ง​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์” (ฟิลิปปี 3:13-14 มตฐ.)   เปาโลรู้ดีว่า  เขาไม่สามารถไปให้ถึงหลักชัยด้วยความสามารถของเขาเอง   แต่ที่เขามุ่งไปข้างหน้าได้เพราะ พระคริสต์ทรงเป็นและอยู่ที่หลักชัย  และทรงเรียกเราให้ไปถึงหลักชัยนั้น   เราก็เช่นกัน  เราไม่สามารถไปให้ถึงเป้าหมายชีวิตด้วยความสามารถของตนเองได้   แต่พระคริสต์ทรงเป็นหลักชัย และ ทรงเรียกเราให้วิ่งไปสู่หลักชัยนั้น   ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา   พระองค์ทรงอยู่ข้างหน้าเรา และ เคียงข้างเรา   และพร้อมเสมอที่จะคว้ามือของเราไว้เมื่อวิกฤติถาโถมชีวิตของเรา

(5) คว้ามือพระคริสต์ไว้

วันนี้ ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราทุกเรื่องทุกขณะ ให้เรามุ่งมองไปที่พระคริสต์   ไม่ใช่มุ่งมองไปที่ปัญหา   อย่ามุ่งมองคลื่นและลมในทะเลชีวิต  แต่ให้เรา  “...​จับ​ตา​มอง​ที่​พระ​เยซู​ผู้​เบิก​ทาง​ความ​เชื่อ และ​ผู้​ทรง​ทำ​ให้​ความ​เชื่อ​นั้น​สม​บูรณ์ พระ​องค์​ทรง​สู้​ทน​ต่อ​กาง​เขน เพื่อ​ความ​ยินดี​ที่​อยู่​ต่อ​หน้า​พระ​องค์ ทรง​ถือ​ว่า​ความ​อับ​อาย​นั้น​ไม่​เป็น​สิ่ง​สำ​คัญ และ​พระ​องค์​ประ​ทับ​เบื้อง​ขวา​พระ​ที่​นั่ง​ของ​พระ​เจ้า” (ฮีบรู 12:2 มตฐ.)  

ถ้าเราไม่มุ่งมองที่พระคริสต์   เราจะคว้ามือของใครบางคนที่เรามุ่งมอง  ที่เราไม่สามารถมั่นใจว่าเขาจะยึดมือของเราไว้แน่นหรือไม่?    ให้เรามุ่งมองที่พระคริสต์ ที่พระองค์พร้อมที่จะคว้ามือของเราไว้   เพื่อที่จะช่วยให้เราไม่จมลงในคลื่นลมทะเลแห่งวิกฤติในชีวิต   และจับมือของเราให้สามารถเดินต่อไปบนทะเลที่บ้าคลั่งนั้น   จนไปถึงพระองค์

วันนี้  การที่เราจะมุ่งเดินไปอย่างไม่สะดุด เราจะต้องมุ่งมองที่พระคริสต์  และมองที่พระองค์เท่านั้น เราต้องไว้วางใจในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ เราต้องมุ่งเดินต่อไปข้างหน้า เพื่อเราจะไปถึงหลักชัยคือแผ่นดินของพระเจ้า   และที่สำคัญคือเราต้องเกาะกุมยึดมั่นพระหัตถ์ของพระคริสต์ไว้อย่างไม่ยอมปล่อยเลยทีเดียว

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
Prasit.emmaus@gmail.com;  081 289 4499

16 พฤษภาคม 2559

มีมุมมองใหม่...เยี่ยงมุมมองพระคริสต์ได้อย่างไร?

ดอดี้ กาเดี้ยน (Dodie Gadient)  คุณครูที่สอนเด็กนักเรียนมานาน 13 ปี   เธอตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวด้วยการขับรถยนต์ไปคนเดียว   เมื่อเดินทางไปได้ช่วงหนึ่ง  เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น   หม้อน้ำรถของเธอเกิดรั่วมีไอน้ำและน้ำร้อนพุ่งออกมาจากเครื่องยนต์  เธอตกใจมาก  ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เธอก้มศีรษะอธิษฐานในใจ  “พระเจ้า ขอโปรดส่งทูตสวรรค์มาช่วยลูกด้วย...  ถ้าเป็นทูตสวรรค์ที่มีความรู้ด้านเครื่องยนต์ก็จะเป็นการดีทีเดียว...”   เพียงชั่วเดี๋ยวเดียว   มีชายแปลกหน้าควบรถจักรยานยนต์ฮาร์เลย์   มีหนวดเคราดำยาว  และมีรอยสักที่แขน   ชายคนนั้นจอดรถของตนแล้วมาช่วยซ่อมรถยนต์ของคุณครู   ในชั่วเวลาไม่นานนักรถยนต์ของคุณครูกลับมาใช้ได้อีก

เมื่อชายแปลกหน้าควบรถจักรยานยนต์ของตนจะจากคุณครูไป   คุณครูพบข้อความบนด้านหลังเสื้อของเขาว่า “ทูตจากนรก” หลังจากคำขอบคุณจากคุณครู “ทูตจากนรก” ผู้มีใจเมตตาก็ควบรถของเขาจากไปอย่างรวดเร็ว

เราไม่สามารถที่จะตัดสินใครคนใดคนหนึ่งจากท่าทีบุคลิกภายนอกที่เราเห็นเท่านั้น   ผมเชื่อแน่ว่ามิใช่คุณครูเท่านั้นที่เริ่มแรกเห็นชายคนนั้นแล้วเกิดความกลัวขึ้นมาทันที   อีกหลายคนและรวมทั้งผมเองก็คงมีความรู้สึกแรกเริ่มเห็นเช่นกัน   สิ่งที่เราเห็นภายนอกอย่างผิวเผินมีอิทธิพลทำให้เราเกิดความกลัว   หรือไม่ก็เพราะสิ่งที่เราแรกเริ่มเห็นนั้นกระตุ้นให้เราเกิดความกลัวเพื่อจะระวังตัว   แต่เมื่อคุณครูได้มีโอกาสสัมผัสกับ “น้ำใจเมตตา”  ของชายคนนั้น   ที่ไม่ได้พูดมาก เทศน์ยาว   แต่ด้วยการลงมือซ่อมแซมรถจนกลับมาใช้ได้   สิ่งนี้ที่เปลี่ยนแปลงมุมมองที่เคย “ติดลบ” หรือ “อคติ” กลับมองเห็น “น้ำใจเมตตา”  ของคนที่สวมเสื้อที่บอกข้อความว่า “ทูตจากนรก”

เราไม่ควรที่จะด่วนตัดสินคนอื่นด้วยเพียงอาการหรือสิ่งที่ปรากฏภายนอก  แต่ให้เรามีมุมมองที่ผ่านประสบการณ์ที่ได้สัมผัสสัมพันธ์กับชีวิตผู้คนเหล่านั้น  เพื่อที่เราจะสามารถมองเห็นถึงสิ่งดี ๆ ที่มีภายในชีวิตของแต่ละคน   อย่าตัดสินคนอื่นด้วยเกณฑ์เดิม ๆ ที่เราเคยมีในชีวิต   ที่มองและตีค่าคนอื่นในมุมมองที่ติดลบ   แต่ให้เราเปลี่ยนมุมมองของเราใหม่ให้มีมุมมองแบบพระคริสต์    เพื่อพระองค์จะทรงกระทำกิจของพระองค์ในชีวิตและโดยเฉพาะให้มุมมองใหม่แก่เรา ที่เราจะมีมุมมองใหม่อย่างพระคริสต์ เราจะสามารถเห็นสิ่งดี ๆ ในชีวิตของคนอื่น   ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายและไม่น่าไว้วางใจ

แต่​บัด​นี้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ละ​ทิ้ง​... การ​คิด​ร้าย การ​ใส่​ร้าย ...(จง)ปลด​วิสัย​มนุษย์​เก่า...  และ​สวม​วิสัย​มนุษย์​ใหม่ ที่​กำ​ลัง​ได้​รับ​การ​สร้าง​ขึ้น​ใหม่ตาม​พระ​ฉายา​ของ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​สร้าง เพื่อ​ให้​รู้​จัก​พระ​เจ้า...และ​เมื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่​ว่า​จะ​ด้วย​วา​จา​หรือ​ด้วย​การ​ประ​พฤติ จง​ทำ​ทุก​สิ่ง​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า​พระ​บิดา โดย​ทาง​พระ​องค์ (โคโลสี 3:8, 10 และ 17 มตฐ.)

วันนี้เราทูลขอพระเจ้าโปรดสร้างเราให้มี “กรอบคิดมุมมองคนอื่นใหม่” เยี่ยงกรอบคิดมุมมองของพระคริสต์ที่ทรงมีต่อทุกคน  แม้คนนั้นจะเป็นคนผิดบาปในสายตาของเราก็ตาม   เพื่อเราจะไม่ตัดสินคนอื่นจากสิ่งที่เรา “คิดว่า...” หรือ สิ่งที่มองเห็นภายนอกของคนอื่น   แต่ให้เรามีโอกาสสัมผัสและสัมพันธ์ที่จะได้เห็นถึงจิตใจภายในของเขา   และที่สำคัญเพื่อเราจะได้พบกับพระคริสต์ที่กำลังทำงานในชีวิตของเขาคนนั้นด้วย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

04 กันยายน 2558

พลังแห่งแผ่นดินของพระเจ้าจะแผ่ขยายในสังคมชุมชนได้อย่างไร?

ทุกวันนี้ คริสตจักรส่วนใหญ่จะรวมตัวกัน พบปะกัน  หรือทำกิจกรรมด้วยกันภายในขอบรั้วของคริสตจักร   แม้แต่กลุ่มเซลล์ หรือ กลุ่มเล็ก   ก็กระจุกรวมตัวในมุมที่พวกตนรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย   ผมเคยเดินถามผู้คนในชุมชนว่า  เขาทำอะไรกันในคริสตจักรของพวกคริสต์   เกือบทั้งหมดจะตอบว่าไม่รู้   นอกนั้นจะตอบว่าเขาไปสวดร้องเพลงกันในโบสถ์

คุณเชื่อไหม ...  ชาวบ้านชาวช่องเขาไม่รู้ว่า เราทำอะไรกันในคริสตจักร!

ผมเคยแบ่งปันเรื่องนี้กับแกนนำคริสตจักรบางคน   เขาตอบผมว่า  “อยากรู้ก็เข้ามาในคริสตจักรสิ!

เออ...ให้มันคิดได้อย่างนี้สิ...!   เขาไม่อยากรู้หรอกว่าเราทำอะไรกันในคริสตจักร   แต่เราคริสตชนต่างหากที่ต้องการให้เขารู้จักพระเยซูคริสต์มิใช่หรือ?   เราต้องการที่จะให้ผู้คนในชุมชนได้มีชีวิตที่มีคุณภาพในแผ่นดินพระเจ้ามิใช่หรือ?   แล้วถ้าสมาชิกคริสตจักรมัวแต่เก็บตัวในรั้วโบสถ์   แล้วคนในชุมชนจะรู้จักพระเยซูคริสต์ได้อย่างไรกัน?

หรือท่านยังยืนยันว่า  ถ้าจะรู้จักคริสตชนและรู้จักพระคริสต์จะต้องเข้ามาในคริสตจักร?

แต่พระเยซูคริสต์ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตของพระองค์ทำงานคลุกคลีอยู่กับผู้คนต่าง ๆ บนท้องถนน   เข้าไปในชุมชน   เข้าไปในบ้านของชาวบ้าน   พบปะกับคนที่ถูกทอดทิ้ง   ใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับประชาชน   จึงไม่น่าแปลกที่ประชาชน คนในสังคมชุมชนรู้จักพระเยซูคริสต์   มากกว่านั้นต้องการเห็น  ต้องการพบปะ  สัมผัส  และต้องการรับการเยียวยารักษาจากพระองค์

ถ้าคริสตจักรจะทำหน้าที่สานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์   สมาชิกคริสตจักร  กลุ่มเซลล์ กลุ่มเล็กในคริสตจักร   จะต้องออกจากรั้วรอบขอบชิดของคริสตจักร   ออกจากมุมปลอดภัยสะดวกสบายของตน   เข้าไปสัมผัสและสัมพันธ์กับชีวิตของผู้คนในสังคมชุมชน  

อย่าแค่อธิษฐานเผื่อผู้คนในสังคมชุมชน   แต่ออกไปสำแดงความรักเมตตาของพระคริสต์แก่ผู้คนเหล่านั้น

อย่าแค่อธิษฐานเผื่อประเทศไทย   แต่เข้าร่วมมีส่วนในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในสังคมไทย   เข้าไปใช้ชีวิตรับใช้พระคริสต์ในชุมชนเพื่อสร้างผลกระทบในจุดต่าง ๆ ของชุมชน   และเมื่อนั้นคนในชุมชนจะได้รู้จักและรู้ว่าคริสตจักรเขาทำอะไรกัน!   แต่สำคัญยิ่งกว่านั้น  พระเยซูคริสต์ของคริสตชนมีพลังอำนาจแห่งความรักเมตตาที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไรบ้าง

ถ้าคริสตจักรจะมีชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตสังคมไทย   มี 4 ประการต้องพิจารณาแล้วลงมือทำ คือ
  1. เต็มใจ และ ตั้งใจ ที่จะก้าวออกจากมุมที่คริสตชนรู้สึกว่าปลอดภัย สะดวกสบาย  ในคริสตจักร   ในบ้านสมาชิก   ก้าวออกจากห้องที่เราใช้พบกลุ่มเซลล์ กลุ่มเล็กของคริสตจักร   แล้วเข้าไปพบพระเยซูคริสต์ที่พระองค์กำลังอยู่ในชุมชน   ท่ามกลางชีวิตของประชาชน   เข้าไปรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางคนเหล่านั้นในชุมชน   เข้าไปร่วมพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชีวิตชุมชน   เพื่อร่วมกับพระเยซูคริสต์ในการนำแผ่นดินของพระเจ้าให้มาตั้งอยู่   เพื่อที่จะร่วมกับพระองค์ในการสำแดงน้ำพระทัยของพระบิดาในแผ่นดินโลกนี้
  2. ถ้าเราจะสร้างผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในชุมชน   เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนั้น   ให้คริสตชนใช้ชีวิตที่สำแดงพระคริสต์ผ่านชีวิตประจำวันของตนท่ามกลางชุมชน   ตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์   พระองค์มีชีวิตประจำวันที่แตกต่างจากศาสดาผู้นำศาสนาอื่น ๆ   พระองค์มิได้ถือศีลภาวนาเก็บตัวอยู่บนยอดเขา   หรือ แสวงหาสัจจะธรรมท่ามกลางป่ารกทึบ   แต่พระองค์ใช้ชีวิตทุกวันท่ามกลางชีวิตประชาชนในชุมชน   ถ้าคริสตชนจะสัตย์ซื่อที่จะประกาศพระเยซูคริสต์ก็จะต้องใช้ชีวิตเยี่ยงพระองค์ท่ามกลางชีวิตของประชาชนในชุมชน   และเมื่อนั้น  ชีวิตคริสตชนของเราก็จะสามารถสำแดงความรักของพระคริสต์แก่ผู้คนในชุมชน  เพื่อประชาชนจะได้สัมผัสสัมพันธ์กับความรักเมตตาของพระองค์ผ่านการดำเนินชีวิตของเรา   ผ่านกลุ่มเซลล์ กลุ่มเล็กของเรา
  3. ผู้คนจะยอมรับความรักของพระคริสต์ก็ต่อเมื่อสมาชิกคริสตจักร  สมาชิกกลุ่มเซลล์  กลุ่มเล็ก  ใช้ชีวิตท่ามกลางชีวิตของชุมชนอย่างต่อเนื่อง  เป็นประจำ  และยาวนาน   มิใช่ทำเป็นกิจกรรมเฉพาะกิจ   เป็นครั้งเป็นคราว   หรือ  เป็นการสร้างกิจกรรมงานใหญ่  ที่เราใช้ภาษาฝรั่งว่า เราทำพันธกิจแบบ “อีเว้นท์” (event)   การกระทำเช่นนี้นอกจากไม่สามารถสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชนแล้ว   ยังสร้างความไม่แน่ใจถึงขนาดไม่ไว้วางใจว่า ที่พวกสมาชิกคริสตจักรมาทำเช่นนั้นก็เพื่อชักจูงคนอื่นให้เปลี่ยนศาสนาไปเป็นคริสต์หรือไม่?   ชุมชนขาดความไว้วางใจ   ชุมชนยังไม่ยอมรับคริสตชน   ชุมชนก็จะไม่ได้สัมผัสความรักเมตตาของพระคริสต์
  4. คริสตชน  สมาชิกคริสตจักร  และ สมาชิกกลุ่มเซลล์แต่ละคนเมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในชุมชนต้องรู้เท่าทัน ตระหนักชัด  และ ใส่ใจว่า   เราเข้าไปในชุมชนในฐานะ “ตัวแทน” “ทูต” ของพระเยซูคริสต์   เพื่อที่จะสำแดงความรักเมตตาที่เสียสละของพระองค์   และตระหนักชัดเสมอว่า พระคริสต์มิได้สำแดงความรักเมตตาที่เสียสละด้วยการอธิษฐานเผื่อผู้คนประชาชนเท่านั้น  แต่พระองค์ทรงกระทำการสัมผัส เยียวยา  รักษา  ช่วยเหลือ  และฟังผู้คนในสังคมชุมชน   ทุกย่างก้าวของเราในชุมชนจะต้องรู้ตัวเสมอว่า เป็นทุกย่างก้าวที่สำแดงความรักเมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์   เพื่อที่จะสำแดงให้ผู้คนในชุมชนได้เห็นและสัมผัสพระคริสต์ผ่านชีวิตของเรา   ให้เราเป็นผู้ที่เชิญชวนให้ผู้คนในชุมชนได้เห็นและสัมผัสกับพระคริสต์ในชุมชนนั้น   มิใช่เชิญชวนผู้คนชุมชนให้มาเห็นและสัมผัสพระคริสต์ในคริสตจักร


วันนี้   คริสตจักรของเราคงต้องถามตนเองว่า  แล้วเราจะก้าวเข้าไปในชีวิตของชุมชนเพื่อสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตของแผ่นดินพระเจ้าได้อย่างไร?   เราจะดำเนินชีวิตประจำวันของเราในชุมชนอย่างไรที่จะสำแดงแผ่นดินของพระเจ้า?   เราจะดำเนินชีวิตประจำวันในครอบครัวอย่างไร   ที่ผู้คนในชุมชนจะเห็นถึงความรัก เมตตา และ การใส่ใจกันและกันแบบพระคริสต์ในครอบครัวของเรา?   เราจะมีท่าทีและความสัมพันธ์แบบไหนในกลุ่มเพื่อนฝูง   ที่จะให้คนในกลุ่มเพื่อนสัมผัสถึงความรัก เมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์ผ่านชีวิตของเรา?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

20 มกราคม 2557

อย่างงี้จะสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างไร?

อ่าน สดุดี บทที่ 89

51ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า 
ข้าพระองค์(ต้อง)ทนคำเยาะเย้ยที่ศัตรูของพระองค์ถากถาง  
เขาได้เหยียดหยามทุกย่างก้าวของผู้ที่พระองค์ทรงเจิมตั้งไว้
 52ขอถวายสรรเสริญแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดนิรันดร!
อา​เมน และ อา​เมน
(สดุดี 89:51-52 อมต.)

เป็นการง่ายที่เราจะสรรเสริญพระเจ้าในวันที่ชีวิตเป็นไปด้วยดี  พอใจ  งดงาม
ขอบพระคุณพระเจ้า  ผมเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง...
ขอบพระคุณพระเจ้าคุณหมอบอกว่าผลการตรวจสุขภาพอยู่ในสภาพที่ดีปลอดภัย แข็งแรง...
ขอบพระคุณพระเจ้า   ผมได้คะแนน A ในวิชาที่ยากแสนยาก...
ขอบพระคุณพระเจ้า...

แต่ถ้าชีวิตมันไม่ได้เป็นไปด้วยดี  ติดขัด  ทุกข์ยากลำบากล่ะ?
จะขอบพระคุณพระเจ้าได้อย่างไร...  เมื่อรถที่เราต้องใช้ทุกวันต้องซ่อมเป็นเงินมากมาย?
จะขอบพระคุณพระเจ้าได้อย่างไร...   ที่ต้อนรับปีใหม่ด้วยซองขาว... ต้องตกงาน?
จะขอบพระคุณพระเจ้าได้อย่างไร...  เมื่อผลการตรวจสุขภาพบอกว่า...ผมเป็นมะเร็งที่ตับ?
จะขอบพระคุณพระเจ้าได้อย่างไร...  เมื่อผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์ตกเป็นครั้งที่ 3?
จะขอบพระคุณพระเจ้าได้อย่างไร...?

พระธรรมสดุดี บทที่ 89 ได้อธิบายถึงการที่เราขอบพระคุณพระเจ้าในภาวะที่ชีวิตตกต่ำยากลำบาก  และบอกให้เราขอบพระคุณพระเจ้าไม่ว่าจะมีสภาวะชีวิตแวดล้อมแบบไหน   ยิ่งกว่านั้นเน้นให้เราขอบพระคุณพระเจ้าเป็นนิตย์ตลอดนิรันดร์   ในข้อที่ 1-2  ผู้ประพันธ์สดุดีบทนี้สรรเสริญพระเจ้าถึงความรักมั่นคงของพระองค์   ยิ่งกว่านั้นในข้อที่ 5 กล่าวว่า  ฟ้าสวรรค์จะยกย่องสรรเสริญการอัศจรรย์ และ ความสัตย์ซื่อของพระองค์   ในข้อ 9   กล่าวถึงการที่พระเจ้าทรงปกครองและควบคุมความเป็นไปในสภาวะแวดล้อมต่างๆ   ผู้ประพันธ์สดุดีบทนี้สรรเสริญถึงความสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาที่พระองค์มีต่อราชบัลลังก์ของกษัตริย์ดาวิด   ที่จะดำรงต่อไปไม่สิ้นสุด (ข้อ 19-37)

จากนั้น ผู้ประพันธ์สดุดีบทนี้กล่าวหักมุมว่า   “แต่บัดนี้ พระองค์ทรงทอดทิ้งและปฏิเสธ...ทรงพระพิโรธต่อผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้... ทรงยกเลิกพันธสัญญา...” (ข้อ 38-39)   จนกระทั่งในข้อที่ 46  ผู้ประพันธ์สดุดีร้องออกมาว่า  “...พระองค์จะซ่อนองค์อยู่นานเท่าใด?  เป็นนิตย์หรือ?...” และในข้อก่อนสุดท้าย   ท่านร้องทูลว่า“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า  ข้าพระองค์(ต้อง)ทนคำเยาะเย้ยที่ศัตรูของพระองค์ถากถาง   เขาได้เหยียดหยามทุกย่างก้าวของผู้ที่พระองค์ทรงเจิมตั้งไว้” (ข้อ 51 อมต.)

แต่เมื่ออ่านข้อต่อไปต้องแปลกใจ   เป็นน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป   ผู้ประพันธ์สดุดี สรุปบทเพลงของตนว่า  “ขอถวายสรรเสริญแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดนิรันดร!   อาเมน และ อาเมน” (ข้อ 52 อมต.)  

อะไรนะ...  จะให้สรรเสริญพระเจ้าที่ยอมให้ประชากรของพระองค์ต้องทนทุกข์ยากลำบาก   แล้วปล่อยให้ศัตรูข่มเหงประชากรของพระองค์อย่างนั้นหรือ?    แล้วพระเจ้าที่ประชากรยกย่องว่ามีความรักมั่นคงไม่ผันแปรหายหน้าไปไหน?   จะให้สรรเสริญพระเจ้าองค์นี้ได้อย่างไร?

แน่นอน   ผู้ประพันธ์สดุดีบทที่ 89 บอกกับเราเช่นนั้น  โดยไม่มีคำอธิบาย   หรือไม่มีคำแก้ตัวใดๆ
ใช่เป็นการลงท้ายบทเพลงสดุดีที่ไม่ได้ให้เหตุผลใดที่จะแก้ไขสิ่งที่ขัดแย้งกันในบทเพลงนี้

ท่ามกลางความว้าวุ่นใจของผู้ประพันธ์เขาใช้เสรีในการทูลแบบตรงไปตรงมากับพระเจ้าจากก้นบึ้งแห่งจิตใจ   ถึงขนาดที่ต่อว่าพระเจ้าว่าพระองค์ทรงทอดทิ้ง และ เลิกพันธสัญญา   แต่เขากลับลงท้ายด้วยการสรรเสริญพระเจ้า และให้สรรเสริญตลอดไปตลอดนิรันดร

สำหรับคริสตชนแล้ว   ท่ามกลางชีวิตที่เจ็บปวด และ ความทุกข์ยากลำบาก ให้เรามีชีวิตที่ยกย่องสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า   เมื่อท่านไม่สามารถรู้ได้ว่าพระเจ้าจะทรงกระทำเช่นไรในสภาวะชีวิตที่ท่านกำลังเผชิญอยู่   จงสรรเสริญพระเจ้า   และแม้ว่าเรารู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ห่างไกลจากชีวิตของเราในตอนนี้ก็ให้เราสรรเสริญพระเจ้า

ที่กล่าวมานี้   ไม่ได้บอกว่าเป็นสิ่งที่เราจะสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ   พูดกันแบบตรงไปตรงว่า   นี่เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยากสุดๆ  พระธรรมสดุดีในวันนี้ท้าทายเราให้ทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมดา   ที่จะให้เรามีชีวิตที่ยกย่อง เทิดทูน สรรเสริญพระเจ้าในทุกสถานการณ์ชีวิต  และตลอดเวลา   ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นแก่ชีวิตของเราให้เรามีชีวิตที่ยกย่อง สรรเสริญพระเจ้า

ประเด็นสำหรับไตร่ตรองใคร่ครวญ

ในวันนี้  ถ้าท่านต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบาก  และความไม่พอใจในชีวิตที่เป็นอยู่   ท่านจะสามารถมีชีวิตที่ยกย่อง เทิดทูน ให้พระเจ้าทรงเป็นเอกเป็นใหญ่ในชีวิตของท่านได้หรือไม่?   ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?   อะไรที่จะช่วยให้เราสามารถมีชีวิตที่ยกย่อง ให้เกียรติ และสรรเสริญพระเจ้าทั้งๆ ที่ชีวิตของเราตกอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก และ ความสับสนหมดแรง?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่พระเจ้าเป็นการไม่ยากเย็นนักที่ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์   เมื่อชีวิตเป็นไปด้วยดี   แต่เป็นการยากยิ่งที่จะสรรเสริญพระองค์ในเวลาที่ชีวิตต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก   บ่อยครั้งเหลือเกิน  การนมัสการ การยกย่องสรรเสริญมักขึ้นอยู่กับอารมณ์และสถานการณ์แวดล้อมชีวิตของข้าพระองค์เอง   แทนที่จะมีชีวิตที่ยกย่อง สรรเสริญพระองค์เพราะความรักมั่นคงที่ไม่แปรเปลี่ยนของพระองค์

โปรดเมตตายกโทษข้าพระองค์ ที่มิได้ยกย่องสรรเสริญพระองค์ในทุกสถานการณ์ชีวิต   เพราะความว้าวุ่นสับสนจากอิทธิพลของสถานการณ์ชีวิตที่ประสบพบเจอ   แล้วทำให้สับสนไม่พอใจที่พระองค์ไม่ได้ทำตามใจข้าพระองค์

ในวันนี้ข้าพระองค์ขอมีชีวิตที่ยกย่องสรรเสริญพระองค์  เพราะความรักมั่นคง และ ความสัตย์ซื่อของพระองค์  และเชื่อไว้วางใจในแผนการและเวลาของพระองค์สำหรับข้าพระองค์

ขอให้พระคุณของพระองค์โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะมีชีวิตที่ยกย่องสรรเสริญพระองค์ในทุกเวลา   ยกย่องเทิดทูนพระองค์ในทุกสถานการณ์ชีวิต   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499