อ่านลูกา 10:17-20
17สาวกเจ็ดสิบสองคนนั้นกลับมาด้วยความยินดีทูลว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า แม้แต่พวกผีก็อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์” 18พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เราเห็นซาตาน(ตก)จากฟ้าเหมือนฟ้าแลบ 19นี่แน่ะ เราให้พวกท่านมีสิทธิอำนาจเหยียบงูร้ายและแมงป่อง และให้มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าฤทธานุภาพของศัตรูนั้น ไม่มีอะไรจะมาทำอันตรายพวกท่านได้เลย 20แต่ว่าอย่าชื่นชมยินดีในสิ่งนี้ คือที่พวกผีอยู่ใต้บังคับของท่าน แต่จงชื่นชมยินดีที่ชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์” (ฉบับ 2002)
ก่อนอื่นขอท่านโปรดสังเกตว่า ในพระคัมภีร์ของสมาคมฯ ฉบับ 1971 จะบอกว่ามีสาวก 70 คน แต่ในฉบับ 2002 บอกว่ามี 72 คน แต่ที่สำคัญกว่านี้คือ สาวกกลุ่มนี้มิใช่สาวกกลุ่ม 12 คนที่อยู่ใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ หรือที่บางคนเรียกว่า “สาวกวงใน” คนเหล่านี้คือประชาชนคนสามัญธรรมดา ที่ติดตามฟังคำสอนของพระองค์และมีประสบการณ์ถึงฤทธิ์เดชที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำในพระราชกิจของพระองค์ แล้วติดตามพระองค์ค่อนข้างถี่จนพระเยซูทรงบ่มเพาะและฝึกฝนพวกเขาให้เป็นสาวกของพระองค์ด้วย พระองค์ทรงส่งสาวกกลุ่มนี้ออกไปทำพันธกิจของพระองค์ในหมู่บ้านต่างๆ เป็นคู่ๆ และนี่ชี้ชัดว่า กำลังและฤทธานุภาพที่พระองค์ประทานให้ผู้คนนั้นมิใช่เฉพาะเจาะจงเฉพาะคนใกล้ชิดเท่านั้น แต่พระองค์ประทานแก่ผู้เต็มใจทำงานของพระองค์ตามที่พระองค์มอบหมาย
เมื่อสาวกรุ่นที่สองจำนวนเจ็ดสิบสองคนที่พระเยซูคริสต์ส่งออกไปเพื่อออกไปประกาศและทำพันธกิจที่พระองค์มอบหมายในหมู่บ้านต่างๆ ได้กลับมา และรายงานผลที่เกิดขึ้นจากการทำพันธกิจในหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น เร้าใจ ชื่นชมยินดีอย่างมาก พวกเขารายงานให้พระเยซูคริสต์ฟังว่า พวกเขามีอำนาจเหนือพวกผีซาตาน วิญญาณชั่ว เพราะพวกเขามีอำนาจเหนือพวกมัน พวกเขาสามารถสั่งให้ผีทำตาม พวกมันต้องอยู่ใต้คำสั่งของพวกเขาที่สั่งในพระนามของพระเยซูคริสต์
พระเยซูคริสต์ทรงยืนยันว่า ประสบการณ์ที่พวกเขาพบและเข้าใจว่า พวกเขามีอำนาจเหนืออำนาจแห่งความชั่วร้ายนั้นเป็นความจริง และพระองค์ยังยืนยันมากกว่าประสบการณ์ของเหล่าสาวกกลุ่มนี้ว่า มิเพียงแต่พวกผีและวิญญาณชั่วต้องสยบยอมฟังและทำตามคำสั่งของสาวกเท่านั้น แต่พวกเขายังมีสิทธิอำนาจเหนือสัตว์ร้ายทั้งปวง และไม่มีอำนาจชั่วร้ายใดๆ ที่จะมาทำร้ายทำอันตรายชีวิตของสาวกได้เลย แล้วพระคริสต์หักมุม กระตุกเตือนความรู้สึกของพวกเขาที่กำลังดีอกดีใจ ภูมิอกภูมิใจอย่างเหลือล้นด้วยคำตรัสของพระองค์ว่า “แต่ว่าอย่าชื่นชมยินดีในสิ่งนี้ คือที่พวกผีอยู่ใต้บังคับของท่าน...”
จากประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจนี้อาจจะทำให้สาวกกลุ่มนี้สำคัญผิดไปว่า ตนเองประสบความสำเร็จถึงการเจริญเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในชีวิตจิตวิญญาณ เพราะพวกเขาสามารถทำให้พวกผีและวิญญาณชั่วต้องยอมสยบยอมอยู่ใต้บังคับของพวกเขา พระเยซูทรงเตือนสาวกแบบตรงไปตรงมา พวกเขาไม่ควรชื่นชมยินดีในสิ่งเหล่านี้ ถ้าวันนี้พวกเขาชื่นชมยินดีในความสำเร็จ วันหนึ่งพวกเขาจะต้องเสียใจสิ้นหวังในความล้มเหลวที่พวกเขาประสบพบ และการที่ชื่นชมยินดีเพราะตน “ประสบความสำเร็จ” ง่ายที่จะทำให้คนๆ นั้นลืมตัวหลงคิดผิดไปว่า ตนทำสำเร็จเพราะตนมีความพิเศษกว่าคนอื่น หรือ พระเจ้าทรงใช้ตนมากกว่าใช้คนอื่น พูดฟันธงคือหลงคิดผิดไปว่า ตนเป็นสาวกคนสำคัญกว่าคนอื่น
แต่พระเยซูคริสต์ทรงเตือนสติพวกสาวกว่า “แต่ว่าอย่าชื่นชมยินดีในสิ่งนี้ คือที่พวกผีอยู่ใต้บังคับของท่าน แต่จงชื่นชมยินดีที่ชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์” พระเยซูคริสต์มิใช่คนที่ต่อต้านการมีความสุขการมีความชื่นชมยินดี แต่สาวกต้องชัดเจนว่า ที่พวกเขาชื่นชมยินดีเพราะพระเจ้าทรงโปรดรับพวกเขาให้มีส่วนอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า เป็นคนที่มีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระองค์ จงชื่นชมยินดีเพราะพระเจ้าทรงใช้ท่าน และท่านเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้
ถ้าพระเยซูคริสต์มิได้สอนเรื่องนี้ให้ชัดเจนเช่นนี้ เป็นการง่ายที่เราจะตกลงในกับดักอย่างที่สาวก 72 คน เคยประสบมาก่อนเรา และเราอาจจะเอาความเข้าใจผิดๆ นี้ไปตัดสินคนอื่นและตนเองว่า ท่านยังไม่ใช่ผู้ที่พระเจ้าทรงใช้เพราะท่านไม่สามารถทำอย่างเกิดผลอย่างที่ข้าพเจ้าทำ หรือเรารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมพระเจ้าไม่ใช้เราให้ทำได้อย่าง “คนนั้น” ทั้งๆ ที่เราถวายตัวแด่พระองค์ด้วยความเต็มใจ แต่เราต้องไม่พลั้งเผลอลืมตนไปว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้เลือกเราให้ทำพระราชกิจตามพระประสงค์ของพระองค์ และพระองค์ทรงประทานกำลังความสามารถให้เราทำในสิ่งที่พระองค์ประสงค์ มิใช่เพราะเราทำได้เพราะเรามีความรู้ ความสามารถ หรือเพราะเรามีของประทานพิเศษต่างจากคนอื่น
เราต้องชัดเจนว่า เราไม่สามารถเผชิญหน้ากับอำนาจแห่งความมืดบอดเพราะเรามีฤทธิ์อำนาจ(จากพระเจ้า)ที่จะควบคุมบังคับและสั่งมันได้ แต่ต้องตระหนักชัดว่า พระวจนะของพระเจ้าต่างหากที่เป็นดาบสองคมที่ทรงฤทธิ์อำนาจที่เป็นผู้จัดการกับความมืดบอดและอำนาจชั่วเหล่านั้นมิใช่ฤทธิ์เดชความสามารถในตัวเรา
ถ้าเราคนใดมีความคิดว่า ตนได้รับฤทธิ์เดชกำลังที่สามารถจะต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายและพลังแห่งความมืดบอดแล้ว คงต้องขอกันตรงๆ ในวันนี้ว่า จงกลับใจเสียใหม่ จงสละละทิ้งความเป็นตัวตนของตนเอง มีจิตใจที่ถ่อมลงต่อหน้าพระเจ้า และยอมที่จะดำเนินชีวิตไปกับพระองค์ด้วยจิตใจที่ถ่อม สุภาพ และขอบพระคุณพระองค์ เพราะพระองค์ทำให้ท่านเป็นคนหนึ่งในแผ่นดินของพระองค์ และพระองค์จะทรงเลือกใช้ท่านตามพระประสงค์ของพระองค์ มิใช่ตามใจต้องการของท่าน
ในวันนี้ให้เราเปิดชีวิตของเรา
เพื่อพระองค์จะทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา
เพื่อพระองค์จะทำพระราชกิจผ่านชีวิตของเรา
เพื่อเราจะวางใจในพระคุณของพระองค์มากและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เพื่อเราจะเป็นคนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์
เพื่อเราจะเป็นคนใช้คนหนึ่งในพระราชกิจของพระองค์ ที่พระองค์ทรงไว้วางใจได้
เพื่อเราจะมั่นใจในพระองค์ แทนความมั่นใจในตนเอง
เพื่อเราจะมั่นใจว่าพระเจ้าทรงใช้เราไปทำพระราชกิจของพระองค์ในพระนามของพระองค์
เพื่อเราจะภาคภูมิใจที่พระองค์ทรงใช้เรา
เพื่อชีวิตทั้งสิ้นของเรามีส่วนในการสรรเสริญยกย่องพระเจ้า
ทั้งสิ้นนี้เป็นไปได้เพราะเป็นพระคุณของพระเยซูคริสต์ต่างหาก
"บนเส้นทางไปเอมมาอูส เราได้รับการแบ่งปันความเข้าใจ และในห้องเล็กๆ ที่เอมมาอูสนั้น เราได้เห็นสัจจะความจริง เราได้เห็นพระคริสต์ในชีวิตประจำวันของเรา และนั่นคือพลังที่เราจะดำเนินไปบนเส้นทางแห่งกางเขน"
15 สิงหาคม 2553
12 สิงหาคม 2553
ผู้ยิ่งใหญ่
46แล้วเหล่าสาวกก็เกิดเถียงกันว่าในพวกเขาใครเป็นใหญ่ 47ฝ่ายพระเยซูทรงหยั่งรู้ความคิดในใจของเขาจึงให้เด็กคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้พระองค์ 48แล้วตรัสกับเขาว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆ คนนี้ในนามของเรา ผู้นั้นก็ได้รับเรา และผู้ใดได้รับเรา ผู้นั้นก็ได้รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา เพราะว่าในพวกท่านทั้งหลาย ผู้ใดเป็นผู้น้อยผู้นั้นแหละเป็นผู้ใหญ่ (ลูกา 9:46-48)
การคิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญ หรือการที่สนใจแต่ตนเองนั้นมักทำให้เกิดการถกเถียงกัน หรือไม่ก็เกิดความรู้สึกไม่พออกพอใจอยู่ภายใน ความครุกรุ่นในจิตใจ ความรู้สึกขมขื่นในชีวิต อีกทั้งทำให้ตนเองต้องตกอยู่ในวังวนของความสับสนวุ่นวายใจอีกด้วย อาจจะเป็นไปได้ว่า การที่พระเยซูคริสต์ทรงเลือกให้เปโตร ยากอบ และยอห์น ขึ้นไปบนภูเขาที่พระองค์ทรงจำแลงพระกายทำให้สาวกกลุ่มนี้เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญ จนนำมาถึงซึ่งการถกเถียงว่าใครกันแน่ที่มีความสำคัญในกลุ่มสาวกคนใกล้ชิด
พระเยซูคริสต์มิได้อยู่ตอนเริ่มต้นที่ถกเถียงกัน แต่พระองค์ทรงรู้ว่าสาเหตุของการถกเถียงกันของสาวกมีสาเหตุจากเรื่องอะไร “พระองค์ทรงหยั่งรู้ความคิด” ของสาวกในเวลานั้น พระเยซูได้นำเด็กเล็กคนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นเข้ามาใกล้พระองค์ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบให้สาวกเห็นถึงระบบคุณค่าที่ใช้ในแผ่นดินของพระเจ้า ระบบการให้คุณค่าแก่ผู้คนในแผ่นดินของพระเจ้าแตกต่างตรงกันข้ามจากหน้ามือเป็นหลังมือกับระบบการให้คุณค่าสำคัญของกระแสแห่งโลกนี้
เมื่อพระเยซูนำเด็กมายืนเคียงข้างพระองค์ พระองค์มิได้หมายความว่าเด็กสำคัญกว่าผู้ใหญ่ หรือเพราะเด็กยืนเคียงข้างพระองค์ดังนั้นเด็กจึงมีความสำคัญ และพระองค์ก็ไม่ได้บอกว่าเด็กเป็นเหมือนทูตสวรรค์ที่จะนำเราให้เข้าไปถึงพระพักตร์พระเจ้า จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หรือให้เรานมัสการเด็กคนนี้ มิใช่เช่นนั้นแน่ แต่พระองค์ประสงค์ที่จะเปรียบเทียบให้สาวกได้เรียนรู้และเข้าใจถึง “ระบบคุณค่า” แห่งแผ่นดินของพระเจ้า
ในสังคมและวัฒนธรรมยิวในสมัยนั้น เด็กไม่มีคุณค่าและความหมายอะไรเลยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ใหญ่ผู้ชายอย่างสาวกของพระองค์ ดังนั้น ในสังคมยิวเวลานั้นจึงมิได้ให้คุณค่าและความสนใจเด็กเช่นพระองค์ แต่พระเยซูคริสต์ตรัสสอนสาวกของพระองค์ว่า ถ้าใครยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแก่เด็กเล็กๆ เช่นนี้คนหนึ่งในนามของพระองค์ คนนั้นก็ยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแก่พระองค์ด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการยอมรับ ให้เกียรติ และให้การยกย่องสรรเสริญแก่พระบิดาเจ้าด้วย และนี่คือ ระบบคุณค่าแห่งแผ่นดินของพระเจ้า
ในเมื่อสาวกแต่ละคนยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแม้แต่เด็กเล็กๆ คนนี้ เขาก็ควรจะยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแก่กันและกันในกลุ่มสาวกด้วย มองเห็นคุณค่าในชีวิตของผู้อื่น กระทำสิ่งที่ดีที่สุดแก่กันและกันเหมือนที่พวกเขาต้องการกระทำต่อพระองค์ และ พระบิดา อันความเป็นใหญ่ตามระบบคุณค่าของพระเยซูคริสต์ ที่มิใช่ได้มาเพราะคนๆ นั้นได้ใกล้ชิดคนสำคัญ มิใช่คนนั้นมีอำนาจ หรืออยู่ใกล้ชิดคนที่มีอำนาจ แต่เพราะการยอมรับคนอื่น ให้เกียรติ และ เห็นคุณค่าของคนอื่น นำเขาไปสู่การใช้ชีวิตในการรับใช้คนๆ นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนเล็กน้อยด้อยค่า อยู่ชายขอบหรือนอกขอบสังคม ตามระบบคุณค่าของพระเยซูคริสต์ คนกลุ่มนี้แหละที่สาวกคนติดตามพระองค์จะต้องรับใช้
พระเยซูคริสต์มีชีวิตที่เป็นแบบอย่างในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม พระองค์มาในโลกนี้เพื่อรับใช้ช่วยเหลือคนผิดคนบาปที่หลีกลี้หนีออกจากทางพระเจ้า ความยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์มิใช่เพราะเป็นพระบุตรของพระบิดา มิใช่เพราะพระองค์เลือกวิธีสละชีวิตที่ทรมานเจ็บปวดและตายด้วยความรุนแรงบนกางเขน แต่ที่พระเยซูคริสต์ทรงยิ่งใหญ่เพราะ พระองค์ยอมเชื่อฟังพระบิดา ทนทุกข์เจ็บปวดเพื่อเราผู้บาปผิดบนกางเขน ถ้าเป็นเช่นนั้น ระบบคุณค่าของคริสเตียนเราในปัจจุบันก็ต้องผิดรูปผิดแบบจากแก่นแท้แห่งระบบคุณค่าแห่งแผ่นดินของพระเจ้า ไม่มีใครในพวกเราที่จะอ้างสิทธิอำนาจเหนือคนอื่นได้ในเมื่อพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา(ฟิลิปปี 2:5-8)
คริสเตียนและคริสตจักรในปัจจุบันต้องตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ชีวิตบนเส้นทางแห่งกางเขนของพระคริสต์หรือจะเลือกเดินไปตามกระแสแห่งโลกนี้ ที่จะคิด ตัดสินใจ และกระทำตามหลักการหลักเกณฑ์ของสังคมโลกปัจจุบัน ถ้าใครตัดสินใจเลือกเส้นทางแห่งกางเขนของพระคริสต์ ผู้นั้นเลือกระบบคุณค่าที่ความยิ่งใหญ่เกิดจากการที่คนๆ นั้นบริการรับใช้ผู้อื่นด้วยชีวิตที่รักเมตตาและเสียสละ และนี่คือวิธีการที่ดีที่สุดจะสำแดงพระคริสต์ให้เพื่อนรอบข้างของเราเห็นและสัมผัสพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน เป็นชีวิตที่ถ่อมสุภาพ รับใช้ด้วยความรักเมตตา รับใช้แม้คนที่เราชัง
พระคริสต์ทรงถ่อมพระองค์ลง
ทรงกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อเราทั้งๆ ที่เรามิใช่คนที่เหมาะสมจะรับสิ่งเหล่านั้น
พระคริสต์ทรงถ่อมพระองค์ลง
ยอมทนทุกข์เพื่อเราแต่ละคนผู้เล็กน้อยด้อยค่า
พระคริสต์ต้องถ่อมพระองค์ลงอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเราคิดว่า ตนเองมีคุณค่าสำคัญกว่าคนอื่น
พระคริสต์ต้องถ่อมพระองค์ลงอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเราไม่ยอมที่จะถ่อมตนลงรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยรักและเสียสละ
พระคริสต์ต้องถ่อมพระองค์ลง ยอมถูกตรึงบนกางเขนอีกกี่ครั้งเพื่อเรา?
5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7แต่ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน (ฟีลิปปี 2:5-8)
การคิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญ หรือการที่สนใจแต่ตนเองนั้นมักทำให้เกิดการถกเถียงกัน หรือไม่ก็เกิดความรู้สึกไม่พออกพอใจอยู่ภายใน ความครุกรุ่นในจิตใจ ความรู้สึกขมขื่นในชีวิต อีกทั้งทำให้ตนเองต้องตกอยู่ในวังวนของความสับสนวุ่นวายใจอีกด้วย อาจจะเป็นไปได้ว่า การที่พระเยซูคริสต์ทรงเลือกให้เปโตร ยากอบ และยอห์น ขึ้นไปบนภูเขาที่พระองค์ทรงจำแลงพระกายทำให้สาวกกลุ่มนี้เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญ จนนำมาถึงซึ่งการถกเถียงว่าใครกันแน่ที่มีความสำคัญในกลุ่มสาวกคนใกล้ชิด
พระเยซูคริสต์มิได้อยู่ตอนเริ่มต้นที่ถกเถียงกัน แต่พระองค์ทรงรู้ว่าสาเหตุของการถกเถียงกันของสาวกมีสาเหตุจากเรื่องอะไร “พระองค์ทรงหยั่งรู้ความคิด” ของสาวกในเวลานั้น พระเยซูได้นำเด็กเล็กคนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นเข้ามาใกล้พระองค์ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบให้สาวกเห็นถึงระบบคุณค่าที่ใช้ในแผ่นดินของพระเจ้า ระบบการให้คุณค่าแก่ผู้คนในแผ่นดินของพระเจ้าแตกต่างตรงกันข้ามจากหน้ามือเป็นหลังมือกับระบบการให้คุณค่าสำคัญของกระแสแห่งโลกนี้
เมื่อพระเยซูนำเด็กมายืนเคียงข้างพระองค์ พระองค์มิได้หมายความว่าเด็กสำคัญกว่าผู้ใหญ่ หรือเพราะเด็กยืนเคียงข้างพระองค์ดังนั้นเด็กจึงมีความสำคัญ และพระองค์ก็ไม่ได้บอกว่าเด็กเป็นเหมือนทูตสวรรค์ที่จะนำเราให้เข้าไปถึงพระพักตร์พระเจ้า จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หรือให้เรานมัสการเด็กคนนี้ มิใช่เช่นนั้นแน่ แต่พระองค์ประสงค์ที่จะเปรียบเทียบให้สาวกได้เรียนรู้และเข้าใจถึง “ระบบคุณค่า” แห่งแผ่นดินของพระเจ้า
ในสังคมและวัฒนธรรมยิวในสมัยนั้น เด็กไม่มีคุณค่าและความหมายอะไรเลยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ใหญ่ผู้ชายอย่างสาวกของพระองค์ ดังนั้น ในสังคมยิวเวลานั้นจึงมิได้ให้คุณค่าและความสนใจเด็กเช่นพระองค์ แต่พระเยซูคริสต์ตรัสสอนสาวกของพระองค์ว่า ถ้าใครยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแก่เด็กเล็กๆ เช่นนี้คนหนึ่งในนามของพระองค์ คนนั้นก็ยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแก่พระองค์ด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการยอมรับ ให้เกียรติ และให้การยกย่องสรรเสริญแก่พระบิดาเจ้าด้วย และนี่คือ ระบบคุณค่าแห่งแผ่นดินของพระเจ้า
ในเมื่อสาวกแต่ละคนยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแม้แต่เด็กเล็กๆ คนนี้ เขาก็ควรจะยอมรับ ให้เกียรติ และให้คุณค่าแก่กันและกันในกลุ่มสาวกด้วย มองเห็นคุณค่าในชีวิตของผู้อื่น กระทำสิ่งที่ดีที่สุดแก่กันและกันเหมือนที่พวกเขาต้องการกระทำต่อพระองค์ และ พระบิดา อันความเป็นใหญ่ตามระบบคุณค่าของพระเยซูคริสต์ ที่มิใช่ได้มาเพราะคนๆ นั้นได้ใกล้ชิดคนสำคัญ มิใช่คนนั้นมีอำนาจ หรืออยู่ใกล้ชิดคนที่มีอำนาจ แต่เพราะการยอมรับคนอื่น ให้เกียรติ และ เห็นคุณค่าของคนอื่น นำเขาไปสู่การใช้ชีวิตในการรับใช้คนๆ นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนเล็กน้อยด้อยค่า อยู่ชายขอบหรือนอกขอบสังคม ตามระบบคุณค่าของพระเยซูคริสต์ คนกลุ่มนี้แหละที่สาวกคนติดตามพระองค์จะต้องรับใช้
พระเยซูคริสต์มีชีวิตที่เป็นแบบอย่างในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม พระองค์มาในโลกนี้เพื่อรับใช้ช่วยเหลือคนผิดคนบาปที่หลีกลี้หนีออกจากทางพระเจ้า ความยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์มิใช่เพราะเป็นพระบุตรของพระบิดา มิใช่เพราะพระองค์เลือกวิธีสละชีวิตที่ทรมานเจ็บปวดและตายด้วยความรุนแรงบนกางเขน แต่ที่พระเยซูคริสต์ทรงยิ่งใหญ่เพราะ พระองค์ยอมเชื่อฟังพระบิดา ทนทุกข์เจ็บปวดเพื่อเราผู้บาปผิดบนกางเขน ถ้าเป็นเช่นนั้น ระบบคุณค่าของคริสเตียนเราในปัจจุบันก็ต้องผิดรูปผิดแบบจากแก่นแท้แห่งระบบคุณค่าแห่งแผ่นดินของพระเจ้า ไม่มีใครในพวกเราที่จะอ้างสิทธิอำนาจเหนือคนอื่นได้ในเมื่อพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา(ฟิลิปปี 2:5-8)
คริสเตียนและคริสตจักรในปัจจุบันต้องตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ชีวิตบนเส้นทางแห่งกางเขนของพระคริสต์หรือจะเลือกเดินไปตามกระแสแห่งโลกนี้ ที่จะคิด ตัดสินใจ และกระทำตามหลักการหลักเกณฑ์ของสังคมโลกปัจจุบัน ถ้าใครตัดสินใจเลือกเส้นทางแห่งกางเขนของพระคริสต์ ผู้นั้นเลือกระบบคุณค่าที่ความยิ่งใหญ่เกิดจากการที่คนๆ นั้นบริการรับใช้ผู้อื่นด้วยชีวิตที่รักเมตตาและเสียสละ และนี่คือวิธีการที่ดีที่สุดจะสำแดงพระคริสต์ให้เพื่อนรอบข้างของเราเห็นและสัมผัสพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน เป็นชีวิตที่ถ่อมสุภาพ รับใช้ด้วยความรักเมตตา รับใช้แม้คนที่เราชัง
พระคริสต์ทรงถ่อมพระองค์ลง
ทรงกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อเราทั้งๆ ที่เรามิใช่คนที่เหมาะสมจะรับสิ่งเหล่านั้น
พระคริสต์ทรงถ่อมพระองค์ลง
ยอมทนทุกข์เพื่อเราแต่ละคนผู้เล็กน้อยด้อยค่า
พระคริสต์ต้องถ่อมพระองค์ลงอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเราคิดว่า ตนเองมีคุณค่าสำคัญกว่าคนอื่น
พระคริสต์ต้องถ่อมพระองค์ลงอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเราไม่ยอมที่จะถ่อมตนลงรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยรักและเสียสละ
พระคริสต์ต้องถ่อมพระองค์ลง ยอมถูกตรึงบนกางเขนอีกกี่ครั้งเพื่อเรา?
5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7แต่ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน (ฟีลิปปี 2:5-8)
10 สิงหาคม 2553
สาวกรับใช้พระคริสต์
10ครั้นอัครทูตกลับมาแล้ว เขาทูลพระองค์ถึงบรรดาการซึ่งเขาได้กระทำนั้น พระองค์จึงพาเขาไปแต่ลำพังถึงเมืองที่เรียกว่าเบธไซดา 11แต่เมื่อประชาชนรู้แล้วจึงตามพระองค์ไป พระองค์ทรงต้อนรับเขา ตรัสสั่งสอนเขาถึงแผ่นดินของพระเจ้า และทุกคนที่ต้องการให้หายโรคพระองค์ก็ทรงรักษาให้ (ลูกา 9:10-11)
เราแต่ละคนต่างคาดหวังที่จะมีชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์
เป็นชีวิตที่ผ่านการบ่มเพาะ ฝึกฝนจากพระคริสต์ในทุกสถานการณ์ชีวิตประจำวัน
สาวกของพระคริสต์
เรียนรู้จากสิ่งที่พระองค์สอน
เรียนรู้จากสิ่งที่พระองค์ทำ
เรียนรู้จากท่าทีที่พระองค์แสดงออกต่อผู้คน
เรียนรู้ว่าพระองค์เลือกทำอะไรก่อนและหลัง
เรียนรู้ว่า เป้าหมายสำคัญสุดยอดคือ แผ่นดินของพระเจ้า
เรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อประชาชนให้มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า
เรียนรู้ว่าการตอบสนองต่อชีวิตผู้คนสำคัญกว่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นสุดๆ ในชีวิตของตนเอง
ภายหลังที่ติดตามสังเกตเรียนรู้ในสิ่งที่พระองค์สอนและพระองค์กระทำ
พระเยซูก็ส่งสาวกของพระองค์ลงสนามฝึกหัด
ทำในสิ่งที่พระองค์ทำ สอนในสิ่งที่พระองค์สอน
แต่ทั้งสิ้นเหล่านี้เป็นการกระทำที่สำนึกเสมอว่า ทำด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์
กระทำทุกอย่างในพระนามของพระคริสต์
ทุกคนกลับมาพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อย แต่ตื่นเต้นในประสบการณ์ใหม่ๆ
พระเยซูพาเขาออกจากเมืองคาเปอรนาอุมไปในที่สงบเงียบของเบธไซดา
ใกล้ปากแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลลงสู่ทะเลสาบกาลิลี
เพื่อจะได้พักผ่อน และบอกเล่าถึงประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นที่เจอะเจอมา
แต่ฝูงชนสืบทราบมา จึงติดตามไปทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อพบกับพระเยซูและสาวก
การพักผ่อน ความสุขจากการเล่าประสบการณ์เลยต้อง “เก็บไว้ก่อน”
พระเยซูต้อนรับประชาชนที่ตามหาจนพบ
พระองค์ทรงสั่งสอนพวกเขาถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า
พระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วยที่ต้องการหาย
สาวกปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์การเรียนรู้ในสิ่งที่พระเยซูสอนและทำ
พวกเขาเรียนรู้จากการเป็นผู้ช่วยพระคริสต์ในการรับใช้ประชาชน
พระองค์กำลังเตรียมสาวกของพระองค์
ในการที่จะต้องทำงานที่ตนเองมิได้กะเกณฑ์หรือคาดการณ์ล่วงหน้า
พระคริสต์กำลังเตรียมสาวกของพระองค์ในการทำงานในปีข้างหน้าที่จะมาถึง
พระองค์ทรงเตรียมเขาให้มีชีวิตพร้อมเสมอสำหรับประชาชน และ เหตุการณ์ที่พระเจ้าจะส่งมา
พระองค์ทรงเตรียมพวกเขาให้รู้จักที่จะอดทนในความยากลำบาก
พระองค์ทรงเตรียมเขาให้เป็นผู้แบ่งปันแผ่นดินของพระเจ้าแก่ผู้คนในทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
พระองค์ทรงเตรียมเขาให้พร้อมรับใช้พระเจ้าที่ไม่เป็นไปตามตารางเวลาชีวิตของตน
พระองค์ทรงเตรียมสาวกของพระองค์รับใช้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตนไม่สามารถควบคุม
พระองค์ทรงเสริมสร้างพวกเขาให้เป็นคนงานในแผ่นดินของพระเจ้า
เราอาจจะถูกบ่มเพาะ ฟูมฟักมาอย่างผิดพลาด
คริสเตียนมักเข้าใจว่า งานรับใช้เป็นงานเฉพาะ เป็นงานของคริสตจักร
ดังนั้น หลายคนจึงทำงานพันธกิจรับใช้เป็นงานอดิเรก
เป็นงานฝาก ถ้ามีเวลาขอช่วยทำหน่อย
งานรับใช้พระคริสต์เป็นงานที่ทำในเวลาที่เหลือ
เป็นงานที่ทำนอกธุรกิจการงาน อาชีพของตน
แต่พระคริสต์ทรงเรียกแต่ละคนให้รับใช้ในพันธกิจของพระองค์ในเวลาที่พระองค์ต้องการ
พระองค์ทรงเรียกให้เราทำพันธกิจของพระองค์ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์ที่พระองค์ประสงค์
พระองค์ทรงเรียกให้เราทำตามการทรงคาดหวังของพระองค์ มิใช่ตามความคาดหวังของเรา
แต่ที่สำคัญคือ เมื่อพระองค์ทรงเรียกเราทำตามพระประสงค์ของพระองค์
พระองค์ทรงพร้อมส่งคนที่เราจะพบ สถานการณ์ที่เราจะต้องประสบ ความยากลำบากที่เราจะต้องเผชิญ
พระองค์พร้อมที่จะนำเราในการรับใช้พันธกิจนั้นด้วยพระกำลัง และ น้ำพระทัยของพระองค์
พระคริสต์ประสงค์ที่จะทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านชีวิตและการงานของสาวก
พระคริสต์ประสงค์ที่จะทำงานในชีวิตของสาวกของพระองค์ ผ่านการอธิษฐาน และ ผ่านพระวจนะ
สาวกของพระคริสต์จึงเรียนรู้ มีประสบการณ์ มีความศรัทธา และมั่นใจในพระองค์
เราต้องเรียนรู้แล้วเรียนรู้เล่าจากพระองค์ ในทุกวัน
โปรดระลึกเสมอว่า เมื่อพระเจ้าส่งงานพันธกิจมาให้เราทำ
พระองค์ก็จะส่งการทรงนำ และ พระกำลัง ความรักเมตตา พระคุณ และสิ่งจำเป็นต่างๆแก่เรา
เพียงขอท่านพร้อมและเต็มใจที่จะให้พระองค์ทรงใช้เท่านั้น
เราแต่ละคนต่างคาดหวังที่จะมีชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์
เป็นชีวิตที่ผ่านการบ่มเพาะ ฝึกฝนจากพระคริสต์ในทุกสถานการณ์ชีวิตประจำวัน
สาวกของพระคริสต์
เรียนรู้จากสิ่งที่พระองค์สอน
เรียนรู้จากสิ่งที่พระองค์ทำ
เรียนรู้จากท่าทีที่พระองค์แสดงออกต่อผู้คน
เรียนรู้ว่าพระองค์เลือกทำอะไรก่อนและหลัง
เรียนรู้ว่า เป้าหมายสำคัญสุดยอดคือ แผ่นดินของพระเจ้า
เรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อประชาชนให้มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า
เรียนรู้ว่าการตอบสนองต่อชีวิตผู้คนสำคัญกว่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นสุดๆ ในชีวิตของตนเอง
ภายหลังที่ติดตามสังเกตเรียนรู้ในสิ่งที่พระองค์สอนและพระองค์กระทำ
พระเยซูก็ส่งสาวกของพระองค์ลงสนามฝึกหัด
ทำในสิ่งที่พระองค์ทำ สอนในสิ่งที่พระองค์สอน
แต่ทั้งสิ้นเหล่านี้เป็นการกระทำที่สำนึกเสมอว่า ทำด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์
กระทำทุกอย่างในพระนามของพระคริสต์
ทุกคนกลับมาพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อย แต่ตื่นเต้นในประสบการณ์ใหม่ๆ
พระเยซูพาเขาออกจากเมืองคาเปอรนาอุมไปในที่สงบเงียบของเบธไซดา
ใกล้ปากแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลลงสู่ทะเลสาบกาลิลี
เพื่อจะได้พักผ่อน และบอกเล่าถึงประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นที่เจอะเจอมา
แต่ฝูงชนสืบทราบมา จึงติดตามไปทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อพบกับพระเยซูและสาวก
การพักผ่อน ความสุขจากการเล่าประสบการณ์เลยต้อง “เก็บไว้ก่อน”
พระเยซูต้อนรับประชาชนที่ตามหาจนพบ
พระองค์ทรงสั่งสอนพวกเขาถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า
พระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วยที่ต้องการหาย
สาวกปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์การเรียนรู้ในสิ่งที่พระเยซูสอนและทำ
พวกเขาเรียนรู้จากการเป็นผู้ช่วยพระคริสต์ในการรับใช้ประชาชน
พระองค์กำลังเตรียมสาวกของพระองค์
ในการที่จะต้องทำงานที่ตนเองมิได้กะเกณฑ์หรือคาดการณ์ล่วงหน้า
พระคริสต์กำลังเตรียมสาวกของพระองค์ในการทำงานในปีข้างหน้าที่จะมาถึง
พระองค์ทรงเตรียมเขาให้มีชีวิตพร้อมเสมอสำหรับประชาชน และ เหตุการณ์ที่พระเจ้าจะส่งมา
พระองค์ทรงเตรียมพวกเขาให้รู้จักที่จะอดทนในความยากลำบาก
พระองค์ทรงเตรียมเขาให้เป็นผู้แบ่งปันแผ่นดินของพระเจ้าแก่ผู้คนในทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
พระองค์ทรงเตรียมเขาให้พร้อมรับใช้พระเจ้าที่ไม่เป็นไปตามตารางเวลาชีวิตของตน
พระองค์ทรงเตรียมสาวกของพระองค์รับใช้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตนไม่สามารถควบคุม
พระองค์ทรงเสริมสร้างพวกเขาให้เป็นคนงานในแผ่นดินของพระเจ้า
เราอาจจะถูกบ่มเพาะ ฟูมฟักมาอย่างผิดพลาด
คริสเตียนมักเข้าใจว่า งานรับใช้เป็นงานเฉพาะ เป็นงานของคริสตจักร
ดังนั้น หลายคนจึงทำงานพันธกิจรับใช้เป็นงานอดิเรก
เป็นงานฝาก ถ้ามีเวลาขอช่วยทำหน่อย
งานรับใช้พระคริสต์เป็นงานที่ทำในเวลาที่เหลือ
เป็นงานที่ทำนอกธุรกิจการงาน อาชีพของตน
แต่พระคริสต์ทรงเรียกแต่ละคนให้รับใช้ในพันธกิจของพระองค์ในเวลาที่พระองค์ต้องการ
พระองค์ทรงเรียกให้เราทำพันธกิจของพระองค์ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกสถานการณ์ที่พระองค์ประสงค์
พระองค์ทรงเรียกให้เราทำตามการทรงคาดหวังของพระองค์ มิใช่ตามความคาดหวังของเรา
แต่ที่สำคัญคือ เมื่อพระองค์ทรงเรียกเราทำตามพระประสงค์ของพระองค์
พระองค์ทรงพร้อมส่งคนที่เราจะพบ สถานการณ์ที่เราจะต้องประสบ ความยากลำบากที่เราจะต้องเผชิญ
พระองค์พร้อมที่จะนำเราในการรับใช้พันธกิจนั้นด้วยพระกำลัง และ น้ำพระทัยของพระองค์
พระคริสต์ประสงค์ที่จะทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านชีวิตและการงานของสาวก
พระคริสต์ประสงค์ที่จะทำงานในชีวิตของสาวกของพระองค์ ผ่านการอธิษฐาน และ ผ่านพระวจนะ
สาวกของพระคริสต์จึงเรียนรู้ มีประสบการณ์ มีความศรัทธา และมั่นใจในพระองค์
เราต้องเรียนรู้แล้วเรียนรู้เล่าจากพระองค์ ในทุกวัน
โปรดระลึกเสมอว่า เมื่อพระเจ้าส่งงานพันธกิจมาให้เราทำ
พระองค์ก็จะส่งการทรงนำ และ พระกำลัง ความรักเมตตา พระคุณ และสิ่งจำเป็นต่างๆแก่เรา
เพียงขอท่านพร้อมและเต็มใจที่จะให้พระองค์ทรงใช้เท่านั้น
08 สิงหาคม 2553
เสียงฟ้องแห่งจิตสำนึกผิด
7ฝ่ายเฮโรดผู้ครองแคว้นได้ยินเรื่องราวทั้งปวงที่เกิดขึ้นก็สับสนว้าวุ่น เพราะบางคนก็พูดกันว่า ยอห์นผู้ให้บัพติศมาเป็นขึ้นจากตาย 8บ้างก็ว่าเอลียาห์มาปรากฏตัว ทั้งยังมีคนอื่นๆ ที่บอกว่า ผู้เผยพระวจนะสมัยก่อนคนหนึ่งได้เป็นขึ้นจากตาย 9แต่เฮโรคกล่าวว่า “เราตัดศีรษะยอห์นไปแล้ว แล้วคนที่เราได้ยินกิตติศัพท์คนนี้เป็นใครกันแน่?” เฮโรดจึงพยายามที่จะเห็นพระองค์ (ลูกา 9:7-9 สำนวนอมตธรรมร่วมสมัย)
ความจริงย่อมเป็นความจริงวันยังค่ำ
หลังจากที่พระเยซูส่งสาวกของพระองค์ออกไปทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชุมชน
โดยที่พระองค์มิได้ออกไปด้วย
สาวกรักษาประชาชนทุกหนทุกแห่งที่ไปถึง
ให้หายจากความเจ็บป่วยด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์
สาวกขับผีร้าย อำนาจชั่วทั้งปวง ออกจากผู้คนในพระนามของพระเยซูคริสต์
สาวกประกาศถึงแผ่นดินของพระเจ้า ประกาศถึงการครอบครองของพระองค์
นี่แค่สาวกของพระองค์ยังทำสิ่งมหัศจรรย์งานใหญ่ได้มากมายถึงเพียงนี้
แล้วพระอาจารย์ของพวกเขาล่ะจะแค่ไหน
คนในเมืองต่างๆ ในแว่นแคว้นนี้ต่างโจษจันกันแซดถึงพระเยซูคริสต์ว่าเป็นใคร
บางคนว่า พระเยซูคือยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่กลับฟื้นคืนชีวิตมาใหม่
บางคนว่าเป็นเอลียาห์มาปรากฏอีกครั้งตามคำทำนายของมาลาคี (4:5)
บางคนว่าจะเป็นผู้เผยพระวจนะคนใดคนหนึ่งมาเกิดอีกครั้งหนึ่งแน่ๆ
แต่เฮโรคเชื่ออย่างมั่นใจว่า
“คือยอห์นนั่นเองที่เราตัดศีรษะเสีย ท่านได้เป็นขึ้นมาจากความตาย” (มก. 6:15)
เพราะเหตุนี้เอง เฮโรดจึงว้าวุ่นใจ...
ท่านว้าวุ่นใจเพราะจิตสำนึกผิดกำลังกระทุ้งทิ่มแทงจิตใจ และ ภายในชีวิตของท่าน
จิตสำนึกผิดที่เอาเมียคนอื่นมาเป็นเมียของตน
จิตสำนึกผิดที่ตนยอมให้คนดีที่มาเตือนสติต้องถูกตัดศีรษะ
จิตสำนึกผิดที่เอาชีวิตของคนดีถูกต้องแลกกับการรักษาคำสัญญาที่ให้กับหญิงสาวคนหนึ่ง
จิตสำนึกผิดที่เพียงต้องการเอาใจชู้ของตน
จิตสำนึกผิดกลายเป็นภาพหลอนที่เกาะกุมจิตใจ และปกคลุมจิตวิญญาณของเฮโรดจนมืดมัว
จิตสำนึกผิดทำให้ภาพของยอห์นผู้ให้บัพติศมาแจ่มชัดในความทรงจำอย่างเจ็บปวด
จิตสำนึกผิดกระตุ้นเตือนถึงการที่ตนทำผิด ตนเป็นคนบาป ตนเป็นคนของบาป
เฮโรคจะเป็นไทจากจิตสำนึกผิดนี้ได้อย่างไร
เฮโรดรู้ว่า ตนจะต้องจ่ายค่าในสิ่งที่ผิดที่ได้ตัดสินใจและทำลงไป
แต่เฮโรดไม่มีโอกาส ไม่มีทางที่จะจ่ายค่าในความผิดของตนที่ได้ทำกับยอห์นผู้ให้บัพติศมา
เฮโรคสิ้นทางออก พบทางตัน เฮโรคตกลงใน “กับดัก” ของจิตสำนึกผิด
วันนี้... เราแต่ละคนมี “จิตสำนึกผิด” อะไรหรือไม่
ที่คอยกระทุ้งเตือนถึงความผิดบาปของเรา
ทุกครั้งที่มันมีโอกาสมักจะโผล่ขึ้นมาสร้างความเจ็บปวดในชีวิต จิตวิญญาณของเราเอง
ที่มันจะเกาะกุมกร่อนเซาะจิตใจของเราให้ตกอยู่ในความกลัว วิตกกังวล ว้าวุ่นใจด้วยความสิ้นหวัง
เราเองก็สิ้นทางออก พบทางตัน ตกลงใน “กับดัก” ของจิตสำนึกผิด
เพราะความจริงก็คือว่า...อำนาจแห่งความผิดบาปไม่ยอมปล่อยให้เราหลุดจาก “กงเล็บ” ของมัน
เมื่อหลุดพ้นเป็นไทไม่ได้...
บางคนจึงปกปิด ซุกซ่อน จิตสำนึกผิด...
ด้วยการพยายามที่จะทำดี
ด้วยทรัพย์สินเงินทองความมั่งคั่ง
ด้วยการทำงานหนัก
ด้วยความทะเยอทะยาน
ด้วยการสร้างการยอมรับนับถือจากคนอื่น
ด้วยการดื่มแอลกอฮอล์
ด้วยใช้เครื่องเสพติดนานาชนิด
แต่นี่ก็เป็นเพียงการปกปิด ซุกซ่อน กลบเกลื่อนจิตสำนึกผิดในความทรงจำของเราไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ทางออกที่เปิดช่องให้ชีวิตเราออกสู่ความเป็นไทได้คือ...
เปิดใจ เปิดชีวิต เปิดจิตสำนึกผิด
เลิกปกปิด ซุกซ่อน กลบเกลื่อนจิตสำนึกผิด
ขอให้พระคริสต์ทรงปลดปล่อยเราให้หลุดรอดออกจาก “กงเล็บ” ของอำนาจแห่งความบาป
ขอให้พระคริสต์เข้ามาครอบครอง และ ขับเคลื่อนชีวิตของเรา
ให้ชีวิตนี้ มุ่งสู่พระประสงค์ของพระองค์เป็นเป้าหมายหลักชัยในชีวิตของเรา
เมื่อท่านพบทางออก พ้นจากทางตัน และหลุดพ้นจากกับดักแห่งจิตสำนึกผิดแล้ว
อย่าลืมที่จะบอกเพื่อนของท่าน เพื่อนร่วมงาน คนในบ้าน คนในชุมชน และคนในโบสถ์
ถึงทางออกที่นำไปสู่ความเป็นไทในชีวิตด้วย
เพราะนี่คือความรับผิดชอบของท่านและข้าพเจ้า
เพราะนี่คือพันธกิจที่ได้รับการทรงเรียก และ งานที่ทรงมอบหมาย
เพราะนี่คือการสำแดงถึงความรักเมตตาอย่างแท้จริง
เพราะนี่คือพระราชกิจที่นำมาซึ่งแผ่นดินของพระเจ้า และ น้ำพระทัยของพระองค์
เพราะนี่คือเหตุผลที่เราเป็นสาวกของพระคริสต์
เพราะนี่คือเหตุผลที่คริสตจักรตั้งอยู่ในโลกนี้
เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระบุตรของพระเจ้าที่เสด็จมาในโลกนี้
ความจริงย่อมเป็นความจริงวันยังค่ำ
หลังจากที่พระเยซูส่งสาวกของพระองค์ออกไปทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชุมชน
โดยที่พระองค์มิได้ออกไปด้วย
สาวกรักษาประชาชนทุกหนทุกแห่งที่ไปถึง
ให้หายจากความเจ็บป่วยด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์
สาวกขับผีร้าย อำนาจชั่วทั้งปวง ออกจากผู้คนในพระนามของพระเยซูคริสต์
สาวกประกาศถึงแผ่นดินของพระเจ้า ประกาศถึงการครอบครองของพระองค์
นี่แค่สาวกของพระองค์ยังทำสิ่งมหัศจรรย์งานใหญ่ได้มากมายถึงเพียงนี้
แล้วพระอาจารย์ของพวกเขาล่ะจะแค่ไหน
คนในเมืองต่างๆ ในแว่นแคว้นนี้ต่างโจษจันกันแซดถึงพระเยซูคริสต์ว่าเป็นใคร
บางคนว่า พระเยซูคือยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่กลับฟื้นคืนชีวิตมาใหม่
บางคนว่าเป็นเอลียาห์มาปรากฏอีกครั้งตามคำทำนายของมาลาคี (4:5)
บางคนว่าจะเป็นผู้เผยพระวจนะคนใดคนหนึ่งมาเกิดอีกครั้งหนึ่งแน่ๆ
แต่เฮโรคเชื่ออย่างมั่นใจว่า
“คือยอห์นนั่นเองที่เราตัดศีรษะเสีย ท่านได้เป็นขึ้นมาจากความตาย” (มก. 6:15)
เพราะเหตุนี้เอง เฮโรดจึงว้าวุ่นใจ...
ท่านว้าวุ่นใจเพราะจิตสำนึกผิดกำลังกระทุ้งทิ่มแทงจิตใจ และ ภายในชีวิตของท่าน
จิตสำนึกผิดที่เอาเมียคนอื่นมาเป็นเมียของตน
จิตสำนึกผิดที่ตนยอมให้คนดีที่มาเตือนสติต้องถูกตัดศีรษะ
จิตสำนึกผิดที่เอาชีวิตของคนดีถูกต้องแลกกับการรักษาคำสัญญาที่ให้กับหญิงสาวคนหนึ่ง
จิตสำนึกผิดที่เพียงต้องการเอาใจชู้ของตน
จิตสำนึกผิดกลายเป็นภาพหลอนที่เกาะกุมจิตใจ และปกคลุมจิตวิญญาณของเฮโรดจนมืดมัว
จิตสำนึกผิดทำให้ภาพของยอห์นผู้ให้บัพติศมาแจ่มชัดในความทรงจำอย่างเจ็บปวด
จิตสำนึกผิดกระตุ้นเตือนถึงการที่ตนทำผิด ตนเป็นคนบาป ตนเป็นคนของบาป
เฮโรคจะเป็นไทจากจิตสำนึกผิดนี้ได้อย่างไร
เฮโรดรู้ว่า ตนจะต้องจ่ายค่าในสิ่งที่ผิดที่ได้ตัดสินใจและทำลงไป
แต่เฮโรดไม่มีโอกาส ไม่มีทางที่จะจ่ายค่าในความผิดของตนที่ได้ทำกับยอห์นผู้ให้บัพติศมา
เฮโรคสิ้นทางออก พบทางตัน เฮโรคตกลงใน “กับดัก” ของจิตสำนึกผิด
วันนี้... เราแต่ละคนมี “จิตสำนึกผิด” อะไรหรือไม่
ที่คอยกระทุ้งเตือนถึงความผิดบาปของเรา
ทุกครั้งที่มันมีโอกาสมักจะโผล่ขึ้นมาสร้างความเจ็บปวดในชีวิต จิตวิญญาณของเราเอง
ที่มันจะเกาะกุมกร่อนเซาะจิตใจของเราให้ตกอยู่ในความกลัว วิตกกังวล ว้าวุ่นใจด้วยความสิ้นหวัง
เราเองก็สิ้นทางออก พบทางตัน ตกลงใน “กับดัก” ของจิตสำนึกผิด
เพราะความจริงก็คือว่า...อำนาจแห่งความผิดบาปไม่ยอมปล่อยให้เราหลุดจาก “กงเล็บ” ของมัน
เมื่อหลุดพ้นเป็นไทไม่ได้...
บางคนจึงปกปิด ซุกซ่อน จิตสำนึกผิด...
ด้วยการพยายามที่จะทำดี
ด้วยทรัพย์สินเงินทองความมั่งคั่ง
ด้วยการทำงานหนัก
ด้วยความทะเยอทะยาน
ด้วยการสร้างการยอมรับนับถือจากคนอื่น
ด้วยการดื่มแอลกอฮอล์
ด้วยใช้เครื่องเสพติดนานาชนิด
แต่นี่ก็เป็นเพียงการปกปิด ซุกซ่อน กลบเกลื่อนจิตสำนึกผิดในความทรงจำของเราไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ทางออกที่เปิดช่องให้ชีวิตเราออกสู่ความเป็นไทได้คือ...
เปิดใจ เปิดชีวิต เปิดจิตสำนึกผิด
เลิกปกปิด ซุกซ่อน กลบเกลื่อนจิตสำนึกผิด
ขอให้พระคริสต์ทรงปลดปล่อยเราให้หลุดรอดออกจาก “กงเล็บ” ของอำนาจแห่งความบาป
ขอให้พระคริสต์เข้ามาครอบครอง และ ขับเคลื่อนชีวิตของเรา
ให้ชีวิตนี้ มุ่งสู่พระประสงค์ของพระองค์เป็นเป้าหมายหลักชัยในชีวิตของเรา
เมื่อท่านพบทางออก พ้นจากทางตัน และหลุดพ้นจากกับดักแห่งจิตสำนึกผิดแล้ว
อย่าลืมที่จะบอกเพื่อนของท่าน เพื่อนร่วมงาน คนในบ้าน คนในชุมชน และคนในโบสถ์
ถึงทางออกที่นำไปสู่ความเป็นไทในชีวิตด้วย
เพราะนี่คือความรับผิดชอบของท่านและข้าพเจ้า
เพราะนี่คือพันธกิจที่ได้รับการทรงเรียก และ งานที่ทรงมอบหมาย
เพราะนี่คือการสำแดงถึงความรักเมตตาอย่างแท้จริง
เพราะนี่คือพระราชกิจที่นำมาซึ่งแผ่นดินของพระเจ้า และ น้ำพระทัยของพระองค์
เพราะนี่คือเหตุผลที่เราเป็นสาวกของพระคริสต์
เพราะนี่คือเหตุผลที่คริสตจักรตั้งอยู่ในโลกนี้
เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระบุตรของพระเจ้าที่เสด็จมาในโลกนี้
เส้นทางชีวิตที่ต้องคิดหนัก
23พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา 24เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด 25เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียตัวของตนเองผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร (ลูกา 9:23-25)
ในที่สุดความลับก็ถูกเปิดเผย พระเยซูคริสต์เองก็ยืนยันคำกล่าวของเปโตรที่บอกว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ เป็นผู้ที่ได้รับการทรงเจิมจากพระเจ้า เป็นพระบุตรของพระบิดา ที่เข้ามาในโลกนี้เพื่อปราบปรามทำลายความตั้งใจและกิจการของซาตาน(1ยอห์น 3:8) บัดนี้ การศึกสงครามก็เปิดออกอย่างแจ้งชัด หมดเวลาสำหรับประชานิยมในตัวของพระเยซูคริสต์แล้ว การโจมตีอย่างรุนแรงจากฝ่ายตรงกันข้ามของพระเยซูจะทวีความมากขึ้น และนี่คือจุดที่นำพระเยซูขึ้นไปสู่การถูกตรึงที่กางเขน แต่เรื่องมิได้มีเพียงแค่นั้น เพราะทุกคนที่คิดจะติดตามพระองค์จำเป็นที่จะต้องเดินไปบนเส้นทางแห่งกางเขนเส้นนี้อย่างไม่มีทางเลี่ยง
เส้นทางกางเขนแห่งการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ มิเพียงแต่จะนำสาวกที่ติดตามพระองค์ในเวลานั้นไปถึงจุดจบของชีวิตด้านร่างกายด้วยกางเขนไม้และตะปูเหล็กเท่านั้น แต่สาวกที่จะติดตามพระคริสต์ต้องเต็มใจที่จะปฏิเสธพลังธรรมชาติในการเห็นแก่ตัวเองทั้งสิ้น ละทิ้งความกดดันภายในตนแห่งความอยากได้ใคร่มี เพื่อที่จะยอมเชื่อฟังพระเจ้าพระบิดา เพราะพระคริสต์เองมิได้ทำตามใจที่ตนปรารถนา ไม่ว่าในสวนเกธเสมนี และ ที่ภูเขากะโหลกศีรษะ ดังนั้น ในฐานะสาวกของพระเยซูคริสต์ก็ไม่มีสิทธิที่จะทำตามใจปรารถนาของตนเองด้วยเช่นกัน เพราะพระคริสต์ทรงวางแบบอย่างสำหรับผู้ที่ตัดสินใจที่จะดำเนินบนเส้นทางแห่งกางเขนนี้ ที่จะเดินไปตามรอยพระบาทของพระองค์
บนเส้นทางแห่งกางเขนนี้เป็นเส้นทางที่ผู้จะตัดสินใจต้องเลือกว่า ท่ามกลางสถานการณ์สังคมที่พระเยซูคริสต์กำลังอยู่ในกระแสประชานิยม พระเยซูคริสต์ทรงยื่นคำขาดที่แต่ละคนจะต้องตัดสินใจเลือกว่า ตนจะยอมเสียสิทธิส่วนตัวที่จะทำตามใจปรารถนาอยากได้ใคร่มีของตน หรือเลือกที่จะยอมสูญเสียสิทธิแห่งชีวิตนิรันดร์ ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ แต่สำหรับพระคริสต์แล้ว พระองค์มิได้เลือกสารพัดสิ่งที่โลกนี้ประเคนให้พระองค์ แต่พระองค์เลือกที่จะยอมมอบกายให้ชีวิตแก่คนที่รักและเชื่อฟังพระองค์
หัวใจการเป็นสาวกของพระคริสต์ที่แท้จริงคือ การที่คนๆ นั้นเต็มอกเต็มใจที่จะติดตามพระองค์ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต พร้อมเสมอที่จะเชื่อฟังพระองค์ และเลือกที่จะปฏิเสธสิ่งที่ตนอยากได้ใคร่มี เพื่อที่ตนจะสามารถถวายชีวิตทำตามพระบัญชาของพระองค์ สำหรับพระคริสต์ พระองค์ยอมสละชีวิตเป็นเครื่องบูชาเพื่อกอบกู้ไถ่ถอนเราให้หลุดพ้นจากอำนาจของความบาปแห่งโลกนี้ สำหรับเราที่ตัดสินใจเลือกที่จะติดตามเป็นสาวกของพระองค์คือ การที่เรายอมละทิ้งหรือยอมสูญเสียสิ่งที่เราอยากได้ใคร่มีสูงสุดในชีวิตของเรา ที่เราอาจจะอ้างอิงเหตุผลสารพัดเพื่อที่จะกอดยึดสิ่งเหล่านั้นให้เป็นของเรา
คำตรัสของพระคริสต์ที่ทรงยื่นคำขาดสำหรับคนที่จะเลือกติดตามเป็นสาวกของพระองค์ต้องตัดสินใจ ยุติจิตใจที่หมกมุ่นอยู่กับความเห็นแก่ตัวแห่งโลกนี้ เป็นคำตรัสที่กระตุกเตือนทุกคนที่หลงคิดว่าตนเป็นสาวกของพระคริสต์ ให้มองชีวิตการติดตามพระองค์และมีชีวิตที่เป็นสาวกของพระองค์ด้วยมุมมองของเบื้องบน
ดังนั้น ใครก็ตามที่หลงระเริงอยู่กับความคิดว่าตนเป็นสาวกของพระคริสต์ ถึงเวลาแล้วที่ต้องหยุดตนเอง แล้วใช้เวลาพิจารณาตนเองอย่างจริงจังว่า ตนเองเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริงหรือไม่ หรือเราคิดว่าเราเป็นสาวกของพระองค์ แต่ดำเนินชีวิตที่ต่อต้านขัดแย้งต่อพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้า
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตัดสินใจเลือกที่จะละทิ้งตนเอง แล้วตามพระองค์ไปบนเส้นทางแห่งกางเขนดังกล่าว ถ้าใครที่รู้สึกได้รับความเจ็บปวดจากการที่ตนถวายชีวิตเป็นเครื่องบูชา และถูกทดลองให้ท้อแท้ถอยกลับ...ขอให้ระลึกถึงพระเยซู ดังใน พระธรรมฮีบรู 12:2-3 ที่เขียนไว้ว่า “...ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา 2หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์ พระองค์ได้ทรงอดทนต่อกางเขน เพื่อความรื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์ ทรงถือว่าความละอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญและพระองค์ได้ประทับ ณ เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า 3ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ผู้ได้ทรงยอมทนต่อคำคัดค้านของคนบาป เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย”
ให้เราขอบพระคุณพระเจ้า ที่ทรงเตือนให้เราระลึกถึงการที่เราจาริกไปกับพระองค์ในแต่ละวัน ที่เรามีโอกาสดำเนินไปกับพระองค์บนเส้นทางชีวิตประจำวัน มิใช่เชื่อศรัทธาในพระองค์ด้วยการประกอบศาสนพิธี แต่ด้วยการถวายชีวิตของเราเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าและมีชีวิตที่เชื่อฟังพระองค์ และขอพระเจ้าทรงโปรดยกโทษเราที่บ่อยครั้งเราเรียกร้องหรืออ้างสิทธิส่วนบุคคลให้ได้ซึ่งความอยากมีอยากได้เพื่อตนเอง ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราได้เข้าใจถึงการที่พระคริสต์ยอมมอบกายถวายชีวิตของพระองค์ให้เป็นเครื่องบูชาเพื่อเป็นค่าไถ่ชีวิตคนเป็นอันมาก เพื่อเราจะติดตามและทำตามอย่างพระองค์ด้วยความเต็มใจ และพร้อมที่จะละทิ้งสิทธิส่วนบุคคลเพื่อเราจะสามารถเดินไปอย่างใกล้ชิดพระองค์ ขอให้พระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องรักษาให้ชีวิตของเราเป็นสาวกที่แท้จริงของพระองค์
ในที่สุดความลับก็ถูกเปิดเผย พระเยซูคริสต์เองก็ยืนยันคำกล่าวของเปโตรที่บอกว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ เป็นผู้ที่ได้รับการทรงเจิมจากพระเจ้า เป็นพระบุตรของพระบิดา ที่เข้ามาในโลกนี้เพื่อปราบปรามทำลายความตั้งใจและกิจการของซาตาน(1ยอห์น 3:8) บัดนี้ การศึกสงครามก็เปิดออกอย่างแจ้งชัด หมดเวลาสำหรับประชานิยมในตัวของพระเยซูคริสต์แล้ว การโจมตีอย่างรุนแรงจากฝ่ายตรงกันข้ามของพระเยซูจะทวีความมากขึ้น และนี่คือจุดที่นำพระเยซูขึ้นไปสู่การถูกตรึงที่กางเขน แต่เรื่องมิได้มีเพียงแค่นั้น เพราะทุกคนที่คิดจะติดตามพระองค์จำเป็นที่จะต้องเดินไปบนเส้นทางแห่งกางเขนเส้นนี้อย่างไม่มีทางเลี่ยง
เส้นทางกางเขนแห่งการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ มิเพียงแต่จะนำสาวกที่ติดตามพระองค์ในเวลานั้นไปถึงจุดจบของชีวิตด้านร่างกายด้วยกางเขนไม้และตะปูเหล็กเท่านั้น แต่สาวกที่จะติดตามพระคริสต์ต้องเต็มใจที่จะปฏิเสธพลังธรรมชาติในการเห็นแก่ตัวเองทั้งสิ้น ละทิ้งความกดดันภายในตนแห่งความอยากได้ใคร่มี เพื่อที่จะยอมเชื่อฟังพระเจ้าพระบิดา เพราะพระคริสต์เองมิได้ทำตามใจที่ตนปรารถนา ไม่ว่าในสวนเกธเสมนี และ ที่ภูเขากะโหลกศีรษะ ดังนั้น ในฐานะสาวกของพระเยซูคริสต์ก็ไม่มีสิทธิที่จะทำตามใจปรารถนาของตนเองด้วยเช่นกัน เพราะพระคริสต์ทรงวางแบบอย่างสำหรับผู้ที่ตัดสินใจที่จะดำเนินบนเส้นทางแห่งกางเขนนี้ ที่จะเดินไปตามรอยพระบาทของพระองค์
บนเส้นทางแห่งกางเขนนี้เป็นเส้นทางที่ผู้จะตัดสินใจต้องเลือกว่า ท่ามกลางสถานการณ์สังคมที่พระเยซูคริสต์กำลังอยู่ในกระแสประชานิยม พระเยซูคริสต์ทรงยื่นคำขาดที่แต่ละคนจะต้องตัดสินใจเลือกว่า ตนจะยอมเสียสิทธิส่วนตัวที่จะทำตามใจปรารถนาอยากได้ใคร่มีของตน หรือเลือกที่จะยอมสูญเสียสิทธิแห่งชีวิตนิรันดร์ ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ แต่สำหรับพระคริสต์แล้ว พระองค์มิได้เลือกสารพัดสิ่งที่โลกนี้ประเคนให้พระองค์ แต่พระองค์เลือกที่จะยอมมอบกายให้ชีวิตแก่คนที่รักและเชื่อฟังพระองค์
หัวใจการเป็นสาวกของพระคริสต์ที่แท้จริงคือ การที่คนๆ นั้นเต็มอกเต็มใจที่จะติดตามพระองค์ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต พร้อมเสมอที่จะเชื่อฟังพระองค์ และเลือกที่จะปฏิเสธสิ่งที่ตนอยากได้ใคร่มี เพื่อที่ตนจะสามารถถวายชีวิตทำตามพระบัญชาของพระองค์ สำหรับพระคริสต์ พระองค์ยอมสละชีวิตเป็นเครื่องบูชาเพื่อกอบกู้ไถ่ถอนเราให้หลุดพ้นจากอำนาจของความบาปแห่งโลกนี้ สำหรับเราที่ตัดสินใจเลือกที่จะติดตามเป็นสาวกของพระองค์คือ การที่เรายอมละทิ้งหรือยอมสูญเสียสิ่งที่เราอยากได้ใคร่มีสูงสุดในชีวิตของเรา ที่เราอาจจะอ้างอิงเหตุผลสารพัดเพื่อที่จะกอดยึดสิ่งเหล่านั้นให้เป็นของเรา
คำตรัสของพระคริสต์ที่ทรงยื่นคำขาดสำหรับคนที่จะเลือกติดตามเป็นสาวกของพระองค์ต้องตัดสินใจ ยุติจิตใจที่หมกมุ่นอยู่กับความเห็นแก่ตัวแห่งโลกนี้ เป็นคำตรัสที่กระตุกเตือนทุกคนที่หลงคิดว่าตนเป็นสาวกของพระคริสต์ ให้มองชีวิตการติดตามพระองค์และมีชีวิตที่เป็นสาวกของพระองค์ด้วยมุมมองของเบื้องบน
ดังนั้น ใครก็ตามที่หลงระเริงอยู่กับความคิดว่าตนเป็นสาวกของพระคริสต์ ถึงเวลาแล้วที่ต้องหยุดตนเอง แล้วใช้เวลาพิจารณาตนเองอย่างจริงจังว่า ตนเองเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริงหรือไม่ หรือเราคิดว่าเราเป็นสาวกของพระองค์ แต่ดำเนินชีวิตที่ต่อต้านขัดแย้งต่อพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้า
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตัดสินใจเลือกที่จะละทิ้งตนเอง แล้วตามพระองค์ไปบนเส้นทางแห่งกางเขนดังกล่าว ถ้าใครที่รู้สึกได้รับความเจ็บปวดจากการที่ตนถวายชีวิตเป็นเครื่องบูชา และถูกทดลองให้ท้อแท้ถอยกลับ...ขอให้ระลึกถึงพระเยซู ดังใน พระธรรมฮีบรู 12:2-3 ที่เขียนไว้ว่า “...ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา 2หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์ พระองค์ได้ทรงอดทนต่อกางเขน เพื่อความรื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์ ทรงถือว่าความละอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญและพระองค์ได้ประทับ ณ เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า 3ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ผู้ได้ทรงยอมทนต่อคำคัดค้านของคนบาป เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย”
ให้เราขอบพระคุณพระเจ้า ที่ทรงเตือนให้เราระลึกถึงการที่เราจาริกไปกับพระองค์ในแต่ละวัน ที่เรามีโอกาสดำเนินไปกับพระองค์บนเส้นทางชีวิตประจำวัน มิใช่เชื่อศรัทธาในพระองค์ด้วยการประกอบศาสนพิธี แต่ด้วยการถวายชีวิตของเราเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าและมีชีวิตที่เชื่อฟังพระองค์ และขอพระเจ้าทรงโปรดยกโทษเราที่บ่อยครั้งเราเรียกร้องหรืออ้างสิทธิส่วนบุคคลให้ได้ซึ่งความอยากมีอยากได้เพื่อตนเอง ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราได้เข้าใจถึงการที่พระคริสต์ยอมมอบกายถวายชีวิตของพระองค์ให้เป็นเครื่องบูชาเพื่อเป็นค่าไถ่ชีวิตคนเป็นอันมาก เพื่อเราจะติดตามและทำตามอย่างพระองค์ด้วยความเต็มใจ และพร้อมที่จะละทิ้งสิทธิส่วนบุคคลเพื่อเราจะสามารถเดินไปอย่างใกล้ชิดพระองค์ ขอให้พระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องรักษาให้ชีวิตของเราเป็นสาวกที่แท้จริงของพระองค์
03 สิงหาคม 2553
อย่าลอกเลียนแบบ...
อ่านพระธรรมโรม 12:1-2
2อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม (โรม 12:2 สำนวนฉบับ 2002)
ท่านอย่าลอกเลียนแบบพฤติกรรมและประเพณีตามกระแสนิยมในยุคนี้ แต่จงเปิดชีวิตของท่านให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงท่านให้เป็นคนใหม่ ให้ทรงเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของท่าน เพื่อท่านจะได้เรียนรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของท่าน เพื่อท่านจะได้มีชีวิตที่ดี น่าชื่นชม และเป็นชีวิตที่ถ้วนครบสมบูรณ์ (โรม 2:2 สำนวนแปลของผู้เขียน)
พระธรรมโรม 12:1 กระตุ้นเตือนคริสเตียนให้มอบกายถวายชีวิตนี้แด่องค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่ ในฐานะคริสเตียนแล้วเราจึงควรดำเนินชีวิตประจำวันให้เป็นที่ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์ มิใช่ดำเนินชีวิตตามใจต้องการของตนเอง โรม 12:2 เริ่มต้นประโยคที่เป็นการห้ามปราม “อย่าลอกเลียนแบบพฤติกรรมและประเพณีตามกระแสนิยมในยุคนี้” ถ้าแปลตามอักษรจากภาษากรีกก็จะแปลได้ว่า “อย่าประพฤติอย่างคนในยุคนี้” ซึ่งกินความหมายถึงการประพฤติตามประเพณีนิยมและกระแสนิยมในสมัยนี้ เพราะการประพฤติเหล่านั้นแตกต่างตรงกันข้ามกับสัจจะความจริงและพระประสงค์ของพระจ้า
ถ้าพิจารณาตามหลักไวยากรณ์ คำว่า “อย่าลอกเลียนแบบ” หมายถึงการลอกเลียน หรือ การประพฤติตามอย่างกระแสโลกนี้ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง มิได้กระทำครั้งเดียวจบ แต่การลอกเลียนแบบตามประเพณีนิยมและกระแสนิยมแห่งสังคมโลกปัจจุบันนี้เป็นการลอกเลียนแบบอย่างต่อเนื่อง เพราะกระแสนิยมปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา คนส่วนใหญ่ในสังคมจึงตามติดกระแสเหล่านั้นอย่างไม่ลดละและสิ้นสุด จนเข้าไปสู่ลักษณะการติดพันกับกระแสนิยมนั้นอย่างถอนตัวไม่ออก เหมือน “หนูติดจั่น” ในสภาพชีวิตเช่นนี้ เราจะต้องหยุดเพื่อที่จะตัดสินใจว่า เราจะวิ่งไล่ตามกระแสนิยมแห่งโลกนี้ หรือ ตัดสินใจที่จะเลือกติดตามพระเจ้า
ยิ่งนานวันคริสเตียนยิ่งมีความรู้สึกตึงเครียดระหว่าง “การประพฤติตามกระแสนิยมในยุคนี้” กับมุมมองความเชื่อศรัทธาตามพระคัมภีร์ สิ่งนี้ได้ปรากฏมาเป็นเวลายาวนานพอประมาณ คริสเตียนต้องคิดว่าในฐานะที่ตนเป็นคริสเตียนและในฐานะที่เราอยู่ในสังคมไทย เราต้องเผชิญหน้าตลอดเวลาว่า ถ้าเราเชื่อศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะต้องปฏิเสธต่อการยอมจำนนที่ต้องกระทำตามกระแสแห่งสังคมโลกนี้ การปฏิเสธนี้จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังรอบคอบ เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในสังคมโลกนี้ การปฏิเสธที่เราต้องสนใจคือ แนวทางความประพฤติตามประเพณีนิยมและกระแสนิยมของสังคมที่ขัดแย้งต่อต้านกับแนวทางการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า ในการนี้เราต้องกล้าหาญที่จะตัดสินใจและบอกปฏิเสธต่อวิถีการประพฤติปฏิบัติเหล่านั้น และยืนหยัดและยืนยันที่ตัดสินใจเลือกแนวทางชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มิได้หมายความว่าให้เรามีชีวิตที่ “ถอนตัวหลุดโลก” หรือพวกหนีสังคม แต่ให้เราดำเนินชีวิตในโลกนี้เพื่อพระประสงค์ของพระเจ้าและถวายพระเกียรติแด่พระองค์
ปัจจุบันนี้มีอะไรไหมที่กดดันท่านให้มีชีวิตเป็นไปตาม “เบ้าหลอม” แห่งสังคมโลกนี้? มีอะไรบ้างในที่ทำงานของท่าน ที่ท่านคิดว่า ท่านจะต้องกล้าปฏิเสธ ในที่นี้รวมถึงระบบคุณค่า และ แนวทางการปฏิบัติในสถานที่ทำงานของท่านด้วย?
ขอสารภาพว่า กับดักแห่งโลกนี้มีมากมายนักหนา
ถึงแม้ว่าเราจะแสวงหาชีวิตที่คิดอย่างพระเจ้า
จนแล้วจนรอดเรากลับไปทำตามกระแสแห่งโลกนี้
ขอพระเจ้าโปรดยกโทษด้วย
พระเจ้าทรงสอนเราให้กล้าที่จะไม่ลอกเลียนแบบการประพฤติตามธรรมเนียมตามกระแสสังคมปัจจุบัน
เราต้องการมองเห็นตนเองตามสายพระเนตรของพระเจ้า
เราต้องการสายตาที่สามารถมองเห็นความโกหก หลอกลวงในสังคมของเรา อย่างทะลุปรุโปร่ง
เราต้องการรอดพ้นจากอิทธิพลของกระแสนิยมเหล่านั้น
เราต้องการการทรงช่วยจากพระเจ้า เปิดตาของเราให้สามารถเห็นอย่างที่พระองค์เห็น
ในเวลาเดียวกันเราก็ตระหนักว่า
เราไม่ต้องการหลีกลี้หนีออกจากสังคมโลก และ จากเพื่อนมนุษย์
ขอพระกำลังของพระเจ้าที่จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตในโลกเพื่อพระประสงค์ของพระองค์
ขอพระเจ้าทรงใช้ชีวิตของเรา
ให้เป็นท่อแห่งพระคุณ สัจจะความจริง และความรักเมตตาในทุกๆ ที่ที่เราไป
2อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม (โรม 12:2 สำนวนฉบับ 2002)
ท่านอย่าลอกเลียนแบบพฤติกรรมและประเพณีตามกระแสนิยมในยุคนี้ แต่จงเปิดชีวิตของท่านให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงท่านให้เป็นคนใหม่ ให้ทรงเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของท่าน เพื่อท่านจะได้เรียนรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของท่าน เพื่อท่านจะได้มีชีวิตที่ดี น่าชื่นชม และเป็นชีวิตที่ถ้วนครบสมบูรณ์ (โรม 2:2 สำนวนแปลของผู้เขียน)
พระธรรมโรม 12:1 กระตุ้นเตือนคริสเตียนให้มอบกายถวายชีวิตนี้แด่องค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่ ในฐานะคริสเตียนแล้วเราจึงควรดำเนินชีวิตประจำวันให้เป็นที่ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์ มิใช่ดำเนินชีวิตตามใจต้องการของตนเอง โรม 12:2 เริ่มต้นประโยคที่เป็นการห้ามปราม “อย่าลอกเลียนแบบพฤติกรรมและประเพณีตามกระแสนิยมในยุคนี้” ถ้าแปลตามอักษรจากภาษากรีกก็จะแปลได้ว่า “อย่าประพฤติอย่างคนในยุคนี้” ซึ่งกินความหมายถึงการประพฤติตามประเพณีนิยมและกระแสนิยมในสมัยนี้ เพราะการประพฤติเหล่านั้นแตกต่างตรงกันข้ามกับสัจจะความจริงและพระประสงค์ของพระจ้า
ถ้าพิจารณาตามหลักไวยากรณ์ คำว่า “อย่าลอกเลียนแบบ” หมายถึงการลอกเลียน หรือ การประพฤติตามอย่างกระแสโลกนี้ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง มิได้กระทำครั้งเดียวจบ แต่การลอกเลียนแบบตามประเพณีนิยมและกระแสนิยมแห่งสังคมโลกปัจจุบันนี้เป็นการลอกเลียนแบบอย่างต่อเนื่อง เพราะกระแสนิยมปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา คนส่วนใหญ่ในสังคมจึงตามติดกระแสเหล่านั้นอย่างไม่ลดละและสิ้นสุด จนเข้าไปสู่ลักษณะการติดพันกับกระแสนิยมนั้นอย่างถอนตัวไม่ออก เหมือน “หนูติดจั่น” ในสภาพชีวิตเช่นนี้ เราจะต้องหยุดเพื่อที่จะตัดสินใจว่า เราจะวิ่งไล่ตามกระแสนิยมแห่งโลกนี้ หรือ ตัดสินใจที่จะเลือกติดตามพระเจ้า
ยิ่งนานวันคริสเตียนยิ่งมีความรู้สึกตึงเครียดระหว่าง “การประพฤติตามกระแสนิยมในยุคนี้” กับมุมมองความเชื่อศรัทธาตามพระคัมภีร์ สิ่งนี้ได้ปรากฏมาเป็นเวลายาวนานพอประมาณ คริสเตียนต้องคิดว่าในฐานะที่ตนเป็นคริสเตียนและในฐานะที่เราอยู่ในสังคมไทย เราต้องเผชิญหน้าตลอดเวลาว่า ถ้าเราเชื่อศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะต้องปฏิเสธต่อการยอมจำนนที่ต้องกระทำตามกระแสแห่งสังคมโลกนี้ การปฏิเสธนี้จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังรอบคอบ เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในสังคมโลกนี้ การปฏิเสธที่เราต้องสนใจคือ แนวทางความประพฤติตามประเพณีนิยมและกระแสนิยมของสังคมที่ขัดแย้งต่อต้านกับแนวทางการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า ในการนี้เราต้องกล้าหาญที่จะตัดสินใจและบอกปฏิเสธต่อวิถีการประพฤติปฏิบัติเหล่านั้น และยืนหยัดและยืนยันที่ตัดสินใจเลือกแนวทางชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มิได้หมายความว่าให้เรามีชีวิตที่ “ถอนตัวหลุดโลก” หรือพวกหนีสังคม แต่ให้เราดำเนินชีวิตในโลกนี้เพื่อพระประสงค์ของพระเจ้าและถวายพระเกียรติแด่พระองค์
ปัจจุบันนี้มีอะไรไหมที่กดดันท่านให้มีชีวิตเป็นไปตาม “เบ้าหลอม” แห่งสังคมโลกนี้? มีอะไรบ้างในที่ทำงานของท่าน ที่ท่านคิดว่า ท่านจะต้องกล้าปฏิเสธ ในที่นี้รวมถึงระบบคุณค่า และ แนวทางการปฏิบัติในสถานที่ทำงานของท่านด้วย?
ขอสารภาพว่า กับดักแห่งโลกนี้มีมากมายนักหนา
ถึงแม้ว่าเราจะแสวงหาชีวิตที่คิดอย่างพระเจ้า
จนแล้วจนรอดเรากลับไปทำตามกระแสแห่งโลกนี้
ขอพระเจ้าโปรดยกโทษด้วย
พระเจ้าทรงสอนเราให้กล้าที่จะไม่ลอกเลียนแบบการประพฤติตามธรรมเนียมตามกระแสสังคมปัจจุบัน
เราต้องการมองเห็นตนเองตามสายพระเนตรของพระเจ้า
เราต้องการสายตาที่สามารถมองเห็นความโกหก หลอกลวงในสังคมของเรา อย่างทะลุปรุโปร่ง
เราต้องการรอดพ้นจากอิทธิพลของกระแสนิยมเหล่านั้น
เราต้องการการทรงช่วยจากพระเจ้า เปิดตาของเราให้สามารถเห็นอย่างที่พระองค์เห็น
ในเวลาเดียวกันเราก็ตระหนักว่า
เราไม่ต้องการหลีกลี้หนีออกจากสังคมโลก และ จากเพื่อนมนุษย์
ขอพระกำลังของพระเจ้าที่จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตในโลกเพื่อพระประสงค์ของพระองค์
ขอพระเจ้าทรงใช้ชีวิตของเรา
ให้เป็นท่อแห่งพระคุณ สัจจะความจริง และความรักเมตตาในทุกๆ ที่ที่เราไป
01 สิงหาคม 2553
พระเจ้าตอบคำอธิษฐานเพราะ...
อ่านสดุดี 143:1-12
ผู้เขียนสดุดีบทนี้ ร้องวิงวอนขอพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของตน
ชีวิตของเขากำลังถูกศัตรูไล่กวด
ถูกขยี้ลงถึงดิน
ชีวิตถูกกดดันให้อยู่ในความมืดมิด หาทางออกไม่ได้
เหมือนคนตายในหลุมฝังศพ
จิตใจของเขา...ตกอยู่ในสภาพอ่อนระอา และ ฝ่อ
ตกในสภาพที่กลัวลาน
จิตใจของเขา...กระหายหาพระเจ้า เหมือนแผ่นดินที่แห้งผาก
เขาอธิษฐาน ร้องทูล เขาวิงวอนต่อพระเจ้า
เขาขอพระเจ้า “ทรงสดับคำวิงวอนของเขา”
เขาขอพระเจ้า “เงี่ยหู” ฟังคำอธิษฐานของเขา
เขาขอพระเจ้า “ตอบ” คำวิงวอนของเขา
ถ้าเป็นเราที่ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างผู้เขียนสดุดีบทนี้...
เราอาจจะอธิษฐานแบบทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า เช่น
ขอพระองค์นำข้าพระองค์ออกจากสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้แล้ว...
ข้าพระองค์สัญญาว่าข้าพระองค์ถวายตัวรับใช้พระองค์
ข้าพระองค์จะเปลี่ยนแปลงและดำเนินชีวิตเป็นคนที่พระเจ้าต้องการ
หรือไม่ก็จะอ้างว่า....
ขอพระเจ้าโปรดระลึกถึงความสัตย์ซื่อที่ตนมีต่อพระเจ้าตลอดมา
ขอพระเจ้าเห็นแก่ตนในฐานะผู้รับใช้ที่ดีของพระองค์
ขอพระเจ้าทรงช่วยกู้เพราะเห็นแก่ชีวิตที่ทุ่มเทที่ผ่านมา
เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นถึงพระคุณและความรักของพระองค์
แต่...ผู้เขียนพระธรรมสดุดีบทนี้ ทูลต่อพระเจ้าแตกต่างจากข้างต้น...
เขาขอพระเจ้า
“เงี่ยหู”
“ฟัง” และ
“ตอบ” เขาในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน
มิใช่เพราะความดีความชอบที่ตนเคยทำต่อพระเจ้าในอดีต หรือ
ตั้งใจที่จะทำดีดทำชอบในสายตาของพระเจ้าในอนาคต
แต่...ผู้เขียนสดุดีบทนี้ ขอพระเจ้าทรง เงี่ยหูฟังคำอธิษฐานของเขา
“ตามความสัตย์สุจริตของพระองค์”
“ตามความชอบธรรมของพระองค์”
มิใช่ตามความสัตย์ซื่อของตนเอง หรือ
ความตั้งใจที่จะทำดีของตนเอง หรือ
เพราะเรายื่นเงื่อนไขที่(น่าจะ)ดีต่อพระเจ้า
เพราะเราจะยอมเป็นคนดีในอนาคต ตามที่พระเจ้าต้องการ
ผู้เขียนสดุดีบทนี้ตระหนักชัดว่า...
การที่พระเจ้า “ทรงเงี่ยหูฟังคำอธิษฐานทูลขอ และ ทรงตอบคำอธิษฐาน” ของตน
เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า
เป็นเพราะพระเจ้าทรงสัตย์สุจริต
เป็นเพราะความชอบธรรมของพระองค์
เป็นเพราะพระองค์ทรงรัก เมตตา และต้องการทรงช่วยกอบกู้และสร้างสรรค์เรา
ผู้เขียนสดุดีบทนี้ยังเชื่อศรัทธาอีกว่า...
การที่พระเจ้า “ทรงตอบคำอธิษฐาน” ...
มิใช่เพื่อตอบสนองการทูลขอในความต้องการของตน(มนุษย์)
แต่เป็นพระราชกิจอันทรงพระคุณของพระองค์ที่ให้แก่ชีวิตของเรา
เป็นการเอาใจใส่ ดูแล ด้วยความรักเมตตาของพระเจ้า
เป็นพระราชกิจแห่งการกอบกู้ของพระเจ้า
เป็นพระราชกิจของพระเจ้า ที่ทรงนำและสร้างเราให้เติบโตขึ้น
เป็นการ “ทรงสอนถึงทางที่ควรเดินไป”
เป็นการ “ทรงสอนให้ข้าพระองค์ทำตามพระทัยของพระองค์”
เป็นการ “ทรงนำข้าพระองค์ไปตามวิถีราบ”
เป็นการ “ทรงนำข้าพระองค์ออกจากความทุกข์ยากลำบาก”
เป็นการ “ทรงสอนและทรงนำ” ด้วยความรักเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ในวันนี้....
ไม่ว่าชีวิตของเราจะมีความมั่นคงในพระเจ้า หรือ
ชีวิตกำลังล้มสะดุดลง
แม้ว่าจิตสำนึกภายในของเราฟ้องถึงพฤติกรรมอดีตในชีวิตของเรา
จงร้องทูลวิงวอน อธิษฐานต่อพระเจ้า
จงเชื่อมั่นและวางใจในพระเจ้า...
พระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา เพราะ....
ความสัตย์สุจริตของพระองค์ และ
ความชอบธรรม และ
พระคุณความรักของพระองค์
1ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์
ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับคำวิงวอนของข้าพระองค์
ขอทรงตอบข้าพระองค์ตามความสัตย์สุจริตของพระองค์
(และ) ตามความชอบธรรมของพระองค์ (สดุดี 143:1)
ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับคำวิงวอนของข้าพระองค์
ขอทรงตอบข้าพระองค์ตามความสัตย์สุจริตของพระองค์
(และ) ตามความชอบธรรมของพระองค์ (สดุดี 143:1)
ผู้เขียนสดุดีบทนี้ ร้องวิงวอนขอพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของตน
ชีวิตของเขากำลังถูกศัตรูไล่กวด
ถูกขยี้ลงถึงดิน
ชีวิตถูกกดดันให้อยู่ในความมืดมิด หาทางออกไม่ได้
เหมือนคนตายในหลุมฝังศพ
จิตใจของเขา...ตกอยู่ในสภาพอ่อนระอา และ ฝ่อ
ตกในสภาพที่กลัวลาน
จิตใจของเขา...กระหายหาพระเจ้า เหมือนแผ่นดินที่แห้งผาก
เขาอธิษฐาน ร้องทูล เขาวิงวอนต่อพระเจ้า
เขาขอพระเจ้า “ทรงสดับคำวิงวอนของเขา”
เขาขอพระเจ้า “เงี่ยหู” ฟังคำอธิษฐานของเขา
เขาขอพระเจ้า “ตอบ” คำวิงวอนของเขา
ถ้าเป็นเราที่ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างผู้เขียนสดุดีบทนี้...
เราอาจจะอธิษฐานแบบทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า เช่น
ขอพระองค์นำข้าพระองค์ออกจากสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้แล้ว...
ข้าพระองค์สัญญาว่าข้าพระองค์ถวายตัวรับใช้พระองค์
ข้าพระองค์จะเปลี่ยนแปลงและดำเนินชีวิตเป็นคนที่พระเจ้าต้องการ
หรือไม่ก็จะอ้างว่า....
ขอพระเจ้าโปรดระลึกถึงความสัตย์ซื่อที่ตนมีต่อพระเจ้าตลอดมา
ขอพระเจ้าเห็นแก่ตนในฐานะผู้รับใช้ที่ดีของพระองค์
ขอพระเจ้าทรงช่วยกู้เพราะเห็นแก่ชีวิตที่ทุ่มเทที่ผ่านมา
เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นถึงพระคุณและความรักของพระองค์
แต่...ผู้เขียนพระธรรมสดุดีบทนี้ ทูลต่อพระเจ้าแตกต่างจากข้างต้น...
เขาขอพระเจ้า
“เงี่ยหู”
“ฟัง” และ
“ตอบ” เขาในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน
มิใช่เพราะความดีความชอบที่ตนเคยทำต่อพระเจ้าในอดีต หรือ
ตั้งใจที่จะทำดีดทำชอบในสายตาของพระเจ้าในอนาคต
แต่...ผู้เขียนสดุดีบทนี้ ขอพระเจ้าทรง เงี่ยหูฟังคำอธิษฐานของเขา
“ตามความสัตย์สุจริตของพระองค์”
“ตามความชอบธรรมของพระองค์”
มิใช่ตามความสัตย์ซื่อของตนเอง หรือ
ความตั้งใจที่จะทำดีของตนเอง หรือ
เพราะเรายื่นเงื่อนไขที่(น่าจะ)ดีต่อพระเจ้า
เพราะเราจะยอมเป็นคนดีในอนาคต ตามที่พระเจ้าต้องการ
ผู้เขียนสดุดีบทนี้ตระหนักชัดว่า...
การที่พระเจ้า “ทรงเงี่ยหูฟังคำอธิษฐานทูลขอ และ ทรงตอบคำอธิษฐาน” ของตน
เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า
เป็นเพราะพระเจ้าทรงสัตย์สุจริต
เป็นเพราะความชอบธรรมของพระองค์
เป็นเพราะพระองค์ทรงรัก เมตตา และต้องการทรงช่วยกอบกู้และสร้างสรรค์เรา
ผู้เขียนสดุดีบทนี้ยังเชื่อศรัทธาอีกว่า...
การที่พระเจ้า “ทรงตอบคำอธิษฐาน” ...
มิใช่เพื่อตอบสนองการทูลขอในความต้องการของตน(มนุษย์)
แต่เป็นพระราชกิจอันทรงพระคุณของพระองค์ที่ให้แก่ชีวิตของเรา
เป็นการเอาใจใส่ ดูแล ด้วยความรักเมตตาของพระเจ้า
เป็นพระราชกิจแห่งการกอบกู้ของพระเจ้า
เป็นพระราชกิจของพระเจ้า ที่ทรงนำและสร้างเราให้เติบโตขึ้น
เป็นการ “ทรงสอนถึงทางที่ควรเดินไป”
เป็นการ “ทรงสอนให้ข้าพระองค์ทำตามพระทัยของพระองค์”
เป็นการ “ทรงนำข้าพระองค์ไปตามวิถีราบ”
เป็นการ “ทรงนำข้าพระองค์ออกจากความทุกข์ยากลำบาก”
เป็นการ “ทรงสอนและทรงนำ” ด้วยความรักเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ในวันนี้....
ไม่ว่าชีวิตของเราจะมีความมั่นคงในพระเจ้า หรือ
ชีวิตกำลังล้มสะดุดลง
แม้ว่าจิตสำนึกภายในของเราฟ้องถึงพฤติกรรมอดีตในชีวิตของเรา
จงร้องทูลวิงวอน อธิษฐานต่อพระเจ้า
จงเชื่อมั่นและวางใจในพระเจ้า...
พระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา เพราะ....
ความสัตย์สุจริตของพระองค์ และ
ความชอบธรรม และ
พระคุณความรักของพระองค์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)