15 กุมภาพันธ์ 2564

วินัยชีวิต 4 ประการในการรับมือกับความขัดแย้ง

เราทุกคนต่างเคยเผชิญกับความขัดแย้งในชีวิตมาแล้วไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในมิติใดในชีวิต หลายท่านต้องเผชิญกับความขัดแย้งในชีวิตครอบครัว บ้างในชีวิตสมรส  บ้างก็ต้องรับมือกับความขัดแย้งในที่ทำงาน ในความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพื่อนฝูง รวมไปถึงความขัดแย้งในคริสตจักร และในกลุ่มทำพันธกิจด้วย เรียกว่าความขัดแย้งมันเข้ามาแทรกตัวแล้วสร้างปัญหาและผลเสียหายด้านต่าง ๆ ในชีวิต

จากประสบการณ์ในการรับมือกับความขัดแย้งในชีวิต เมื่อประมวลประสบการณ์ที่ได้รับพอจะตกผลึกมาเป็น 4 วินัยชีวิตที่สำคัญที่ใช้เป็นหลักการแนวทางในการรับมือกับความขัดแย้งด้านต่าง ๆ ในชีวิตคริสตชนได้อย่างเกิดผล ซึ่งวินัยชีวิตทั้ง 4 ประการดังกล่าวมีดังนี้...

วินัยชีวิตประการที่ 1: มุ่งมองไปยังพระเจ้า

ขั้นแรกนี้ให้เราถามตนเองว่า “เราจะมุ่งมองและให้ความสำคัญแด่พระเจ้าในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร?

ท่ามกลางภาวะความขัดแย้ง เรามักจะคิดถึงพระเจ้าเป็นบุคคลสุดท้ายเมื่อเราหมดที่พึ่งและความหวังแล้ว เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งใด ๆ ให้เราเริ่มต้นวินัยชีวิตของเราด้วยการมุ่งมองและคิดถึงพระเจ้าเป็นบุคคลแรกด้วยการที่เราจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ที่จะชี้นำวิธีการและวิถีทางในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ความขัดแย้งเป็นเหตุให้เรามีโอกาสที่จะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

บางท่านอาจจะถามในใจว่า ในภาวะเช่นนี้เราจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร?   วิถีหลัก ๆ ในการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าในภาวะความขัดแย้งคือ การไว้วางใจพระเจ้าในทุกสถานการณ์ การเชื่อฟังพระองค์ และการใกล้ชิดติดสนิทกับพระองค์ในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้

วินัยชีวิตประการที่ 2:  มุ่งมองตรวจสอบชีวิตของตนเอง

ในขั้นตอนนี้ให้เราถามตนเองว่า “เรามีส่วนที่ทำให้เกิดความขัดแย้งนี้อย่างไรบ้าง?

ไม่ว่าในความขัดแย้งของชีวิตสมรส ชีวิตครอบครัว หรือชีวิตในที่ทำงาน รวมไปถึงความขัดแย้งในการทำพันธกิจในคริสตจักร เรามักจะมุ่งมองไปที่คนอื่นว่าทำไม่ดีกับเราอย่างไร แต่ด้วยวินัยชีวิตแบบนี้ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้เลย ในมัทธิว 7:3-5 พระเยซูคริสต์ได้ช่วยให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนในเรื่องความขัดแย้ง พระองค์กล่าวถึงคนหนึ่งที่มีไม้ทั้งท่อนขวางอยู่ในตาของเขา แต่พยายามที่จะเขี่ยผงในตาของคนอื่น พระองค์สอนเราว่า สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ จงชักไม้ทั้งท่อนให้ออกจากตาของตัวเราเองก่อน

การที่เราจะยอมรับส่วนที่เราทำให้เกิดความขัดแย้ง จำเป็นที่เราต้องมีการอ่อนน้อมถ่อมตนแบบพระเยซูคริสต์

เราสามารถที่จะเอาชนะทัศนคติที่เปราะบางและความรู้สึกที่อ่อนไหวด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน เราจะรับมือกับความเย่อหยิ่งผยองของเราเองได้ก็ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนในตัวเรา   ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับความผิดพลาดและความบาปผิดของเราเองด้วยความจริงใจและเต็มใจต่อคู่กรณีในความขัดแย้งดังกล่าว และในความอ่อนน้อมถ่อมตนเราจำเป็นที่จะต้องฟังคำแนะนำจากคนอื่นเพื่อที่จะช่วยแนะนำเราในการแก้ไขรับมือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการที่เราจะยอมรับในส่วนความผิดของเราที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ให้เราหลีกเลี่ยงการกระทำต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “ถ้า” “แต่” และ “อาจจะ”
  • เป็นการยอมรับที่จริงใจและเต็มใจในเรื่องนั้น มิใช่ยอมรับเฉพาะบางแง่บางมุม
  • หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจจะนำผลข้างเคียงที่จะตามมา
  • ไม่ใช่เป็นการยอมรับในแบบการแก้ตัว
  • ไม่ขอการยกโทษ (ปล่อยให้การให้อภัยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ)

ในพระธรรมสุภาษิต 28:13 กล่าวว่า “ผู้ซ่อนการละเมิดของตนไว้จะไม่เจริญ แต่ผู้สารภาพและทิ้งมันจะได้ความกรุณา” (มตฐ.) เป็นการสำคัญอย่างมากที่เรามุ่งมองและตรวจสอบตนเอง และ ยอมรับความผิดพลาดของเราที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งดังกล่าว

วินัยชีวิตประการที่ 3:  มุมมองของเราในการมองผู้อื่น หรือ คู่กรณี

บางคนอาจจะคิดว่า นี่เป็นขั้นตอนที่เรารอคอย เป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งในการแก้ความขัดแย้ง แต่เราต้องระวัง! ไม่ใช่เป็นไปอย่างที่เราคิด ขั้นตอนที่สามนี้ไม่ใช่โอกาสของท่านที่จะขุดคุ้ยแสดงชัดถึงสิ่งที่คู่กรณีของเราได้กระทำผิด

ในขั้นตอนที่สามนี้เราถามคำถามว่า “เราจะช่วยคนอื่นหรือคู่กรณีที่มีส่วนในความผิดพลาดในความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร?” ไม่ใช่ “เราจะทำให้เขาต้องยอมรับ และ รู้สึกผิดในสิ่งที่เขาทำผิดอย่างไร?

ในการแสวงหาและเสริมสร้างความสงบสุข  ให้เรามุ่งมองไปที่พระเจ้า  และตรวจสอบความผิดพลาดของตนเองที่ทำให้เกิดความขัดแย้งก่อนที่เราจะช่วยคนอื่นในความผิดพลาดของเขาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งนี้

พระธรรมกาลาเทีย 6:1 กล่าวไว้ว่า “พี่น้องทั้งหลาย แม้จับใครที่ละเมิดประการใดได้ พวกท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ จงช่วยคนนั้นด้วยใจสุภาพอ่อนโยนให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง เกรงว่าท่านจะถูกทดลองด้วย” (มตฐ.)

เป้าหมายในขั้นตอนนี้คือ ความถ่อมสุภาพ การมีจิตใจที่อ่อนโยนเป็นผลของพระวิญญาณ ดังนั้น การที่เราจะมีจิตใจที่อ่อนโยนสุภาพได้ก็ต่อเมื่อเราพึ่งพิงในพระกำลังจากพระเจ้าที่ทำงานในชีวิตจิตใจของเราเท่านั้น และนี่คือเหตุผลว่าขั้นตอนที่หนึ่งที่ให้เรามุ่งมองไปยังพระเจ้าเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งในการแก้ไขรับมือกับภาวะความขัดแย้ง และในขั้นตอนที่สองก็มีส่วนสำคัญมากด้วย เราจะไม่สามารถกล่าวถึงความผิดพลาดของคนอื่นได้นอกจากที่เราจะรู้เท่าทันถึงความผิดพลาดของตนเองในครั้งนี้ก่อน

วินัยชีวิตประการที่ 4: มุมมองในการมองร่วมกัน

ในขั้นตอนนี้เราถามตนเองว่า “เราจะยกโทษและช่วยหาทางออกที่สมเหตุสมผลได้อย่างไร?”

เป้าหมายในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการให้อภัย  ขอรับการอภัย เพื่อเราจะมีทางออกร่วมกันอย่างเหมาะสมและสมเหตุสมผล นำสู่ความเป็นเอกภาพที่เกิดจากการคืนดีกัน หลังจากที่เราพูดคุยถึงความขัดแย้งที่หนักอึ้งกับคู่กรณีของเรา ให้เราอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยกัน และอธิษฐานเพื่อกันและกัน



12 กุมภาพันธ์ 2564

สงบ สยบ ความวิตกกังวล

 พระบิดาที่รัก,

ในขณะนี้   ความวิตกกังวลได้ครอบงำพื้นที่ชีวิตของลูกอย่างมาก

ลูกขออธิษฐานต่อพระบิดาแห่งมนุษยชาติ

พระเยซูคริสต์เจ้า  ลูกต้องการพระองค์อย่างมาก

ภาระของโลกนี้กัดกิน บ่อนเซาะชีวิตจิตใจของลูก

และจิตวิญญาณของลูกสับสน ว้าวุ่น

ลูกรู้ว่าพระบิดาไม่ใช่พระเจ้าแห่งความสับสน วุ่นวาย

พระบิดาเป็นพระเจ้าแห่งระบบ ระเบียบ ความรักเมตตา และสันติสุข

ลูกภาวนาขอพระองค์โปรดฟื้นฟูความสงบสันติในตัวลูกขณะนี้

ขอให้จิตใจของลูกได้สัมผัสรับรู้ถึงการสดับฟังของพระบิดา

ขอให้วิญญาณของลูกได้รับกำลังที่พระองค์ประทานแก่ลูก

ขอให้หัวใจของลูกเชื่อที่พระบิดาจะสำแดงความรักต่อลูก

ขอบพระคุณพระบิดาที่ปลดเปลื้องภาระหนักจากชีวิตจิตใจของลูก

อาเมน



10 กุมภาพันธ์ 2564

พระเจ้าทำอะไร ...บนเส้นทางชีวิตทุรกันดาร?

ใคร ๆ ก็อยากมีชีวิตที่สุข สะดวก สบาย

แต่ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติบนโลกใบนี้เราพบว่าพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของผู้คนต่าง ๆ ที่ต้องเดิน เผชิญ และปล้ำสู้กับสภาพแวดล้อมที่เป็น “ถิ่นทุรกันดาร” ในชีวิตของคนเหล่านั้น  

แล้วพระเจ้าทรงกระทำอะไรกับชีวิตของผู้คนบนเส้นทางทุรกันดารนี้?

“พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงอวยพรการงานทุกอย่างที่ท่านทำ

ทรงดูแลท่านตลอดการเดินทางผ่านถิ่นกันดารอันกว้างใหญ่ยาวไกลนี้...”

(เฉลยธรรมบัญญัติ 2:7 สมช.)

ถิ่นทุรกันดาร เป็นพื้นที่ป่าเขา และพื้นที่แห้งแล้ง เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย แต่มันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า สัตว์ร้ายมากกว่า ในบริบทของพวกอิสราเอลยังหมายถึงทะเลทรายที่แห้งแล้งกันดารอีกด้วย

คำว่า “ถิ่นทุรกันดาร” เราอ่านพบในพระคัมภีร์หลาย ๆ แห่ง พระคัมภีร์มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับผู้เชื่อที่ต้องดั้นด้นอย่างเหน็ดเหนื่อยยาวนานในถิ่นทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลที่เดินทางไปยังแผ่นดินคะนาอันยาวนานถึง 40 ปี, ดาวิด ที่ต้องหลบลี้หนีและซ่อนตัวในถ้ำอดุลลัมจากกษัตริย์ซาอูลที่ตามล้างตามผลาญชีวิตของเขาและเรายังพบอีกว่าพระเยซูคริสต์เองก็ถูกมารทดลองในถิ่นทุรกันดารยูเดียเป็นเวลา 40 วันอีกด้วย

ดูเหมือน คำว่าถิ่นทุรกันดารในพระคัมภีร์บ่งบอกถึงชีวิตที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก   แต่เราทุกคนต่างจำเป็นที่จะต้องผ่านการฝึกฝนเสริมสร้างชีวิตบนเส้นทางชีวิต “ถิ่นทุรกันดาร”  และแสวงหาความอยู่รอดในชีวิตจิตวิญญาณของเราท่ามกลางชีวิตในเมือง “ศิวิไลซ์” ที่ "แห้งแล้ง ทุกข์ยาก อ้างว้าง  โดดเดี่ยว  หวาดกลัว และ ฯลฯ”

สิ่งสำคัญที่สุดของการฝึกฝนหล่อหลอมชีวิตใน “ถิ่นทุรกันดาร” คือเราต้องมีคู่มือที่ถูกต้องคือพระวจนะของพระเจ้าที่จะนำทางชีวิต  เราพบว่า มารในถิ่นทุรกันดารไม่สามารถคุกคามพระเยซูคริสต์ เพราะพระวจนะคือแสงสว่างนำทางความคิด ความเชื่อ และเป็นอาวุธที่ตอบโต้กับการทดลองของมาร และเพราะพระเจ้าคือพระผู้ทรงสร้างแผ่นดินที่ว่างเปล่า และพระองค์ทรงสร้างที่รกร้างว่างเปล่าที่กว้างใหญ่ไพศาลในจักรวาล พระองค์จึงทรงล่วงรู้ถึงทุกย่างก้าวขั้นตอนบนเส้นทางเหล่านั้น

วันนี้ขอท่านอย่าวิตกกังวล เพราะการทรงนำของพระเจ้าเราจึงสามารถที่จะก้าวย่างเดินไปบนเส้นทางผ่านทะลุถิ่นทุรกันดารในชีวิตประจำวันของเรา

องค์พระผู้เป็นเจ้าของผมผู้ทรงรู้ทะลุปรุโปร่ง
ถึงวิถีทางที่ผ่านทะลุถิ่นทุรกันดาร 
สิ่งที่ผมจะต้องทำคือ เดินตามพระองค์ไป   (ซิดนี่ อี. คอกซ์) 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่

E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



08 กุมภาพันธ์ 2564

ทะยานสู่ความแกร่ง

แร้งแอนเดียน (แร้งคอนดอร์แอนดีส Andean condor, condor) เป็นสัตว์ประเภทนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อมันกางปีกออกมีความกว้างถึง 3 เมตร แร้งแอนเดียนสามารถเหินบนท้องฟ้าได้ถึง 5 ชั่วโมง เรียกว่าเหินไปไกลกว่า 100 ไมล์ โดยไม่ต้องกระพือปีกของมันแม้แต่ครั้งเดียว จากนิตยาสาร The Guardian, (July 13, 2020.) รายงานผลการศึกษาพบว่า กลุ่มแร้งแอนเดียนใช้เวลาเพียง 1% ของมันบนท้องฟ้าในการกระพือปีก

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์อาจจะไม่เคยเห็นนกแร้งแอนเดียน แต่เขาจะคุ้นชินกับนกอินทรี และ นกที่สามารถทะยานเหินไปได้ในแถบตะวันออกกลาง เราคงไม่แปลกใจที่อิสยาห์ใช้การบินเหินไปของนกอินทรีมาเปรียบกับผู้ที่รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความหวังว่า...

“แต่บรรดาผู้ที่รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความหวัง 
     จะฟื้นกำลังขึ้นใหม่
พวกเขาจะกางปีกทะยานขึ้นเหมือนนกอินทรี
พวกเขาจะวิ่งไปโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
พวกเขาจะเดินไปโดยไม่อ่อนระโหยโรยแรง”
              อิสยาห์ 40:31 (อมธ.)

เมื่อนกอินทรีทะยานเหินสู่ฟ้าเบื้องบนสูงขึ้น ๆ พลังของกระแสลมที่จะทำให้ตัวนกอินทรีที่เหินและทะยานไปข้างหน้าได้ มิใช่ด้วยพลังของการกระพือปีกของนกอินทรีเอง

โมเสสกล่าวถึงประสบการณ์ชีวิตของอิสราเอลในอียิปต์ และ ในถิ่นทุรกันดารว่า...

“...อย่าตระหนกตกใจ อย่ากลัวพวกเขาเลย พระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกท่านทรงนำหน้าท่าน พระองค์จะทรงต่อสู้เพื่อท่าน เหมือนที่ทรงทำต่อหน้าต่อตาพวกท่านทั้งในอียิปต์ และในถิ่นกันดาร ที่นั่นท่านได้เห็นพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงโอบอุ้มท่านดั่งพ่อโอบอุ้มลูกตลอดทางมาจนถึงที่นี่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 1:29-31 อมธ.)

ในชีวิตคริสตชน พลังลมแห่งพระวิญญาณของพระเจ้าที่เป็นและให้พลังแก่ชีวิตของเราให้เหินไปอย่างเต็มพลัง มีกำลังที่จะวิ่งไปโดยไม่เหน็ดเหนื่อย และเราจะเดินไปโดยไม่อ่อนเปลี้ยสิ้นแรง

การใช้เวลากับพระเจ้าเป็นประจำทุกวัน จะเป็นการที่พระเจ้าจะทรงเสริมเพิ่มพลังใหม่แก่เราในทุก ๆ วัน ด้วยการที่เราเข้าใกล้ชิดสนิทกับพระองค์ด้วยการอธิษฐานและใคร่ครวญเจาะลึกเข้าไปในพระวจนะของพระองค์ และเมื่อเราเรียนรู้ที่จะนิ่งและรอคอยพระองค์ เราจะได้รับการหนุนเสริมและเพิ่มพลังใหม่ที่จำเป็นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

เฉพาะคนที่มี “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพลังเรี่ยวแรงในชีวิตของตน” เท่านั้นที่จะสามารถกล่าวว่า  “แล้วข้าพระองค์จะต้องเกรงกลัวผู้ใดอีกเล่า?”

 ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



05 กุมภาพันธ์ 2564

พลานุภาพของพระเจ้ากระทำพระราชกิจในชีวิตเรา

ชีวิตคริสตชนมักประสบกับความท้อแท้และสิ้นหวังเพราะเราต้องเผชิญและต่อสู้กับอำนาจแห่งความบาปชั่ว ทั้ง ๆ ที่เราตั้งอกตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อฟังต่อพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่บ่อยครั้งที่เรายังคิดในสิ่งที่ชั่วร้าย ใช้ทัศนคติมุมมองตามกระแสสังคมโลก   พูดแบบหุนหันพลันแล่น และมีพฤติกรรมชีวิตที่สวนทางกับชีวิตแบบพระคริสต์

เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกตัวว่าชีวิตของเรากำลังถูกโจมตีจนล้มเหลว พ่ายแพ้ ขอให้ระลึกและตระหนักชัดว่า เราสามารถที่จะมีพลังที่จำเป็นจะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้  เพราะพระองค์ประทานองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เราในชีวิต (ยอห์น 14:17) ดังนั้น ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ประสบความสำเร็จตามมาตรฐานของสังคมโลก แต่พระวิญญาณของพระเจ้ากระทำพระราชกิจในชีวิตจิตวิญญาณของเราให้มุ่งไปสู่ความสำเร็จตามมาตรฐานของพระองค์ ดังนี้...

(1) พระวิญญาณจุดแสงสว่างในความนึกคิดของเราเพื่อให้เรารู้ถึงสัจจะความจริง  

“เราไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราจะเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เราอย่างไม่จำกัด” (1โครินธ์ 2:12 อมธ.)

(2) พระวิญญาณเปลี่ยนบุคลิกนิสัยของเรา 

“(ชีวิตตามการทรงนำของพระวิญญาณคือ) ...ความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนโยนและการควบคุมตนเอง สิ่งเหล่านี้ไม่มีบทบัญญัติข้อไหนห้ามเลย” (กาลาเทีย 5:22-23 อมธ.)

(3) พระวิญญาณปรับเปลี่ยนความปรารถนาของเราให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า  

“...เพราะพระเจ้าคือผู้ทรงกระทำกิจภายในท่าน ให้ท่านตั้งใจและทำตามพระประสงค์อันดีของพระองค์” (ฟิลิปปี 2:12-13 อมธ.)

(4) ศักยภาพความสามารถของเรามาจากองค์พระวิญญาณ

“ไม่ใช่เพราะ(เรา)มีความสามารถในตัวเราเองที่จะถือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากตัวเราเอง แต่ความสามารถนั้นมาจากพระเจ้า...”  (2โครินธ์ 3:4-6 มตฐ.)

พละกำลังกาย และ พลังแห่งจิตใจของมนุษย์เรามักมีวันสิ้นสุดขาดหายไป แต่พระสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นนำมาซึ่งความสำเร็จเสร็จครบในกิจการงานที่ดีงามที่พระเจ้าทรงเริ่มต้นในชีวิตของเรา และพระองค์จะไม่ล้มเหลว

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่

E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




03 กุมภาพันธ์ 2564

อะไรคือพันธกิจที่ทรงพลัง...ที่ซาตานกลัวหัวหด?

ท่าน...ครับ อะไรคือแผนงานพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ของท่านในปีใหม่นี้?

แต่ให้เราเข้าใจตระหนักชัดว่า...
ซาตานไม่กลัวแผนงานพันธกิจของท่าน
มันไม่กลัวงบประมาณอันมหาศาลที่ท่านมีอยู่
และมันก็ไม่กลัวแผนกลยุทธ์อันแยบยลของท่าน
แล้วก็ไม่กลัวโปรแกรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจของท่าน

แต่ซาตานกลัวความพินาศที่จะเกิดขึ้นกับมันเพราะการอธิษฐานของท่าน
เพราะการอธิษฐาน...ท่านได้ผนึกกำลังร่วมกับพระเจ้า

และซาตานมันรู้ด้วยอีกว่า...
เวลาใดที่พระเจ้าประสงค์จะกระทำพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ในพันธกิจของท่าน พระองค์จะเริ่มต้นกระตุ้นดลใจให้ท่านอธิษฐาน

ซาตานกลัวพันธกิจการอธิษฐานของท่านครับ!
เพราะมันกลัวพระเจ้า มิใช่เพราะกลัวท่านครับ
เพราะมันกลัวท่านผนึกกำลังร่วมกับพระเจ้า
งานของมันจึงพยายามหาทุกหนทางให้ท่านแยกออกห่างจากพระเจ้า
ซาตานมันกลัวท่านติดสนิทในพระองค์ครับ

“ขอทรงหันสายตาของข้าพระองค์จากสิ่งที่ไร้ค่า
ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ตามพระวจนะของพระองค์
ข้าพระองค์ฝักใฝ่ในข้อบังคับของพระองค์ยิ่งนัก!
ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ด้วยความชอบธรรมของพระองค์”
(สดุดี 119:37, 40 อมธ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




01 กุมภาพันธ์ 2564

เราจะรับใช้หัวหน้า หรือ เจ้านายที่ยอดแย่อย่างไร?

ทุกวันนี้ เมื่อได้พบผู้คนที่ต้องทำงานในแต่ละวันมักจะได้ยินเสียงบ่นว่า เจ้านาย หรือ หัวหน้างานของเขาที่ต้องทำงานด้วยว่า “เป็นเจ้านายที่ยอดแย่” “เป็นหัวหน้าที่ยอดห่ว...” จากนั้นก็ตามด้วยความถามยอดฮิตว่า... แล้วจะให้เขาทำงานอย่างไรกับคนแบบนั้น?  

ผมขอประมวลคำแนะนำที่ได้จากประสบการณ์ของคริสตชนหลายท่านที่ให้หลักการรับมือในการทำงานกับ “เจ้านายที่ยอดแย่”  “หัวหน้าที่ยอดห่ว...” เป็น 5 ประการดังนี้

1) มีชีวิตที่ได้รับการทรงเรียกที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็น “แก่นกลาง” (ศูนย์กลาง)

นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดเมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตปกติทั่วไป เปาโลกล่าวว่าการงานที่เราทำทั้งสิ้นให้เราทำรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ทำต่อหัวหน้างานหรือนายจ้างแต่เป็นการทำงานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า

“จงรับใช้ด้วยความเต็มใจราวกับกำลังรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่มนุษย์ เพราะท่านรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ทุกคนที่ทำดี ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นทาสหรือเป็นไท” (เอเฟซัส 6:7-8 อมธ.)

นั่นหมายความว่าในขณะที่เราทำงานใด ๆ เราทำงานด้วยใจจดจ่ออยู่ที่งานที่เราทำและมีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็น “แก่นกลาง” ของงานนั้นและในชีวิตของเรา เมื่อเราทำงานเราจะถามตนเองว่า   ทำไมพระเจ้าประสงค์ให้เราทำงานนี้?  

เราจะต้องทำงานนี้อย่างไรที่จะเป็นที่ชอบพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า?
พระองค์ประสงค์ที่จะให้เราทำงานชิ้นนี้เสร็จเมื่อใด?
พระองค์จะทรงช่วยเราในการทำงานนี้หรือไม่? 
การทำงานนี้จะมีผลให้เกิดการสรรเสริญถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไร?  
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเป็นคริสตชนหมายถึงการที่เรามีชีวิตและทำงานโดยมีพระเจ้าเป็นแก่นกลางในชีวิตและการงาน

2) การทรงเรียกให้เราเป็นคนที่ดีของพระองค์

การมีชีวิตที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์กลางหมายถึงการที่เราเป็นคนที่ดีและกระทำในสิ่งดี   เปาโลกล่าวว่า “...องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ทุกคนที่ทำดี...”  (ข้อ 8) พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “...พวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”  (มัทธิว 5:16 มตฐ.)

3) มีพลังในการทำงานอย่างดีเพื่อหัวหน้า หรือ นายจ้างที่ไม่เห็นอกเห็นใจ

เปาโลประสงค์ที่จะให้กำลังใจแก่คริสตชน ด้วยแรงจูงใจที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นแก่นกลาง ให้ยืนหยัดในการทำดีเพื่อหัวหน้า หรือ นายจ้างของเราแม้เขาจะเป็นคนที่พร่องในความเห็นอกเห็นใจคนอื่น หรือ เป็นคนที่เอาแต่ใจตนเอง งกแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก เอาเปรียบลูกน้องและคนอื่นก็ตาม แล้วเรายังคงทำสิ่งที่ดีในหน้าที่การงานเมื่อเจ้านายไม่สนใจไม่ใส่ใจเรา หรือ ตำหนิต่อว่าร้ายเราได้อย่างไร? เปาโลตอบว่า เลิกคิดเกี่ยวกับเจ้านาย หรือ หัวหน้าของเรา   แต่เริ่มทำงานเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในงานที่เจ้านาย หรือ หัวหน้ามอบหมายให้เราทำและรับผิดชอบ

4) ให้กำลังใจแก่ตนเองว่า การทำดีจะไร้ประโยชน์ก็หาไม่

ประโยคที่น่าทึ่งที่สุดจากข้อพระคัมภีร์ในตอนที่เราอ่านคือ “เพราะท่านรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ทุกคนที่ทำดี”  เรามิได้ทำดีเพื่อหวังการปูนบำเหน็จจากนายจ้าง หรือ หัวหน้าของเรา แต่การดีทุกอย่างที่เรากระทำไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนพระเจ้าจะทรงเป็นผู้ปูนบำเหน็จในความดีที่เราทำ และนี่แสดงชี้ชัดว่าทุกสิ่งที่เรากระทำดีไม่ว่าเล็กหรือใหญ่แค่ไหนพระเจ้าใส่ใจและเห็นตลอดเวลา และพระองค์เป็นผู้ตอบแทนการกระทำของเรามิใช่มนุษย์ มิใช่นายจ้าง และ มิใช่หัวหน้า

5) สถานภาพของเราในสังคมโลกนี้จะเป็นเช่นไรก็ตาม จะไม่สามารถกีดกันขัดขวางของประทานตอบแทนจากเบื้องบน

องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานผลตอบแทนในทุกสิ่งดีที่เรากระทำ “ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นทาสหรือเป็นไท” หัวหน้างานหรือเจ้านายของเราอาจจะมองว่าเราไม่ใช่คนสำคัญอะไร “เป็นเพียงแรงงานรับจ้าง” หรือ มองเราอย่างคนด้อยค่าราคาในสายตาของเขา บางครั้งมองข้ามหัวเราเหมือนเราไม่ได้อยู่ที่นั่น อย่าให้การกระทำเหล่านี้ของหัวหน้า หรือ นายจ้างทำให้เรารู้สึกแย่ท้อแท้ แต่เราพึงตระหนักชัดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้และใส่ใจว่าเราอยู่ที่นั่น และรู้ถึงงานรับใช้ต่าง ๆ ที่เรากระทำด้วยความสัตย์ซื่อที่จะไม่ศูนย์เปล่า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499