แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอภิบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอภิบาล แสดงบทความทั้งหมด

08 กันยายน 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 8 ว่าด้วยสถาบันผลิตผู้อภิบาล

สถาบันผลิตผู้อภิบาล

ในยุคสมัยแห่งการเรียนรู้ คริสตจักรจัดให้มีสถาบันที่จะฝึกฝนผู้อภิบาลอย่างเป็นระบบ (เช่น พระคริสต์ธรรมต่างๆ) แต่เราก็พบว่าในระบบนี้มีข้อบกพร่องและความจำกัดไม่น้อยทีเดียว ในที่นี้ขอยกเพียงบางประการเป็นตัวอย่างเท่านั้น

1) ดึงเอาบุคคลที่มีแนวโน้มจะเป็นผู้ปกครองและผู้อภิบาลที่ดีออกไปจากชีวิตชุมชนคริสตจักรท้องถิ่นที่บุคคลเหล่านี้ควรจะเป็นผู้รับใช้ แล้วเอาคนเหล่านี้ไปอยู่ในบรรยากาศทางวิชาการ ที่พูดเรื่องต่างๆ ในเชิงนามธรรม และคนส่วนใหญ่ในชุมชนใหม่นี้ไม่ค่อยเห็นรูปแบบ มีบรรยากาศ และสัมผัสได้ถึงความรับผิดชอบในการอภิบาลชีวิต

2) เนื่องจากหลักสูตรที่จัดขึ้นจะต้องเรียนมากมายหลากหลายวิชา เพื่อให้ครบตาม “มาตรฐาน” ทางวิชาการและปริญญาที่จะได้รับ ดังนั้น ผู้เรียนจึงตกเป็นเหยื่อของการ “ยัดเยียด” และติดตามวัดผลด้วยการสอบของแต่ละวิชา ชีวิตในสถาบันพระคริสต์ธรรมมีเวลาเพียงน้อยนิดหรือเกือบไม่มีเลยที่ผู้เรียนจะสะท้อนคิดแบบลงรากลึกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง

3) ในสถาบันพระคริสต์ธรรมมีบรรยากาศเสริมสร้าง ภาวะผู้นำแบบคริสเตียน และ ความรับผิดชอบในด้านจิตวิญญาณ ที่อยู่ในระดับจำกัด มีบ้างในบางสถาบันที่จัดให้นักศึกษาได้พบกับอาจารย์ที่ปรึกษา หรือ การพบปะสามัคคีธรรมในกลุ่มเฉพาะในแต่ละสัปดาห์ สิ่งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจที่ดีแต่ก็พบความจริงว่า ส่วนมากแล้วความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีสัมพันธภาพที่หยั่งรากลงลึก จึงไม่น่าแปลกใจว่า สถาบันพระคริสต์ธรรมเป็นสถาบันผลิตผู้ทำงานให้แก่หน่วยงานคริสเตียน และรองลงมาสำหรับคริสตจักรที่มีลักษณะเป็นองค์กร ที่มีปัญหา ความรับผิดชอบ และ สัมพันธภาพเฉพาะ ในองค์กรและคริสตจักรเหล่านี้

4) คณาจารย์ส่วนใหญ่ในสถาบันพระคริสต์ธรรม บ้างยังไม่เคยทำหน้าที่ “ศิษยาภิบาล” เต็มเวลามาก่อน และบ้างในปัจจุบันก็หลุดจากโอกาสของการเป็นผู้อภิบาลอย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่แล้วอาจารย์ในพระคริสต์ธรรมจะรู้และช่ำชองในด้านวิชาการพระคัมภีร์ ทางศาสนศาสตร์ระบบ ประวัติศาสตร์คริสตจักร หรือ หลักข้อเชื่อ ฯลฯ แต่ขาดโอกาสที่จะรับใช้และพัฒนาสมรรถนะในฐานะผู้นำของคริสตจักร ดังนั้น จึงมีความจำกัดอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับนักศึกษาที่เข้ามารับการเตรียมพร้อมที่จะออกไปเป็นผู้นำในด้านการอภิบาลชีวิตชุมชนคริสตจักร

คำถามตรงที่เราต้องการคำตอบในปัจจุบันนี้คือ เราจะมีกระบวนการเตรียมผู้อภิบาลที่มีสมรรถนะที่ตอบสนองต่อสภาพชีวิตของชุมชนชีวิตคริสตจักรอย่างเกิดผลตามพระคัมภีร์ได้อย่างไร ด้วยแบบใด? แทนการใช้ระบบสถาบันพระคริสต์ธรรมในการบ่มเพาะ ฟูมฟัก และสร้างเสริมผู้อภิบาลคริสตจักรเข้ามาแทนที่ระบบการฟูมฟัก บ่มเพาะ และเสริมสร้างผู้อภิบาลชีวิตคริสตจักรโดยชุมชนคริสตจักรที่ผู้ได้รับการเตรียมพร้อมจะมีโอกาสการเรียนรู้ มีทักษะ และพัฒนาสมรรถนะในการเลี้ยงดูลูกแกะ หรือ อภิบาลชีวิตสมาชิกในคริสตจักรด้วยประสบการณ์ตรง และสามารถตอบสนองชีวิตตามบริบทที่เป็นอยู่

Clay Sterrett ได้เขียนไว้ว่า การสร้างเสริม(ผู้อภิบาล)ในยุคนี้มุ่งเน้นที่วิชาการ ในขณะที่คริสตจักรในสมัยพระคัมภีร์ใหม่มุ่งเน้นฝึกฝนที่จิตวิญญาณและการดำเนินชีวิต, การฝึกอบรมในยุคทันสมัยใช้ระบบฝึกฝนในห้องเรียน แต่ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เน้นที่ชีวิตและประสบการณ์, การฝึกอบรมในยุคนี้เน้นการเรียนรู้ มุ่งฝึกอบรมคนหนุ่มคนสาวให้เป็นผู้อภิบาล แต่ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ฝึกอบรมทุกคนที่เชื่อซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุด้วยให้เป็นผู้อภิบาลกันและกัน


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel

06 กันยายน 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 7: ว่าด้วยคำสอนและผู้สอนพระวจนะ

คำสอนและผู้สอนพระวจนะ

คริสตจักรในยุคทันสมัย มุ่งเน้นให้ความสำคัญแก่ “การเทศนา” แบบมืออาชีพ โดยไม่คำนึงถึงคำเทศนาที่ยืนอยู่บนรากฐานของพระคัมภีร์ และตอบโจทย์ชีวิตของคนในชุมชนคริสตจักร อย่างไรก็ตาม คำเทศนาเท่านั้นไม่สามารถใช้ทำหน้าที่แทนการบ่มเพาะ ฟูมฟัก และการสร้างเสริมชีวิตคริสเตียนได้

1) คำเทศนาที่มีวาทศิลป์ ตีฝีปาก มิใช่เป็นคำเทศนาตามแบบพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ แต่เป็นการเทศนาแบบกรีก ที่ให้ความสำคัญกับวาทศิลป์ การเล่นคำ และตรรกะเหตุผลที่ใช้

2) คริสตจักรในยุคเริ่มแรกนั้น ใช้กระบวนการสื่อสารแบบเปิด ซึ่งผู้ไม่เข้าใจหรือคิดต่างกันสามารถที่จะถาม หรือ แสดงมุมมองความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปได้ แต่เราในปัจจุบันกลับตรงกันข้าม คริสตจักรชอบที่จะจำกัดคำตอบแบบชัดเจนตายตัว

3) คริสเตียนจะไม่มีการเรียนรู้ที่ดีมีประสิทธิภาพ ถ้าคริสตจักรมีแต่การสื่อสารทางเดียว เฉกเช่น การเทศนา คนในคริสตจักรจะเรียนรู้ได้ดีถ้ามีโอกาสที่จะถามสิ่งที่ไม่เข้าใจ หรือเสนอสิ่งที่มองต่างมุม เปิดให้มีการสื่อสารแบบเสวนา เพราะด้วยการสื่อสารแบบเสวนานี้เองที่ทำให้สมาชิกแต่ละคนในวงสนทนาที่เกิดการคิดใคร่ครวญ หาเหตุผล จนตกผลึกเป็นความเข้าใจของตนเอง เพื่อใช้สื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ต่อไป

4) เป็นความจริงที่ว่า มิใช่ทุกคนที่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นคนสอนพระวจนะของพระเจ้า (1โครินธ์ 12:29) และก็ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นอาจารย์สอนพระวจนะ(ยากอบ 3:1) อย่างไรก็ตาม คริสตจักรก็ยังต้องการหลายๆ คนในคริสตจักรที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระในการสอน และให้เป็นการสอนที่มีการสื่อสารแลกเปลี่ยน ความรู้ความเข้าใจและแบ่งปันประสบการณ์กันและกัน มากกว่าที่จะปล่อยให้คนเพียงคนเดียวที่จัดการเรื่องการสอน (โรม 12:7; 15:14; 1โครินธ์ 12:7; 14:26; โคโลสี 3:16; 1เปโตร 4:10-11) ยิ่งกว่านั้น เรายังต้องพิสูจน์ในคำสั่งสอน (1เธสะโลนิกา 5:21) หรือแม้แต่เรื่องวิญญาณเราก็ไม่ควรเชื่อทุกวิญญาณ ต้องมีการพิสูจน์ (1ยอห์น 4:1) คือเปิดโอกาสให้มีการไต่ถาม สนทนาหาความจริง เกี่ยวกับคำสอน และ คำทำนายที่อาจจะมีผู้เห็นว่าเป็นคำสอนที่เทียมเท็จ แต่ในคริสตจักรสมัยนี้หลายต่อหลายคริสตจักรที่ปิดประตูในเรื่องนี้

5) การที่ไม่มีการตอบสะท้อน หรือ การสะท้อนคิดต่อ “คำเทศนา” ย่อมทำให้เกิดความมืดทึบ ตีบตันทางปัญญาและความเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ไม่เกิดผลดีต่อการเจริญเติบโตในชีวิตของผู้เชื่อ

6) คำเทศนาที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ในคริสตจักร ก็เป็นเพียงเทศนาเพื่อฟังเทศนา ไม่เกิดผลต่อยอดใดๆ ในชีวิตผู้ฟัง คำเทศนาเป็นเพียงชุดข้อมูล เทศนาที่มุ่งให้ข้อมูลพระคัมภีร์(หรือบางครั้งเป็นข้อมูลจากสื่อต่างๆ)แก่ผู้ฟัง และจบสิ้นลงเมื่อผู้ฟังได้ยินข้อมูลที่เทศนา ซึ่งแตกต่างไปจากกระบวนการ บ่มเพาะ เลี้ยงดู และฟูมฟักชีวิตคริสเตียน ทั้งการสอนที่เป็นวาจา ท่าทีของผู้สอนที่แสดงออก และที่สำคัญคือการบ่มเพาะด้วยชีวิตที่เป็นตัวอย่างของผู้สอน คริสตจักรต้องการผู้อภิบาลที่อภิบาลด้วยชีวิต มิใช่เป็นผู้อภิบาลด้วยคำสอน หรืออภิบาลจากบนธรรมาสน์เท่านั้น

7) ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ มิได้เสนอว่าให้มีเพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่การสอนตลอดกาลในคริสตจักร (กิจการ 13:1; 1เธสะโลนิกา 5:12-13; 1ทิโมธี 5:17) เราไม่ควรทำให้คริสตจักรต้องพึ่งพิงการสอนของคนๆ เดียว


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel

30 สิงหาคม 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 5: ว่าด้วยการใช้ของประทาน

การใช้ของประทาน

การอภิบาลในยุคโลกาภิวัตน์ มักจะมี “ศิษยาภิบาล” เป็นผู้มีอิทธิพลเหนือในงานการอภิบาลทั้งหมด เป็นแกนกลางของการรวมตัวของคริสตจักร อาจจะมีคนอื่นบ้างที่ร่วมในพันธกิจการอภิบาลแต่มีส่วนร่วมในระดับที่จำกัด “ตัวศิษยาภิบาล” และ คำเทศนาของศิษยาภิบาลกลายเป็นจุดศูนย์กลางของพันธกิจ และการพบปะสามัคคีธรรมกันในชีวิตคริสตจักร ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนกับการอภิบาลในคริสตจักรตามพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่

คริสตจักรในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่มุ่งเน้นให้มีการบ่มเพาะ ฟูมฟัก และเลี้ยงดูชีวิตคริส-เตียนด้วยสมาชิกทุกคนในคริสตจักร ของประทานและการสำแดงจากพระวิญญาณนั้นมีแก่ทุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน (1โครินธ์ 12:4-7)

พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ สอนว่า คริสตจักรเป็นพระวรกายของพระคริสต์ซึ่งประกอบด้วยหลายอวัยวะ และแต่ละส่วนย่อมทำหน้าที่ของตนเอง และทำงานอย่างประสานสัมพันธ์กับอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย ไม่สามารถที่จะปฏิเสธหรือกีดกันอวัยวะหนึ่งใดในร่างกายไม่ให้ทำหน้าที่บทบาทของตน และพระเจ้าทรงให้ทุกอวัยวะมีความสำคัญเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ต้องการให้เกิดการแก่งแย่งกันระหว่างอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเดียวกัน แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดอะไรขึ้นแก่อวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดในร่างกายย่อมมีผลกระทบต่อทุกส่วนในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเกียรติชื่นชม หรือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก็ตาม (ข้อ 14-26)

ความสามารถหรือของประทานที่มีอยู่ในแต่ละตัวคนของสมาชิกมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างให้ทุกคนทำพันธกิจเพื่อให้ชีวิตชุมชนคริสตจักรเจริญขึ้น และหนุนเสริมชีวิตของสมาชิกคนอื่นๆ ให้จำเริญขึ้นด้วย (14:12; 26) การทำงานประสานสัมพันธ์ของทุกส่วนทุกคนในคริสตจักรนั้นก็เพราะมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางที่ประสานให้เรามีความสัมพันธ์และทำงานสอดคล้องกันด้วยความรักของพระองค์ (เอเฟซัส 4:16) และให้ทุกอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ใช้ของประทานเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่กันและกัน และเพื่อสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า (1เปโตร 4:10)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel

25 สิงหาคม 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 4: ว่าด้วยสองชนชั้นในคริสตจักร

สองชนชั้นในคริสตจักร

การอภิบาลชีวิตคริสเตียนในยุคทันสมัย ได้แบ่งผู้ทำงานอภิบาลออกเป็นผู้รับใช้ “ที่ได้รับการสถาปนา” ซึ่งเป็นผู้อภิบาลมืออาชีพที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ กับ “ผู้รับใช้ฆราวาส” ดังนั้น การทำพันธกิจส่วนใหญ่จึงกระทำโดยศิษยาภิบาล หรือ ศาสนาจารย์ แต่มิได้คาดหวังว่าฆราวาสจะต้องทำอะไรมากมายในงานการอภิบาลชีวิตในคริสตจักร ส่วนมากก็ได้รับการคาดหวังว่า ให้เข้าร่วมนมัสการพระเจ้าด้วยความสัตย์ซื่อ ถวายสิบลดเป็นประจำ และเป็น “ผู้ชม” “ผู้ฟัง” ผู้สังเกตการณ์ทำพันธกิจต่างๆ ในคริสตจักร

แต่คริสตจักรในพระคัมภีร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สมาชิกคริสตจักรทุกคนคือผู้ที่จะอภิบาลชีวิตของคนอื่นๆ สมาชิกแต่ละคนจะอภิบาลชีวิตซึ่งกันและกัน และทุกคนเป็นปุโรหิตต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า (1เปโตร 2:5-9; วิวรณ์ 1:6) แท้จริงแล้วพระวรกายทุกส่วนต่างเป็นพระวรกายแห่งการทำพันธกิจรับใช้ สมาชิกแต่ละคนทำพันธกิจรับใช้ด้วยของประทานที่มีอยู่ในแต่ละตัวคนเพื่อในการทำการดีทั้งปวง(โรม 12:6-8; 1โครินธ์ 12:4-11; 14:12,26; เอเฟซัส 4:11-16; โคโลสี.3:16; 1เปโตร.4:10-11)

ที่เราแบ่งคริสตจักรออกเป็นสองชนชั้นคือ “ฆราวาส” กับ “ผู้รับใช้ที่ได้รับการสถาปนา” นั้นเรากระทำตามมาตรฐานของพระคัมภีร์ตอนไหน? ในเมื่อคำที่เราใช้ทั้งสองคำในคริสตจักรมีส่วนที่ทำให้เราเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากความจริงในพระคัมภีร์ เราจะยอมเปลี่ยนคำที่ใช้แล้วทำให้เข้าใจความหมายผิดไปมาใช้คำที่สามารถสื่อสารความหมายอย่างถูกต้องตามพระคัมภีร์หรือไม่? ในเมื่อสมาชิกส่วนใหญ่ในคริสตจักรถูกทำให้เข้าใจว่าเขาเป็นเพียงสมาชิก เขาเป็นเพียงฆราวาส ดังนั้น งานพันธกิจ งานรับใช้เป็นหน้าที่ของผู้รับใช้ที่ได้รับการสถาปนา ผู้อภิบาลมืออาชีพ แล้วเราจะไปคาดหวังให้สมาชิกคริสตจักรส่วนใหญ่เป็นผู้เชื่อที่เกิดผลเพื่อพระคริสต์ได้อย่างไร? ถ้าสมาชิกคริสตจักรแต่ละคนคือผู้รับใช้และผู้อภิบาลชีวิต แล้วทำไมคริสตจักรไม่เสริมหนุนให้สมาชิกแต่ละคนอภิบาลชีวิตกันและกันในชุมชนคริสตจักร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel

23 สิงหาคม 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 3: ผู้อภิบาลมืออาชีพ

ผู้อภิบาลมืออาชีพ

งานการอภิบาลในคริสตจักรปัจจุบันขาดด้อยในการมุ่งเน้นด้านการฟูมฟักและเสริมสร้างให้สมาชิกแต่ละคนใช้ของประทานในงานพันธกิจด้านต่างๆ ของคริสตจักร เราพบว่าศิษยาภิบาลในยุคนี้หนุนเสริมสมาชิกเพียงไม่กี่คนให้เข้ามามีส่วนร่วมการทำพันธกิจในคริสตจักร และเป็นการให้คนเหล่านั้นมีส่วนร่วมพันธกิจเพียงระดับที่จำกัด

ศิษยาภิบาลมักคิดและเข้าใจว่าส่วนสำคัญยิ่งในการอภิบาลชีวิตสมาชิกในคริสตจักรคือการเทศนาในวันอาทิตย์ และให้การนมัสการคือแกนกลางหนึ่งเดียวของพันธกิจในคริสตจักร ซึ่งถ้าเราพิจารณาจากพระคัมภีร์ในภาคพันธสัญญาใหม่เราพบว่า ในการพบปะกันของสมาชิกในคริสตจักรท้องถิ่นคือเวทีและโอกาสที่คริสเตียนแต่ละคนได้มีโอกาสใช้ของประทานที่มีอยู่ในตนเองในการหนุนเสริมชีวิตคริสเตียนกันและกันด้วยความรักและด้วยการกระทำ

“6และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ 7ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน 8ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตาก็จงแสดงด้วยใจยินดี” (โรม 12:6-8)

ใน 1โครินธ์ 12 เปาโลได้ชี้ชัดว่า โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ที่ได้ประทานของประทานให้ผู้เชื่อแต่ละคนที่แตกต่างหลากหลายไม่เหมือนกัน เช่นบางคนได้รับของประทานให้มีถ้อยคำที่ประกอบด้วยสติปัญญา, บางคนมีคำพูดที่ให้ความรู้, บางคนสามารถเผยพระวจนะ, อีกหลายคนที่มีความเชื่อที่แข็งแรง, บางคนมีความสามารถในการรักษาโรค, บ้างได้รับของประทานในการกระทำการอัศจรรย์, ส่วนบางคนพูดภาษาแปลกๆ ได้, อีกคนแปลภาษาแปลกๆ ได้ และ ฯลฯ แม้ว่าแต่ละคนจะมีของประทานที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป แต่พระวิญญาณองค์เดียวกันเป็นผู้ประทานตามชอบพระทัยของพระองค์ เพื่อใช้ของประทานเหล่านั้นในการสร้างประโยชน์แก่กันและกัน (ข้อ 4-12) และใช้ของประทานเพื่อทำให้คริสตจักรแข็งแรงขึ้น (1โครินธ์ 14:12) เพื่อให้พี่น้องในคริสตจักรเจริญขึ้น (ข้อ 26) ปลุกใจกันและกันให้มีความรักและทำความดี และหนุนใจกันและกัน (ฮีบรู 10:24-25) ใช้ของประทานของพระเจ้าอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อสำแดงพระคุณของพระเจ้า เป็นประโยชน์แก่กันและกัน เพื่อพระเจ้าจะได้รับเกียรติจากการงานที่เราทำ (1เปโตร 4:10-11)

อย่างไรก็ตาม ศิษยาภิบาลส่วนใหญ่มิได้มีความเข้าใจสัจจะในประการนี้อย่างเต็มที่ ปล่อยให้สมาชิกดำเนินหรือทำตามความเข้าใจของตนเอง ดังนั้น สมาชิกส่วนใหญ่ที่มาร่วมในการนมัสการพระเจ้าในคริสตจักรจึงทำตนเป็นเพียง “ผู้ชม” “ผู้ฟัง” “ผู้สังเกตการณ์” เท่านั้น และปล่อยให้คนเพียง 2-3 คน ทำงานทุกอย่าง แทนที่ทุกคนควรเข้ามามีส่วนร่วมในพันธกิจทั้งหลาย

มีคำถามที่เราในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคริสตจักรต้องตอบคือ มีพระคัมภีร์ตอนไหนหรือที่บอกเราว่า ให้มอบภาระความรับผิดชอบการบ่มเพาะ เลี้ยงดู ฟูมฟักชีวิตของผู้เชื่อในคริสตจักรให้คนใดคนหนึ่ง หรือ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรับผิดชอบ หรือเป็นความรับผิดชอบของพวก “ผู้อภิบาลมืออาชีพ” โดยเฉพาะ แทนที่จะอภิบาลเลี้ยงดูฟูมฟักซึ่งกันและกัน?

ทำไมคริสเตียนจำนวนมากมายที่เข้ามาร่วมในคริสตจักรยาวนานเป็นปีๆ แต่กลับไม่รู้เรื่องความเชื่อศรัทธาและชีวิตคริสเตียน(ไม่รู้ถึงแก่นแท้แห่งความเชื่อของคริสเตียน)เลย? และ

ทำไมคริสเตียนจำนวนมากไม่รู้เลยว่าตนมีของประทานฝ่ายจิตวิญญาณอะไรบ้าง จึงไม่รู้ว่าตนเองจะต้องมีบทบาทความรับผิดชอบในส่วนไหนของชีวิตคริสตจักร?

ศิษยาภิบาลในยุคทันสมัยนี้ได้เสริมหนุนให้เกิดสมาชิกที่สามารถขับเคลื่อนในหน้าที่การงานคริสตจักรด้วยความรับผิดชอบ หรือ สามารถสร้างเพียงสมาชิกคริสตจักร “ไม้ประดับ” นั่งบนเก้าอี้ในวันอาทิตย์(ให้เต็ม)ที่ไม่ต้องรับผิดชอบพันธกิจใดๆ ในคริสตจักร?

ตามความจริงแล้ว ศิษยาภิบาลจะต้อง เลี้ยงดู ฟูมฟัก บ่มเพาะให้สมาชิกแต่ละคนเป็นคนที่พระเจ้าจะทรงใช้ได้ เพื่อศิษยาภิบาลจะได้มอบหมายส่งทอดบทบาทความรับผิดชอบที่ตนได้รับจากพระเจ้าไปยังสมาชิกแต่ละคนตามของประทานที่แต่ละคนได้รับจากพระเจ้า เพื่อสมาชิกแต่ละคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในพันธกิจต่างๆ ในคริสตจักร เพื่อแต่ละคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ เพื่อแต่ละคนจะจำเริญขึ้นสู่พระคริสต์ผู้เป็นศีรษะของคริสตจักร และทำงานประสานต่อติดสนิทเป็นร่างกายเดียวกันในพระคริสต์ด้วยความรัก (เอเฟซัส 4:11-16)

ศิษยาภิบาลคือผู้ที่ต้องดูแลจิตวิญญาณของสมาชิกให้เจริญเติบโตขึ้น และเป็นผู้ที่จะต้องรายงานต่อพระเจ้าในพันธกิจการอภิบาลฟูมฟักที่ตนเองได้รับมอบหมายจากพระองค์ (ฮีบรู 13:17) แล้วศิษยาภิบาลในยุคทันสมัยจะรายงานกับพระเจ้าอย่างไรในพันธกิจการอภิบาลสมาชิกผู้เชื่อที่ไม่เกิดผลในชีวิต มีแต่สมาชิก “ทารก” หรือ สมาชิก “เฒ่าทารก” ที่มีเต็มเกลื่อนคริสตจักร เป็นคริสเตียนที่ “นิ่งเฉย” ไม่ทำอะไร นอกจากนั่งอย่างนิ่งสุภาพ สงบเสงี่ยม ในการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ มีบ้างที่จดบันทึกคำเทศนาของศิษยาภิบาล หรือ ช่วยผ่านถุงถวายทรัพย์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่ สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry
ของ Darryl M. Erkel

18 สิงหาคม 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร? ตอนที่ 2: ว่าด้วยเรื่องตำแหน่ง

ว่าด้วยเรื่องตำแหน่ง

ค่านิยมหนึ่งตามกระแสสังคมปัจจุบันที่เข้ามามีอิทธิพลในชุมชนคริสตจักรคือ การยกย่องคนที่มีตำแหน่ง หรือ ให้เกียรติกันด้วยตำแหน่งที่นำหน้าชื่อแก่ผู้ที่ทำงานในชุมชนคริสตจักร ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง “ศาสนาจารย์” “ศิษยาภิบาล” “บิช็อป” “ศิษยาภิบาลอาวุโส” “ด๊อกเตอร์” “ศจ.ดร.” หรือแม้แต่ “ผป. หรือ มน.” ดูจะเป็นวิธีการที่แตกต่างตรงกันข้ามกับหลักการคำสอนของพระเยซูคริสต์ที่สอนสาวกและประชาชนของพระองค์ พระคัมภีร์สอนว่าเราต่างเป็นพี่น้องกันไม่มีความจำเป็นจะต้องยกย่องหรือให้เกียรติกันด้วยตำแหน่งที่นำหน้าชื่อเลย

พระเยซูคริสต์วิพากษ์พวกฟาริสี และ ธรรมาจารย์ว่า เขาเป็นพวกที่ชอบทำสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะยกย่องและอวดตนเอง จากมัทธิว 23:6-12 ผู้นำศาสนายิวพวกนี้ชอบ “นั่งในที่นั่งอันมีเกียรติ...ชอบรับการเคารพกลางตลาด ชอบให้คนอื่นเรียกตนว่า “ท่านอาจารย์” พระเยซูสอนสาวกของพระองค์ว่า “ท่านทั้งหลายอย่าให้ใครเรียกว่า “ท่านอาจารย์” เพราะพวกท่านมีพระอาจารย์เพียงผู้เดียว และพวกท่านทุกคนเป็นพี่น้องกัน”(ข้อ 8) อย่าให้เกียรติใครในโลกนี้ว่าพระบิดา เพราะพวกท่านมีพระบิดาเพียงผู้เดียว...”(ข้อ 9) อย่าให้ใครเรียกท่านว่า “พระครู” เพราะว่าพระครูของพวกท่านมีเพียงผู้เดียวคือพระคริสต์ ...”(ข้อ 10) และพระเยซูสอนว่า คนที่ยอมถ่อมตัวลงต่างหากที่จะได้รับการยกขึ้น (ข้อ 12)

ในพระธรรม มาระโก 10:35-45 เมื่อสาวกของพระเยซูคริสต์คือยากอบกับยอห์น มาขอตำแหน่งซ้ายและขวาจากพระองค์ พระเยซูคริสต์ตอบว่า “พวกท่านไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านขอ...”(ข้อ 38-39) พระองค์ชี้ชัดว่า เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือการมีหน้ามีตาในสังคม ไม่ได้มาจากมนุษย์มอบชื่อเสียง หรือ ตำแหน่งให้กัน สำหรับในชุมชนผู้เชื่อแล้ว เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นสิ่งที่พระเจ้าจะทรงมอบให้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าจะยกย่องเอง (ข้อ 40) พระเยซูคริสต์ได้สอนยากอบและยอห์นไปพร้อมๆ กับสาวกคนอื่นที่กำลังโกรธเคืองสาวกทั้งสองที่หวังจะได้ตำแหน่งพิเศษกว่าพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายรู้อยู่แล้วว่า คนที่นับว่าเป็นผู้ครอบครองของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้านายอยู่เหนือเขาทั้งหลาย และพวกที่เป็นใหญ่ก็ใช้อำนาจบังคับพวกเขา ในพวกท่านจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่ถ้ามีใครต้องการจะเป็นใหญ่ท่ามกลางท่าน คนนั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติของท่านทั้งหลาย และถ้าใครต้องการจะเป็นนาย(ภาษากรีกแปลตรงตัวว่า เป็นคนแรก) คนนั้นจะต้องเป็นทาสของคนทั้งหลาย เพราะว่าบุตรมนุษย์ไม่ได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติคนอื่น และให้ชีวิตของท่านเป็นค่าไถ่คนจำนวนมาก”. (ข้อ 42-45)

มิใช่เพียงตำแหน่ง เกียรติยศ ชื่อเสียงที่ทำให้เกิดความขุ่นเคือง แตกแยก ในความเป็นพี่น้องกันในพระคริสต์แล้ว บ่อยครั้ง คริสตจักรมักหลงลืมไปว่า การที่แต่ละท่านทำหน้าที่รับใช้ในพันธกิจต่างๆ ตามของประทานจากพระเจ้านั้น มิใช่เป็นตำแหน่ง แต่เป็นงานความรับผิดชอบที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้กระทำ โดยมีเป้าหมายปลายทางในการสร้างเสริมสมาชิกแต่ละคนให้เติบโตขึ้น ดังปรากฏในเอเฟซัส 4:11-12 “และพระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์”

คงปฏิเสธได้ลำบากยากยิ่งว่า การที่เรากำหนดให้มีตำแหน่งที่ใส่ใช้นำหน้าชื่อผู้นำคริสตจักรนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการตอบสนองต่อตัณหาความต้องการภาคภูมิใจในตนเองลึกๆ ในขณะที่คริสตจักรกำลังถูกอิทธิพลกระแสนิยมของสังคมโลกเข้ามาครอบงำ พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่กลับมีคำสอนถึงการให้เกียรติและการยกย่องผู้เชื่อในชุมชนคริสตจักรว่ามิได้มาจากการที่มีตำแหน่ง คำนำหน้า ที่บอกถึงเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือ ได้รับการยกย่อง แต่เพราะการดำเนินชีวิตที่อุทิศชีวิตเพื่อพระนามของพระคริสต์... ทุ่มเทชีวิตในการประกาศข่าวประเสริฐ” (กิจการ 15:26) เปาโลขอให้สมาชิกคริสตจักรให้นอบน้อมต่อคนที่ถวายตัวในงานปรนนิบัติธรรมิกชน และทุกคนที่ร่วมทำงานตรากตรำ (1โครินธ์ 16:15-16) เพราะว่าพวกเขาทำให้จิตใจของข้าพเจ้าและของพวกท่านชื่นบาน เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงยอมรับคนเช่นนี้ (ข้อ 18) ใน 2โครินธ์ 8:18 เปาโลกล่าวว่า เราส่งพี่น้องคนหนึ่งที่คริสตจักรทุกแห่งยกย่องในเรื่องการประกาศ ข่าวประเสริฐไปพร้อมกับเขาด้วย ยิ่งกว่านั้น ให้คริสตจักรยอมรับนับถือผู้ที่ทำงานของพระคริสต์อย่างที่ไม่เกรงกลัวจะเสียชีวิต “เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงต้อนรับเขาในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความยินดียิ่ง และจงนับถือคนประเภทนี้ เพราะเขาเกือบจะตายเนื่องจากงานของพระคริสต์ เขาเสี่ยงชีวิตของเขาเพื่อการปรนนิบัติของพวกท่านที่ไม่อาจทำให้ข้าพเจ้าได้นั้น จะสำเร็จบริบูรณ์”(ฟิลิปปี 2:29-30) พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ สอนให้คริสตจักรให้เกียรติ นับถือและต้อนรับคนที่มุ่งปรนนิบัติรับใช้พระคริสต์ ที่จะช่วยให้ชีวิตของสมาชิกคริสตจักรมีจิตใจที่มั่นคง เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ และมั่นใจในพระพระประสงค์ทั้งหมดของพระเจ้า (โคโลสี 1:1-7; 4:12-13)

เป็นที่เด่นชัดว่า คริสตจักรในสมัยเริ่มแรกในพระคัมภีร์ ปฏิเสธที่จะแสวงหาเกียรติด้วยคำนำหน้าชื่อ ตำแหน่ง หรือ ให้การยกย่องแก่ผู้ทำงานในคริสตจักรตามกระแสสังคมแบบกรีกและยิวในเวลานั้น แต่คริสตจักรเลือกที่จะยกย่อง นับถือ และให้เกียรติตามหลักคำสอนในพระคัมภีร์คือ ยกย่อง ให้เกียรติแก่ผู้ที่ทำงานรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางชีวิตสมาชิกคริสตจักรด้วยความถ่อม จริงใจ และสัตย์ซื่อ และเรียกตนเองว่าเป็น “พี่น้อง” “คนรับใช้” “เพื่อนร่วมงาน” “เพื่อนร่วมแอก” เพื่อนร่วมพันธกิจ”

ปัจจุบันคงกล่าวได้เต็มปากว่า เพราะการที่คริสตจักรหลายแห่งยอมรับอิทธิพลของกระแสสังคมโลกทันสมัย ในการยกย่อง ให้เกียรติ ด้วยการให้ตำแหน่ง หรือ คำนำหน้าชื่อ ย่อมมีผลทำให้เกิดการแบ่งแยก การหลงออกไปทางแห่งพระประสงค์ของพระเจ้าเข้าสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จตามมาตรฐานแห่งโลกนี้ เป็นการตอบสนองตัวตนและความต้องการของผู้นำผู้บริหารคริสตจักร ทำให้การทำพันธกิจของผู้นำเหล่านี้หลงหายไปจากเส้นทางแห่งพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตชุมชนคริสตจักร

เปาโลได้เป็นตัวอย่างที่ดี ท่านยกย่องให้เกียรติแก่คนที่ทุ่มเทเพื่อพันธกิจของพระเจ้า ท่านยกย่องคนที่ปรนนิบัติพระคริสต์อย่างสัตย์ซื่อเพราะเห็นแก่สมาชิกคริสตจักร เพียรพยายามอธิษฐานเผื่อผู้ที่เชื่อให้เป็นผู้ใหญ่ มีความมั่นใจ และมั่นคงในพระประสงค์ของพระเจ้า (โคโลสี 1:7; 4:12-13)

เปาโล ได้เตือนบรรดาคนทำงานในคริสตจักรที่หลงระเริงไปกับกระแสสังคมทันสมัยในปัจจุบันนี้ว่า เราเป็นคนใช้ของพระคริสต์ ที่จะต้องรับผิดชอบต่อพระประสงค์ของพระเจ้า (1โครินธ์ 4:1) และเปาโลได้เตือนสติผู้ที่ทำงานรับใช้พระเจ้าว่า “เพราะว่าเราไม่ได้ประกาศตัวเอง แต่ประกาศว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และประกาศว่าตัวเราเองเป็นทาสของท่านทั้งหลายเพราะเห็นแก่พระเยซู” (2โครินธ์ 4:5)

ในจดหมายที่เขียนไปถึงคริสตจักรของอัครทูตเปโตร ท่านเรียกตนเองว่า ท่านเป็นคนหนึ่งในกลุ่มผู้อาวุโสในคริสตจักร แทนที่จะเรียกตนเองที่มีฐานะน่ายกย่องแตกต่างออกไป “เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงตักเตือนบรรดาผู้อาวุโสในพวกท่าน ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็เป็นทั้งผู้อาวุโส และเป็นพยานถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และเป็นหุ้นส่วนที่จะรับศักดิ์ศรีที่กำลังจะปรากฏ” (1เปโตร 5:1) ท่านอัครทูตยอห์น เขียนจดหมายถึงบรรดาคริสตจักรทั้งเจ็ด ท่านเรียกตนเองว่า “พี่น้องของท่านทั้งหลาย ผู้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากลำบาก” (วิวรณ์ 1:9)

น่าสังเกตว่า ผู้นำคริสตจักรในพระคัมภีร์ในยุคคริสตจักรสมัยเริ่มแรก ไม่ด่วนกระโดดลงไปสร้างความน่ายกย่อง นับถือ และมีเกียรติ อย่างกระแสสังคมยิวและกรีกที่ครอบงำผู้คนในเวลานั้น พวกท่านเหล่านั้นทำงานตรากตรำ ทุ่มเท อุทิศเสียสละชีวิต สัตย์ซื่อ ไร้เป้าหมายซ่อนเร้น เป้าหมายปลายทางคือพระประสงค์ของพระเจ้า และมีท่าทีการดำเนินชีวิตแบบพระคริสต์ มุ่งมั่นมุ่งหน้าไปด้วยพระกำลังแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ต้องพึ่งชื่อตำแหน่งนำหน้าว่า “ศจ. ดร....” “ศาสนาจารย์” “ศิษยาภิบาล” “บิชอบ” “ผป. หรือ มน.”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel

16 สิงหาคม 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร? ตอนที่ 1: ว่าด้วยผู้ใหญ่ของคริสตจักร

ผู้ใหญ่ของคริสตจักร

ในสมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี (ตอนนั้นเขาเรียกชื่อว่า โรงเรียนพระคริสต์ธรรมเชียงใหม่) วันหนึ่ง ได้มีชายคนหนึ่งท่าทางบอกได้เลยว่าเป็นพ่อค้าคนจีน เข้ามาใน “ตึกเหลือง” ของพระคริสต์ธรรม เจอหน้าผมเขาถามแบบตรงไปตรงมาว่า “ในตึกนี้ใครใหญ่?” ผมตกใจ ชะงัก จึงถามไปอย่างระมัดระวังว่า “คุณต้องการอะไรครับ?” “อ๋อ...ผมจะเอาตู้เย็นมาส่ง ตู้เย็นที่เอาไปซ่อม...” เขาตอบ ผมค่อยโล่งใจ เขาต้องการพบผู้บริหารของโรงเรียน เพื่อจะรู้ว่าจะให้เอาตู้เย็นที่ซ่อมเสร็จแล้วไปไว้ที่ไหน

ตามประเพณีปฏิบัติที่ส่งทอดกันมาได้มอบหมายให้ “ศิษยาภิบาล” เป็นผู้ที่ดูแลปกครองคริสตจักรที่อยู่สูงสุดในคริสตจักร เป็นผู้ที่ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายของคริสตจักร แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของผู้ปกครองหรือผู้ที่ดูแลเอาใจใส่คริสตจักรในการสั่งสอนเทศนานั้นมีมากกว่าหนึ่งคนในแต่ละคริสตจักรที่เรารู้จักและเรียกว่า “ผู้ปกครอง”

ท่านทั้งสอง(เปาโลและบารนาบัส)ได้เลือกตั้งผู้ปกครองสาวกไว้ในทุกคริสตจักร ได้อธิษฐานและถืออดอาหาร ฝากสาวกไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เขาเชื่อถือนั้น (กิจการ 14:23)

เปาโลมอบหมายให้พวกผู้ปกครองในคริสตจักรเป็นผู้ “...รักษาฝูงแกะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงตั้งท่านไว้ให้เป็นผู้ดูแล และเพื่อจะได้ปกครองคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง (กิจการ 20:17, 28) ตักเตือนสั่งสอนสมาชิกคริสตจักร (1เธสะโลนิกา 5:12) เทศนาสั่งสอน (1ทิโมธี 5:17) เป็นผู้ดูแลรักษาจิตวิญญาณของสมาชิกคริสตจักร (ฮีบรู 13:17) อธิษฐานเผื่อสมาชิก และ ผู้เจ็บป่วยให้เจิมด้วยน้ำมัน (ยากอบ 5:14) เปโตรเตือนบรรดาผู้ปกครองคริสตจักร หรือ ผู้ใหญ่ในคริสตจักร ให้เลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้า(สมาชิกคริสตจักร)ที่อยู่ในความดูแลด้วยความเต็มใจ ด้วยใจเลื่อมใสมิใช่เพราะเห็นแก่ทรัพย์สิ่งของที่ได้มาด้วยทุจริต ไม่เป็นเหมือนเจ้านายที่ข่มขี่ผู้อยู่ใต้อำนาจแต่เป็นแบบอย่างชีวิตแก่สมาชิก ให้ผู้ปกครองคริสตจักรปฏิบัติต่อกันและกัน กับสมาชิกคริสตจักรด้วยถ่อมใจ (1เปโตร 5:1-4)

บางคริสตจักรได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการปกครองดูแลคริสตจักรด้วยการแบ่งปัน(แยก?)ความรับผิดชอบที่มีอยู่ในคริสตจักร(ที่มักคิดว่าเป็นเหมือนองค์กรทั่วไป?) และแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจในการปกครองลดหลั่นลงมาเป็นโครงสร้างองค์กร และ เป็นโครงสร้างอำนาจในการปกครอง แล้วก็กำหนดและแต่งตั้งให้คนหนึ่งเป็น “ศิษยาภิบาลอาวุโส” แล้วมี “ศิษยาภิบาลผู้ช่วย...” ที่รับผิดชอบในหน้าที่การงานที่แตกต่างกันออกไป จากนั้นจึงลงมาเป็น “คณะผู้ปกครอง” “คณะธรรมกิจคริสตจักร” แล้วให้ศิษยาภิบาล หรือ ในบางคริสตจักรเป็น “ประธานคริสตจักร” (ซึ่งมิใช่ศิษยาภิบาล) มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย

การจัดโครงสร้างอำนาจการปกครองเลี้ยงดูคริสตจักรเช่นนี้ดูจะแตกต่างจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ที่ “ผู้สอนและปกครองคริสตจักร” ต่างกระทำหน้าที่นี้ “ร่วมกัน” อย่าง “สอดประสานกันและกัน” และนำมาซึ่ง “ศานติสุข” ในชุมชนคริสตจักร เฉกเช่นอวัยวะในร่างกายเดียวกันที่ทำหน้าที่แตกต่างหลากหลาย แต่ทุกหน้าที่ของแต่ละอวัยวะที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อประโยชน์สุขเกิดแก่ทั้งร่างกายเดียวกันนั้น และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ให้เกียรติแก่กันและกัน มิได้ยกย่องให้เกียรติแก่อวัยวะหนึ่งใดโดยเฉพาะ และก็มิให้อวัยวะหนึ่งใดที่สำคัญตนผิดคิดว่าในฐานะอวัยวะนั้นๆ มีเกียรติและสำคัญกว่าอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายเดียวกัน

คริสตจักรในปัจจุบันมักจะคิดว่าชุมชนคริสตจักรเป็น “องค์กรคริสตจักร” จึงคิดกำหนดโครงสร้างองค์กรคริสตจักร โครงสร้างนี้ทำให้เห็นการทำงานที่ชัดเจนเป็นส่วนๆ มักนำมาซึ่งการทำงานตามหน้าที่กำหนดโดยโครงสร้างนั้น และ เป็นอำนาจในการปกครองและการแบ่งงาน นำสู่การทำงานแบบแยกส่วนต่างคนต่างทำในหลายครั้งหลายคริสตจักร

ยิ่งในปัจจุบันมักนำไปสู่การให้อำนาจแบบลดหลั่นตามโครงสร้างองค์กร และมอบหมายให้ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจตามโครงสร้างในที่สุด ในคริสตจักรก็มักหมายถึง “ประธานธรรมกิจคริสตจักร” “ประธานคริสตจักร” ซึ่งบางครั้งมักเป็นศิษยาภิบาล หรือ บางครั้งก็เป็นผู้ปกครองคนใดคนหนึ่ง ในปัจจุบันนี้เริ่มเห็นชัดเจนเมื่อคริสตจักรท้องถิ่นหลายที่มีศิษยาภิบาลที่มากกว่าหนึ่งท่านมักจะมี “ศิษยาภิบาลอาวุโส” (และที่ชัดเจนยิ่งกว่านั้นคือการที่พยายามให้ศิษยาภิบาลมีตำแหน่งอำนาจเทียบเท่าผู้บริหารสูงสุดขององค์กรธุรกิจและองค์กรทั่วไป หรือ ที่รู้จักกันในนาม CEO ซีอีโอ)

การมอบหมายให้ “ผู้บริหารสูงสุด” ขององค์กรมีอำนาจในการตัดสินใจตามโครงสร้างนั้นจำเป็นต้องคำนึงว่า เป้าหมายปลายทางและท่าทีการปฏิบัติงาน รวมไปถึงเป้าหมายปลายทางของคริสตจักรนั้นอยู่ที่ “องค์พระเยซูคริสต์เจ้า” ผู้ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร มิใช่ที่ “ศิษยาภิบาลอาวุโส” “ประธานธรรมกิจคริสตจักร หรือ คณะธรรมกิจคริสตจักร” อย่างองค์กรทั่วไป แต่คริสตจักรจะต้องตระหนัก สัตย์ซื่อ มุ่งที่จะกระทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระเจ้า ตามพระทัยของพระคริสต์ และด้วยกำลังการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือ พูดให้ชัดว่า ทำงานภายใต้การร่วมมือกับพระวิญญาณบริสุทธิ์

ดังนั้น การที่คริสตจักรกำหนดให้มีการปกครองเอาใจใส่และเลี้ยงดูคริสตจักรอย่างกับการบริหารจัดการองค์กรคริสตจักรจึงเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตของชุมชนคริสตจักร เพราะเราปล่อยให้คริสตจักรอยู่ในมือของ “ผู้บริหาร” ที่อาจจะยอมทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ตามพระทัยของพระคริสต์ ด้วยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือ “ยึดกุมอำนาจการตัดสินใจ” ตามที่ตนเองเห็นชอบเห็นควร ตามสถานการณ์และภาวะที่ตนเองกำลังเป็นอยู่ และร้ายสุดๆ ตามสถานการณ์การเมืองในองค์กรคริสตจักรนั้นๆ?

ณ เวลานี้ประเด็นที่เราจะต้องถ่อมใจพิจารณาร่วมกันอย่างสัตย์ซื่อ จริงใจ และด้วยการทรงนำของพระเจ้าคือ เราจะเอาใจใส่ เลี้ยงดู และบ่มเพาะชีวิตจิตวิญญาณของชุมชนคริสตจักรท้องถิ่นสู่เป้าหมายปลายทางใด? (ว่าทำไมคริสตจักรถึงตั้งอยู่? คริสตจักรตั้งอยู่เพื่อใคร อะไร?) ด้วยเป้าหมายปลายทางดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดการบริหารจัดการการอภิบาลและการทำพันธกิจของคริสตจักร(ว่าจะทำอะไร และ ทำอย่างไร) แล้วค่อยนำไปสู่การกำหนดจัดการโครงสร้างของการปกครองและองค์กรในสุดท้าย (ว่าเราจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร)

การอภิบาลชีวิตสมาชิกคริสตจักร และ ชีวิตทั้งรวมของคริสตจักร มิใช่การปกครองด้วยอำนาจแต่เป็นการอภิบาลชีวิตผู้คนด้วยความรักของพระคริสต์ เป็นความรักที่เสียสละ น้ำพระทัยที่จะเสริมสร้างชีวิตใหม่ มิใช่การบริหารจัดการองค์กร แต่เป็นการเอื้ออำนวยการใช้ชีวิตร่วมกัน การทำพันธกิจตามพระประสงค์และพระบัญชาของพระคริสต์ด้วยกัน เพื่อสำแดงพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้าให้เด่นชัดเป็นรูปธรรมในชีวิตของสมาชิกและชีวิตคริสตจักรที่พระคริสต์ทรงมอบหมายให้ดูแล บ่มเพาะ ฟูมฟัก ให้ชีวิตสาวกเจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่ สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel