แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้อภิบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้อภิบาล แสดงบทความทั้งหมด

24 มีนาคม 2564

จะอธิษฐานเผื่อผู้อภิบาล - ผู้เทศน์อย่างไรดี?

สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่สมาชิกคริสตจักรสามารถทำเพื่อผู้อภิบาลของเราคือ การอธิษฐานเผื่อผู้อภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมที่จะกล่าวพระวจนะของพระเจ้า 

เราสามารถใช้ข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ในการอธิษฐานเผื่อผู้อภิบาลของเราในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะในงานพันธกิจการอภิบาลเลี้ยงดูฟูมพักชีวิตความเชื่อของสมาชิก และการจัดเตรียมสำหรับการนมัสการพระเจ้าร่วมกันในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้  

ท่านผู้อ่านครับ เราสามารถอธิษฐานเผื่อผู้อภิบาลของเราตามประเด็นและข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ครับ: 

1.  อธิษฐานทูลขอให้ผู้อภิบาลยืนต่อหน้าประชากรของพระเจ้าด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์

 “สิ่งที่เราโอ้อวดได้ คือจิตสำนึกของเรายืนยันว่าเราประพฤติตนในโลกโดยเฉพาะในความสัมพันธ์กับท่านด้วยความบริสุทธิ์และความจริงใจซึ่งมาจากพระเจ้า เราไม่ได้ประพฤติตามปัญญาฝ่ายโลก แต่ตามพระคุณของพระเจ้า” (2โครินธ์ 1:12 อมธ.)

2.  อธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าหนุนเสริมให้ศิษยาภิบาลกล่าวพระกิตติคุณของพระคริสต์ด้วยความกล้าหาญ

 “...ข้าพเจ้าจะประกาศข่าวประเสริฐอย่างกล้าหาญตามที่ข้าพเจ้าสมควรจะทำ” (เอเฟซัส 6:2ข. อมธ.) 

3.  อธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาลจะกล่าวอวดกางเขนพระคริสต์เท่านั้น (ไม่ใช่อวดตนเอง)

 “ข้าพเจ้าไม่ขออวดอะไรนอกจากเรื่องกางเขนของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา...” (กาลาเทีย 6:14 มตฐ.)

4.  อธิษฐานทูลขอองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์กระทำพระราชกิจของพระองค์เพื่อหนุนเสริมผู้เข้าร่วมนมัสการและฟังพระคำพระเจ้าเกิดความเชื่อที่เข้มแข็งมั่นคงขึ้น

 “เมื่อพระองค์ (องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์) เสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความบาป ความชอบธรรม และการพิพากษา”  (ยอห์น 16:18 มตฐ.)

5.  อธิษฐานทูลขอให้การกล่าวพระวจนะของพระเจ้าทำให้ผู้ที่ยังไม่เชื่อได้เกิดความเชื่อผ่านการกล่าวพระวจนะของทางศิษยาภิบาล

 “ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์”  (โรม 10:17 มตฐ.)




28 กันยายน 2563

ผู้อภิบาลประเมินตนเองในประเด็นอะไรบ้าง?

การประเมินตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นสำหรับผู้นำทุกคน ยิ่งสำหรับผู้อภิบาลแล้ว การประเมินตนเองมีความสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้ผู้อภิบาลรู้เท่าทันตนเอง เป็นโอกาสที่เจ้าตัวจะได้ปรับแก้ และ พัฒนาชีวิตในการรับใช้การอภิบาลของตน  

โดยทั่วไปแล้วมีแบบการประเมินตนเองของผู้อภิบาลที่เป็นทางการที่มีผู้ออกแบบประเมินไว้ แต่ในคริสตจักรไทยดูเหมือนผู้อภิบาลจะไม่คุ้นชินในสิ่งนี้ จึงไม่ค่อยมีการประเมินตนเองอย่างเป็นระบบ หลักการ และประจำ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมทราบว่าผู้อภิบาลแต่ละท่านมีการประเมินชีวิตและการทำงานรับใช้ของตนเองอย่างไม่เป็นทางการ อย่างไม่เป็นระบบ แต่มีการประเมินตนเองเป็นการส่วนบุคคล จึงไม่รู้ว่าเมื่อประเมินแล้วผลเป็นอย่างไร? มีการใช้ในการปรับแก้พัฒนาตนเองและการรับใช้ไหม? และส่วนตัวผมอยากรู้ว่า ผู้อภิบาลของเราประเมินตนเองในด้านอะไรและเรื่องไหนบ้าง?

ครั้งหนึ่งเมื่อมีการพูดคุยในกลุ่มผู้อภิบาล ได้มีการถามขึ้นมาว่า ในฐานะที่เราเป็นผู้อภิบาลเรามีโอกาสในการประเมินชีวิตของตนเองหรือไม่? โดยไม่ใช้แบบประเมินที่คนอื่นสร้างขึ้นมาให้เราประเมินตนเอง หรือแบบประเมินตนเองของผู้อภิบาลที่เป็นแบบทางการ แต่เป็นคำถามที่ผุดขึ้นในความนึกคิด สำนึกของเรา ที่ถามตัวเราเองมีบ้างไหม? คำถามเหล่านั้นมีอะไรบ้างสำหรับแต่ละคน?

ยากครับ เพราะนี่เป็นเรื่องส่วนตัว...ของแต่ละคน กว่าจะแคะออกมาได้ก็ใช้เวลาพอประมาณ ซึ่งน่าสนใจครับ  รวบรวมได้เพียง 9 ข้อ เมื่ออ่านแล้วท่านอาจจะช่วยเพิ่มเติมให้มากขึ้นก็ขอน้อมรับด้วยความยินดีครับ นี่คือคำถามประเมินตนเองที่ผมได้จากศิษยาภิบาลกลุ่มหนึ่งครับ

1. ถ้ามีคนที่มาอยู่ใกล้ชิดฉันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาจะเห็นชีวิตการอธิษฐานของฉันอย่างที่ฉันสอนสมาชิกหรือไม่?

2. ถ้าพระคัมภีร์ที่เขียนเป็นเล่ม หรือ ที่มีเป็นไฟล์ในคอมพิวเตอร์ไม่อยู่กับตัวฉัน ฉันจะรู้สึกว่าขาดและคิดถึงอย่างมากไหม?

3. ฉันพูดถึงเรื่องของพระเจ้า หรือ ฉันได้พูดกับพระเจ้า อันไหนมากกว่ากัน?

4. มีใครบ้างไหมในวันนี้ที่เขาได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าเพราะฉันได้แบ่งปันพระกิตติคุณแก่เขา?

5. ฉันขาดการดูแลสุขภาพกายของตนเองหรือไม่? (แล้วอาจจะแก้ตัวว่าเพราะฉันต้องยุ่งอยู่กับการทำงานพันธกิจมากมาย)

6. รูปเคารพแบบไหนที่ฉันเคารพบูชาในทุกวันนี้? (เช่น อาหาร โทรทัศน์/โทรศัพท์มือถือ ชื่อเสียง หรือ ...)

7. ฉันได้ช่วยคนอื่นทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับพระเจ้ามากกว่าที่เขาเคยทำมาก่อนหรือไม่?

8. ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ฉันได้พูดสิ่งที่น่าอับอายให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ยินหรือไม่? ทำไมฉันถึงพูดเช่นนั้น?

9. ถ้าพระเจ้าเรียกฉันให้จากโลกนี้ไปในวันนี้ฉันจะได้ผ่อนพักในอ้อมแขนของพระองค์หรือไม่? ทำไมฉันถึงคิดและรู้สึกเช่นนั้น?

ส่วนตัวเห็นว่านี่เป็นการเริ่มต้นที่เราจะช่วยการพัฒนาเครื่องมือในการประเมินตนเองของผู้อภิบาลในคริสตจักรไทย   ที่ประเมินในเชิงคุณภาพเพื่อการพัฒนาตนเองเป็นสำคัญ และเป็นการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและการรับใช้อภิบาลของศิษยาภิบาลแต่ละคน

ถ้าท่านใดมีคำถามประเมินตนเองนอกเหนือจากนี้ กรุณาแบ่งปันกับผมเพื่อรวบรวมจัดทำเป็นชุดเครื่องมือประเมินตนเองเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตการอภิบาลในอนาคตจักเป็นพระคุณอย่างมากครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



27 มีนาคม 2563

กำลังใจให้...ผู้อภิบาล

ความจริงในวิกฤตโควิด 19 ที่พึงตระหนัก

ชีวิตช่วงสั้น ๆ ที่ผ่านมาต้องบอกว่าไม่ได้คาดฝันมาก่อนเลยว่ามันจะเกิดแก่ตนเอง ที่ชีวิตต้องปรับเปลี่ยน การทำพันธกิจคริสตจักรต้องปรับตัว บางทีท้าทายให้ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่เลยทีเดียว เราต้องทำพันธกิจคริสตจักรในภาวะที่ต้องเว้นระยะทางสังคม และต้องเก็บกักตนเองเพื่อส่วนรวม ศิษยาภิบาลหลายท่านถามว่า แล้วการทำพันธกิจในภาวะเช่นนี้จะไปอีกนานแค่ไหน?

ใช่ครับ เราต่างไม่ได้รับการเรียนรู้ฝึกฝนเตรียมตัวในการทำพันธกิจคริสตจักรในภาวะอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราไม่เคยทำพันธกิจการอภิบาลชีวิตในภาวะโรคระบาดอย่าง โควิด 19 มาก่อน ความกลัวดูมันแพร่กระจายไปทุกหนแห่งอาจจะมากกว่าตัวโควิด 19 เองเสียอีก ผมเชื่อแน่ว่าท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องเผชิญและปล้ำสู้กับภาวะวิกฤตินี้เช่นกัน 

ในภาวะเช่นนี้ การอภิบาลชีวิตผู้คนจะต้องยึดมั่นยืนหยัดบนสัจจะความจริงในพระวจนะของพระเจ้า เราท่านต่างก็รู้ความจำเป็นในประการนี้แน่นอน แล้วท่านอาจจะเทศนาเรื่องเหล่านี้ไปแล้วก็ได้ ในในภาวะวิกฤตโควิด 19 ให้เรามาทบทวนรากฐานความเชื่อตามพระคัมภีร์ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำสิ่งสำคัญๆในชีวิตของสมาชิกคริสตจักร และ คนในชุมชน

ประการแรก ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราได้ยินจะเป็นเรื่องจริงเสมอไป

ความคิดเห็น หรือ ข้อเท็จจริงที่สื่อสารกันในสื่อช่องทางต่าง ๆ ที่เราอ่านเราเสพต้องพึงตระหนักว่าทุกเรื่องทุกข่าวทุกความคิดเห็นมิได้เป็นเรื่องจริงเสมอไป เพื่อน ๆ หรือคนรู้จักอาจจะส่งข่าวปลอมข่าวเท็จมาให้เราอย่างไม่ตั้งใจก็ได้ ดังนั้น เราจำเป็นต้องเลือกในการเสพสื่อ แต่ละคนที่สื่อสารมาต่างมีจุดประสงค์ และ จุดยืนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และ ฯลฯ ในวิกฤตนี้

“คนสุขุมทุกคนทำการด้วยความรู้...” (สุภาษิต 16:13 มตฐ.) กล่าวคือ ใครก็ตามที่กระทำด้วยความรู้เขาจะไม่กลัว   ให้เราแสวงหาข้อเท็จจริงจากบุคคล หรือ แหล่งข่าว-ข้อมูลที่เชื่อถือได้

ประการที่สอง ไม่ใช่ทุกคนเสี่ยงเท่ากันในวิกฤตินี้

ข้อเท็จจริงชัดเจนว่าผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปหรือคนที่มีโรคประจำตัว จะต้องระมัดระวังตัวอย่างมากในภาวะแพร่ระบาดของเชื่อโควิด 19 ผมรู้ว่าศิษยาภิบาลมีใจเกินร้อยที่ต้องการทำพันธกิจอภิบาลชีวิตผู้คน แต่ถ้าท่านเป็นศิษยาภิบาลในกลุ่มนี้ ขอท่านระมัดระวังอย่างสูงในการทำพันธกิจการอภิบาลชีวิตด้วยวิธีการที่ปลอดภัยต่อชีวิตของท่านเองด้วย   ท่านพึงรับใช้ด้วยความสัตย์ซื่อ ด้วยปัญญา และไม่ประมาท

ประการที่สาม สถานการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วจะมีเวลาที่จะผ่านเลยไป

พระคัมภีร์บอกแก่เราว่า “เพื่อนที่รัก อย่าแปลกใจกับการทดลองอันเจ็บปวดที่ท่านเผชิญอยู่ราวกับว่าสิ่งแปลกประหลาดได้เกิดขึ้นกับท่าน” (1เปโตร 4:12 อมธ.) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ยากลำบาก แต่มันจะไม่เป็นเช่นนี้เสมอไปไม่สิ้นสุด

เราได้รับข้อมูลความรู้และหลักการในการปฏิบัติจากผู้รู้ทางสุขภาพ เราต้องทำตนเพื่อช่วยให้ลดการแพร่ระบาดของเชื้อนี้โดยเร็ว เราไม่ต้องตกในภาวะที่ทุกข์ยากลำบากอย่างไม่สิ้นสุด เราจะกลับสู่ภาวะปกติและอาจจะเป็นภาวะใหม่ที่ดีกว่าเดิมก็ได้

ประการที่สี่ ยึดมั่นในสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง มิใช่ว้าวุ่นใจในสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง

มีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เปลี่ยนแปลงในโลกนี้ ในชุมชนของท่าน และในพันธกิจคริสตจักรที่ท่านกระทำโดยเฉพาะในช่วงเวลาข้างหน้านี้ เราท่านไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทุกเรื่องในภาวการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 และสิ่งที่ท่านต้องรับใช้ในภาวะวิกฤตินี้ท่านไม่รู้ล่วงหน้า ไม่ได้วางแผนมาก่อน ดังนั้นขอให้เราให้ความยืดหยุ่นพลิกแพลงในสถานการณ์นี้ แต่ต้องตระหนักชัดและใส่ใจแน่วแน่ในสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง

พระคัมภีร์บอกว่า “พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเหมือนเดิมเสมอ ทั้งเมื่อวานนี้ วันนี้ และสืบไปนิรันดร์” (ฮีบรู 18:8 อมธ.)   ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและมากมายอีกทั้งรวดเร็วนี้ ท่านสามารถเชื่อและวางใจในสัจจะความจริงนี้   ท่านสามารถเชื่อและวางใจได้เลยว่า พระเจ้าทรงรักเมตตาท่าน คนในชุมชน และสมาชิกในคริสตจักรของท่าน  พระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย การทรงเรียกของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของท่านก็ไม่เปลี่ยนแปลง อย่าให้สภาวะการเปลี่ยนแปลงที่กำลังโหมกระหน่ำในเวลานี้ทำให้เราต้องหลงทาง สงสัย หรือ บดบังผู้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาลจากเรา

ประการที่ห้า พระเจ้าทรงเคียงข้างเราให้ผ่านวิกฤตนี้

พระเจ้าจะทรงเคียงข้างก้าวเดินไปกับเรา เราอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยว ท่านอาจจะรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจท่านที่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งในเวลานี้ แต่เราจะไม่อยู่โดดเดียวตัวคนเดียว ขอท่านให้กำลังใจแก่ตนเองจากอิสยาห์ 43:2 ในช่วงเวลาเช่นนี้ว่า  “เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า และเมื่อข้ามแม่น้ำ มันจะไม่ท่วมเจ้า เมื่อเจ้าเดินผ่านไฟ เจ้าจะไม่ถูกไหม้และเปลวเพลิงจะไม่เผาเจ้า” (มตฐ.) ขอให้มุ่งมองไปที่สัจจะความจริงประการนี้ มิใช่มีจิตใจวอกแวกไปสนใจเสียงรอบข้าง หรือ ข่าวสารข้อมูลในอินเตอร์เนทในขณะนี้ แล้วท่านจะมีจิตใจสรรเสริญพระเจ้าแทนจิตใจที่สับสนวุ่นวาย

ประการที่หก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มิใช่จุดจบของชีวิต

พระคัมภีร์บอกเราว่า “เราเผชิญความยากลำบากรอบด้าน แต่ก็ไม่ถูกบดขยี้ เราสับสนแต่ก็ไม่หมดหวัง เราถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราถูกตีให้ล้มลง แต่ก็ไม่ถูกทำลาย...เรารู้ว่าพระองค์ผู้ทรงให้พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นขึ้นมานั้น จะทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระเยซูด้วย” (2โครินธ์ 4:8, 14 มตฐ.) ในช่วงเวลาของการเป็นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ทำให้เราระลึกได้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะได้รับชัยชนะ ไม่ว่าโควิด 19 จะฉุดชีวิตของเราไป   เราจะไปอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ในวันนั้น ความเจ็บปวดทั้งสิ้น ความเจ็บป่วย ความโศกเศร้าจะสิ้นสุดลง   และในเวลานั้น โควิด 19 จะไม่ได้อยู่ในสวรรค์

เราไม่รู้ว่า...อนาคตจะเป็นเช่นไร แต่เรารู้แน่แก่ใจว่า อนาคตอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

ประการที่เจ็ด พระเจ้าประสงค์ที่จะใช้คริสตจักรช่วยคนอื่น ๆ ในวิกฤตนี้

ผมมั่นใจว่า คริสตจักรของท่านจะสามารถก้าวผ่านไปในสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ แต่พระเจ้าไม่เพียงประสงค์ให้เราก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้เท่านั้น พระองค์มิได้ประสงค์ให้คริสตจักรของท่านอยู่รอดเท่านั้น แต่พระองค์ต้องการให้คริสตจักรของท่านเติบโตขึ้น และนี่คือความแตกต่างในการรับมือกับความเจ็บปวดในชีวิตของคริสตจักรกับคนทั่วไป คริสตจักรมองสถานการณ์วิกฤตในโลกนี้ว่าเป็นประตูที่เปิดสู่การทำพันธกิจของพระเจ้า

ขออธิษฐานพระเจ้าโปรดให้คริสตจักรของเราได้มีโอกาสทำพันธกิจใหม่จากจากความทุกข์ยากลำบากในช่วงเวลานี้ เราอาจจะไม่รู้ แต่พระองค์ทรงรู้ดีว่าคริสตจักรของเราจะต้องเผชิญกับวิกฤตหนักหนาสาหัสอะไรบ้าง และนี่เป็นเวลาและโอกาสที่คริสตจักรจะเป็นแสงสว่างของสังคมโลกในช่วงเวลาวิกฤตมืดมิด

ขออธิษฐานเผื่อคริสตจักรของเราว่า อย่าให้เราถูกไวรัสร้ายตัวนี้หลอกล่อจนคริสตจักรต้องหยุดต้องปิดลง เพราะพระเยซูคริสต์ได้เตือนให้เราตระหนักชัดว่า “...พลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรไม่ได้” (มัทธิว 16:18 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


23 สิงหาคม 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 3: ผู้อภิบาลมืออาชีพ

ผู้อภิบาลมืออาชีพ

งานการอภิบาลในคริสตจักรปัจจุบันขาดด้อยในการมุ่งเน้นด้านการฟูมฟักและเสริมสร้างให้สมาชิกแต่ละคนใช้ของประทานในงานพันธกิจด้านต่างๆ ของคริสตจักร เราพบว่าศิษยาภิบาลในยุคนี้หนุนเสริมสมาชิกเพียงไม่กี่คนให้เข้ามามีส่วนร่วมการทำพันธกิจในคริสตจักร และเป็นการให้คนเหล่านั้นมีส่วนร่วมพันธกิจเพียงระดับที่จำกัด

ศิษยาภิบาลมักคิดและเข้าใจว่าส่วนสำคัญยิ่งในการอภิบาลชีวิตสมาชิกในคริสตจักรคือการเทศนาในวันอาทิตย์ และให้การนมัสการคือแกนกลางหนึ่งเดียวของพันธกิจในคริสตจักร ซึ่งถ้าเราพิจารณาจากพระคัมภีร์ในภาคพันธสัญญาใหม่เราพบว่า ในการพบปะกันของสมาชิกในคริสตจักรท้องถิ่นคือเวทีและโอกาสที่คริสเตียนแต่ละคนได้มีโอกาสใช้ของประทานที่มีอยู่ในตนเองในการหนุนเสริมชีวิตคริสเตียนกันและกันด้วยความรักและด้วยการกระทำ

“6และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ 7ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน 8ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตาก็จงแสดงด้วยใจยินดี” (โรม 12:6-8)

ใน 1โครินธ์ 12 เปาโลได้ชี้ชัดว่า โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ที่ได้ประทานของประทานให้ผู้เชื่อแต่ละคนที่แตกต่างหลากหลายไม่เหมือนกัน เช่นบางคนได้รับของประทานให้มีถ้อยคำที่ประกอบด้วยสติปัญญา, บางคนมีคำพูดที่ให้ความรู้, บางคนสามารถเผยพระวจนะ, อีกหลายคนที่มีความเชื่อที่แข็งแรง, บางคนมีความสามารถในการรักษาโรค, บ้างได้รับของประทานในการกระทำการอัศจรรย์, ส่วนบางคนพูดภาษาแปลกๆ ได้, อีกคนแปลภาษาแปลกๆ ได้ และ ฯลฯ แม้ว่าแต่ละคนจะมีของประทานที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป แต่พระวิญญาณองค์เดียวกันเป็นผู้ประทานตามชอบพระทัยของพระองค์ เพื่อใช้ของประทานเหล่านั้นในการสร้างประโยชน์แก่กันและกัน (ข้อ 4-12) และใช้ของประทานเพื่อทำให้คริสตจักรแข็งแรงขึ้น (1โครินธ์ 14:12) เพื่อให้พี่น้องในคริสตจักรเจริญขึ้น (ข้อ 26) ปลุกใจกันและกันให้มีความรักและทำความดี และหนุนใจกันและกัน (ฮีบรู 10:24-25) ใช้ของประทานของพระเจ้าอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อสำแดงพระคุณของพระเจ้า เป็นประโยชน์แก่กันและกัน เพื่อพระเจ้าจะได้รับเกียรติจากการงานที่เราทำ (1เปโตร 4:10-11)

อย่างไรก็ตาม ศิษยาภิบาลส่วนใหญ่มิได้มีความเข้าใจสัจจะในประการนี้อย่างเต็มที่ ปล่อยให้สมาชิกดำเนินหรือทำตามความเข้าใจของตนเอง ดังนั้น สมาชิกส่วนใหญ่ที่มาร่วมในการนมัสการพระเจ้าในคริสตจักรจึงทำตนเป็นเพียง “ผู้ชม” “ผู้ฟัง” “ผู้สังเกตการณ์” เท่านั้น และปล่อยให้คนเพียง 2-3 คน ทำงานทุกอย่าง แทนที่ทุกคนควรเข้ามามีส่วนร่วมในพันธกิจทั้งหลาย

มีคำถามที่เราในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคริสตจักรต้องตอบคือ มีพระคัมภีร์ตอนไหนหรือที่บอกเราว่า ให้มอบภาระความรับผิดชอบการบ่มเพาะ เลี้ยงดู ฟูมฟักชีวิตของผู้เชื่อในคริสตจักรให้คนใดคนหนึ่ง หรือ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรับผิดชอบ หรือเป็นความรับผิดชอบของพวก “ผู้อภิบาลมืออาชีพ” โดยเฉพาะ แทนที่จะอภิบาลเลี้ยงดูฟูมฟักซึ่งกันและกัน?

ทำไมคริสเตียนจำนวนมากมายที่เข้ามาร่วมในคริสตจักรยาวนานเป็นปีๆ แต่กลับไม่รู้เรื่องความเชื่อศรัทธาและชีวิตคริสเตียน(ไม่รู้ถึงแก่นแท้แห่งความเชื่อของคริสเตียน)เลย? และ

ทำไมคริสเตียนจำนวนมากไม่รู้เลยว่าตนมีของประทานฝ่ายจิตวิญญาณอะไรบ้าง จึงไม่รู้ว่าตนเองจะต้องมีบทบาทความรับผิดชอบในส่วนไหนของชีวิตคริสตจักร?

ศิษยาภิบาลในยุคทันสมัยนี้ได้เสริมหนุนให้เกิดสมาชิกที่สามารถขับเคลื่อนในหน้าที่การงานคริสตจักรด้วยความรับผิดชอบ หรือ สามารถสร้างเพียงสมาชิกคริสตจักร “ไม้ประดับ” นั่งบนเก้าอี้ในวันอาทิตย์(ให้เต็ม)ที่ไม่ต้องรับผิดชอบพันธกิจใดๆ ในคริสตจักร?

ตามความจริงแล้ว ศิษยาภิบาลจะต้อง เลี้ยงดู ฟูมฟัก บ่มเพาะให้สมาชิกแต่ละคนเป็นคนที่พระเจ้าจะทรงใช้ได้ เพื่อศิษยาภิบาลจะได้มอบหมายส่งทอดบทบาทความรับผิดชอบที่ตนได้รับจากพระเจ้าไปยังสมาชิกแต่ละคนตามของประทานที่แต่ละคนได้รับจากพระเจ้า เพื่อสมาชิกแต่ละคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในพันธกิจต่างๆ ในคริสตจักร เพื่อแต่ละคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ เพื่อแต่ละคนจะจำเริญขึ้นสู่พระคริสต์ผู้เป็นศีรษะของคริสตจักร และทำงานประสานต่อติดสนิทเป็นร่างกายเดียวกันในพระคริสต์ด้วยความรัก (เอเฟซัส 4:11-16)

ศิษยาภิบาลคือผู้ที่ต้องดูแลจิตวิญญาณของสมาชิกให้เจริญเติบโตขึ้น และเป็นผู้ที่จะต้องรายงานต่อพระเจ้าในพันธกิจการอภิบาลฟูมฟักที่ตนเองได้รับมอบหมายจากพระองค์ (ฮีบรู 13:17) แล้วศิษยาภิบาลในยุคทันสมัยจะรายงานกับพระเจ้าอย่างไรในพันธกิจการอภิบาลสมาชิกผู้เชื่อที่ไม่เกิดผลในชีวิต มีแต่สมาชิก “ทารก” หรือ สมาชิก “เฒ่าทารก” ที่มีเต็มเกลื่อนคริสตจักร เป็นคริสเตียนที่ “นิ่งเฉย” ไม่ทำอะไร นอกจากนั่งอย่างนิ่งสุภาพ สงบเสงี่ยม ในการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ มีบ้างที่จดบันทึกคำเทศนาของศิษยาภิบาล หรือ ช่วยผ่านถุงถวายทรัพย์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่ สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry
ของ Darryl M. Erkel