แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อย่างไรดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อย่างไรดี แสดงบทความทั้งหมด

24 มีนาคม 2564

จะอธิษฐานเผื่อผู้อภิบาล - ผู้เทศน์อย่างไรดี?

สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่สมาชิกคริสตจักรสามารถทำเพื่อผู้อภิบาลของเราคือ การอธิษฐานเผื่อผู้อภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมที่จะกล่าวพระวจนะของพระเจ้า 

เราสามารถใช้ข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ในการอธิษฐานเผื่อผู้อภิบาลของเราในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะในงานพันธกิจการอภิบาลเลี้ยงดูฟูมพักชีวิตความเชื่อของสมาชิก และการจัดเตรียมสำหรับการนมัสการพระเจ้าร่วมกันในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้  

ท่านผู้อ่านครับ เราสามารถอธิษฐานเผื่อผู้อภิบาลของเราตามประเด็นและข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ครับ: 

1.  อธิษฐานทูลขอให้ผู้อภิบาลยืนต่อหน้าประชากรของพระเจ้าด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์

 “สิ่งที่เราโอ้อวดได้ คือจิตสำนึกของเรายืนยันว่าเราประพฤติตนในโลกโดยเฉพาะในความสัมพันธ์กับท่านด้วยความบริสุทธิ์และความจริงใจซึ่งมาจากพระเจ้า เราไม่ได้ประพฤติตามปัญญาฝ่ายโลก แต่ตามพระคุณของพระเจ้า” (2โครินธ์ 1:12 อมธ.)

2.  อธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าหนุนเสริมให้ศิษยาภิบาลกล่าวพระกิตติคุณของพระคริสต์ด้วยความกล้าหาญ

 “...ข้าพเจ้าจะประกาศข่าวประเสริฐอย่างกล้าหาญตามที่ข้าพเจ้าสมควรจะทำ” (เอเฟซัส 6:2ข. อมธ.) 

3.  อธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาลจะกล่าวอวดกางเขนพระคริสต์เท่านั้น (ไม่ใช่อวดตนเอง)

 “ข้าพเจ้าไม่ขออวดอะไรนอกจากเรื่องกางเขนของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา...” (กาลาเทีย 6:14 มตฐ.)

4.  อธิษฐานทูลขอองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์กระทำพระราชกิจของพระองค์เพื่อหนุนเสริมผู้เข้าร่วมนมัสการและฟังพระคำพระเจ้าเกิดความเชื่อที่เข้มแข็งมั่นคงขึ้น

 “เมื่อพระองค์ (องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์) เสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความบาป ความชอบธรรม และการพิพากษา”  (ยอห์น 16:18 มตฐ.)

5.  อธิษฐานทูลขอให้การกล่าวพระวจนะของพระเจ้าทำให้ผู้ที่ยังไม่เชื่อได้เกิดความเชื่อผ่านการกล่าวพระวจนะของทางศิษยาภิบาล

 “ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์”  (โรม 10:17 มตฐ.)




27 กันยายน 2562

จะฟังเทศนาอย่างไรดี?

จากการ “ประเมิน” สู่ การ “ปฏิบัติ” คำเทศน์

คนส่วนมาก ตำรับตำราส่วนใหญ่ มักจะพูดถึง  “จะเทศนาอย่างไร ถึง.....”

พูดง่าย ๆ เรามีคู่มือ มีคำสอนสำหรับนักเทศน์มากมาย แต่ปัจจุบันเราต้องการคู่มือสำหรับผู้ฟังเทศน์อย่างมากด้วยใช่ไหม?

เนื้อหาข่าวสารในการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ โดยเฉพาะคำเทศนา มีเพื่อที่จะหนุนเสริมพัฒนาให้ชีวิตจิตวิญญาณของมวลสมาชิกในคริสตจักรเจริญเติบโต แข็งแรง และเกิดผลในชีวิตประจำวัน

คนฟังเทศน์กลุ่มใหญ่ ๆ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มคือ  

กลุ่มแรก ฟังเทศน์เป็นพิธีกรรมหนึ่งทางศาสนาที่สมาชิกพึงปฏิบัติ เพื่อจะได้รับพระพร เพื่อความรู้สึกดีสบายใจ กลุ่มที่สอง กลุ่มที่แสวงหาความรู้ กลุ่มที่สาม กลุ่มที่ฟังเทศน์แล้ว “ประเมิน” การเทศนาของผู้เทศน์ ตั้งแต่เนื้อหา ประสิทธิภาพในการสื่อสาร ภาษาที่ใช้ในคำเทศน์ ท่าทางการสื่อสาร ความยาวสั้นของคำเทศนา และ ฯลฯ กลุ่มที่สี่ กลุ่มฟังเทศน์เพื่อความบันเทิง และ “การปลดปล่อยทางอารมณ์” กลุ่มที่ห้า กลุ่มที่ฟังเทศน์เพื่อแสวงหาว่า พระเจ้ามีพระประสงค์ให้ตนดำเนินชีวิต และ มีพฤติกรรมชีวิตประจำวันแบบไหน พระองค์ต้องการให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง พัฒนาอะไรบ้าง

วิธีการฟังเทศนาที่เป็น “อันตราย” ต่อจิตวิญญาณ

ประการแรก  ฟังเทศนาด้วยจิตนึกคิดที่วิพากษ์วิจารณ์ การทำเช่นนี้ความคิดวิพากษ์-วิจารณ์จะขวางการรับรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในพระวจนะครั้งนั้น

ประการที่สอง  ฟังคำเทศน์แล้วไปเปรียบเทียบนักเทศน์วันนี้กับนักเทศน์ดังคนอื่น ๆ ทั้งนักเทศน์ในทีวี หรือ นักเทศน์ออนไลน์ในปัจจุบัน ความสนใจของเราไปจดจ่ออยู่กับตัวนักเทศน์มากกว่าความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า และพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา

ประการที่สาม  ฟังเทศน์แล้วไปคิดถึงคนอื่น แต่ไม่ได้คิดถึงตนเอง คนนั้นคนนี้น่าจะมาฟังเทศน์ในวันนี้ การคิดถึงคนอื่นเช่นนี้  ควรจะเริ่มต้นจากตนเองว่า พระวจนะพระเจ้าวันนี้ต้องการให้ฉันเปลี่ยนแปลง พัฒนาชีวิตจิตวิญญาณในเรื่องอะไร แล้วเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน  จากนั้นค่อยคิดถึงสิ่งดี ๆ จากคำเทศน์สำหรับคนอื่นที่เราคิดถึงต่อไป

ถ้าเช่นนั้น เราจะมีวิธีการ หรือ แนวทางการฟังเทศนาในวันอาทิตย์อย่างไร?

แนวทางปฏิบัติ 1: จดจ่อที่เนื้อหาพระวจนะของพระเจ้า มิใช่ที่ตัวผู้เทศน์ อะไรคือประเด็นหลักของคำเทศนา? พระเจ้าตรัสอะไรกับฉันในคำเทศนาวันนี้? ให้เรามุ่งจดจ่อหาทางให้ชีวิตประจำวันของเราเข้าไปมีส่วนในพระวจนะ และ คำตรัสของพระเจ้าผ่านคำเทศนาวันนี้

แนวทางปฏิบัติ 2: ฟังเพื่อให้ได้ปัญญาความเข้าใจมากกว่าเพื่อความบันเทิง  เราจะไม่ติดยึดที่ตัวอย่างเปรียบเทียบที่ตลก สนุก แต่การเปรียบเทียบนั้นนำเราเข้าถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในพระวจนะ ช่วยให้เราเข้าใจพระวจนะวันนี้ชัดเจนมากขึ้นสำหรับเราที่จะปฏิบัติตามพระวจนะนั้น

แนวทางปฏิบัติ 3: ฟังให้เกิดการยกย่องถวายเกียรติพระเจ้ามากกว่าเพื่อการศึกษาเรียนรู้ พระวจนะของพระเจ้ามุ่งสั่งสอนเรา ให้มีความรู้ แต่ต้องเป็นความรู้นำสู่การปฏิบัติเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตจิตวิญญาณของเรา 2ทิโมธี 3:16-17 กล่าวว่า พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม  เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง (อมธ.)

แนวทางปฏิบัติ 4: เอาตนเองเข้าไปมีส่วนร่วมในพระวจนะที่เทศนา มากกว่าเป็นเหมือนคนชมฟุตบอลข้างสนามเท่านั้น ทุกคนที่เข้ามาร่วมนมัสการพระเจ้าและฟังเทศน์ในวันอาทิตย์ ไม่มีใครเข้ามาในโบสถ์ด้วยชีวิตมี “ความเป็นไท” แต่ทุกคนแบกภาระชีวิตมาด้วย ความวิตกกังวล ความเครียด ปัญหาชีวิต เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ทั้งในบ้าน ในที่ทำงาน ภาระเหล่านี้ที่แต่ละคนแบกมาด้วยย่อมทำให้จิตใจของแต่ละคนวอกแวก และทางหนึ่งที่เราจะมีชีวิตที่มีส่วนในพระวจนะคือ การที่เรามาหาพระเจ้าพร้อมด้วยภาระหนักอึ้งที่เราแบกอยู่  แสวงหาทางออกของชีวิตจากการชี้นำของพระวจนะในวันนั้น

แนวทางปฏิบัติ 5: ใจจดจ่ออยู่ที่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตนมากกว่าความสมบูรณ์ของเนื้อหาคำเทศน์ จุดประสงค์ที่เรามาร่วมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เพื่อให้ชีวิตจิตวิญญาณของเราเติบโต เข้มแข็ง เกิดผล สิ่งนี้เริ่มต้นที่ชีวิตของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงและสร้างใหม่จากพระเจ้า  

เราต้องตระหนักชัดว่า พลังอำนาจในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรานั้นมาจากพระเจ้า ส่วนการที่จะเลือกรับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อยู่ที่การตัดสินใจเลือกของเราแต่ละคน

ให้เราเปลี่ยนจากการฟังเทศน์เพื่อ “ประเมิน” คำเทศน์ สู่ การ “ปฏิบัติ” คำเทศน์ดีไหม? 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



04 มีนาคม 2562

จะอธิษฐานเผื่อนักการเมือง และ ผู้นำประเทศของเราอย่างไรดี?

ท่านเคยอธิษฐานเพื่อผู้ปกครองประเทศ   ทั้งองค์พระมหากษัตริย์  นายกรัฐมนตรี  คณะรัฐมนตรี  สภานิติบัญญัติ  ตลอดจนผู้ปกครองท้องถิ่นอย่าง นายก อบต. หรือ เทศบาล  และ สมาชิก อบต. หรือ เทศบาลหรือไม่?   ทำไมท่านถึงอธิษฐานเผื่อผู้นำเหล่านี้?   เมื่อท่านอธิษฐานเผื่อผู้นำเหล่านี้ท่านอธิษฐานเผื่อเขาในเรื่องอะไรบ้าง?   และถ้าผู้นำประเทศ หรือ ผู้ปกครองประเทศและท้องถิ่น ที่ท่านไม่ไว้ใจ  ไม่เห็นด้วย  หรือคนที่ท่านไม่ยอมรับ   ท่านจะอธิษฐานเผื่อเขาหรือไม่?   ทำไม?

เรื่องการเมืองระดับประเทศ และ การเมืองท้องถิ่น เคยเป็นสาเหตุที่ทำให้คริสตจักรเกิดการแตกแยกมาแล้วในอดีตที่ผ่านมา   เมื่อพรรคการเมืองสีหนึ่งชนะเลือกตั้ง   ในการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ศิษยาภิบาลได้ขอให้คริสตจักรอธิษฐานเผื่อนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรีสีที่ชนะเลือกตั้ง   หลังการนมัสการมีผู้ปกครองคริสตจักรคนหนึ่งซึ่งเป็นที่นับถือของสมาชิกคริสตจักรได้มาหาศิษยาภิบาลและบอกศิษยาภิบาลว่า   อาจารย์ไม่สมควรอธิษฐานเผื่อผู้นำประเทศคนนี้   แต่ศิษยาภิบาลยังคงให้มีการอธิษฐานเผื่อผู้บริหารประเทศชุดนี้  ปรากฏว่าผู้ปกครองคริสตจักรท่านนั้นออกจากคริสตจักรเพราะรับไม่ได้ที่ศิษยาภิบาลดื้อรั้นยังอธิษฐานเผื่อนายกรัฐมนตรีที่เขาเกลียดเข้ากระดูกดำ  

ถ้าท่านเป็นศิษยาภิบาลท่านนี้ท่านจะทำอย่างไร?  ทำไมท่านถึงทำเช่นนั้น?

เปาโลเขียนจดหมายฝากไปถึงศิษยาภิบาลหนุ่มทิโมธี  ตอนหนึ่งท่านแนะนำ ศบ. หนุ่มว่า...

1ฉะนั้นก่อนอื่นข้าพเจ้าขอกำชับท่านให้ทูลขอ อธิษฐาน วิงวอน และขอบพระคุณพระเจ้าเพื่อทุกคน 2เพื่อเหล่ากษัตริย์และผู้มีอำนาจทั้งปวง   เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสงบและมีสันติในทางพระเจ้า และเป็นที่นับถือ  (1ทิโมธี 2:1-2 อมธ.  ตัวเอน มตฐ.)

ที่เปาโลเขียนเช่นนี้ถึงทิโมธี มิใช่เพราะท่านนิยมชื่นชอบการปกครองของจักรพรรดิในเวลานั้นคือ กษัตริย์เนโร (Nero  ในภาษากรีกมีความหมายว่าสีดำ)  กษัตริย์องค์นี้ได้สั่งฆ่าพวกคริสต์ชนในยุคคริสต์ศตวรรษแรกอย่างเลือดเย็นและบ้าคลั่ง   เป็นจักรพรรดิที่โหดร้าย  เป็นผู้ปกครองเผด็จการ   ดังนั้น  ที่เปาโลแนะนำให้ทิโมธีอธิษฐานเผื่อผู้ปกครองประเทศมิใช่เพราะเขานิยมชมชอบแน่   ตรงกันข้ามเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัวของเปาโลต่างหาก   แต่เปาโลบอกแก่ทิโมธีและเราว่า  ให้อธิษฐานเผื่อผู้ปกครองประเทศ

หลังการเลือกตั้งในประเทศไทยครั้งนี้   ไม่ว่าพรรคไหน พวกไหน หรือ คนไหนที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี   คริสต์ชนจะต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าเผื่อพวกเขา   เพื่อขอพระเจ้าโปรด “ทรงชี้นำ และ ทรงนำผู้นำประเทศคนนั้นและคณะรัฐมนตรีคณะนั้น”  และเราคงไม่อธิษฐานทูลขอพระเจ้าให้ชี้นำนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรีตามความคิดเห็นความต้องการของเรา   แต่ตามการทรงนำของพระเจ้า   เพราะผมเชื่อและไว้วางใจว่าพระเจ้ารู้ว่า  ควรบริหารประเทศไทยไปในทางไหนที่เป็นหนทางที่ดีที่สุด มากกว่าความคิดความต้องการของผม

ส่วนผู้นำเหล่านั้นจะยอมน้อมรับการทรงชี้นำของพระเจ้า หรือ เขาเลือกที่จะไปตามการครอบงำของอำนาจชั่ว   เขาต้องตัดสินใจ  และเขาจะต้องรับผลจากการตัดสินใจของเขาเอง

ส่วนเราต้องอย่าทะนง  แต่ต้องใส่ใจอธิษฐานและฟังการทรงชี้นำจากองค์พระผู้เป็นเจ้า   และยอมทำตาม  เปลี่ยนแปลง  และพัฒนาชีวิตตามการทรงนำจากเบื้องบน

เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสงบ   มีสันติในทางพระเจ้า และเป็นที่นับถือ 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

25 พฤษภาคม 2561

จะเชื่อวางใจพระเจ้าอย่างไรดี...เมื่อเลี้ยงลูกไม่ได้อย่างที่คาดหวัง?

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่ของแซมสันทุกข์อกทุกข์ใจคือ แซมสันทำผิดกฎของการมีชีวิตที่เป็น “นาศีร์สำหรับพระเจ้า” น่าสังเกตว่าเขาไม่สนใจแผนการของพระเจ้า เขาสนใจแต่ความต้องการของตนเองความปรารถนาของตนเอง เขากินน้ำผึ้ง(ซึ่งต้องห้ามสำหรับนาศีร์) (14:6)  ฆ่าคน 30 คนด้วยอารมณ์โกรธพวกฟีลิสเตีย อย่างร้อนแรง (14:19)   ฆ่าคนพันคนด้วยกระดูกขากรรไกรลา (15:15)   เพราะพฤติกรรมที่โหดร้ายรุนแรงของแซมสัน  ภรรยาและครอบครัวของนางถูกพวกฟีลิสเตียเผาทำลาย (15:6)   แม้แต่คนอิสราเอลก็ยังเอือมระอากับพฤติกรรมที่ต่ำทรามเลวร้ายของแซมสัน จนต้องจับแซมสันส่งให้พวกฟีลิสเตีย (15:10-13)

ถ้าท่านเป็นพ่อแม่ของแซมสันท่านจะรู้สึก และ จะทำอย่างไร? 

แซมสันเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว และ ผู้เป็นแม่เองก็เป็นหมัน และเกิดมาด้วยพระประสงค์ของพระเจ้าที่พระองค์จะทรงใช้ลูกชายคนนี้ของเธอ และพ่อแม่ก็ตั้งอกตั้งใจที่จะทุ่มเทเลี้ยงดูลูกคนนี้ให้ดีที่สุด แต่เมื่อแซมสันโตขึ้น กลับมีพฤติกรรมชีวิตที่ไปคนละทิศคนละทางกับที่พ่อแม่คาดคิด เขาทั้งสองคงรู้สึกสิ้นหวัง เสียใจ และอับอายด้วย เขาคงสงสัยว่าเขาเลี้ยงลูกผิดพลาดอย่างไร แต่พระคัมภีร์กลับยืนยันว่าพระเจ้าทรงใช้แซมสัน (รายละเอียดสามารถอ่านได้ในข้อเขียนตอนก่อน)

ในพระธรรมฮีบรู มีชื่อของแซมสัน เป็นคนหนึ่งในบรรดาบรรพบุรุษที่เป็นแบบอย่างแห่งความเชื่อ (ฮีบรู 11) แซมสันได้เป็นผู้วินิจฉัยในชุมชนอิสราเอลเป็นเวลา 20 ปีในยุคที่ฟีลิสเตียมีอำนาจ และตอนช่วงสุดท้ายของชีวิตเขาได้ทูลขอกำลังจากพระเจ้าเพื่อที่จะเอาชนะพวกฟีลิสเตีย และพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานทูลขอของเขา(15:18)  แต่ที่เขาทำเพราะต้องการแก้แค้นพวกฟีลิสเตีย

เรามักพบว่าพระเจ้าทรงใช้คนที่ถ่อมใจ และ ติดตามพระองค์ด้วยอุทิศตน คนที่มีชีวิตที่สำแดงออกถึงผลของพระวิญญาณ หรือ มีชีวิตตามแบบอย่างชีวิตพระคริสต์ บุคคลเหล่านี้เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่รักและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า

แต่ในบางครั้งพระเจ้าทรงใช้คนที่อ่อนแอและมีปัญหาที่จะทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ  คนที่มุทะลุดุดัน  หุนหันพลันแล่น  คนที่ตัดสินใจเลือกในการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด   ชีวิตของแซมสันไม่ได้ใสสะอาดและเป็นชีวิตที่น่ายกย่องนับถือ   แต่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงใช้เขา  หลายครั้งที่พระวิญญาณของพระเจ้าอยู่เหนือเขา (14:6, 19; 15:14)

พระเจ้าทรงใช้เราทุกคนเมื่อเราอ่อนแอ ชีวิตแปดเปื้อนด้วยความบาป  และประสบความล้มเหลว   ถึงแม้ชีวิตที่ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าก็ตาม   แซมสันเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงใช้เขาแม้ชีวิตของเขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง   และในพระธรรมฮีบรู บทที่ 11 บรรพบุรุษแห่งความเชื่อเหล่านั้นก็มิใช่ผู้ที่ไม่มีความบาป  พระธรรมฮีบรูเขียนถึงบุคคลแห่งความเชื่อมิใช่เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้ทำบาป 

แต่เพราะคนเหล่านี้มีความเชื่อวางใจในพระเจ้า

คุณความดีและความชอบธรรมในชีวิตของเรามิใช่สิ่งที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย  แต่ความเชื่อศรัทธาของเราต่างหากที่เป็นที่พอพระทัย

ชีวิตของแซมสันมิใช่ชีวิตที่เหมาะเป็นแบบอย่าง แต่ชีวิตของเขาแสดงให้เราเห็นว่าพระเจ้าทรงใช้คนที่เชื่อศรัทธาในพระองค์  ดังนั้น  แม้ชีวิตของลูก ๆ ของเราจะเป็นคนหันออกไปจากทางที่เราคาดหวัง  ผิดพลาด  ออกนอกเส้นทางของพระเจ้าที่เราคาดคิด   เขาดำเนินชีวิตตามที่เขาปรารถนาต้องการ  ตามใจของเขา   อย่าเพิ่งสิ้นหวังครับ   การทำงานของพระเจ้าในชีวิตของเขายังไม่จบสิ้นครับ   พระเจ้าอาจจะใช้คนที่มีชีวิตที่เราท่านอาจจะมองว่า พระองค์ไม่น่าจะใช้  เพื่อที่จะทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในบางประการก็ได้

พ่อแม่ที่มีลูกที่มีชีวิตออกนอกลู่นอกทางอย่าเพิ่ง “ใจสลาย”  อย่าเพิ่งสิ้นหวัง   อย่ามัวนั่งกล่าวโทษตนเอง และอย่าไปฝังใจและรู้สึกผิดที่ลูกเป็นคนที่ไม่เอาไหน รุนแรง หุนหันพลันแล่น ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะการบ่มเพาะเลี้ยงดูของเรา  

เมื่อพระเจ้ายังไม่เสร็จสิ้นพระราชกิจในชีวิตลูกของเรา   ก็ให้เรากระตุ้นหนุนเสริมให้เขามีชีวิตที่มีวินัย (ฮีบรู 12:5-11) ย้ำเตือนและให้กำลังใจลูกเสมอว่า ให้ไว้วางใจในพระเจ้า และ เมื่อเขาสิ้นทางเลือกให้ลูกเรียกหาพระองค์  และ ให้เขาระลึกเสมอว่า  ความล้มเหลวในชีวิตไม่สามารถขัดขวาง หรือ ลบล้างความรักอันมั่นคงสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่มีต่อเขาในชีวิต

เหนือสิ่งอื่นใดครับ จงมอบและวางใจพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องของลูก อย่าลืมนะครับว่า  พระเจ้าทำงานเสริมสร้างในชีวิตลูกของเรายังไม่เสร็จและจบสิ้นครับ  พระองค์ยังคงทำงานในชีวิตลูกอยู่   และพระเจ้าจะไม่เคยทอดทิ้งลูกของเราครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

18 มีนาคม 2559

เราจะนำ สอน หรือ โค้ช คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราอย่างไรดี?

คงปฏิเสธได้ยากว่า   การที่จะต้องนำ ต้องโค้ช หรือ สอนคนอื่น   ถ้าคนนั้นมีวัยวุฒิมากกว่า   หรือ แม้แต่เป็นเพื่อนรุ่นพี่  หรือ คนที่เคยมีตำแหน่งผู้นำสูงมาก่อน   ย่อมทำให้เราบางครั้ง “หวั่น ๆ”  ไม่มั่นใจในตนเอง   หรือไม่รู้จะเริ่มหรือจะทำอย่างไรดีที่จะเหมาะสม  สร้างสรรค์   และเกิดผลดีทั้งต่อเขาและเรา

ประเด็นนี้มิได้เกิดขึ้นในการทำงานรับใช้ในคริสตจักรเท่านั้น   แต่ได้เกิดขึ้นทั้งในที่ทำงาน และ ในชุมชนด้วยเช่นกัน   และที่สำคัญคือ  นี่คืองานที่เราจะต้องทำ จะต้องรับผิดชอบ   และบางครั้งเราต้องเสริมสร้างคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราให้เป็นผู้นำ   เราจะทำอย่างไรดี?   ยิ่งถ้าคน ๆ นั้นมิได้มีอายุที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราเท่านั้น   แต่ยังมีตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง   หรือมีความรู้ดีในบางเรื่อง  หรือเป็นผู้ที่ชาวบ้านยกย่องว่าเป็น “ปราชญ์ชุมชน” และมีผลงาน  ประสบการณ์เป็นตัวพ่วงมาด้วยแล้ว   จะให้เรานำ เราสอน และโค้ชคนระดับนี้ได้อย่างไร?

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้   บ่อยครั้งเราเกิดคำถามสารพัดที่จู่โจมเข้ามาในความคิดความรู้สึกของเรา...  เขาจะยอมรับเราหรือไม่?   เขาจะคิดว่าเรามีประสบการณ์พอที่จะนำเขา สอนเขาหรือไม่?   และถ้าเขาไม่ยอมที่จะฟังเราล่ะ จะทำอย่างไรดี?   และ ถ้าเราไม่มีประสบการณ์ที่สำคัญจำเป็นเพียงพอ  อะไรจะเกิดขึ้น?   เราจะต้องระวัง   ที่จะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างเสียงในความคิดจิตใจแบบนี้จู่โจมทับถมจนเราเกิดความไม่มั่นใจ  และพัฒนาเป็นความกลัวงันไป!

ประสบการณ์ของผมที่เคยเผชิญเรื่องเช่นนี้   ผมสงบและเตือนตนเองให้นิ่ง  แล้วค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าวเล็ก  และก้าวย่างอย่างต่อเนื่องบนความสัมพันธ์ และ บนฐานของประสบการณ์และความเป็นจริง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเริ่มแยกแยะสถานการณ์นี้ว่าอะไรคือ “ความจริง” ในเรื่องที่อยู่ข้างหน้าผม   และเริ่มค่อยถามตนเองว่า
  • นี่เป็นงานที่ผมต้องรับผิดชอบใช่ไหม?   และที่ต้องรับผิดชอบเพราะอยู่ในตำแหน่งนี้ใช่ไหม?
  • เรามีความรู้ในเรื่องที่จะต้องสอน  นำ  และโค้ชเขาใช่ไหม?
  • เขาก็มีประสบการณ์หลายอย่างในชีวิตที่ผมสามารถเรียนรู้จากเขาใช่ไหม?
  • เราจะทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกันไม่ใช่หรือ?


เมื่อผมถามตนเองด้วยคำถามดังกล่าว   ซึ่งเป็นคำถามที่บอกกับตัวผมเองว่า  สิ่งเหล่านี้เป็น “ความจริง” ทั้งนั้น แล้วเราทำไมต้อง “ไม่มั่นใจ” ผมเตือนความจำตนเอง  โดยพูดกับตนเองว่า... เราเคยทดลองทำในเรื่องนี้มาแล้วไม่ใช่หรือ?   เรื่องนี้เราเคยทำมาแล้วไม่ใช่หรือ?   ยิ่งกว่านั้น เรายังได้รับเสียงสะท้อนกลับในการทำของเรา  เราได้บทเรียนจากประสบการณ์ไม่ใช่หรือ?   และเราก็ค้นพบหลักการปฏิบัติที่สำคัญในเรื่องการเสริมสร้างคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราในทีมงานมาก่อนหน้านี้แล้วนี่!  

ยอมรับในสิ่งที่เราไม่รู้

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในฐานะผู้นำและผู้สร้างทีมงาน  หรือแม้แต่ในการทำงานกับคน   เราจะต้องรู้เท่าทันตนเองว่า   เรารู้เรื่องอะไรบ้าง   เราไม่รู้ในเรื่องอะไรบ้าง   เราคิดเช่นไรในเรื่องนี้   หมายความว่าในฐานะที่เราเป็นผู้นำ  เพราะเรามีประสบการณ์ และ ความรู้ที่จะแบ่งปันแก่คนอื่น   ดังนั้น ให้เราทำ   ถ้าเราแบ่งปันความคิดสติปัญญาและสิ่งดีแก่คนอื่น   เราก็จะได้รับความมั่นใจจากคนอื่น    อย่างไรก็ตาม   เราไม่ได้รู้เสียทุกเรื่อง   ดังนั้น อย่ากลัวที่จะบอกกับคนอื่นตรง ๆ ว่า “เรื่องนี้ผมไม่รู้”   และบอกเขาจากความจริงใจว่า “ถ้าท่านมีความคิดในเรื่องนี้   ผมต้องการฟังเพื่อจะเรียนรู้”   เมื่อเราบอกกับคนอื่นด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจ และ เปิดใจยอมรับความคิดของคนอื่น   เราจะได้รับการนับถือจากคน ๆ นั้น

เพื่อเป็นการพัฒนา ความสามารถ และ ทักษะในการทำงานกับทีมงานที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเรา   ผมได้ขอบางคนในกลุ่มแกนนำที่ผมทำงานด้วย   ขอเขาเป็นผู้สะท้อนและให้ข้อเสนอแก่ผมเกี่ยวกับการนำ การสอน และ การโค้ชในทีมงานที่ผมทำว่าเป็นอย่างไร   โดยผมจะตั้งประเด็นให้เขาช่วยสะท้อนกลับการเป็นผู้นำทีมของผม เช่น
  • สิ่งที่ผมทำได้ดีมีอะไรบ้าง?
  • มีอะไรที่ผมน่าจะทำได้ดีกว่าที่ทำอยู่?
  • มีอะไรบ้างที่ผมไม่ควรทำ?

คนในทีมงานที่ผมขอให้เป็นผู้สะท้อนกลับความคิดเห็นของเขาต่อการเป็นผู้นำของผม   ผมมีวิธีการคัดเลือกคือ   เป็นคนไว้ใจได้  ฉลาด  มีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำมาพอประมาณ   ผู้ที่เต็มใจจะช่วยเป็นผู้สะท้อน   เป็นผู้ที่ผู้คนนับถือในความคิดเห็นของเขา

ในฐานะผู้นำกลุ่มทีมงานแกนนำกลุ่มต่าง ๆ  ผมต้องการที่จะเรียนรู้จากบุคคลที่มีประสบการณ์ในเรื่อง ประเด็นที่ผมไม่รู้   ยิ่งกว่านั้น  ถ้าผมรู้ว่าแกนนำกลุ่มท่านใดมีความชำนาญเฉพาะเรื่องใด   ผมจะต้องเข้าไปขอเรียนรู้เพื่อผมจะมีความรอบรู้ในเรื่องนั้น    ผมมีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับแกนนำเช่นนี้   เขาพร้อมและเต็มใจแบ่งปันสิ่งที่เขารู้และชำนาญ   เขาเป็นคนที่อ่านมาก และ กล้าที่จะทดลองทำ  แล้วประมวลประสบการณ์ที่ได้รับให้เป็นองค์ความรู้ใหม่   การที่เราเปิดใจยอมเรียนรู้จากแกนนำต่าง ๆ เป็นการเพิ่มเติมองค์ความรู้ที่มาจากประสบการณ์ปฏิบัติที่เรายังขาดยังด้อยอยู่  และนี่คือสิ่งที่ผมกระหายหาอย่างมากครับ

ผู้นำมิใช่เป็นผู้รอบรู้เสียทุกเรื่องราว   ดังนั้นอย่ากลัวที่จะบอกทีมงานว่าเราไม่รู้   และถ่อมพอที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ของทีมงานของตน   แม้คนนั้นจะเป็นลูกน้องของเราก็ตาม

“ผู้นำ” นอกจากเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความเห็นความเข้าใจของผู้ร่วมทีมแล้ว   การถ่อมใจและจริงใจที่เรียนรู้จากคนอื่นในทีมก็เป็นภาวะผู้นำที่สำคัญในการนำคนที่มีวัยวุฒิ และ คุณวุฒิที่สูงกว่าเราด้วย   และเมื่อเราทำเช่นนี้ก็เป็นการสร้างวัฒนธรรมการเปิดใจรับฟังรับการเรียนรู้จากคนอื่น ๆ ในทีมงานในชุมชนที่เราทำงานด้วย   ดังที่พระเยซูคริสต์สอนสาวกของพระองค์ว่า  การเป็นผู้นำคือการเป็นคนรับใช้คนอื่น...   การเป็นผู้นำคือการถ่อมใจถ่อมตนติดตามเรียนรู้จากคนอื่น   การที่เรานำใครก็ตามมิได้หมายความว่าเราต้องมีอะไรที่เหนือคนอื่นในเรื่องที่เรานำ   แต่เป็นการใส่ใจ  เปิดใจชื่นชม และ รับ  สิ่งดี ๆ ที่มีในชีวิตของคนอื่น   แล้วเอื้ออำนวยให้สิ่งดีเหล่านั้น “ฉายแสง ส่องสว่าง” ให้คนอื่นได้เห็น   ถ้าเป็นเช่นนี้ท่านย่อมนำคนอื่นได้อย่างไร้เงื่อนไขทั้งวัยวุฒิ และ คุณวุฒิ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

16 กันยายน 2558

เราจะรอคำตอบจากพระเจ้าอย่างไรดี?

ท่านเคยถามตนเองหรือไม่ว่า   พระเจ้าต้องการให้เราทำอะไรเมื่อกำลังรอคำตอบสำหรับคำอธิษฐานของเรา?   ในสดุดี 37:7  กล่าวไว้ว่า   “จง​สงบ​อยู่​ต่อ​พระ​ยาห์​เวห์ และ​เพียร​รอ​คอย(การตอบสนองของ)​พระ​องค์... (สดุดี 37:7 มตฐ.)  

ขอตั้งข้อสังเกตว่า   บางท่านรอไปก็บ่นไป ตราบใดที่ยังได้บ่นก็ยังรอคอยได้   หรือไม่ก็ทำอย่างที่เราต้องรอคอยเข้าแถวรับบริการของรัฐที่เชื่องช้ายืดยาด   แล้วก็ต่อว่าการทำงานไม่เอาไหนของข้าราชการที่เช้าชามเย็นชาม

แต่พระเจ้าบอกกับเราว่า  เมื่อเรารอคอย   ให้เรารอคอย อย่างสงบด้วยความเพียร

บางครั้งบางคนรอคอยคำตอบจากพระเจ้าแบบเด็กสองขวบที่อยู่ไม่สุข   เรารู้สึกสับสนวุ่นวายใจ   เรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่าง   แต่พระเจ้าตรัสว่า  ให้เราเพียรรอคอยอย่างสงบ   อย่าสับสนว้าวุ่นใจ   แล้วอย่าพยายามที่จะจัดการเรื่องที่ท่านได้ทูลต่อพระองค์ด้วยตนเอง

ที่สำคัญ   อย่าให้เราต้องลงมือทำผิดซ้ำอย่างที่อับราฮามได้เคยทำผิดพลาดในเรื่องเช่นนี้มาแล้ว   โดยพยายามที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการตอบสนองต่อคำอธิษฐานที่เราทูลต่อพระเจ้า  เพราะการกระทำเช่นนั้นของเราจะทำให้เกิดปัญหาตามมาที่ยุ่งเหยิงยากเย็นในการแก้ไขภายหลัง   

พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮามว่า   พระเจ้าจะทรงกระทำให้อับราฮามเป็นบิดาแห่งชนชาติที่ยิ่งใหญ่   แต่มีปัญหาว่า  ประการแรกอับราฮามอายุปาเข้าไป 99 ปีแล้ว   แล้วยังไม่มีลูกแม้แต่คนเดียว   ประการที่สอง เมื่อมองไปที่ซาราห์ภรรยาของตน   ปัญหาของนางคือเป็นหมัน   แล้วเรื่องที่ตนจะเป็นบิดาของชนชาติใหญ่จะเป็นจริงได้อย่างไร?   เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ “ยากส์ยกกำลังสอง”

ในที่สุดอับราฮามตัดสินใจทำบางอย่างตามคำแนะนำของภรรยา   คือการมีบุตรกับหญิงคนใช้ของซาราห์   อับราฮามคิดว่านี่คือคำตอบจากพระเจ้า (หรือ ช่วยพระเจ้ามีคำตอบ)   ที่ให้ท่านมีบุตรชายเมื่ออายุ 99 ปี  แล้วบุตรคนนี้ได้ชื่อว่าอิชมาเอล   แต่พระเจ้าบอกว่า นี่ไม่ใช่แผนการของพระองค์   อับราฮามคิดเอาเอง  คิดผิด สำคัญผิดไปเสียแล้ว   แต่พระเจ้าทรงประทานบุตรชายแก่อับราฮามทางนางซาราห์ภรรยา   ซึ่งเป็นการอัศจรรย์เหนือความเป็นไปได้ตามธรรมชาติ   บุตรชายที่พระเจ้าประทานมานี้ชื่อว่า อิสอัค  มีความหมายว่า “หัวเราะ”   เพราะนางซาราห์เมื่อได้ยินแผนการที่จะประทานบุตรชายให้อับราฮาม  นางถึงกับหัวเราะ   เพราะนางไม่รู้ว่าจะเชื่อสิ่งที่พระเจ้าบอกได้อย่างไร?

แต่พระเจ้าได้ให้เกิดเสียงหัวเราะที่มาจากความชื่นชมยินดีภายในชีวิต   พระเจ้าประทานอิสอัคแก่อับราฮามและซาราห์   แต่สิ่งที่ตามมา อับราฮามต้องรับมือกับความขัดแย้งถึงกับชีวิต ระหว่างผลที่ตนกระทำลงไปเมื่อกำลังรอคอยการทรงตอบตามพระสัญญา กับสิ่งที่เกิดตามพระสัญญา   เป็นความขัดแย้งขนาดเป็นความเป็นความตายถึงกับชีวิต   และในวิกฤติเช่นนั้นต่างต้องพึ่งพิงพระคุณของพระเจ้า   แต่ความขัดแย้งที่ตึงเครียดรุนแรงนี้ยังสืบทอดยาวนานมาจนทุกวันนี้

อย่าให้เราพยายามที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เป็นคำตอบที่เรากำลังรอคอยคำตอบจากพระเจ้า   ระวังว่านั่นเรากำลังสร้างปัญหาใหม่ ๆ  ความสับสนวุ่นวายที่ไม่รู้จบให้แก่ตัวเราเอง   แต่ให้เราเพียรรอคอยคำตอบจากพระเจ้า ด้วยความสงบ   ที่จะทรงตอบเราในเวลาที่พระองค์กำหนด   ที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ในชีวิตของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

07 กรกฎาคม 2557

เราจะใช้เวลา 30 นาทีทองของวันใหม่อย่างไรดี?

ในที่นี้ผมไม่ได้หมายรวมถึง เมื่อตื่นนอนแล้วต้องเข้าห้องน้ำ   หรือสำหรับบางคนเดินตรงไปยังห้องครัวต้มน้ำร้อนชงกาแฟก่อนที่จะทำอะไร(ผมเป็นต้น)    แต่ในที่นี้ผมหมายถึงว่าเราจะเริ่มทำงานของเราในครึ่งชั่วโมงของการเริ่มต้นงานวันใหม่ของเราอย่างไรมากกว่าครับ

ในยุคที่ไอทีเข้ามาครอบงำชีวิตจนเราคุ้นชิน  และยิ่งกว่านั้นเราอาจจะถูกความเจริญก้าวหน้าด้านนี้ครอบงำการดำเนินชีวิต และ ระบบคุณค่าชีวิตของเรา    ผมคุยกับเพื่อนหลายคนพบว่ามีอะไรๆ คล้ายๆ กันเช่น   ชงกาแฟแล้วก็เดินมาที่โต๊ะทำงานจากนั้นก็เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์   เมื่อรอมันบู๊ทเครื่อง   ก็ฉวยเอาโทรศัพท์มาเขี่ยๆ แตะๆ ดูว่า   ในช่วงที่เรานอนหลับไปนั้นมีอะไรเข้ามาในเครื่องของเราบ้าง

ก็พอดีกับเครื่องคอมฯ บู๊ทเสร็จ   เข้าไปตรวจอีเมล์  ดูจดหมาย  เปิดอ่าน  อ่านข่าวคราวทางอินเตอร์เน็ท   ข้อมูลข่าวสารจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้เริ่มไหลล้นทับถมเข้ามาในสมองของเรา   มีทั้งข้อมูลขยะ  ข้อมูลหลอกล่อชักชวน   ข้อมูลกวนอกกวนใจ    เราอาจจะรู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ปรากฏว่าอารมณ์ความรู้สึกของเราถูกครอบงำจากข้อมูลจิปาถะเหล่านั้น   มีอีกหลายข้อมูลที่น่าสนใจที่ดึงให้เราไปสนใจและลงมือทำในสิ่งนั้น

ปรากฏว่า  ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นตัวที่เข้ามาครอบงำควบคุมการคิด การตัดสินใจ  แผนงานที่เราจะทำในวันนี้ไปเสียแล้ว   (อย่า)เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการถูกข้อมูลจากไอทีจูง(จมูก)เราไป?   กว่าจะรู้ตัวก็ตอนหลังอาหารเช้า ว่าเช้านี้เราหมดเวลากับการติดตามข้อมูลในไอที   นอกจากเราได้เสีย “30 นาทีทอง” ของวันนี้ไปแล้ว   ยังสิ้นเปลืองเวลายามเช้าไปอีกประมาณอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง!

สามสิบนาทีทองของคริสตชน

สิ่งหนึ่งที่เราน่าจะทำในช่วง “30 นาทีทอง” ของวันใหม่ที่พระเจ้าประทานแก่เรานั้นคือ   การที่เราจะเข้าใกล้ชิดพระองค์   เพื่อขอบพระคุณสำหรับเวลาที่ประทานแก่เราแล้ว   ยังเป็นโอกาสทองที่เราจะปรึกษาพระองค์ว่า   ในวันนี้เราจะมีโอกาสทำในสิ่งที่ตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระองค์ผ่านชีวิตการงานประจำวันได้อย่างไรบ้าง    หรือเราจะเรียกว่า เราวางแผนการวันนี้ของเราร่วมกับพระองค์ก็ว่าได้

ให้เราเริ่ม 30 นาทีทองของวันใหม่ด้วยการมีความคิดที่ชัดเจนว่า   สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องทำให้สำเร็จของวันนี้คืออะไร   เราเริ่มต้น 30 นาทีทองของวันใหม่ด้วยการคิดล่วงหน้าว่า  เราต้องการทำอะไรบ้างให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในวันนี้   นี่เป็น 30 นาทีของการคิดล่วงหน้าก่อนทำอะไร   เป็นการวางแผนงานวันใหม่ให้ชัดเจน

การที่เรามีแผนงานที่ชัดเจนในแต่ละวันที่ต้องการทำให้เกิดผลงานอะไรขึ้นบ้างอย่างชัดเจน  จะช่วยให้เราไม่ถูกสิ่งเร้า หรือ สิ่งหลอกล่อรอบด้าน มาทำให้จิตใจของเราวอกแวกไปทำอะไรต่อมิอะไรตามสิ่งหลอกล่อเหล่านั้น   แต่แผนงานในวันนั้นจะช่วยให้เราชัดเจนว่าวันนี้เราต้องทำสิ่งที่สำคัญที่สุดให้สำเร็จอะไรบ้าง

ในที่นี้เราต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่า   อะไรที่เรา รู้สึก ว่าเป็นที่สำคัญต้องทำให้สำเร็จ   กับอะไรเป็นสิ่งที่  ต้องทำให้สำเร็จจริงๆ ในวันนี้   มิเช่นนั้นเรามักมีแนวโน้มที่จะฉวยทำสิ่งที่ใกล้มือ หรือ สิ่งที่เรารู้สึกมากกว่า

จากนั้น  ให้พิจารณาว่า   ถ้าเราต้องการทำให้สิ่งสำคัญที่แท้จริงในวันนี้ให้สำเร็จเกิดผลตามที่กำหนด   เราต้องมีขั้นตอนและวิธีการทำอย่างไรบ้าง   ขั้นตอนนี้เป็นการแยกแยะวิเคราะห์ถึงวิธีการและกระบวนการที่นำไปสู่การกระทำให้สำเร็จ   เนื่องจากในขั้นตอนนี้เป็นการมุ่งเน้น “การกระทำ” ให้สำเร็จเกิดผลตามที่กำหนดดังนั้นแผนงานแต่ละขั้นตอนให้เราพุ่งความสนใจไปที่ “คำกริยา”

ตัวอย่างเช่น   สิ่งสำคัญที่ผมจะต้องทำให้สำเร็จในวันนี้คือการจัดทำรายงานเรื่อง “คริสตจักรต้นแบบในโครงการ 1979/05”  เพื่อนำเสนอต่อศิษยาภิบาลที่มาร่วมในหลักสูตรอภิบาลศิลป์ในวันจันทร์หน้า  จากนั้น   ผมก็กำหนดขั้นตอนต่างๆ ที่ผมจะต้องดำเนินการในวันนี้   เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่ผมกำหนด ดังนี้

รวบรวมประมวลข้อมูล ที่ได้จากการสัมภาษณ์ศิษยาภิบาล คณะธรรมกิจ และ สมาชิกคริสตจักร...  

แยกแยะวิเคราะห์ข้อมูล เหล่านั้นออกเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้
  • ประวัติความเป็นมาการเข้าร่วมโครงการ 1979 ของคริสตจักร
  • ผลที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ 1979/05
  • สาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจออกจาการร่วมในโครงการ 1979/05
  • ขั้นตอนการเตรียมตัวออกจากโครงการ 1979/05 ของคริสตจักร
  • ผลที่เกิดขึ้นจากการออกจากโครงการ 1979/05 สู่การเป็นคริสตจักรบริหารจัดการด้วยตนเองฯ
  • ปัจจัยและเงื่อนไขที่นำสู่การเป็นคริสตจักรบริหารจัดการชีวิตและทำพันธกิจด้วยตนเอง


เขียนรายงาน เรื่อง “คริสตจักรต้นแบบในโครงการ 1979/05”

สร้างสไลด์ ชุดคริสตจักรต้นแบบในโครงการ 1979/05  เพื่อใช้นำเสนอในวันจันทร์หน้า                                           

ดังนั้น  ผมจะเห็นว่าเมื่อเราเขียนวิธีการ และ ขั้นตอนที่จะต้องทำเราพบว่ามีคำกริยาที่สำคัญ 4 คำคือ  รวบรวมประมวลข้อมูล,  แยกแยะวิเคราะห์ข้อมูล,  เขียนรายงาน  และ  สร้างสไลด์   คำกริยาเหล่านี้นี่เองที่บอกกับผมว่าวันนี้ผมต้องทำอะไรบ้าง   แต่เนื่องผมเห็นว่าเนื้องานมีมากเกินกว่าที่ผมจะทำเสร็จใน 1 วัน   ผมจึงแบ่งเป็นงาน 2 วัน   โดยกำหนดชัดเจนว่า   ชิ้นงานที่ต้องสำเร็จในวันนี้คือ   การรวบรวมประมวลข้อมูล  และ  การแยกแยะวิเคราะห์ข้อมูล   ส่วนการเขียนรายงาน และ การสร้างสไลด์ให้ทำในวันถัดไปให้เสร็จ

ขอเน้นย้ำว่า   ยิ่งเรากำหนดวิธีการและขั้นตอนชัดเจนมากแค่ไหน   ทำให้เราสามารถประเมินว่าวันนี้เราจะทำอะไรให้สำเร็จได้บ้าง   และเราสามารถที่จะวัดผลงานแต่ละวันของเราอย่างเฉพาะเจาะจง   ยิ่งกว่านั้นเราสามารถที่จะถอดบทเรียนรู้จากประสบการณ์ในการทำงานของเราในแต่ละวันทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว

ด้วยการใช้ 30 นาทีทอง ที่พระเจ้าประทานให้เราในแต่ละวัน   ที่จะติดสนิทและปรึกษาพระองค์ในการวางแผนแต่ละวันด้วย “การอธิษฐานบนปฏิบัติการ” (Action Prayer) ทุกเช้า   นอกจากจะเกิดผลสำเร็จในชีวิตแต่ละวันแล้ว   เรายังเติบโต เข้มแข็ง และเกิดผลในชีวิตคริสตชนของเราเป็นประจำทุกวันด้วย

เวลาแต่ละวันเป็นของประทานจากพระเจ้า   ให้เราใช้ด้วยสำนึกในพระคุณและรับผิดชอบต่อพระองค์ ครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

22 พฤษภาคม 2556

ช่วยคนทุกข์ยาก ขัดสนอย่างไรดี?


อ่านพระกิตติคุณลูกา 6:32-36

ในเมืองเชียงใหม่   เดี๋ยวนี้มีคนขายดอกไม้ตามสี่แยกถนนวงแหวนอ้อมเมืองเกือบทุกแห่ง   และส่วนหนึ่งคือการใช้เด็กมาขายดอกไม้ตามที่เหล่านั้น   จนมีป้ายเขียนต่อต้านการกระทำเช่นนั้น   และเชิญชวนผู้คนที่รักเด็กไม่ให้ซื้อดอกไม้จากเด็กขายพวงมาลัยตามสี่แยก 

ตามสะพานลอยมีขอทานอุ้มเด็ก  บางครั้งเด็กบางคนพิการดูน่าสงสาร   เพื่อขอความเมตตาจากผู้คนเดินผ่านไปมา   แต่ก็มีคำเชิญชวนว่าอย่าให้เงินแก่ขอทานอีกเพราะพวกนี้เอาเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานหารายได้  ยิ่งกว่านั้นการกระทำเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการค้าเด็ก

ใช่ครับการกระทำเหล่านี้อาจไม่ถูกต้องไม่สมควรเลยครับ   ไม่น่าส่งเสริม   ต้องหาทางแก้ไขยับยั้ง!

แต่ในระยะหลังนี้ในกลุ่มเพื่อนฝูงทั้งที่เป็นคริสตชนและไม่ได้เป็น   หลายคนบอกว่า เขาจะไม่ให้เงินแก่คนยากจนและขอทานอีกแล้ว   เพราะเป็นการส่งเสริมให้เขายึดการขอทานเป็นอาชีพ   ดีขึ้นมาหน่อยเพื่อนบางคนบอกว่า  ถ้าจะช่วยขอทานหรือคนยากจนอย่าให้เงิน   แต่ให้ซื้ออาหารให้รับประทานดีกว่า

เพื่อนผมคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาทันทีว่า   “แล้วคุณจะรู้สึก” 

เขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งเขาทำเช่นนี้คือบอกหญิงขอทานที่อุ้มลูกน้อยมาขอเงินจากเขาเมื่อเขากำลังกินก๋วยเตี๋ยวอยู่    เขาบอกหญิงคนนั้นว่า  เขายินดีที่จะให้แต่จะซื้ออาหารให้รับประทาน   หญิงคนนั้นบอกเพื่อนผมว่า   ขอเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูไม่เอาก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว   เพื่อนผมคนนั้นเล่าต่อไปว่า  “ฮาเลยบอกว่า  เลือกมากอย่างงั้นไม่ต้องกิน”   ตอนนี้ผมคิดในใจว่า   หญิงคนนั้นอาจจะมีเหตุผลของนางก็ได้   ทำไมเพื่อนผมไม่ถามเขาสักคำ   เพื่อนผมพูดทิ้งท้ายว่า  “เป็นขอทานแล้วยังเรื่องมาก”   ผมคิดค้านว่า  แล้วขอทานไม่ใช่คนหรือ?

เป็นความจริงเช่นกันครับ   ผมได้พบหลายคนที่มีใจอยากจะช่วยคนยากคนจน คนขอทาน   แต่พอทำไปสักระยะเวลาหนึ่งกลับประสบกับความอ่อนใจ  ท้อใจ  และหมดใจที่จะช่วยในที่สุด  

ที่เกิดอาการเช่นนี้เพราะพวกเขาเริ่มต้นให้ด้วยใจกว้างขวางทั้งเงินทอง สิ่งของ และเวลา  ด้วยการคาดหวังการตอบสนองจากคนที่เขาช่วยในบางสิ่ง เช่น  คนยากคนจนคนเล็กน้อยเหล่านี้ที่เขาให้ความช่วยเหลือจะรู้สึกในบุญคุณที่เขาได้รับและตอบสนองด้วยการสำนึก  ชื่นชมในสิ่งที่เขาให้ ด้วยความสุภาพ   คนมั่งมีบางคนคาดหวังในใจว่า การช่วยเหลือครั้งสำคัญของเขาครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการให้ที่พักใหม่   เสื้อผ้าสวยๆ แพงๆ  อาจจะเรียกน้ำตาแห่งการขอบคุณไหลออกมา   ด้วยการให้ที่คาดหวังของตน  แต่ความคาดหวังไม่เกิดขึ้นจริงจึงผิดคาด  จึงไม่ชื่นชมยินดีในการให้  จึงหมดอกหมดใจ   เพราะคนที่รับความช่วยเหลือไม่ได้ตอบสนองอย่างที่ตนเองคาดคิด หรือ คาดหวัง

ในเวลาเดียวกันเราต้องรับความจริงว่ามีคนยากคนจนและขอทานจำนวนมาก ที่เป็นคนที่สุภาพ มีมารยาท   แน่นอนครับบางครั้งเราก็พบกับคนยากจน คนไร้บ้านบางคนที่เราไม่ชอบพฤติกรรมของเขา   และบางคนเราก็รู้เบื้องหลังว่า  เขาทำให้ตนเองต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้   ยิ่งกว่านั้น  เราก็พบว่าคนยากคนจนคนไร้บ้านบางคนที่ใช้จ่ายเงินอย่างไม่เหมาะสม   และถ้าเราให้เงินหรือช่วยคนพวกนี้เขาก็จะนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่สมควร   มีบางคนเล่าให้ฟังว่า   เวลาเขาให้เงินคนกลุ่มนี้หลายคนไม่เคยกล่าวคำว่าขอบคุณเลย   หรือมีบางคนที่บ่นอย่างไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่เราช่วยเหลือ

ถ้าเช่นนั้น  บนจุดยืนของคริสตชนจะทำอย่างไรกับประเด็นชีวิตนี้?

พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 15:7-8  กล่าวไว้ว่า

“หากมีคนยากจนท่ามกลางพี่น้องในเมืองใด...
อย่านิ่งดูดายหรือไม่ยอมเห็นใจช่วยเหลือเขา
จงใจกว้างเอื้อเฟื้อ...” (อมตธรรม)

พระคัมภีร์ได้วางรากฐานในเรื่องนี้ว่า  เราควรช่วยคนยากคนจนเหล่านี้แม้บางคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม  ที่เราไม่พึงประสงค์เช่นนั้นหรือ?    คำตอบคงก็คือ “ถูกต้องครับ!”   การช่วยผู้เล็กน้อย ต่ำต้อย ยากจนไร้โอกาส   คริสตชนช่วยชีวิตเหล่านี้อย่างไร้เงื่อนไขครับ   พระเยซูคริสต์ทรงเรียกเราให้รับใช้พระองค์ผ่านการช่วยเหลือคนเหล่านี้แม้เขาไม่มีความชอบธรรมพอที่เราจะช่วยเหลือ   พระองค์ประสงค์ให้เราช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไร้เงื่อนไขครับ

ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมมีหลายเรื่องเกี่ยวกับรากฐานการดำเนินชีวิตในเรื่องการเอาใจใส่และการให้ความช่วยเหลือแก่คนยากคนจนคนขัดสน   ในที่นี้จะชวนพิจารณาถึงกรณีของเมืองโสโดม   โดยปกติแล้วเรามักตอบได้ทันที่ว่าเมืองโสโดมถูกพระเจ้าลงโทษทำลายไปเพราะเหตุเรื่องพฤติกรรมผิดประเวณี   การกระทำผิดทางเพศ   แต่ถ้าเราพิจารณาจากพระธรรมเอเสเคียล 16:49-50  เราพบว่า   สาเหตุหนึ่งที่เมืองนี้ถูกลงโทษทำลายคือ  “...โสโดม...มีบาปคือ  นางกับลูกๆ ที่หยิ่งยโสได้รับการบำรุงบำเรอเกินขนาด  และไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใดๆ   พวกเขาไม่ช่วยเหลือคนยากจนขัดสน   เขาจองหองและทำสิ่งที่น่าชิงชังต่อหน้าเรา  ฉะนั้นเราจึงกำจัดพวกเขาไปตามที่เจ้าได้เห็นแล้ว” (อมตธรรม)    เมื่ออ่านถึงพระธรรมตอนนี้ ความหยิ่งยโส  ความจองหอง  การมีอาหาร ทรัพย์สินมากมาย (เกินพอดี)   แต่กลับเมินเฉยละเลยความทุกข์ยากลำบากของคนอื่น  ไม่สนใจ  ไม่ให้ความช่วยเหลือ   เป็นสาเหตุที่ถูกพิพากษาถึงกับถูกทำลาย

อ่านถึงตอนนี้ท่านคิดอย่างไรบ้างครับ?   ส่วนตัวผมต้องกลับมาพิจารณาตนเองใหม่ครับ!

ประเด็นต่อมาที่เราต้องพิจารณาในกรณีของเมืองโสโดมว่า   เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่เราต้องเอาใจใส่ช่วยเหลือ ผู้คนยากจนขัดสนแม้มิใช่คนชอบธรรมเช่นไร?   ประการพื้นฐานเราต้องตระหนักว่าที่เมืองโสโดมถูกพิพากษาลงโทษ   เพราะไม่สามารถพบคนชอบธรรมแม้แต่ 10 คน   นั่นหมายความว่าไม่ว่าคนมั่งมี ยากจนในโสโดมต่างเป็นคนไม่ชอบธรรม   เพราะถ้าทั้งเมืองมีคนชอบธรรมแค่ 10 พระเจ้าก็จะไม่ทำลาย   นี่คือพระทัยที่เมตตาและเป็นพระคุณของพระเจ้า

การที่คริสตชนในปัจจุบันจะเอาใจใส่คนทุกข์ ยากจน ขัดสน  ไร้โอกาส  แม้ชีวิตของเขาจะมิใช่คนที่ชอบธรรม หรือ คนที่เราคาดหวังให้เขาเป็น   เป็นการเตือนตนเองว่าชีวิตที่เราอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้เพราะพระคุณของพระเจ้า   ที่เราอยู่รอดปลอดภัยมิใช่เพราะเราเป็นคนดีมีความความชอบธรรม   แต่เป็นเพราะความรักเมตตาและพระคุณของพระเจ้าต่างหาก   เราต้องชัดเจนว่าที่ชีวิตเราอยู่รอดได้เพราะพระคุณของพระเจ้า   มิใช่บุญญาบารมีความดีที่เรากระทำสั่งสมไว้   เพราะตามมาตรฐานของพระเจ้าพระบิดาคือ  “...เพราะว่าพระองค์(พระบิดา)ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน   และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและอธรรม” (มัทธิว 5:45 มตฐ.)  

ในฐานะคริสตชนเรามีจุดยืนชัดเจนตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ว่า   “ถ้าพวกท่านรักเฉพาะคนที่รักท่าน ควรนับว่าเป็นคุณความดีของท่านด้วยหรือ?   เพราะแม้แต่พวกคนบาปก็ยังรักเฉพาะคนที่รักเขาเหมือนกัน...เพราะว่าพระองค์ทรงพระกรุณาทั้งต่อคนอกตัญญูและความชั่ว   พวกท่านจงมีใจเมตตากรุณาเหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตา” (ลูกา 6:32, 35-36 มตฐ.) 

การที่เรารับใช้พระเจ้าผ่านการให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือคนทุกข์ยากต่ำต้อยนั้น   เรามิได้กระทำเพราะคนเหล่านี้เหมาะสมที่จะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่   แต่ที่เรากระทำเช่นนั้นเพราะเรามีและต้องการสำแดงความรักเมตตาของพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนต่างหาก

ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดเปิดตาของเราในวันนี้   ที่จะมองเห็นพระคริสต์ในชีวิตองผู้คนที่ทุกข์ยาก ขัดสน  ยากจน  และชีวิตที่กำลังจนตรอก   และทรงประทานพลังชีวิตและจิตใจเมตตากรุณาอย่างพระบิดา   เพื่อเราจะได้พบและสัมผัสพระคริสต์ผ่านการสัมผัสคนชีวิตคนเหล่านั้นที่ทรงเปิดตาให้เราเห็น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499