แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอน แสดงบทความทั้งหมด

18 มีนาคม 2559

เราจะนำ สอน หรือ โค้ช คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราอย่างไรดี?

คงปฏิเสธได้ยากว่า   การที่จะต้องนำ ต้องโค้ช หรือ สอนคนอื่น   ถ้าคนนั้นมีวัยวุฒิมากกว่า   หรือ แม้แต่เป็นเพื่อนรุ่นพี่  หรือ คนที่เคยมีตำแหน่งผู้นำสูงมาก่อน   ย่อมทำให้เราบางครั้ง “หวั่น ๆ”  ไม่มั่นใจในตนเอง   หรือไม่รู้จะเริ่มหรือจะทำอย่างไรดีที่จะเหมาะสม  สร้างสรรค์   และเกิดผลดีทั้งต่อเขาและเรา

ประเด็นนี้มิได้เกิดขึ้นในการทำงานรับใช้ในคริสตจักรเท่านั้น   แต่ได้เกิดขึ้นทั้งในที่ทำงาน และ ในชุมชนด้วยเช่นกัน   และที่สำคัญคือ  นี่คืองานที่เราจะต้องทำ จะต้องรับผิดชอบ   และบางครั้งเราต้องเสริมสร้างคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราให้เป็นผู้นำ   เราจะทำอย่างไรดี?   ยิ่งถ้าคน ๆ นั้นมิได้มีอายุที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราเท่านั้น   แต่ยังมีตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง   หรือมีความรู้ดีในบางเรื่อง  หรือเป็นผู้ที่ชาวบ้านยกย่องว่าเป็น “ปราชญ์ชุมชน” และมีผลงาน  ประสบการณ์เป็นตัวพ่วงมาด้วยแล้ว   จะให้เรานำ เราสอน และโค้ชคนระดับนี้ได้อย่างไร?

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้   บ่อยครั้งเราเกิดคำถามสารพัดที่จู่โจมเข้ามาในความคิดความรู้สึกของเรา...  เขาจะยอมรับเราหรือไม่?   เขาจะคิดว่าเรามีประสบการณ์พอที่จะนำเขา สอนเขาหรือไม่?   และถ้าเขาไม่ยอมที่จะฟังเราล่ะ จะทำอย่างไรดี?   และ ถ้าเราไม่มีประสบการณ์ที่สำคัญจำเป็นเพียงพอ  อะไรจะเกิดขึ้น?   เราจะต้องระวัง   ที่จะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างเสียงในความคิดจิตใจแบบนี้จู่โจมทับถมจนเราเกิดความไม่มั่นใจ  และพัฒนาเป็นความกลัวงันไป!

ประสบการณ์ของผมที่เคยเผชิญเรื่องเช่นนี้   ผมสงบและเตือนตนเองให้นิ่ง  แล้วค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าวเล็ก  และก้าวย่างอย่างต่อเนื่องบนความสัมพันธ์ และ บนฐานของประสบการณ์และความเป็นจริง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเริ่มแยกแยะสถานการณ์นี้ว่าอะไรคือ “ความจริง” ในเรื่องที่อยู่ข้างหน้าผม   และเริ่มค่อยถามตนเองว่า
  • นี่เป็นงานที่ผมต้องรับผิดชอบใช่ไหม?   และที่ต้องรับผิดชอบเพราะอยู่ในตำแหน่งนี้ใช่ไหม?
  • เรามีความรู้ในเรื่องที่จะต้องสอน  นำ  และโค้ชเขาใช่ไหม?
  • เขาก็มีประสบการณ์หลายอย่างในชีวิตที่ผมสามารถเรียนรู้จากเขาใช่ไหม?
  • เราจะทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกันไม่ใช่หรือ?


เมื่อผมถามตนเองด้วยคำถามดังกล่าว   ซึ่งเป็นคำถามที่บอกกับตัวผมเองว่า  สิ่งเหล่านี้เป็น “ความจริง” ทั้งนั้น แล้วเราทำไมต้อง “ไม่มั่นใจ” ผมเตือนความจำตนเอง  โดยพูดกับตนเองว่า... เราเคยทดลองทำในเรื่องนี้มาแล้วไม่ใช่หรือ?   เรื่องนี้เราเคยทำมาแล้วไม่ใช่หรือ?   ยิ่งกว่านั้น เรายังได้รับเสียงสะท้อนกลับในการทำของเรา  เราได้บทเรียนจากประสบการณ์ไม่ใช่หรือ?   และเราก็ค้นพบหลักการปฏิบัติที่สำคัญในเรื่องการเสริมสร้างคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราในทีมงานมาก่อนหน้านี้แล้วนี่!  

ยอมรับในสิ่งที่เราไม่รู้

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในฐานะผู้นำและผู้สร้างทีมงาน  หรือแม้แต่ในการทำงานกับคน   เราจะต้องรู้เท่าทันตนเองว่า   เรารู้เรื่องอะไรบ้าง   เราไม่รู้ในเรื่องอะไรบ้าง   เราคิดเช่นไรในเรื่องนี้   หมายความว่าในฐานะที่เราเป็นผู้นำ  เพราะเรามีประสบการณ์ และ ความรู้ที่จะแบ่งปันแก่คนอื่น   ดังนั้น ให้เราทำ   ถ้าเราแบ่งปันความคิดสติปัญญาและสิ่งดีแก่คนอื่น   เราก็จะได้รับความมั่นใจจากคนอื่น    อย่างไรก็ตาม   เราไม่ได้รู้เสียทุกเรื่อง   ดังนั้น อย่ากลัวที่จะบอกกับคนอื่นตรง ๆ ว่า “เรื่องนี้ผมไม่รู้”   และบอกเขาจากความจริงใจว่า “ถ้าท่านมีความคิดในเรื่องนี้   ผมต้องการฟังเพื่อจะเรียนรู้”   เมื่อเราบอกกับคนอื่นด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจ และ เปิดใจยอมรับความคิดของคนอื่น   เราจะได้รับการนับถือจากคน ๆ นั้น

เพื่อเป็นการพัฒนา ความสามารถ และ ทักษะในการทำงานกับทีมงานที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเรา   ผมได้ขอบางคนในกลุ่มแกนนำที่ผมทำงานด้วย   ขอเขาเป็นผู้สะท้อนและให้ข้อเสนอแก่ผมเกี่ยวกับการนำ การสอน และ การโค้ชในทีมงานที่ผมทำว่าเป็นอย่างไร   โดยผมจะตั้งประเด็นให้เขาช่วยสะท้อนกลับการเป็นผู้นำทีมของผม เช่น
  • สิ่งที่ผมทำได้ดีมีอะไรบ้าง?
  • มีอะไรที่ผมน่าจะทำได้ดีกว่าที่ทำอยู่?
  • มีอะไรบ้างที่ผมไม่ควรทำ?

คนในทีมงานที่ผมขอให้เป็นผู้สะท้อนกลับความคิดเห็นของเขาต่อการเป็นผู้นำของผม   ผมมีวิธีการคัดเลือกคือ   เป็นคนไว้ใจได้  ฉลาด  มีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำมาพอประมาณ   ผู้ที่เต็มใจจะช่วยเป็นผู้สะท้อน   เป็นผู้ที่ผู้คนนับถือในความคิดเห็นของเขา

ในฐานะผู้นำกลุ่มทีมงานแกนนำกลุ่มต่าง ๆ  ผมต้องการที่จะเรียนรู้จากบุคคลที่มีประสบการณ์ในเรื่อง ประเด็นที่ผมไม่รู้   ยิ่งกว่านั้น  ถ้าผมรู้ว่าแกนนำกลุ่มท่านใดมีความชำนาญเฉพาะเรื่องใด   ผมจะต้องเข้าไปขอเรียนรู้เพื่อผมจะมีความรอบรู้ในเรื่องนั้น    ผมมีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับแกนนำเช่นนี้   เขาพร้อมและเต็มใจแบ่งปันสิ่งที่เขารู้และชำนาญ   เขาเป็นคนที่อ่านมาก และ กล้าที่จะทดลองทำ  แล้วประมวลประสบการณ์ที่ได้รับให้เป็นองค์ความรู้ใหม่   การที่เราเปิดใจยอมเรียนรู้จากแกนนำต่าง ๆ เป็นการเพิ่มเติมองค์ความรู้ที่มาจากประสบการณ์ปฏิบัติที่เรายังขาดยังด้อยอยู่  และนี่คือสิ่งที่ผมกระหายหาอย่างมากครับ

ผู้นำมิใช่เป็นผู้รอบรู้เสียทุกเรื่องราว   ดังนั้นอย่ากลัวที่จะบอกทีมงานว่าเราไม่รู้   และถ่อมพอที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ของทีมงานของตน   แม้คนนั้นจะเป็นลูกน้องของเราก็ตาม

“ผู้นำ” นอกจากเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความเห็นความเข้าใจของผู้ร่วมทีมแล้ว   การถ่อมใจและจริงใจที่เรียนรู้จากคนอื่นในทีมก็เป็นภาวะผู้นำที่สำคัญในการนำคนที่มีวัยวุฒิ และ คุณวุฒิที่สูงกว่าเราด้วย   และเมื่อเราทำเช่นนี้ก็เป็นการสร้างวัฒนธรรมการเปิดใจรับฟังรับการเรียนรู้จากคนอื่น ๆ ในทีมงานในชุมชนที่เราทำงานด้วย   ดังที่พระเยซูคริสต์สอนสาวกของพระองค์ว่า  การเป็นผู้นำคือการเป็นคนรับใช้คนอื่น...   การเป็นผู้นำคือการถ่อมใจถ่อมตนติดตามเรียนรู้จากคนอื่น   การที่เรานำใครก็ตามมิได้หมายความว่าเราต้องมีอะไรที่เหนือคนอื่นในเรื่องที่เรานำ   แต่เป็นการใส่ใจ  เปิดใจชื่นชม และ รับ  สิ่งดี ๆ ที่มีในชีวิตของคนอื่น   แล้วเอื้ออำนวยให้สิ่งดีเหล่านั้น “ฉายแสง ส่องสว่าง” ให้คนอื่นได้เห็น   ถ้าเป็นเช่นนี้ท่านย่อมนำคนอื่นได้อย่างไร้เงื่อนไขทั้งวัยวุฒิ และ คุณวุฒิ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499