แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขัดเกลา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขัดเกลา แสดงบทความทั้งหมด

11 กันยายน 2557

ขัดแย้งที่ขัดเกลาชีวิต: ให้ความสำคัญและเป็นพระพรแก่คนอื่นก่อน(3)

จากตอนก่อนที่ผ่านมา   เราได้พบว่า ความขัดแย้งในครอบครัวคือโอกาสที่จะขัดเกลาชีวิตแต่ละคนในครอบครัวให้มีชีวิตเป็นเหมือนพระคริสต์   และเป็นชีวิตที่ได้รับกำลัง การหนุนเสริม  การเปลี่ยนแปลง และการสร้างใหม่จากพระวิญญาณของพระเจ้า   ดังนั้น ชีวิตของคนในครอบครัวจึงได้รับการขัดเกลาให้มีชีวิตที่เกิดผลตามพระวิญญาณ (กาลาเทีย 5:22-24)

ตามกระแสโลกปัจจุบัน   ใคร ๆ ก็ต้องการเป็นเอกเป็นต้น   ตั้งแต่เรามีชีวิต   เราต้องการมีอำนาจ  เราต้องการที่จะเป็นผู้ควบคุม  และเราต่างก็ปกป้องตนเองก่อน   เมื่อเราอยู่ในภาวะแข่งขันกับคนอื่น  หรือ เกิดความขัดแย้งกับใครบางคน   เป็นไปได้อย่างไรที่เราจะให้ความสำคัญแก่คนอื่นก่อน ? 

แต่พระเจ้าทรงเรียกให้เราต้องให้ความสำคัญแก่คนอื่นก่อนตนเอง

นี่คือสิ่งที่พระคริสต์ได้สำแดงเป็นรูปธรรมแก่ประชาชนและสาวก

พระคริสต์บอกว่า พระองค์มาในโลกนี้มิใช่เพื่อรับการปรนนิบัติ   แต่มาเพื่อที่จะรับใช้ผู้คนประชาชน   และที่สำคัญคือมาเพื่อที่จะให้ชีวิตเพื่อคนอื่นจะมีชีวิต   เพราะพระองค์ทรงเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญในชีวิตของประชาชนคนอื่นทั่วไป   จนยอมให้ชีวิตของพระองค์แก่ผู้คน

และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าเรียกร้องให้เราเป็นและกระทำ!

ในพระธรรมเอเฟซัส เปาโลได้กล่าวถึงการดำเนินชีวิตคริสตชนไว้หลายเรื่อง   แต่มีเรื่องหนึ่งที่เปาโลสอนว่า  “จงยอมเชื่อฟังกันและกัน เนื่องด้วยใจยำเกรงพระคริสต์” (เอเฟซัส 5:21 อมต.)   เมื่อพูดถึงเรื่องการยอมเชื่อฟังเรามักคิดถึงความสัมพันธ์ของคู่สมรส   โดยเฉพาะอย่างยิ่งภรรยาที่ยอมเชื่อฟังสามี    แต่พระธรรมตอนนี้เน้นให้ทุกคนในครอบครัวยอมเชื่อฟังกันและกัน   และให้ทุกคนในครอบครัวใหญ่(คริสตจักร)ของพระเจ้าที่จะยอมเชื่อฟังกันและกันด้วยเช่นกัน   การที่เราจะยอมฟังคนอื่นได้ก็ต่อเมื่อเราให้ความสำคัญแก่คนอื่นก่อนตนเอง

ในฟิลิปปี 2:5-8  เปาโลสอนคริสตชนให้มีชีวิตตามแบบอย่างของพระคริสต์   พระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่ “โลก” มากกว่าพระองค์เอง  

“(พระเยซูคริสต์)...ผู้​ทรง​สภาพ​เป็น​พระ​เจ้า
ไม่​ทรง​ถือ​ว่า​ความ​ทัด​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​เป็น​สิ่ง​ที่​จะ​ต้อง​ยึด​ไว้
แต่​ทรง​สละ​พระ​องค์​เอง​และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส
ทรง​ถือ​กำ​เนิด​เป็น​มนุษย์ และ​ทรง​ปรา​กฏ​อยู่​ใน​สภาพ​มนุษย์
พระ​องค์​ทรง​ถ่อม​พระ​องค์​ลง
ทรง​ยอม​เชื่อ​ฟัง​จน​ถึง​ความ​มร​ณา
กระ​ทั่ง​มร​ณา​บน​กาง​เขน” (มตฐ.)  

ถ้าเราจะมีชีวิตตามแบบพระคริสต์  หรือ  ถ้าเราต้องการติดตามพระองค์   เราต้องให้ความสำคัญแก่คนอื่นก่อน   และเมื่อเราอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งในครอบครัว   ถ้าเราจะต้องให้ความสำคัญแก่คนอื่นในครอบครัวก่อน   ท่านจะว่าอย่างไร?

จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรู้เท่าทันตนเองว่า   เรามักต้องการที่จะเป็นผู้มีอำนาจควบคุมความสัมพันธ์   แต่นั่นมักสร้างความเจ็บปวดในความสัมพันธ์   จำเป็นที่เราจะต้องมองคนอื่นว่าเป็นเพื่อนร่วมงานร่วมชีวิตมากกว่าคู่แข่งขัน หรือ ศัตรูของเรา   เราต้องให้ความสำคัญแก่คนอื่นก่อน   ให้ความยอมรับนับถือในความรู้สึกและประสบการณ์ที่เขามี   ให้เราทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวยให้มีข้อยุติร่วมกัน

การยอม   การให้ความสำคัญแก่คนอื่นก่อน   คือการที่เราล้มเลิกเป้าหมายที่จะ “เอาชนะ”  แต่กลับช่วยให้เกิดการแสวงหาข้อยุติร่วมกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ

การที่คนในครอบครัวเลิกที่จะตั้งตนเป็นผู้สำคัญที่สุด   แล้วเลิกเข้าควบคุมความสัมพันธ์ในครอบครัว   แต่กลับหันหน้าเข้าหากันที่จะแสวงหาข้อยุติร่วมกันด้วยการให้ความสำคัญแก่คนอื่นในครอบครัวก่อน   และนี่คือจุดเริ่มต้นที่แต่ละคนในครอบครัวที่จะนำพระพรให้แก่กันและกัน

มีข้อพระคัมภีร์ที่บอกถึงการรับมือกับความขัดแย้งหลายข้อหลายตอน เช่น

“คำ​ตอบ​นุ่ม​นวล​ช่วย​ละลาย​ความ​โกรธ​เกรี้ยว​ให้​หาย​ไปแต่​คำ​กัก​ขฬะ​เร้า​โทสะ” (สุภาษิต 15:1 มตฐ.)

“อย่า​ทำ​ชั่ว​ตอบ​แทน​ชั่ว หรือ​อย่า​ด่า​ตอบ​การ​ด่า แต่​ตรง​กัน​ข้าม จง​อวย​พร เพราะ​พระ​องค์​ได้​ทรง​เรียก​ให้​พวก​ท่าน​ทำ​เช่น​นั้น เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​รับ​พระ​พร” (1เปโตร 3:9 มตฐ.)

“จง​ปฏิ​บัติ​ต่อ​ผู้​อื่น​อย่าง​ที่​พวก​ท่าน​ต้อง​การ​ให้​พวก​เขา​ปฏิ​บัติ​ต่อ​ท่าน เพราะ​นี่​คือ​ธรรม​บัญ​ญัติ​และ​คำ​สั่ง​สอน​ของ​บรร​ดา​ผู้​เผย​พระ​วจนะ” (มัทธิว 7:12 มตฐ.)

ในทุกความขัดแย้งเรามีทางเลือกว่าจะให้เป็นพระพร หรือ เป็นการสาปแช่ง  เราเลือกที่จะให้ความขัดแย้งขยายบานปลาย หรือ ให้เกิดศานติ   ถ้าเรากระทำต่อคนอื่นด้วยความรักเมตตา  แม้คนนั้นจะเป็นที่คนสร้างความเจ็บปวดแก่เราก็ตาม  เราจะเป็นพระพรแก่เขา   และเราก็ได้รับพระพรสะท้อนกลับมาถึงตัวเราเองด้วย   ไม่ใช่ง่ายที่เราจะเป็นคนที่มีใจเมตตา

การดำเนินชีวิตท่ามกลางสังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน  และสังคมที่มีแต่ความขัดแย้งชิงดีชิงเด่น   การดำเนินชีวิตตามคำสอนพระมหาบัญญัติของพระคริสต์เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้   และเมื่อเรายอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในชีวิตของเรา   พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนการกระทำที่ตอบโต้เอาชนะฝ่ายตรงกันข้ามของเราด้วยการให้เกียรติและเคารพ   พระเจ้าทรงอวยพระพรคนอื่น ๆ ผ่านชีวิตของเรา   คำพูดที่เหน็บแนม เสียดสี ถากถางก็จะสูญหายไปจากชีวิตของเรา   การปกป้องแต่ตนเองก็หมดไปจากเรา    แต่เรากลับมีความใส่ใจและหาความเข้าใจฝ่ายตรงกันข้ามมากกว่าการที่จะเอาชนะคะคาน  แสวงหาความเข้าอกเข้าใจด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา

เมื่อเราเป็นพระพรแก่ผู้คนในครอบครัว    พระพรนั้นก็เป็นพระพรสำหรับครอบครัวของเรา   และครอบครัวของเราก็จะเป็นพระพรสำหรับผู้คนอื่น ๆ ได้ด้วย

ความขัดแย้งในครอบครัวจึงมิใช่ “ยาขม”  ที่น่าเบื่อหน่ายอีกต่อไป   แต่กลับเป็นโอกาสที่เราจะกระทำตามการทรงเรียกของพระเจ้า   และให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จเป็นรูปธรรมในชีวิตของเรา   อีกทั้งยังเป็นการนำพระพรมาถึงครอบครัว และ คนอื่น ๆ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ   เป็นโอกาสที่เราจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และมีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น

วันนี้ท่านมองความขัดแย้งในบ้านด้วยมุมมองแบบไหน?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 กันยายน 2557

ขัดแย้งที่ขัดเกลาชีวิตให้เป็นเหมือนพระคริสต์(2)

ในตอนที่ก่อนหน้านี้   เราเรียนรู้ถึงคำวิงวอนจากเปาโลให้เรามีชีวิตตามการทรงเรียกของพระคริสต์   ให้เป็นคนที่มีความถ่อมใจ   สุภาพอ่อนโยน(เสมอ)   อดทน และ อดกลั้นด้วยความรัก   รักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์   และ ให้เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่นำมาซึ่งครอบครัวที่มีสันติภาพ (เอเฟซัส 4:1-3)   การที่เรายอมมีชีวิตตามการทรงเรียกของพระคริสต์ดังกล่าวข้างต้น   นอกจากที่จะทำให้เรามีครอบครัวที่อยู่ร่วมกันด้วยความรัก เอื้ออาทร  และด้วยความสงบสุขแล้ว   ยังเป็นการขัดเกลาชีวิตของแต่ละคนในครอบครัวให้มีชีวิตตามการทรงเรียกของพระคริสต์อีกด้วย

ในตอนนี้   พระเจ้าทรงเรียกให้เรามีชีวิตเป็นเหมือนพระคริสต์ในครอบครัว

เมื่อผมมีโอกาสพูดคุยกับคนที่มาจากครอบครัวที่กำลังมีความขัดแย้ง   ผมมักได้ยินได้ฟังว่า...
“ถ้าเพียงเขามีการปรับเปลี่ยน...” หรือ “แค่เธอยอมเปลี่ยน...”
“ผมบอกเธอตั้งแต่แรกแล้วว่า...   แต่เธอไม่เชื่อ”
“โอ้ย...คุณไม่สามารถสอนเทคนิคใหม่ให้กับ...(สุนัข)..แก่หรอก”
“พวกเขาคิดมากไปเอง   เรื่องมันไม่สำคัญปานนั้นหรอก   เขาน่าจะ....”
“มันไม่ใช่ปัญหาของผมนะ   เป็นปัญหาของพวกเขาต่างหาก  ผมไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร”

พระเจ้าทรงรักเราแต่ละคนตามสภาพชีวิตที่เราเป็น   และแนวทางหนึ่งที่พระองค์สำแดงความรักของพระองค์แก่เราคือพระองค์ไม่ได้ปล่อยให้ชีวิตเราเป็นอย่างที่เป็นอยู่    พระเจ้ายอมรับเราอย่างที่เราเป็นเพื่อที่จะทรงช่วยเปลี่ยนแปลงเรา  เพื่อสร้างให้เราเป็นคนอย่างที่พระองค์ประสงค์ให้เราเป็น   เมื่อใครก็ตามยอมมอบและอุทิศชีวิตของตนแด่พระคริสต์และยอมที่จะติดตามพระองค์ไป   พระองค์ประทานของประทานที่ยิ่งใหญ่แก่ชีวิตคน ๆ นั้นคือ ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าให้สถิตในชีวิตประจำวันของผู้นั้น   เพื่อทรงกระทำพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตคนนั้นขึ้นใหม่

อัครทูตเปาโลได้กล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างที่เป็นผลจากการที่พระวิญญาณสถิตในชีวิตของเรา  ในกาลาเทีย 5:22-23   ลักษณะชีวิตที่เป็นของประทานหรือเป็นคุณภาพชีวิตคริสตชนดังกล่าว   มิใช่คุณภาพชีวิตที่เกิดจากความพยายามปฏิบัติหรือกระทำเช่นนั้นด้วยตนเองของคริสตชนแต่ละคน   แต่เป็นคุณภาพชีวิตคริสตชนที่เกิดขึ้นเพราะพระวิญญาณที่สถิตในชีวิตของคนนั้นทรงกระทำและสร้างคุณภาพชีวิตเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในชีวิตของเขา   หรือกล่าวตรงไปตรงมาว่า  เราไม่สามารถที่จะมีคุณภาพชีวิตดังกล่าวด้วยความพยายามและความสามารถของเราเอง

การเป็นคริสตชนมิใช่การมีชีวิตที่เราพยายามทำตนเป็นคนดี   แต่เป็นชีวิตที่เรารู้เท่าทันและตระหนักชัดว่าชีวิตของเรามีความบกพร่องผิดพลาด   และเราไม่สามารถที่จะเป็นคนดีได้ด้วยตัวของเราเอง   แต่เมื่อเรายอมรับความจริงในชีวิต  และขอให้พระวิญญาณของพระเจ้าเข้ามาสถิตและทำงานในชีวิตของเรา   พระเจ้าจะทรงเริ่มเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ตามพระประสงค์   กระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคริสตชนเรียกว่า การทรงชำระให้บริสุทธิ์จากพระเจ้า   

ชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงและสร้างใหม่จากพระวิญญาณ   จะมีคุณภาพชีวิตที่เป็นผลจากการทรงกระทำพระราชกิจของพระวิญญาณในชีวิตประจำวันของเรา

...ผลของพระวิญญาณนั้นคือ...
ความรัก
ความยินดี
สันติสุข
ความอดทน
ความกรุณา
ความดี
ความสัตย์ซื่อ
ความสุภาพอ่อนโยน
การรู้จักบังคับตน
เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย
ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระคริสต์ได้ตรึงเนื้อหนังไว้ที่กางเขนพร้อมกับราคะและตัณหาแล้ว
ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ
ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย
(กาลาเทีย 5:22-24 มตฐ.)

เราไม่สามารถที่จะจัดการกระบวนการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราด้วยกำลังความสามารถของเราเองได้    แต่เราสามารถที่จะเลือกว่าจะต่อต้านกระบวนการเปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตใหม่จากพระเจ้า   หรือเราจะยอมรับกระบวนการดังกล่าว   การตัดสินใจเช่นนี้เป็นความรับผิดชอบของเราแต่ละคน   เพื่อตอบรับการทรงเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่   แล้วดำเนินชีวิตด้วยการฟังเสียงการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์   เพื่อเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในครอบครัวของเรา   แม้เรายังอยู่ในครอบครัวที่มีความขัดแย้งนั้นก็ตาม

ถ้าแต่ละคนในครอบครัวยอมเปิดชีวิตรับพระวิญญาณของพระเจ้า   เพื่อรับการทรงเปลี่ยนแปลงพลิกฟื้นชีวิตของเราขึ้นใหม่ให้มีคุณภาพชีวิตตามผลของพระวิญญาณข้างต้น   ท่ามกลางความขัดแย้งในครอบครัวก็จะได้รับการขัดเกลาและเสริมสร้างพลิกฟื้นใหม่ให้มีชีวิตตามผลของพระวิญญาณตามแบบอย่างของพระคริสต์

วันนี้  เราพร้อมที่จะเปิดชีวิตของเราให้พระวิญญาณของพระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงพลิกฟื้นชีวิตของเราตามพระประสงค์หรือไม่?   หรือ เรายังคาดคิดว่า  เราสามารถที่จะทำความดีได้ด้วยตัวของเราเอง?   เราต้องการมีชีวิตที่เป็นคนดีอย่างที่เราปรารถนา?   หรือเรายอมให้ชีวิตของเรารับการขัดเกลาให้มีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์?

นั่นเป็นสิ่งที่เราแต่ละคนต้องตัดสินใจครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

05 กันยายน 2557

ขัดแย้งที่ขัดเกลาชีวิตครอบครัว (1)

ในครอบครัวของคริสตชน...มีความขัดแย้งกันบ้างไหม?

แต่แน่ ๆ ...ผมพบว่า  ตนเอง และ เพื่อนคริสตชนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า  “แน่นอน”!

แม้ว่าคริสตชนหลายคนหลายครอบครัว   ต่างทำเหมือนว่าครอบครัวของตนไม่มีความขัดแย้ง?   ทำหน้าชื่นตาบาน   ยิ้มแย้มแจ่มใส   เพื่อให้คนที่พบเห็นเข้าใจว่าครอบครัวของตนราบรื่นก็ตาม  

จริง ๆ แล้วในครอบครัวก็ขัดแย้ง?  

เราต่างรู้อยู่กะใจว่าทุกครอบครัวต่างเคยมีความขัดแย้ง  ไม่ลงรอย   ทะเลาะกัน   แต่ในใจลึก ๆ เรารู้สึกว่า   ครอบครัวของเราไม่น่าจะขัดแย้งกันเลย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวคริสตชน!

คำถามตรงคือ  แล้วในฐานะคริสตชนควรจะมองความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวอย่างไร?

แท้จริงแล้ว   คริสตชนเรามีมุมมองว่า   ความขัดแย้งเป็นโอกาสที่เราจะกระทำตามการทรงเรียกของพระเจ้าในครอบครัวของเรา    เมื่อเรามองด้วยมุมมองเช่นนี้   เราก็ไม่ต้องไปกลัวอะไรกับความขัดแย้งในครอบครัว!

การทรงเรียกของพระเจ้าที่มีต่อครอบครัวของเราก็เป็นเฉกเช่นการทรงเรียกเราแต่ละคนให้ติดตามพระคริสต์   พระองค์ทรงคาดหวังให้เราเป็นตัวแทนหรือเป็น “ทูตของพระองค์”  บนโลกใบนี้   ไม่ว่าจะในที่ทำงาน   ในสังคมชุมชน  ในคริสตจักร   และในครอบครัวของเรา

และนี่คือเป้าหมายชีวิตของคริสตชนแต่ละคนและทุกคน

เราต้องไม่หลงลืมว่า   พระคริสต์ไถ่ถอนชีวิตของเราด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์   ชีวิตที่เราเป็นอยู่ ดำเนินอยู่ในทุกวันนี้เราจึงไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตนี้ต่อไป   แต่ชีวิตของเราทั้งสิ้นเป็นของพระคริสต์    เราจึงไม่ได้ดำเนินชีวิตตามใจปรารถนาของเราเอง   แต่เราดำเนินชีวิตตามพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระคริสต์   เป้าหมายปลายทางการดำเนินชีวิตของเราจึงยิ่งใหญ่กว่าความปรารถนาของตนเอง   เราอยู่เพื่อพระคริสต์   เพื่อพระประสงค์ที่ต้องการให้เรามีชีวิตเพื่อใครบางคน   ที่พระองค์ทรงใช้และมอบหมายให้เรารับใช้คนเหล่านั้น

อัครทูตเปาโลบอกเราถึงการทรงเรียกในพระธรรมเอเฟซัส 4:1-3 ว่า   “เพราะ​ฉะนั้น ข้าพ​เจ้า​ผู้​เป็น​นัก​โทษ​โดย​เห็น​แก่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ขอ​วิง​วอน​พวก​ท่าน​ให้​ดำ​เนิน​ชีวิต​สม​กับ​การ​ทรง​เรียก​ที่​ท่าน​ได้​รับ​การ​ทรง​เรียก​มา​นั้น คือ​จง​ถ่อม​ใจ​และ​มี​ความ​สุภาพ​อ่อน​โยน​อยู่​เสมอ จง​อดทน จง​อด​กลั้น​ต่อ​กัน​และ​กัน​ด้วย​ความ​รัก จง​พยา​ยาม​รักษา​ความ​เป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กัน​ที่​มา​จาก​พระ​วิญ​ญาณ​นั้น โดย​มี​สันติ​ภาพ​เป็น​เครื่อง​ผูก​พัน” (มตฐ.)  

เมื่อเราอ่านพระธรรมตอนนี้เรามักคิดไปว่า เป็นคำสอนถึงความสัมพันธ์ที่เราควรมีกับคนอื่น เช่น คนในคริสตจักร  เพื่อนร่วมงานของเรา   เพื่อนบ้าน   หรือคนในที่ทำงาน  ในตลาด  ในชุมชน   แต่พระธรรมตอนนี้รวมหมายถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนในครอบครัวด้วย

เปาโลวิงวอนผู้อ่านแต่ละคนว่า   ให้ดำเนินชีวิตในครอบครัวให้สมกับการที่พระเจ้าทรงเรียกแต่ละคนคือ   ให้มีท่าที และ การดำเนินชีวิตต่อทุกคนในครอบครัวด้วย...
ความถ่อมใจ
สุภาพอ่อนโยน(เสมอ)
อดทน และ อดกลั้นด้วยความรัก
รักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
และ ให้เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่นำมาซึ่งครอบครัวที่มีสันติภาพ

กล่าวคือพระธรรมข้างต้นเป็นหลักความสัมพันธ์ของคริสตชน
ที่มีต่อสามีที่น่าเบื่อหน่าย  
ลูกที่ไม่รู้จักโตและไม่รับผิดชอบ  
ภรรยาที่จุกจิกจู้จี้น่ารำคาญ
พ่อจอมเผด็จการในบ้าน  
ญาติ ๆ ที่เห็นแก่ตัว  

พระคริสต์ทรงเรียกเราแต่ละคนให้กระทำต่อคนในครอบครัวของเราที่กำลังเกิดความขัดแย้งด้วยท่าทีและความสัมพันธ์ที่สร้างสันติสุข   ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายในชีวิตครอบครัว   และใช้ทุกโอกาสในการเติบโตขึ้นในพระคริสต์  และเสริมสร้างกันและกันในครอบครัว

ใช้การขัดแย้งเป็นโอกาสเพื่อขัดเกลาชีวิตคริสตชนในครอบครัวเราครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499