แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความไว้วางใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความไว้วางใจ แสดงบทความทั้งหมด

22 มิถุนายน 2561

ด่านแรกของผู้นำคือ...ความไว้วางใจ

ผู้คน ประชาชนในยุคนี้หมดหวังกับผู้นำทั้งในวงการราชการ นักการเมือง การปกครอง การทหาร องค์กรเอกชน  และพวกพ่อค้านักธุรกิจ ลามไปถึงผู้นำขององค์กรศาสนา  ประชาชนต้องการผู้นำที่เป็นคนที่เขาไว้วางใจได้  มีอุปนิสัยและคุณลักษณะที่ดี   ถ้าใครก็ตามที่ต้องการเป็นผู้นำ หรือ คนที่มีอิทธิพลต่อผู้คนในทางบวกสร้างสรรค์ที่ไว้วางใจได้พึงมีสำนึกและคุณลักษณะดังนี้

1. มีคุณลักษณะชีวิตที่เสมอต้นเสมอปลาย   เพราะสัมพันธภาพเชิงบวกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนสามารถไว้วางใจผู้นำคนนั้นได้  และความสัมพันธ์ดังกล่าวพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

2. ให้การสื่อสารที่สัตย์ซื่อจริงใจ   นอกจากการเป็นคนที่ไว้วางใจได้แน่นอนแล้ว   ผู้นำก็ยังต้องเป็นเหมือนนักประพันธ์เพลง   ที่ประพันธ์ทั้งทำนองและเนื้อเพลงสอดคล้องรับกันเป็นเนื้อเดียว  กล่าวคือ เนื้อคำพูดคำสอนและการกระทำสอดคล้องกัน เป็นเพลงเดียวกัน

3. ให้คุณค่ากับความโปร่งใส   ถ้าผู้นำสัตย์ซื่อจริงใจกับประชาชนคนรอบข้าง  และยอมรับจุดอ่อนที่เขามีอยู่   ผู้คนจะชื่นชมในความเปิดเผยจริงใจของผู้นำ   และผู้คนจะสามารถเข้าถึงติดต่อสัมพันธ์กับผู้นำได้ดียิ่งขึ้น และ ด้วยความสบายใจและวางใจได้

4. เป็นคนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน   ประชาชนคนรอบข้างจะไม่ไว้วางใจผู้นำคนนั้นเลย  ถ้าผู้คนมองออกแล้วว่าผู้นำคนนั้นเอาตนเองเป็นใหญ่ เอาตนเองเป็นที่ตั้ง   เป็นคนที่ระแวงอิจฉาคนอื่น   หรือทำตัวว่าตนสำคัญกว่าประชาชน

5. เป็นคนที่ให้การสนับสนุนคนอื่น   ไม่มีอะไรที่จะพัฒนาหรือแสดงคุณลักษณะของผู้นำได้ดีกว่าความปรารถนาของตัวผู้นำที่ให้ความสำคัญคนอื่นก่อนตนเอง

6. เป็นคนที่รักษาและกระทำตามสิ่งที่สัญญาไว้   วิธีการที่จะทำลายความไว้วางใจที่ผู้คนมีต่อผู้นำได้รวดเร็วที่สุดคือ   การที่ผู้นำไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้

ผู้ปกครองที่ขาดสำนึกที่ดีก็รังแกประชาชน
แต่ผู้ที่ชิงชังการคดโกงฉ้อฉล การฉ้อราษฎร์บังหลวง จะมีชีวิตยืนยาว
(สุภาษิต 28:16 สมช.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

19 มิถุนายน 2559

เมื่อผู้นำสูญเสียความไว้วางใจจากผู้ตาม

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ย่อมรู้ค่าราคาของความไว้วางใจที่เขาได้รับ
และเขาทำทุกวิถีทางที่จะปกป้องรักษามันไว้

การสูญเสียที่สำคัญยิ่งใหญ่สำหรับผู้นำคือ เมื่อเขาสูญเสียความนิยมยอมรับและความไว้วางใจจากผู้คนที่เขานำ   เป็นการยากลำบากอย่างยิ่งที่ผู้นำคนนั้นจะเรียกความไว้วางใจ หรือ ความเชื่อมั่นคืนมาใหม่

ขอตั้งข้อสังเกตว่า ยิ่งเป็นผู้นำยาวนานแค่ไหน   เป็นการง่ายที่ผู้นำคนนั้นจะสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจจากคนที่เขานำมากขึ้นแค่นั้น  ยิ่งในยุคปัจจุบัน  สำหรับผมแล้วดูเหมือนว่า  ผู้คนมีความสงสัยในตัวผู้นำมากยิ่งกว่ายุคสมัยที่ผ่านมา

แล้วอะไรล่ะ ที่เป็นสาเหตุให้ผู้นำสูญเสียความไว้วางใจจากคนที่เขานำ   คงมีหลายสาเหตุด้วยกัน   ขอกล่าวถึง 9 สาเหตุที่ผู้นำสูญเสียความไว้วางใจจากคนที่เขานำ

1.  ทำงานแบบลวก ๆ:  
บางครั้งเมื่องานประดังทับถมจนล้นมือที่จะรับไว้  หรือ บางครั้งเกิดความเบื่อหน่ายในงานที่ทำ   มีแนวโน้มที่เราจะทำแบบลวก ๆ หรือ ทำให้เสร็จ   เราละเลย ไม่ใส่ใจ หรือ ไม่ระมัดระวังหลักการในการเป็นผู้นำที่ดีที่เรารู้   เราทำผิดพลาดมากกว่าปกติ   คนอื่นรอบข้างมองว่า เราไม่สนใจในงานที่กำลังทำ  คนรอบข้างเริ่มสงสัยในตัวเรา

ประเด็นท้าทาย:  ลดความรีบเร่ง เร่งด่วนในการทำงานลง แบ่งความรับผิดชอบในงานที่ทำ  ขอให้เพื่อนร่วมงานช่วยตรวจสอบความถูกต้อง

2.  ใช้อำนาจเผด็จการผ่านอีเมล์:
ในยุคความทันสมัยที่สื่อสารด้วยระบบดิจิตอล   โดยเฉพาะในการใช้อีเมล์  อีเมล์มักสร้างความเข้าใจผิดได้บ่อย   มักสร้างความเข้าใจที่สับสน  บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตอบสวนกลับ แก้เผ็ด   ทำให้เกิดความกลัว   การกระทำแบบนี้เป็นภาวะผู้นำที่ไม่เป็นกันเองกับผู้ที่เราสื่อสาร   เมื่อผู้นำเลี่ยงการสื่อสารแบบปรึกษาสนทนาต่อกัน   ซึ่งเป็นการจัดการงานแบบสัมพันธ์ตรง   เมื่อนั้นผู้นำเริ่มสูญเสียความชื่นชอบยอมรับ แล้วนำไปสู่ความสูญเสียความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงาน

ประเด็นท้าทาย:  ในเรื่องที่มีสาระสำคัญ และมีเรื่องความถูกต้องชัดเจนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย   บางครั้ง เราจำเป็นที่จะต้องยกหูโทรศัพท์ปรึกษา หรือ นัดหมายเวลาที่จะพบปะพูดคุยกัน

3.  ผู้นำหายตัว...ไม่รู้ไปอยู่ไหน
เมื่อผู้นำมีงานความรับผิดชอบมากมาย   และบางครั้งต้องการที่จะแยกหรือเก็บตัวเพื่อสามารถจัดการกับงานรับผิดชอบนั้นให้สำเร็จลุล่วง   ถ้าผู้นำไม่ระมัดระวัง   แทนที่จะเลี่ยงออกไปทำงานให้เสร็จ   เพื่อที่จะได้งาน   แต่ผู้นำกลับถูกมองว่า “หายตัวไปไหนไม่รู้” ทำให้คนรอบข้างเข้าใจได้ว่า  ผู้นำคนนี้ไม่สนใจในงานที่เขาต้องรับผิดชอบ   เป็นผู้นำที่ไม่ทุ่มเท   มีความอ่อนแอในการนำในสายตาของทีมงาน

ประเด็นท้าทาย:  แสดงตารางเวลาการทำงานของตนให้ทีมงานสามารถรับรู้ชัดเจน  เป็นช่องทางให้สามารถสื่อสารกับทีมงานสม่ำเสมอ

4.  พูดเอาใจทีมงาน
ทุกคนต้องการคนชอบและชื่นชมตน   ถ้าผู้นำไม่ระมัดระวัง  แล้วไปพูดชื่นชมในสิ่งที่ทีมงานต้องการได้ยิน  ทั้ง ๆ สิ่งนั้นไม่ถูกต้อง   การพูดชื่นชอบทีมงานแบบนี้ทำให้เราสูญเสียความไว้วางใจจากคนในทีมงานที่พยายามทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ประเด็นท้าทาย:  เป็นคนที่จริงใจ โปร่งใส  พูดเรื่องต่าง ๆ ด้วยความรัก  และไม่พยายามสื่อสารในสาระที่มีความหมายแอบแฝงซ่อนเร้น   จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่

5.  ผู้นำแบบ “รู้แล้ว...รู้แล้ว”
ผู้นำสูญเสียความชื่นชอบและไว้วางใจเมื่อผู้นำตัดสินใจเองทุกเรื่อง   ทั้งนี้ผู้นำทึกทักเอาว่าตนเองรู้ทุกอย่าง  ตนเองมีคำตอบสำหรับทุกเรื่องแล้ว  ไม่จำเป็นต้องถามต้องปรึกษาคนในทีมงาน   ไม่มีอะไรที่ตนต้องเรียนรู้  เพราะเขามั่นใจว่าตน “รู้แล้ว” ทุกเรื่อง  เพื่อนร่วมงานในทีมจะรู้สึกด้อยค่า  และเขายังรู้สึกว่า เขาไม่ได้อยู่และทำงานเพื่อความคาดหวังของคนอื่น   แต่เขาเองมีค่าและมีความคาดหวังในที่ทำงานด้วย   ผู้คนในทีมจะมองว่า ผู้นำคนนี้หยิ่งผยอง

ประเด็นท้าทาย:  บางครั้งเราในฐานะผู้นำเราอาจจะไม่มีคำตอบในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง   นี่เป็นความจริงที่เป็นธรรมดามิใช่หรือ  จำเป็นด้วยหรือที่ผู้นำจะต้องรู้ไปเสียทุกเรื่อง   เมื่อเรายังไม่รู้และไม่มีคำตอบให้เราเงียบและฟังจะดีไหม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องนั้นมิใช่เรื่องคอขาดบาดตายต่อองค์กร   เปิดโอกาสให้คนในทีมได้ช่วยกันให้คำตอบ   ให้ทีมงานได้แสดงศักยภาพ ความรู้ และแสดงออกถึงภาวะผู้นำทางความคิด    แต่มิใช่ให้คนใดคนหนึ่งพูดอยู่คนเดียว

6.  เหยียดคุณค่างานของคนอื่นให้ด้อยลง
ในฐานะผู้นำองค์กร   บางครั้งเรามีความคิด “ภาพใหญ่” ขององค์กร   จนบางครั้งเราลืมที่จะให้ความสนใจถึงความคิดดี ๆ ของเพื่อนร่วมงานที่เสนอขึ้นมา   ผู้นำล้มเหลวที่จะเรียนรู้ รับรู้ และชื่นชมในความคิดที่มีคุณค่าของผู้ร่วมทีมงานคนนั้นและความสำเร็จของเขา

ประเด็นท้าทาย:  โปรดระมัดระวัง  จงเป็นผู้นำที่มีความรู้สึกไวที่จะเห็นและได้ยินถึงความคิดที่มีคุณค่าและความสำเร็จของผู้ร่วมงานในทีม   พร้อมทั้งแสดงความยินดีชื่นชมในสิ่งดี ๆ ของแต่ละคนในทีมที่ทำให้เกิดความสำเร็จแก่ทีมงาน

7.  อ่อนด้อยความกล้าหาญ
เราไม่สามารถเป็นผู้นำโดยไม่กล้าที่จะเสี่ยง   เมื่อผู้นำขาดความกล้าหาญ   ผู้ร่วมทีมย่อมต้องมุ่งมองหาใครคนอื่นบางคนที่จะนำพวกเขาไปให้ถึงที่ ๆ เขายังไม่รู้จัก

ประเด็นท้าทาย:  จงยืนมั่นบนความเชื่อศรัทธาของท่าน   และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยเชื่อมั่นว่า  พระเจ้าทรงอยู่ข้างหน้าเราและกำลังกระทำพระราชกิจเพื่อให้เกิดสิ่งดียิ่งแก่ทีมงานของเรา

8.  บุคลิกที่ลื่นไหล พลิกพลิ้ว
การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้นำได้   คน ๆ นั้นจะต้องได้รับความไว้วางใจจากทีมงาน  และต้องเป็นความไว้วางใจแบบไม่สั่นคลอน หวั่นไหว หรือ โอนเอน และชื่อเสียงของผู้นำเป็นสิ่ง “บอบบาง” (แตกหักง่าย)   คนรอบข้างมักประเมินผู้นำคนนั้น  ที่ความเข้มแข็งทางใจและคุณธรรมของผู้นำ   เช่น  ความสัตย์ซื่อและเป็นคนที่มีคุณธรรมย่อมเป็นคุณลักษณะสำคัญเหนือบุคลิกภาพอื่น ๆ และตำแหน่งที่เขามีอยู่ในเวลานั้น   การที่ผู้นำเป็นผู้ที่มีความสัตย์ซื่อและคุณธรรมเป็นตัวตัดสินว่าผู้นำคนนั้นจะได้รับการยอมรับ ชื่นชอบ  และความไว้วางใจจากทีมงานหรือไม่

ประเด็นท้าทาย:  “จง​ระ​แวด​ระ​วัง​ใจ​ของ​เจ้า​ยิ่งกว่า​สิ่ง​อื่น​ใด   เพราะ​ทุก​สิ่ง​ที่​เจ้า​ทำ​ออก​มา​จาก​ใจ” (สุภาษิต 4:23 มตฐ.)  ให้ผู้นำทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดี และ มีวินัยชีวิตที่จะหลีกเลี่ยงอำนาจแห่งการทดลองชีวิตในลักษณะต่าง ๆ

9.  หยิ่งยโส อหังการ
ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ผู้นำต้องสูญเสียการยอมรับ และ ไว้วางใจอย่างรวดเร็วเท่ากับ การเป็นผู้นำที่หยิ่งยโส อหังการ  คุยโตโอ้อวด (ขี้คุย)   ถ้าทีมงานใดมีผู้นำแบบนี้   ลูกทีมมักไม่พูดอะไรมาก  แต่ปล่อยให้ผู้นำคนนั้นชื่นชมความเก่งกาจของตนไปคนเดียว

ประเด็นท้าทาย:  ผู้นำจะต้องถ่อม   และถ้าผู้นำคนใดไม่รู้ว่าตนจะถ่อมได้อย่างไร  ทูลถามพระเจ้าและทูลขอพระองค์ช่วยให้ท่านเป็นคนที่ถ่อมลง  พระเจ้าช่วยท่านได้   และนี่น่าจะเป็นทางออกสำหรับผู้นำที่ทุกครั้งต้องการที่จะเป็นผู้นำที่ถ่อม

ไม่มีผู้นำคนใดที่ต้องการสูญเสียการยอมรับ  ชื่นชอบ  และการไว้วางใจจากทีมงานของตน   ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ย่อมรู้ซึ้งในความสำคัญยิ่งของ “ความไว้วางใจ” ที่ทีมงานให้กับตน และ ทุ่มเททำงานหนักเพื่อบรรลุความสำเร็จ


เรียบเรียงจาก ข้อเขียนของ Ron Edmondson,  Churchleader.com


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

11 กรกฎาคม 2557

ระวัง...ความไว้วางใจจะขึ้นสนิม!

เมื่อความไว้วางใจในความสัมพันธ์ของเรากับทีมงานเกิดการหักงอ หรือ ฉีกขาด   ให้รีบซ่อมแซมพลิกฟื้นความไว้วางใจขึ้นใหม่ทันที  มิเช่นนั้นความไว้วางใจที่ “ถลอก ฉีก หัก” จะขึ้น “สนิม”  แล้วสนิมนั้นจะกัดกร่อนความไว้วางใจในความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันให้ผุกร่อนและหักพังได้  

ในฐานะที่เราเป็น “ผู้นำ” คนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้นำในระดับใดก็ตาม   จะเป็นการพูดจา  ท่าทางที่เราแสดงออก   หรือการกระทำของเราย่อมเป็นที่เพ่งเล็งในสายตาของทีมงาน   บางครั้งอาจจะเป็นคำพูดที่เราพูดออกไปแล้วไปทำร้ายทำลายความไว้วางใจที่เขามีต่อเรา   บางครั้งก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ถูกกาละเทศะ  กล่าวด้วยท่าทางน้ำเสียงที่ค่อนข้างแรงและแข็งกร้าวทั้งๆ ควรพูดด้วยความเมตตาในบริบทนั้น   บางครั้งก็ละลืม  เลยไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนสัญญาไว้   ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมิใช่เป็นการกระทำผิดอย่างโจ่งแจ้งตั้งใจ   แต่ก็เป็นการสนองตอบที่ไม่ค่อยดีของเรา   และนี่เป็น “ตัวกัดกร่อน” ที่ทำให้ความไว้วางใจใความสัมพันธ์ของเรากับทีมงานเสียหาย

แล้วจะ “ซ่อมแซม” ความไว้วางใจในความสัมพันธ์อย่างไร?

ยอมรับ ความจริงว่า ความไว้วางใของเราแตกหัก

ถ้าใครมีรถยนต์คงต้องตรวจตราอยู่เสมอว่า   มีส่วนใดของรถเกิดการถลอก บุบ หรือฉีกขาดหรือไม่    ถ้ามีจะต้องซ่อมแซม  มิเช่นนั้น จะทำให้ขึ้นสนิม   แล้วสนิมก็จะกัดกินทำให้เหล็กในบริเวณนั้นผุกร่อนแล้วลามเป็นพื้นที่กว้างต่อไป   นานเข้าจะส่งผลร้ายทำให้เกิดความเสียหายแก่โครงสร้างของรถนั้นได้   ถ้าเจ้าของรถละเลยมองข้ามไม่ใส่ใจสนิมที่เกิดขึ้น  เมื่อมันลามใหญ่โตขึ้นก็ต้อง “จ่าย” ค่าซ่อมมากขึ้นด้วย    เรามักมองว่า “ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก  ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร”   เรามักลวงตนเองเช่นนี้  

เฉกเช่นเดียวกันกับความไว้วางใจที่ฉีกขาดที่เรามักมองว่า   ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร   เรื่องอย่างนี้ทิ้งไว้สักพักหนึ่งแล้วมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง   เวลาจะช่วยเยียวยารักษา  และนี่คือการลวงตนเองที่อันตราย   ยิ่งกว่านั้น ผู้นำบางคนเมื่อเกิดบาดแผลความไว้วางใจในความสัมพันธ์มักโทษคนอื่นสร้างความเจ็บปวดให้ทีมงานบางคนแทนที่จะลุกขึ้นยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น   หรือไม่ก็ยุยงว่ามีบางคนที่อยู่เบื้องหลังในการทำลายความไว้วางใจในทีมงาน

เลิกใช้เทคนิคแย่ๆ แบบเก่าๆ เหล่านี้เถิดครับ    เราต้องยอมรับความจริงว่า   ความไว้วางใจกันตอนนี้เกิดบาดแผล  เกิดความร้าวฉาน หรือ ถึงขนาดฉีกขาด   การยอมรับความจริงเช่นนี้ย่อมเป็นการเปิดประตูสู่การเยียวยารักษา

เลือก ที่จะให้อภัยพฤติกรรมของคนอื่น

เมื่อเรายอมรับถึงความแตกหักของความไว้วางใจในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น   เราต้องก้าวต่อไปเพื่อที่จะให้อภัยแก่กัน   อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่คนอื่นเคยกระทำผิดต่อเรา   เราอาจจะรู้สึกว่าสาสมปล่อยให้เขาจมดิ่งต่อไป   เรายังเก็บงำซ่อนเร้นความขุ่นเคืองบาดแผลไม่พอใจในอดีตไว้ในจิตใจของเรา   ถ้าเช่นนี้ บาดแผลความไว้วางใจจะไม่สามารถเยียวยารักษาได้   การเยียวยาเริ่มต้นที่การรับรู้ว่าได้เกิดบาดแผลในความไว้วางใจ   แล้วตามด้วยเปิดใจยอมให้อภัยในสิ่งผิดพลาดที่เขาเคยกระทำต่อเรา   การที่จะก้าวให้ข้ามขั้นตอนนี้อาจจะไม่ใช่ง่ายเลย   บางคนจะรู้สึกเจ็บปวดด้วย   แต่การกระทำเช่นนี้จะเป็นการซ่อมแซมและเสริมเพิ่มความแข็งแกร่งในความไว้วางใจที่เราจะมีต่อกันในอนาคต

เลือก ที่จะขอโทษทันที

ถ้าเราเป็นฝ่ายที่กระทำให้ความไว้วางใจที่มีต่อกันต้องเสียหายฉีกขาด   เราต้องพร้อมที่จะเป็นผู้ขอโทษผู้ที่เราทำให้เกิดบาดแผลในความไว้วางใจทันที    และในกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายในเชิงทรัพย์สินสิ่งของเราอาจจะต้องหาทางที่จะชดใช้ในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น   การขอโทษคงมิใช่เพียงการกล่าวคำว่า “ขอโทษ” หรือ การขอโทษด้วยวาจาเท่านั้น    แต่ให้เราขอโทษด้วยการกระทำ   และด้วยจิตใจที่สำนึกผิด

เลือก ที่จะรักษาและซ่อมแซมสิ่งที่มีค่าที่สุด

ชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครฉากหนึ่ง   เมื่อเราเป็นผู้ที่ทำให้ความไว้วางใจที่มีต่อกันเกิดฉีกขาดเสียหาย   เราต้องรีบยอมรับความผิดที่เราได้กระทำลงไปและแสดงความรับผิดชอบในส่วนที่เราเป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายทันที   โปรดตระหนักชัดว่า   สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คนอื่นจะให้แก่เรานั้นมิใช่เรื่องเวลา  แรงงาน   หรือความพยายาม   แต่สิ่งสำคัญและมีค่าที่สุดที่ท่านจะได้รับจากเพื่อนคือ ความไว้วางใจ

แต่คนไทยเราหลายคนมักเลือกที่จะรักษาหน้ามากกว่า   โดยเฉพาะคนที่เป็นใหญ่เป็นโต

ดังนั้น   จงกระทำทุกหนทางที่จะรักษาไว้ หรือ เรียกคืนความไว้วางใจให้กลับมามีดั่งเดิมให้ได้   ถ้าความไว้วางใจของเราเกิดการฉีกขาดเสียหายไปแล้ว   ความเชื่อใจกันจะคงเหลืออยู่อีกหรือ?   เราจะอยู่  จะคบกัน  และจะทำงานด้วยกันได้อย่างไร?

ในการที่เราต้องเลือกสิ่งที่เป็นเป้าหมายที่สำคัญและมีคุณค่าที่สุดของเราในเวลานั้น   เราก็ต้องยอมรับว่าเราจะต้อง “ยอมสละ” บางสิ่งก่อนในเวลานั้น   เพื่อแลกกับการรักษาสิ่งที่มีคุณค่าและสำคัญที่สุดไว้   และให้อิทธิพลของสิ่งที่มีคุณค่าและสำคัญที่สุดเยียวยารักษาเพื่อกู้คืนบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่าที่เรา “ยอมสละ” ในเวลาต่อมา

แล้วเราคิดว่าอะไรคือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดและมีคุณค่ายิ่งของเราในงานที่เราทำอยู่ในวันนี้ครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 กรกฎาคม 2553

ความไว้วางใจที่ฉีกขาด

มีบทความหรือหนังสือมากมายที่เขียนถึงเรื่องราวของผู้นำที่ทำให้ความไว้วางใจที่ผู้คนมีต่อเขาต้องฉีกขาด แต่ถ้าผู้คนที่เกี่ยวข้องกับผู้นำคนใดคนหนึ่งทำให้ความไว้วางใจของผู้นำที่มีต่อเขาต้องฉีกขาดล่ะ มันจะเป็นอย่างไร?

ถ้าท่านเป็นผู้อภิบาลหรือผู้นำในคริสตจักรท้องถิ่น ท่านย่อมรู้ดีว่า ผลจากการที่ท่านทำให้ความไว้วางใจที่ผู้คนมีต่อท่านต้องฉีกขาดนั้น มีความรุนแรงมากมายแค่ไหน ค่าราคาที่จะต้องจ่ายสำหรับการนี้มิใช่ธรรมดาเลย ยิ่งถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่ก็จะกลายเป็นเสียงเล่าลือกันแซดในคริสตจักรของท่าน แล้วยังกระหึ่มไปยังภาค แล้วยังมีเสียงก้องสะท้อนไปที่สภาคริสตจักรอีกด้วย หรือถ้าท่านเป็นผู้นำในสถาบัน หรือ หน่วยงานในสภาคริสตจักรฯ หรือหน่วยงานคริสเตียนทั่วไป ผลก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ก็จะมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างในสถาบันหน่วยงานของท่าน แล้วก็เป็นเสียงก้องไปยังสถาบันหรือหน่วยงานอื่น และในคริสตจักร จะเป็นเรื่องพูดกันมันปากในระดับคริสตจักรระดับชาติ

แต่ถ้าเหตุการณ์ที่ทำให้ความไว้วางใจต้องฉีกขาด คนๆ นั้นมิใช่ท่านในฐานะของผู้นำ แต่เป็นคนๆ หนึ่งในคริสตจักร หรือ ในสถาบันหน่วยงานของท่านล่ะ ท่านจะรับมือ หรือจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเพื่อนร่วมงานคนนั้น สมาชิกคริสตจักรคนนั้นทำให้ความไว้วางใจที่ท่านมีต่อเขาต้องฉีกขาดลง

เมื่อมีเพื่อนร่วมงานในองค์กร หรือคริสตจักร ที่ทำให้ความไว้วางใจที่ผู้นำมีต่อเขามีอันต้องฉีกขาด ท่านในฐานะผู้นำจะต้องสนองอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น ผู้นำในคริสตจักร องค์กรคริสเตียนจะตอบสนองเช่นไร

ขอให้เราเริ่มด้วยการตอบสนองด้วยวิธีการที่ “เกินจริง” สองประการ

1. “พระคุณ” ที่ไม่สนใจผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ทำให้ความไว้วางใจฉีกขาด
2. “การพิพากษา” หรือ “ตัดสิน” ที่ปราศจากพระเมตตา

คงน่าจะเป็นไปได้อย่างมากที่เราจะตอบสนองตามแนวทางใดแนวทางหนึ่งในสองประการข้างต้น หรือท่านอาจจะปฏิเสธที่จะทำตามทั้งสองอย่างข้างต้นก็ได้

พระคุณของพระเจ้าเป็นของประทานจากพระองค์ มิใช่สิ่งที่เราจะกระทำด้วยตนเอง หรือซื้อหาเอามาได้ (เอเฟซัส 2:8-9) เราไม่สามารถทำให้พระคุณของพระเจ้ามีเพิ่มมากขึ้นอีกสักนิดหนึ่ง หรือให้มีน้อยลงในคนใดคนหนึ่ง ในทำนองเดียวกันเราก็ไม่สามารถที่จะลบล้างหรือกอบกู้ใครให้หลุดพ้นจากผลของความบาปผิดในอดีต เราไม่สามารถที่จะลบล้างผลของการกระทำผิด การกระทำบาปออกจากคนใดคนหนึ่งแม้คนนั้นจะเป็นคริสเตียนก็ตามที

การตอบสนองต่อความไว้วางใจที่ฉีกขาดด้วยความเกินจริงประการแรกคือ การใช้ “พระคุณเจือสารสะเตรอยด์ (steroids)” ในที่นี้หมายถึงการที่อาจจะใจดีเกินไปเลยใช้พระคุณในความหมายที่เกินเลยที่ไม่ยืนอยู่บนแก่นสารความจริง กล่าวคือ การใช้พระคุณของพระเจ้าในความหมายที่เกินเลยกว่าความหมายของ “พระคุณ” ที่มีอยู่ตามความเป็นจริงในพระวจนะของพระเจ้า “พระคุณเจือสารสะเตรอยด์” ก็เหมือนกับยาที่เจือสารสะเตรอยด์แล้วใช้เป็นยาครอบจักรวาลที่ทำให้ไม่เกิดอาการแพ้ อักเสบ บวม เพราะสารสะเตรอยด์ตัวนี้เข้าไปกดระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงไม่ตอบสนองตามหน้าที่ของมันที่ควรจะเป็น แต่มิได้หมายความว่าความเจ็บป่วยไม่สบายจะได้รับการรักษาจากสารสะเต-รอยด์ ตรงกันข้าม นอกจากจะมิได้รักษาโรคที่เป็นอยู่ตามสาเหตุแล้ว สารสะเตรอยด์ยังมีผลข้างเคียงมากมาย ทั้งการทำให้คนใช้เป็นประจำเกิดอาการบวม ฉุ ไตเสื่อมไตเสีย เบาหวานรุนแรงขึ้น และ ฯลฯ “พระคุณเจือสะเตรอยด์” เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ผู้ใช้ไม่สนใจผลที่ตามมาจากการฉีกขาดของความไว้วางใจ เป็น “พระคุณราคาถูก” ตามสำนวนของบอนฮอฟเฟอร์ (Bonheoffer) เรารู้แน่ชัดว่าพระเยซูคริสต์ทรงรักคนเหล่านี้ ดังนั้นความผิดบาปในชีวิตของเขาได้รับการชำระจากพระโลหิตของพระองค์ ทั้งสองประการนี้ก็เป็นสัจจะความจริง แต่ยังมีขยะและความสกปรกมากมายที่จะต้องได้รับการทำความสะอาดและการเสริมสร้างใหม่ในชีวิตของคนๆ นั้น

เมื่อพระคุณของพระเจ้าถูกใช้ในความหมาย “ยาครอบจักรวาล” ที่ไม่สนใจผลที่ตามมาจากความไว้วางใจที่ฉีกขาด มักจะเกิดขึ้นเพราะผู้ใช้ต้องการที่จะหลีกเลี่ยงความยุ่งยากซับซ้อนที่อาจจะตามมาจากผลความไว้วางใจที่ฉีกขาด เขาต้องการทำให้ทุกอย่างดูง่ายขึ้น แต่ผลเสียก็คือคนที่ทำให้ความไว้วางใจฉีกขาดจะไม่ได้รับความช่วยเหลือให้รู้ถึงสัจจะความจริงที่เกิดขึ้นที่แท้จริงและจำเป็น

ผลความไว้วางใจที่ฉีกขาดคือ การตัดสินและพิพากษา เพราะสิ่งเหล่านี้ยังอยู่ภายใต้ของกฎธรรมชาติและกฎบัญญัติของการทรงกอบกู้ พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่จ่ายค่าราคาที่เราตกอยู่ใต้อำนาจของความผิดบาป เราจึงได้รับการช่วยกู้ให้ไปอยู่ภายใต้พระคุณ แต่หลักการเรื่องการพิพากษายังไม่ได้ถูกลบออกจากพระคัมภีร์ (โรม 1:18-2:16, กาลาเทีย 5:19-21, วิวรณ์ 20:11-15 และ ฯลฯ)

การตอบสนองที่เกินเลยความจริงประการที่สองคือ การพิพากษาหรือการตัดสินที่ปราศจากพระเมตตา ซึ่งมิใช่น้ำพระทัยของพระเยซูคริสต์ พระองค์ตรัสกับหญิงคนนั้นที่ถูกจับได้ขณะล่วงประเวณีว่า “จงไปเถิดแต่อย่าทำบาปอีก” ใช่ พระคริสต์มิได้ทำให้เธอถูกเอาหินขว้างตามที่พวกผู้นำศาสนาเห็นว่าเธอควรจะถูกเอาหินขว้างให้ตาย ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำ บุคลิกที่คิดว่าตนเป็นคนตรงไปตรงมา หรือการได้รับความกดดันจากรอบข้าง หรือหลักคิดหลักเชื่อทางคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ท่านยึดถือ อาจทำให้ท่านเร่งด่วนตัดสิน พิพากษา หรือ กล่าวโทษคนบางคน แท้จริงแล้วการกระทำเช่นนี้อยู่คนละข้างกับ “พระคุณที่เจือสารสะเต-รอยด์” แต่เป็นการบีบคั้นให้เป็น “พระคุณพระเจ้าที่คับแคบ” กว่าที่เป็นจริงที่พระคุณเป็นอยู่

สิ่งเลวร้ายจากการตัดสินพิพากษาบ่อยครั้งมักเกิดกับอารมณ์ความรู้สึกของคน (เช่น เกิดบาดแผล ความรู้สึกเจ็บปวดในชีวิต) บางครั้งเกิดจากการแสดงความคิดเห็นของคนบางคน บางครั้งเกิดจากการเมืองในคริสตจักร ในภาค ในสภาฯ หรือในองค์กรคริสเตียน ซึ่งเป็นความเจ็บปวด และ บาดแผลที่ลึกกว่าที่ควรจะเป็นกับคนๆ นั้นที่ทำให้ความไว้วางใจระหว่างเขากับเราต้องฉีกขาดลง

เหตุการณ์จะซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากยิ่งขึ้นถ้าผู้นำที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่มีแนวทางที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

บ่อยครั้งใช่ไหมที่เราท่านมักจะได้ยินคำตอบต่อคำถามที่ซับซ้อนเช่นนี้ว่า “มันขึ้นอยู่กับ...” ใช่ เป็นความจริงว่าสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์แวดล้อมและในเหตุการณ์ที่แต่ละคนต้องเผชิญและตามสภาพที่เป็นจริงของแต่ละคน หรือไม่ก็จะใช้ความจริงจากพระคัมภีร์เป็นทางลัดเพื่อจะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้น ซึ่งอาจจะทำให้สถานการณ์มีแนวโน้มอย่างที่ตนต้องการ หรืออาจจะเลวลง จากที่ตนต้องการ

ชีวิตและการเป็นผู้นำไม่ใช่เรื่องที่แยกกันเด่นชัดตายตัวให้เป็นขาว หรือ ดำได้ แต่ถ้าท่านเป็นผู้นำที่เป็น “สีเทา” ในที่สุดท่านจะต้องหลงทางแน่นอน ผู้นำที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านจะต้องใช้วิจารณญาณของท่านในสถานการณ์ที่ยุ่งยากเช่นนี้ ตัดสินใจเลือกการตอบสนองที่เหมาะสม แต่ท่านจะต้องมีหลักการพื้นฐานในการกระทำของท่าน หลักการพื้นฐานแรกคือพระวจนะของพระเจ้า ประการต่อมาหลักการหลักเชื่อหรือหลักคริสต์ศาสนศาสตร์ที่ท่านยึดถือในชีวิตของท่าน ระบบคุณค่า เงื่อนไขปัจจัยในตอนนั้น หลักการพื้นฐานเหล่านี้ช่วยเสริมหนุนให้ท่านมีแนวทางที่จะตอบสนอง มิใช่กฎเกณฑ์การตอบสนองที่ตายตัว

ท่านสามารถที่จะมุ่งไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องเมื่อเป็นผู้นำที่ตกในสถานการณ์เช่นนี้ ด้วยการถามคำถามที่เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้เช่น...
1. เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นผิดใช่หรือไม่? (ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด)
2. เขารู้ว่าผิด แต่ที่ทำไปไม่ได้มีประสงค์ร้ายใช่ไหม? (รู้ว่าผิด แต่ที่ทำไปไม่ได้ตั้งใจ)
3. เขารู้ว่าผิดและมีความประสงค์ร้ายใช่ไหม? (เขารู้ที่ทำลงไปนั้นผิด และตั้งใจทำลงไปทั้งๆ ที่รู้ว่าจะทำให้คนอื่นได้รับอันตรายและความเจ็บปวด)

เราเพิ่มคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ร่วมกับความจริงบนรากฐานทางพระคัมภีร์ หลักคิดหลักเชื่อ ระบบคุณค่า และวัฒนธรรมคริสเตียน จะได้รับคำตอบที่ชัดเจน

คำถามเด่นชัดที่ละเลยไม่ได้คือ ความไว้วางใจที่ฉีกขาดสามารถที่จะเย็บชุนได้ไหม?

แน่นอน ความไว้วางใจที่ฉีกขาดนั้นสามารถเย็บชุน หรือ ซ่อมแซมใหม่ได้แน่ ให้เรากลับไปที่การตอบสนองที่เกินจริงสองประการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ปรับแต่งให้เป็นการตอบสนองไปในทิศทางที่สร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น
1. พระคุณที่เป็นจริง
2. การตัดสินพิพากษาด้วยการซ่อมแซมและเสริมสร้างใหม่

เมื่อท่านในฐานะผู้นำเต็มใจที่จะยอมรับความเป็นจริงในสถานการณ์นั้นๆ พร้อมกับคนที่ทำผิดก็ยอมรับความจริงในสถานการณ์นั้น เมื่อนั้น พระคุณของพระเจ้าก็จะเป็นของประทานอย่างที่ควรจะเป็น ผู้กระทำผิดจะต้องมีความรับผิดชอบ รวมถึงยอมรับผลที่ตามมาจากการกระทำ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระคุณพระเจ้าก็จะเป็นสิ่งที่น่าชื่นใจ ความสัตย์ซื่อจริงใจและวุฒิภาวะหรือความเป็นผู้ใหญ่เป็นแก่นกลางของพระคุณที่มีต่อกันในสถานการณ์นั้น

ข้อฐานคิดฐานเชื่อของผมคือ จิตวิญญาณแห่งการกอบกู้ช่วยเหลือเป็นจิตใจสูงสุดในสถานการณ์นี้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า “ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน” (โรม 12:18) ในการนี้ต้องการการยกโทษ เมื่อคุณประกาศว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นความผิด ความบาป และไม่เป็นการกล่าวโทษคนๆ นั้น ก็เป็นการร่วมกันของทั้งการสารภาพในส่วนของผู้กระทำผิด และการยกโทษจากท่าน นั่นทำให้ความไว้วางใจที่ฉีกขาดได้รับการเย็บชุนเยียวยา นี่มิใช่กระบวนการสำเร็จรูป แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและโอกาสที่แสวงหารูปแบบของความสัมพันธ์และกระบวนการการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ใหม่ อาจจะจำเป็นที่คนทำผิดคนนั้นลงจากตำแหน่งงานที่รับผิดชอบสักช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อให้เวลาสำหรับการเย็บชุนซ่อมแซมความไว้วางใจ

ท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า อย่าให้ความเจ็บปวด หรือ ความโกรธ จากความไว้วางใจที่ฉีกขาดจากผู้คน ทำให้ท่านต้องมองคนอื่นด้วยความไว้วางใจที่ลดน้อยถอยลง อย่าปกป้องตัวท่านเองด้วยการวางตัวออกห่างจากผู้คนด้วยอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าว เหนือสิ่งอื่นใดอย่าใช้การเยาะเย้ยถากถางในการตอบสนองคนๆ นั้น จงรักคนๆ นั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และยังให้ความไว้วางใจเขา ผมเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงประทานสติปัญญาแก่ท่านเพื่อนำท่านผ่านไปในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้

-------------------------
บทความนี้เป็นการสะท้อนคิดและเรียบเรียงใหม่จากการอ่านบทความเรื่อง "Broken Trust" เขียนโดย Dan Reiland ท่านสามารถอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ http://aa.mg1.mail.yahoo.com/dc/launch?.gx=1&.rand=6lctb7g5h3fmt