แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทรงอิทธิพล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทรงอิทธิพล แสดงบทความทั้งหมด

04 กรกฎาคม 2557

ผู้นำที่ทรงอิทธิพลในคริสตจักร(2)?

ผู้นำที่ทรงอิทธิพลในคริสตจักร ตอนที่ (1) กล่าวถึงลักษณะภาวะผู้นำแบบบารนาบัส  เป็นภาวะผู้นำที่จำเป็นและต้องการอย่างมากในคริสตจักร   ในภาวะที่อัครทูตสงสัยไม่ไว้วางใจการกลับใจใหม่และการประกาศของเซาโล   ถึงข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมในอดีตของเซาโล  และอัครทูตยังไม่เชื่อแน่ว่า ที่เซาโลกลับใจเป็นสิ่งแท้จริงใจไม่หลอกลวง   บารนาบัสเข้ามาเชื่อมประสานให้อัครทูตรู้ถึงข้อมูลความจริง  ให้อัครทูตเปิดใจ  เพื่อนำสู่ความไว้วางใจกัน  ยอมรับกันและกัน  เพื่อที่จะรับใช้พระเยซูคริสต์ร่วมกัน

สำหรับคริสตจักรแล้ว   ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่   คือผู้นำที่เสริมสร้างคนอื่นให้มีภาวะผู้นำที่สร้างสรรค์   เอื้ออำนวยคนเหล่านั้นเปิดใจรับคนต่างขั้วต่างฝ่าย   สร้างให้ผู้นำเหล่านั้นได้เรียนรู้เท่าทันความจริงของแต่ละฝ่าย   แล้วเชื่อมประสานให้เกิดความไว้วางใจกันแทนความสงสัยและใจคับแคบ   เป็นผู้เชื่อมให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหันหน้ามาร่วมพลังในการทำงานรับใช้พระคริสต์   ผู้นำที่ทรงอิทธิพลแบบนี้เป็นผู้นำที่เป็น “สะพาน” เชื่อมภาวะผู้นำที่ขัดแย้งกันให้สามารถเปิดใจยอมฟัง  ยอมรับ  และร่วมในการทำพันธกิจสู่เป้าหมายเดียวกัน

ลักษณะของภาวะผู้นำที่ทรงอิทธิพลในคริสตจักรอีกประการหนึ่งคือ  “สร้างเสริมคนพลาด  หล่อหลอมคนพลั้ง”  ให้กลับตั้งตัวใหม่   และมีภาวะผู้นำที่ผู้คนสามารถไว้เนื้อเชื่อใจอยากร่วมงานด้วย   ซึ่งภาวะผู้นำที่ทรงอิทธิพลประการนี้เป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของคริสตชนที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณด้วย (กาลาเทีย 6:1 มตฐ.)

ทั้งเซาโลและบารนาบัส ต่างเป็นคนยิวที่มีประสบการณ์ชีวิตในวัฒนธรรมของคนต่างชาติ เซาโลเป็นยิวที่ถือสัญชาติโรมัน   ในขณะที่ โยเซฟ บารนาบัส ไปใช้ชีวิตในต่างแดนต่างวัฒนธรรมที่เกาะไซปรัส   บารนาบัสเป็นคนที่เติบโตในเผ่าเลวี   ในขณะที่เปาโลได้รับการเล่าเรียนหล่อหลอมกับอาจารย์ที่ทรงภูมิความรู้ของยิว   เมื่อเซาโลกกลับใจและสามารถเข้านอกออกในชุมชนของอัครทูตแล้ว   ทั้งเซาโลและบารนาบัสรวมกันเป็นทีมทำพันธกิจประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์สำหรับคนต่างชาติต่างวัฒนธรรม   โดยในรอบแรกนี้ได้นำเอาคนหนุ่มที่ชื่อมาระโกร่วมทีมงานด้วย(กิจการ 12:25)    แต่ระหว่างการทำพันธกิจมาระโกละทิ้งเซาโลและบารนาบัส (ดู 13:13)   ในสายตาของเซาโลแล้วมองและตัดสินว่า มาระโกเป็นคนที่ขาดความรับผิดชอบและขาดความอดทนในการทำพันธกิจ

เมื่อเซาโลและบารนาบัสจะออกทีมพันธกิจในอีกรอบหนึ่ง   บารนาบัส เสนอให้นำมาระโกไปร่วมด้วยอีกครั้งหนึ่ง   เซาโลไม่เอาด้วย   เรื่องนี้กลายเป็นมุมมองความเห็นที่แตกต่างกันจนบารนาบัส และ เซาโลต้องแยกทีมและแยกทางกันในการทำพันธกิจ   เซาโลร่วมทีมกับสิลาส   ส่วนบารนาบัสนำมาระโกร่วมทีมไปด้วยมุ่งสู่การทำพันธกิจที่เกาะไซปรัส บ้านเมืองที่บารนาบัสอาศัยอยู่ (ดู 15:36-39)

น่าสังเกตจุดเด่นเฉพาะในภาวะผู้นำของทั้งสองท่าน   เซาโลเป็นผู้นำที่มุ่งมั่นปั้นมือตรงรี่ไปสู่เป้าหมาย   ต้องการให้เป้าหมายที่ตั้งไว้สำเร็จ   ดังนั้น   ทีมงานทุกคนต้องมีความพร้อม  มีคุณภาพ  ทีมงานที่ด้อยประสิทธิภาพให้คัดออก   เพราะนอกจากจะไม่เกิดผลเต็มที่แล้วยังมีโอกาสกลายเป็นตัวถ่วงหรือตัวสร้างปัญหาให้กับทีมงานได้

ในขณะที่บารนาบัสมีอีกมุมมองอีกมุมหนึ่งว่า   ความผิดพลาดครั้งหนึ่งของคนไม่สามารถตีตราหรือใช้เป็นเครื่องวัดว่าคนๆ นั้นไม่มีประสิทธิภาพในการทำพันธกิจ   และท่านมองว่า การทำพันธกิจที่เกิดผลเกิดจากการที่คนมีประสิทธิภาพในการรับใช้พันธกิจตามของประทานและความสามารถที่พระเจ้าประทานให้   ดังนั้น   คริสตจักรจะต้องให้โอกาสแก่ทุกคน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยผิดพลาดควรได้รับโอกาสใหม่และการเอาใจใส่เพื่อเสริมสร้างคนๆ นั้นเป็นพิเศษ   มุมมองของบารนาบัสมองว่า การทำพันธกิจที่เกิดผลย่อมต้องมีคนทำพันธกิจที่มีประสิทธิภาพ   คนที่มีประสิทธิภาพมิใช่มีมาแต่กำเนิด   แต่คริสตจักรจะต้องเอาใจใส่และเสริมสร้างแต่ละคนให้ของประทานที่มีในชีวิตของเขาได้รับการพัฒนาเป็นความสามารถที่ใช้ทำพันธกิจได้   ดังนั้น  บารนาบัสทุ่มเทเสริมสร้างมาระโกให้มีภาวะผู้นำที่รับใช้ผ่านพันธกิจที่กระทำ   ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านการกระทำจริง

อีกประการหนึ่ง  ผู้นำที่ทรงอิทธิพลอย่างบารนาบัสมิได้มองว่า  การแยกทีมกับเซาโลเป็นการแตกแยกในการทำพันธกิจ   แต่มองว่าจะทำพันธกิจอย่างไรที่สามารถเกิดผลตามเป้าหมายใหญ่ของคริสตจักร   คือการประกาศถึงข่าวดีของพระเยซูคริสต์   ซึ่งทั้งสองทีมต่างมีเป้าหมายเดียวกัน   และในเวลาเดียวกันทีมของเซาโลกับสิลาสก็สามารถมุ่งหน้าสู่เป้าหมายได้เต็มกำลังความสามารถตามของประทานสำหรับทั้งสอง   ในขณะที่บารนาบัสและมาระโกก็มุ่งหน้าสู่การประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ในเกาะไซปรัส   และบารนาบัสมีโอกาสที่จะเสริมสร้างและหล่อหลอมมาระโกให้มีภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพด้วย

ภาวะผู้นำที่ทรงอิทธิพลในคริสตจักรแบบบารนาบัส   จะต้องเป็นผู้นำที่มีความสามารถจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคริสตจักรอย่างสร้างสรรค์และด้วยใจเมตตาและเสียสละแบบพระคริสต์   และมองว่าการเสริมสร้างคนจะต้องใช้เวลา และ ให้โอกาสคนๆ นั้นที่จะเรียนรู้ใหม่   จนสามารถสำแดงชีวิตที่ได้รับการทรงสร้างใหม่จากพระคริสต์ที่คนอื่นเห็นประจักษ์ได้

ภายหลังเปาโลได้เห็นและประจักษ์ถึงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพของมาระโก   เปาโลยอมรับมาระโกมาร่วมทีมงานของท่านในภายหลัง  และเรียกมาระโกว่าเป็นลูก (1เปโตร 5:13)   เมื่อเปาโลต้องโทษจำคุกครั้งแรก มาระโกก็อยู่ด้วยกับท่าน (โคโลสี 4:10;  ฟิเลโมน ข้อ 24)   และเมื่อช่วงบั้นปลายชีวิตของเปาโล   ท่านได้ขอให้มาระโกมาอยู่กับท่าน  และท่านกล่าวว่า มาระโกเป็นประโยชน์ต่อท่านในการทำพันธกิจ (2ทิโมธี 4:11)

จากประสบการณ์ของเปาโลท่านได้เขียนบทเรียนนี้ไปถึงคริสตจักรที่กาลาเทียว่า  “พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย แม้​จับ​ใคร​ที่​ละเมิด​ประ​การ​ใด​ได้ พวก​ท่าน​ซึ่ง​อยู่​ฝ่าย​พระ​วิญ​ญาณ จง​ช่วย​คน​นั้น​ด้วย​ใจ​สุภาพ​อ่อน​โยน​ให้​เขา​กลับ​ตั้ง​ตัว​ใหม่...” (กาลาเทีย 6:1)

ผู้นำที่ทรงอิทธิพลอย่างบารนาบัส   มิได้มุ่งมั่นแต่จะสร้างผลงานความสำเร็จของตน  หรือสร้างอนุสาวรีย์หวังให้คนอื่นระลึกถึงตน    แต่ผู้นำที่ทรงอิทธิพลอย่างบารนาบัสตั้งใจเป็นผู้นำที่สร้างคน   เพื่อคนจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจนเป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

ในวันนี้ไม่ว่าเราจะทำอะไร  ทำที่ไหน  และทำกับใคร   ให้เราเป็นคนทำงานที่มีภาวะผู้นำที่ทรงอิทธิพลอย่างบารนาบัส   เพื่อในที่สุดจะมีผู้คนที่ทำงานชีวิตเป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยความชิ่นชมยินดี

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

02 กรกฎาคม 2557

ผู้นำที่ทรงอิทธิพลในคริสตจักร(1)?

ใครคือผู้นำที่ทรงอิทธิพลในคริสตจักร?   เขามีภาวะผู้นำแบบไหนถึงเป็นผู้ทรงอิทธิพลในคริสตจักรได้?

ถ้าจะถามว่า ในคริสตจักรสมัยเริ่มแรกในพระธรรมกิจการ   ใครคือผู้นำที่ทรงอิทธิพลในคริสตจักรสมัยนั้น?

ท่านคิดว่าเป็นใครกันครับ?   ส่วนใหญ่แล้วคำตอบที่ผมได้คือ   ไม่เปาโลก็เป็นเปโตร   และผมขอตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสองมีลักษณะภาวะผู้นำแบบ “โปรแอ๊คติฟ” คนหนึ่งเป็นสาวกติดตามพระเยซูมาตลอดเวลาสามปี   เป็นสาวกที่โดดเด่นนำหน้าในกลุ่มสาวกเวลานั้น   กับอีกคนหนึ่งที่เผชิญหน้ากับพระเยซูคริสต์ที่เขากำลังขจัดล้างผลาญเมื่อนำกองกำลังตามติดไล่จับไล่ฆ่าพวกที่เชื่อพระเยซูคริสต์ในเมืองต่างๆ   แต่ก็ต้องยอมจำนนต่อพระเยซู   เรียกว่า “โจรกลับใจ” ก็ว่าได้   แล้วกลายเป็นคนประกาศพระเยซูคริสต์ที่ครั้งหนึ่งเขาเคย “ขยี้ด้วยอุ้งตีน” ของเขาเอง

ใช่และก็ไม่แปลกครับที่คนส่วนใหญ่จะมองว่าผู้นำที่ทรงอิทธิพลจะต้องเป็นผู้นำที่ “เก่ง กล้า ท้า รุก”  และเป็นผู้นำต้นแบบในหัวใจของคริสตชนหลายต่อหลายคน   และถ้ามีการเลือกตั้งทีไรก็ได้ผู้นำประเภทนี้ที่ครองเสียงชนะเลือกตั้งเสียส่วนใหญ่?

แต่มีอีกคนหนึ่งในคริสตจักรสมัยพระธรรมกิจการทีทรงอิทธิพลแต่ผู้คนไม่ค่อยนึกถึง   มีบทบาทและเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลอย่างมากแต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น   ถ้าคริสตจักรสมัยเริ่มแรกไม่มีผู้นำประเภทนี้แล้วผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า   คริสตจักรจะออกมาในแบบไหนกันแน่?

เมื่อเปาโลยอมจำนนต่อพระคริสต์และพลิกพลังที่มีอยู่ในชีวิตกลับมาเป็นทาสรับใช้ประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์   และมุ่งเป้าชัดเจนในการประกาศข่าวดีแก่คนต่างชาติที่ไม่ใช่ยิวที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลออกไป     ซึ่งเป็นการทำให้ชัดเจนว่าตนมีกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ซ้ำซ้อนกับอัครทูตในเวลานั้นที่ทุ่มการประกาศเรื่องพระเยซูกับคนในกรุงเยรูซาเล็มและปริมณฑล  

อย่างไรก็ตาม  แม้เปาโลออกประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์อย่างเปิดเผย  ผู้คนในสังคม สาวก และอัครทูตในเวลานั้นต่างสงสัยไม่ไว้วางใจถึงการที่เปาโลกลับใจเปลี่ยนขั้วมาอยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์   และมองว่านี่คงเป็นกลลวงหลอกล่อให้ผู้เชื่อพระเยซูตายใจ   จนเขาสามารถเข้าไปล้วงลูกลึกถึง “รัง” ของผู้เชื่อในเวลานั้น   แล้วจะได้ทำลายล้างให้สิ้นซาก   ดังที่หมอลูกาบันทึกไว้ว่า  20...(เซาโล)​ท่าน​ก็​ไม่​ได้​รี​รอ ท่าน​เริ่ม​ประ​กาศ​เรื่อง​พระ​เยซู​ตาม​ธรรม​ศาลา​ต่างๆ ว่า พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า21 คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้​ยิน​ก็​ประ​หลาด​ใจ​พูด​กัน​ว่า คน​นี้​ไม่​ใช่​หรือ​ที่​ทำ​ร้าย​ผู้​คน​ใน​กรุง​เย​รู​ซา​เล็ม​ที่​อธิษ​ฐาน​ออก​พระ​นาม​นี้? และ​เขา​มา​ที่​นี่​ก็​เพื่อ​จับ​พวก​นั้น​ส่ง​ให้​พวก​หัว​หน้า​ปุโร​หิต​ไม่​ใช่​หรือ?” (กิจการ 9:21-22 มตฐ.)   และ “เมื่อ​เซา​โล​ไป​ถึง​กรุง​เย​รู​ซา​เล็ม​แล้ว ท่าน​พยา​ยาม​จะ​เข้า​ร่วม​กับ​พวก​สา​วก แต่​เขา​ทั้ง​หลาย​กลัว เพราะ​ไม่​เชื่อ​ว่า​เซา​โล​เป็น​สา​วก” (9:26)

อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าความสงสัย ไม่ไว้วางใจ และกลัวเซาโลยังมีอยู่เช่นนี้ต่อไป?   แน่นอนว่า พวกสาวกในเยรูซาเล็มและอัครสาวกก็จะกีดกัน  ปฏิเสธที่จะพบและร่วมงานกับเปาโล   ในไม่ช้าคริสตจักรในสมัยเริ่มแรกคงแตกเป็นสองพวกสองนิกาย   พวกหนึ่งเป็นคริสตจักรของอัครทูตของพระเยซูคริสต์   อีกพวกเป็นคริสตจักรของเปาโลที่เน้นกลุ่มเป้าหมายคือคนต่างชาติท้าวต่างแดน

ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้   พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์   พระองค์ทรงใช้บารนาบัสในการสริมสร้างประสานความไว้วางใจที่ขาดสะบั้นเพราะพฤติกรรมของเซาโลที่ผ่านมา   และการคิดแต่จะปกป้องตนเองของพวกสาวกและอัครทูตจากการถูกเข่นฆ่าข่มเหง

บารนาบัส   ที่มีชื่อว่า โยเซฟ   เป็นคนในเผ่าเลวีที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เกาะไซปรัส   เป็นสาวกที่เชื่อในพระเยซูคริสต์คนหนึ่ง   เป็นคนที่อัครสาวกไว้เนื้อเชื่อใจ   และยังตั้งสมญานามว่า “บารนาบัส” ซึ่งมีความหมายว่า “ลูกแห่งการหนุนน้ำใจ” (กิจการ 4:36)   และเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ขายที่ดิน(ที่เกาะไซปรัส)แล้วนำเงินที่ได้มามอบให้อัครทูตเพื่อใช้ในการจุนเจือความอยู่รอดของคริสตชนในเยรูซาเล็มในเวลานั้น (ข้อ 37)

หมอลูกาบันทึกว่า 27 แต่บารนาบัสพาท่าน(เซาโล)ไปหาพวกอัครทูต และเล่าให้พวกเขาฟังว่าเซาโลเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ที่ตรัสกับท่านระหว่างทางอย่างไร และท่านประกาศออกพระนามพระเยซูด้วยใจกล้าหาญในเมืองดามัสกัสอย่างไร 28 แล้วเซาโลจึงได้เข้านอกออกในอยู่กับพวกอัครทูตในกรุงเยรูซาเล็ม” (กิจการ 9:27-28 มตฐ.) 

นี่คือจุดหักเหที่พลิกผันของคริสตจักรในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน   พระเจ้าทรงใช้ภาวะผู้นำของบารนาบัสเข้ามาเชื่อมประสานให้อัครทูตรู้ถึงข้อมูลความจริง  ให้การเปิดใจ   แล้วนำสู่ความไว้วางใจกัน   ยอมรับกันและกัน   เพื่อรับใช้พระเยซูคริสต์ร่วมกัน

บารนาบัสมิใช่ผู้นำแบบ “จู่โจมเพื่อเอาชนะ” หรือ ผู้นำแบบ “ตั้งรับเพื่อความปลอดภัย”

แต่...บารนาบัสเป็นผู้นำที่  “สร้างสะพานเชื่อมประสานพลังการรับใช้” ของคริสตจักรในเวลานั้นให้เป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า

นี่คือภาวะผู้นำที่ทรงอิทธิพลในคริสตจักร!   คริสตจักรและหน่วยงาน สถาบันคริสตชนของเราต้องการผู้นำแบบนี้ครับ  ผู้นำแบบนี้ไม่เด่นไม่ดัง   แต่เขาเป็นคนที่เสริมสร้างและเอื้ออำนวยให้คนอื่นได้ใช้ภาวะผู้นำที่โดดเด่นของตนอย่างสร้างสรรค์  ประสานเชื่อมสัมพันธ์พลังการรับใช้ให้หนุนเสริมกัน  

ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เขาจะเสริมสร้างคนอื่นให้มีภาวะผู้นำที่สร้างสรรค์   สร้างให้คนเหล่านั้นเป็นผู้นำที่เปิดใจรับคนขั้วตรงกันข้าม   สร้างให้ผู้นำเหล่านั้นได้เรียนรู้เท่าทันความจริงของแต่ละฝ่าย   แล้วเชื่อมประสานให้เกิดความไว้วางใจกันแทนความสงสัยและใจคับแคบ   เป็นผู้เชื่อมให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหันหน้ามาร่วมพลังในการทำงานรับใช้พระคริสต์   เมื่อทุกอย่างสามารถดำเนินไปด้วยดีผู้นำที่ทรงอิทธพลแบบนี้จะไม่ฉวยโอกาสเข้าไปรับเกียรติประโยชน์ หรือ ตำแหน่งใดๆ ในคริสตจักร   แต่เขามุ่งทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ในความขัดแย้งด้วยสุขุมสงบ

นี่คือผู้นำที่ดำเนินบนรากฐานแห่ง “พระคุณ” ของพระเยซูคริสต์

เป็นผู้นำที่คริสตจักรของเราต้องการในเวลานี้ครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499