แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำอย่างไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำอย่างไร แสดงบทความทั้งหมด

31 สิงหาคม 2563

จัดการความขัดแย้งของคริสตชน...เขาทำกันอย่างไร?

ในเวลานี้ ครอบครัว คริสตจักร ชุมชน และประเทศชาติกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่เกิดจากภัยคุกคามทางสุขภาพ  ความขัดแย้งแย่งชิงทางการเมือง-เศรษฐกิจ ทั้งในระดับองค์กรหน่วยงาน ท้องถิ่น ภูมิภาค ตลอดจนถึงสังคมโลก   ที่ดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้นทุกที

น่าสังเกตว่า แต่ละคนแต่ละฝ่ายต่างต้องการให้คนอื่นเข้าใจอย่างที่ตนเองต้องการ ดังนั้น จึงพยายามสื่อสารด้วยวิธีการและช่องทางต่าง ๆ ที่จะโน้มน้าว เปลี่ยนแปลง และ เสริมสร้างความเข้าใจของคนอื่นให้เป็นอย่างที่ตนต้องการ และเราเห็นชัดว่า “ไม่มีใครฟังใคร แต่กลับต้องการให้คนอื่นฟังตนเอง”

เรากล่าวอ้าง กล่าวร้าย โจมตีฝ่ายอื่นคนอื่นว่า “มีทัศนะมุมมองผิด ๆ” โดยไม่เคยที่จะนิ่งเพื่อ “ฟังคนอื่นอย่างใส่ใจ” ว่าเขามีมุมมองทัศนะเช่นไรในเรื่องนั้น ไม่เคยถามเขาว่า ที่เราเข้าใจทัศนะมุมมองของเขาในเรื่องนั้นถูก หรือ คลาดเคลื่อนเช่นไรบ้าง?

ในฐานะ “คริสตชน” หรือ คนที่ประกาศตนว่าเป็นสาวกพระคริสต์ ที่กำลังตกอยู่ในวังวนแห่งภาวะความขัดแย้งด้านต่าง ๆ นอกจากที่เราจะต้องมี “ฐานเชื่อกรอบคิดเรื่องการเมืองแบบพระคริสต์” แล้ว เราจะต้องมี “ความรักเมตตาและเสียสละ” แบบพระองค์ด้วย

ในฐานะสาวกของพระคริสต์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติภาวะความขัดแย้งตึงเครียด เราจะต้องแสวงหา “ความเข้าใจจากบุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้งตึงเครียด” นั้น เพื่อเราจะสามารถเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นว่า คู่ขัดแย้งของเรามีความเข้าใจเช่นไร และ รู้สึกเช่นไรต่อภาวะความขัดแย้งตึงเครียดที่กำลังเป็นอยู่นี้ ก่อนที่จะพยายามทุกหนทางที่จะโน้มน้าว หรือ ปรับเปลี่ยนคู่กรณีของเราให้เข้าใจภาวะนี้ “ให้ถูกต้องอย่างที่เราเข้าใจ(?)” และทางหนึ่งคือ “เราต้องฟังเขาอย่างใส่ใจ”

ในสุภาษิต 18:13 เขียนไว้ว่า “[13] คนที่ตอบก่อนฟัง ก็โง่เขลาและขายหน้า” (อมธ.)

บ่อยครั้ง เรามักลืมตัว เราพยายามที่จะทำให้คู่กรณีในความขัดแย้งของเราเข้าใจเหตุผลและความรู้สึกของเรา จนไม่ใส่ใจที่จะฟังเพื่อเข้าใจถึงเหตุผลและความรู้สึกของคู่กรณีในความขัดแย้งครั้งนั้น อีกสาเหตุหนึ่ง ที่เรามักไม่ตั้งใจฟังคู่กรณีของเราคือ “เรื่องนี้ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา?” “เรื่องนี้เขาเข้าใจ เขาคิดผิด?”  ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ฟังอย่างใส่ใจก่อน! และเบื้องหลังที่เป็นเช่นนี้เพราะ ทั้งสองฝ่ายต่างตกลงไปในหลุมพรางของซาตาน ที่คิดว่า “พวกตนถูก พวกเขาผิด” และ “ไม่มีความไว้วางใจกัน”

ในภาวะความขัดแย้งที่ดูร้อนแรง มีการตอบโต้กันที่ดุเดือดรุนแรง เพราะต่างฝ่ายต่างยึดติดอยู่กับทัศนะมุมมองของตนเอง ดังนั้น ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถรู้ถึงความรู้สึกที่เจ็บปวด สูญเสีย และความรู้สึกว่าไม่ถูกต้องยุติธรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง เราจึงไม่สามารถรู้ถึงว่า เขารู้สึกกลัวอะไรบ้างในความขัดแย้งที่กำลังเผชิญอยู่

แล้วทางออกแบบ “คริสตชน” ในเรื่องนี้อยู่ที่ไหนครับ?

เปาโลเขียนถึง ชุมชนคริสตจักรฟีลิปปีว่า  “[4] แต่ละคนไม่ควรมุ่งหาประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่ควรคิดถึงประโยชน์ของคนอื่นด้วย [5] ท่านควรมีท่าที (จิตใจ) แบบเดียวกับพระเยซูคริสต์” (ฟีลิปปี 2:4-5 อมธ.)

ในเชิงปฏิบัติ สิ่งแรกคือ แสวงหาความเข้าใจก่อน คือเข้าใจคู่กรณีของเราว่า เขามีทัศนะมุมมองเช่นไร เข้าใจเช่นไร  และรู้สึกเช่นไรต่อเรื่องที่กำลังขัดแย้งกันนี้ ทางหนึ่งที่ดีอย่างมากคือ เริ่มต้นที่ตัวเราเอง เข้าไปหาคู่กรณีอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน และขอเขาช่วยอธิบายถึง ทัศนะมุมมอง ความเข้าใจและความรู้สึกของเขาในเรื่องความขัดแย้งที่กำลังเป็นอยู่นี้  

ที่สำคัญเราต้องฟัง และ ฟังอย่างใส่ใจ ฟังเพื่อเราจะความเข้าใจ และ รู้ถึงความรู้สึกของเขาในภาวะขัดแย้งที่กำลังเป็นอยู่นี้ (ไม่ใช่ฟังเพื่อจับผิด และเพื่อตอบโต้) ดังนั้น เริ่มต้นด้วยเราเป็นผู้ฟังอย่างใส่ใจด้วยถ่อมใจก่อน  

จากนั้น ให้เราทบทวนว่า เราได้ยินอะไรบ้าง เราเข้าใจสิ่งที่เขาบอกเรานั้นว่า มีเรื่องอะไรบ้าง? เขา “เข้าใจ” อย่างไรในเรื่องนั้น ๆ? เขา “รู้สึก” อย่างไรในเรื่องนั้น ๆ? สิ่งที่เราฟังแล้วเราเข้าใจถูกต้องหรือไม่? และให้โอกาสเขาที่จะแก้ไข เพิ่มเติมความเข้าใจของเราต่อเขาให้ถูกต้องชัดเจนขึ้น ขอเน้นย้ำในที่นี้ว่า เราทบทวนตรวจสอบความถูกต้องตรงกับที่เขาสื่อสาร ทั้งเนื้อหา และ ความรู้สึกของเขาด้วย คิดถึงวลีในภาษาไทยที่ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ก่อน การเข้าใจคู่กรณีจะช่วยให้เราเข้าใจถึง “ทัศนะมุมมอง” ของเขาด้วย  

ในวิถีชีวิตของพระเยซูคริสต์แตกต่างจากเส้นทางที่เราเดินอยู่ในขณะนี้ พระองค์มองข้ามความสำคัญของพระองค์เอง ความจำเป็นต้องการ และผลประโยชน์ส่วนตน แม้แต่บนกางเขนพระองค์ยังคิด ยังกระทำเพื่อคนอื่น

วิถีกางเขนของพระคริสต์ มิใช่วิถีปกติธรรมดาของเรา เพราะเราคุ้นชินกับวิถีชีวิตที่มีแต่ตนเองเป็นศูนย์กลาง เราคิดและให้ความสำคัญแก่ตนเองก่อน ก่อนที่จะสนใจใส่ใจคนอื่น

การจัดการภาวะขัดแย้งต่าง ๆ ในชีวิตของคริสตชน เริ่มต้นที่การยอมตนต่อพระคริสต์ที่จะเปลี่ยนแปลงและบ่มเพาะ “ฐานเชื่อกรอบคิด” ของเราให้เป็นเหมือน “ฐานเชื่อกรอบคิดแบบพระคริสต์” แล้วเราจะมีทัศนะมุมมองแบบพระองค์   นี่คือฐานรากชีวิตของเราที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระคริสต์ก่อน (โรม 12:2) เพื่อเราจะมีบุคลิกชีวิตที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระคริสต์ยิ่ง ๆ ขึ้นทุกวัน และการที่เราจะสนใจใส่ใจคนอื่นก่อนตนเอง เราจะพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน ก่อนที่จะจัดการความขัดแย้งใด ๆ อย่างสร้างสรรค์จะพัฒนาตามมา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



21 พฤศจิกายน 2561

ทำอย่างไรที่จะพึงพอใจในทุกสถานการณ์ชีวิต?

ลองคิดถึง ในเวลาที่ท่านมีความรู้สึกพึงพอใจจริง ๆ   อะไรที่ทำให้ให้ท่านรู้สึกดีเช่นนั้น?  

สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว   ความรู้สึกที่พึงพอใจ หรือ เวลาที่เกิดมี “สุขภาวะ” ในชีวิตจิตใจ  มักเกิดขึ้นเมื่อสภาวะแวดล้อมชีวิตของเขาเป็นไปตามที่เขาคาดหวังต้องการ   แต่สำหรับเปาโลหรือบุคคลสำคัญในพระคัมภีร์แล้วมิได้เป็นอย่างที่ว่านี้   เปาโลบอกว่าท่านเรียนรู้ที่จะพึงพอใจในทุกสถานการณ์ชีวิต  ไม่ว่าสภาวะชีวิตแวดล้อมจะดีหรือเลวร้ายปานใดก็ตาม

เราสามารถเรียนรู้บทเรียนสำคัญ ๆ ในเรื่องนี้จากเปาโลและบุคคลในพระคัมภีร์  ความจริงประการแรกที่ปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้คือเราต้องพบกับผู้คนมากมาย  ทั้งคนที่เราไม่อยากพบเจอ และนี่เป็นสภาวะหนึ่ง หรือ สถานการณ์ความทุกข์ยากลำบากประการหนึ่งที่เกิดแก่เรา ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นสำหรับเราแต่ละคนคือ เราจะเผชิญหน้าหรือรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเหล่านั้นด้วยความสุขุมสงบ  มีจิตวิญญาณที่มั่นคงมากกว่าที่จะมีจิตใจที่ว้าวุ่น สับสน กังวลกับสถานการณ์แวดล้อมชีวิตของเราในเวลาเช่นนั้นได้อย่างไร

ความพึงพอใจ ความสุขใจ มิได้เกิดจากสถานการณ์แวดล้อมภายนอก  

การเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมชีวิตที่เกิดขึ้นภายนอกอาจจะสามารถทำให้เราสุขใจหรือพอใจเพียงชั่วขณะหนึ่ง ชั่วครั้งชั่วคราว   แต่ที่สำคัญขึ้นอยู่กับตัวเราเองแต่ละคนว่า  “แต่ละคนคิดอย่างไร” ไม่ใช่ “แต่ละคนมีอะไร เผชิญหน้าอะไร” 

ความสุขใจ ความพึงพอใจเกิดจากมุมมองชีวิตภายในของเรา  

ความสงบสุขุมภายในของสาวกพระคริสต์มาจากฐานคิดฐานเชื่อศรัทธาของสาวกพระคริสต์คนนั้น ๆ ในพระคริสต์   เขาเลือกที่จะไว้วางใจในพระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดในทุกสถานการณ์ ในทุกกรณีชีวิต   เปาโลยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตภายในชีวิตของท่านครอบครองทั้งชีวิตไม่ว่าอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก และ เป็นผู้ที่จะเสริมสร้างท่านให้มีปัญญาว่าจะเผชิญหน้าและรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายทั้งหลายอย่างไร

ความสุขใจและพึงพอใจเป็นสิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน  

ความสุขใจและความพึงพอใจมิใช่สิ่งที่ท่านจะไปเอามาจากตำราเล่มไหน หรือ หลักสูตรอะไรได้   เพราะความสุขใจความพึงพอใจเป็นกระบวนการที่ได้จากชีวิตจริงของเราเอง   ที่เราแต่ละคนจะต้องลงมือกระทำด้วยชีวิตของตนเอง  จึงทำให้เราเกิดประสบการณ์ชีวิตจากการกระทำนั้น   แล้วถอดบทเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในชีวิตดังกล่าว   สำหรับเปาโลแล้ว  หลาย ๆ เรื่องท่านเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในชีวิต  ไม่ว่าการที่ท่านถูกข่มเหงทางความเชื่อ  การทนทุกข์เพื่อความจริงแห่งชีวิต  การถูกจำขังพันธนาการ   พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ที่ทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเปาโลที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของท่าน   แล้วสร้างให้เปาโลเป็นคนใหม่ตามพระประสงค์ของพระคริสต์

สถานการณ์แวดล้อมในชีวิตประจำวันสามารถที่จะทำให้เราเกิดความสับสน วุ่นวายใจ  กังวล  โกรธ  ไม่พึงพอใจ  แต่ในอีกด้านหนึ่งพระเจ้าสามารถใช้สถานการณ์ที่เลวร้ายทุกข์ยากเหล่านั้นที่จะเสริมสร้างให้เรารู้จักที่จะพึงพอใจและสุขใจได้  เมื่อท่านต้องเผชิญหน้าที่สภาวการณ์ที่ทุกข์ยากเลวร้ายก็เป็นโอกาสที่ท่านเรียนรู้ว่าท่านต้องการรับการเสริมสร้างจากพระคริสต์ถึงวิถีใหม่ในการดำเนินชีวิตที่ไว้วางใจในพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี

ข้าพเจ้าพูดอย่างนี้...   เพราะข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมีไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไร   ... ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะพอใจกับสิ่งที่ตนมีในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอิ่มหนำหรือหิวโหย มั่งมีหรือขัดสน   ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า (ฟิลิปปี 4:11-13 อมธ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

21 ตุลาคม 2559

จะทำอย่างไรในความขัดแย้ง?

การที่สองคนจะเห็นด้วยกัน หรือ ยอมรับทุกเรื่อง   แสดงว่าคนใดคนหนึ่งในสองคนนั้นจะต้องเปิดใจยอมรับ หรือ พยายามเข้าใจในบางเรื่องที่เขาเห็นด้วยนั้น  

ท่ามกลางขวากหนาม ความขัดแย้ง ความตึงเครียดในความสัมพันธ์  ไม่ว่าในครอบครัว  ในที่ทำงาน  กับคู่รัก หรือ แม้แต่ในความสัมพันธ์กับมิตรสหาย หรือ เพื่อนฝูง   ในเวลาเช่นนั้นเป็นโอกาสหนึ่งที่เราจะได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างของบางคนที่เราสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วย   และการเรียนรู้ถึงความแตกต่างในด้านต่าง ๆ ของคนอื่นนั้นทำให้เราเรียนรู้ชีวิตที่ลุ่มลึกและแผ่กว้างมากขึ้น   และเป็นสัจพจน์ที่ว่า  การที่คนเราจะเห็นพ้องต้องกันนั้น  มิใช่อยู่ที่หลักการเหตุผลเท่านั้น   แต่อยู่ที่จิตใจ ความนึกคิดของเราที่ยอมเปิดกว้างออกเพื่อเรียนรู้จากความแตกต่างของคนที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย   หรือ พูดฟันธงว่า  เพื่อเราจะเรียนรู้จากคนที่แตกต่างจากเรานั่นเอง  

สำหรับมุมมองของพระเยซูคริสต์แล้ว  ความขัดแย้ง ความทุกข์ใจ  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน  อีกทั้งเป็นสิ่งที่เรามิสามารถเลี่ยงได้  และ  เราต้องเผชิญหน้ากับมันเสมอ  เปาโลเสนอทางเลือกในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดแก่เราในโรม 12:18 ไว้คือ  “ถ้า​เป็นได้ คือ​เท่าที่​เรื่อง​ขึ้นอยู่​กับ​ท่าน จง​อยู่​อย่าง​สงบ​สุข​กับ​ทุก​คน​” (มตฐ.)  

ขอตั้งข้อสังเกตว่า  สำหรับเปาโล การที่จะอยู่กับคนอื่นอย่างสันติสุขนั้นมิใช่จะเกิดขึ้นได้ในทุกเรื่อง   แต่เปาโลแนะนำเราว่า  มิใช่ทุกเรื่องที่เราจะสามารถอยู่อย่างมีสันติสุขได้   เพราะในบางเรื่องอาจจะ “ขึ้นอยู่กับเรา” คือเราสามารถจัดการได้   และในเวลาก็มีบางเรื่อง ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราซึ่งยากที่เราจะจัดการด้วยตัวเราเองได้   อาจจะต้องจัดการร่วมกับคนอื่น   เปาโลแนะนำเราว่า   ถ้าเรื่องใดเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเรา   คือเรื่องที่เราสามารถจะจัดการได้ให้เรากระทำให้เกิดสันติสุขในการที่จะอยู่ด้วยกัน ในการที่ต้องทำงานด้วยกัน  หรือ  ในการที่จะต้องมีความสัมพันธ์ต่อกัน

นั่นมิใช่เราจะสามารถลงมือจัดการทุกเรื่องให้เกิดสันติสุขได้   เราจัดการได้เฉพาะในเรื่องที่ “ขึ้นอยู่กับเรา”   หลายคนอาจจะถามในใจต่อไปว่า   แล้วเรื่องที่เราไม่สามารถยื่นมือเข้าไปจัดการได้   เราจะต้องทำอย่างไร   เปาโลบอกแก่เราในบทนี้ข้อสุดท้ายว่า “อย่า​ให้​ความ​ชั่ว​ชนะ​เรา​ได้ แต่​จง​ชนะ​ความ​ชั่ว​ด้วย​ความ​ดี” (ข้อ 21 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

27 สิงหาคม 2557

เลือกคู่ครอง...คริสตชนทำกันอย่างไร?

คนชอบธรรมเลือกคบเพื่อน(อย่างระมัดระวัง)
(สุภาษิต 12:26 ก. อมต.)

เมื่อคบเพื่อนเราต้องระมัดระวัง   แล้ว การเลือก คนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต หรือ คู่อุปถัมภ์ยิ่งจะต้องละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น   ในที่นี้ขอสังเกตคำว่า “เลือก”  พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้เลือกคนที่มาเป็นคู่ชีวิต หรือ คู่อุปถัมภ์ของเราแต่ละคน   แต่พระเจ้าบอกแนวทางให้เรา “เลือก” !

พระเจ้าทรงนำเรา
พระองค์ทรงชี้ทางแก่เรา
พระเจ้าทรงให้แนวทางในการเลือกแก่เรา
แต่ในที่สุดเราแต่ละคนจะต้องเป็นผู้เลือก

อย่างไรก็ตาม  คริสตชนมักมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเรื่องนี้     คริสตชนหลายคนเชื่อว่ามีคนหนึ่งคนเดียวที่เป็นคู่ชีวิตหรือคู่อุปถัมภ์ที่แท้จริงของเรา   แต่นั่นไม่เป็นความจริง   และก็ไม่เป็นหลักการในพระคัมภีร์   และก็ฟังแล้วไม่เป็นตรรกะที่ดี   สมมติว่าถ้าคนหนึ่งเลือกคู่ครองผิดพลาดมันไม่พาลกระทบไปยังคู่อื่น ๆ ทั้งแผ่นดินหรือ?

ในชีวิตของเรามีหลายคนที่พระเจ้าจะบอกว่าเหมาะสมสำหรับเป็นคู่ชีวิต หรือ คู่อุปถัมภ์ของเรา   และแน่นอนว่าคนจำนวนอีกมากมายที่ไม่เหมาะสมสำหรับเป็นคู่ชีวิตของเรา   และมีหลายโอกาสที่พระเจ้าจะบอกเราว่าคนนี้ก็เหมาะสมนะ   แต่เจ้าต้องเลือกเอง  เลือกคนเหมาะสมที่เจ้าจะใช้ชีวิตอุปถัมภ์กันไปยาวนานตลอดชีวิต

มีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนอีกประการหนึ่งที่คริสตชนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า   ขอให้มีความรักกันแล้วก็เพียงพอสำหรับที่เราจะแต่งงานกัน   ขอบอกตรง ๆ ว่า   มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปหรอก 

มีภูมิหลังชีวิตที่ไม่ชอบมาพากล
มีรากฐานทางชีวิตจิตวิญญาณที่ไม่ถูกต้อง
มีบุคลิกลักษณะที่ไม่ใช่
มีความปรารถนา และ รสนิยมในชีวิตที่แตกต่างกัน
มีระบบคุณค่าในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน
มีเป้าหมายชีวิตที่ไม่สอดคล้องกัน
แต่...เขาทั้งสองรักกัน   ดังนั้นก็ควรแต่งงานกันได้เช่นนั้นหรือ?

การที่เราเพียงรักคนใดคนหนึ่ง   มิได้หมายความว่าเราควรจะแต่งงานกับคน ๆ นั้น!

พระเจ้าไม่ได้บอกให้เราแต่ละคนว่าเราต้องแต่งงานกับคนใด   แต่พระองค์ทรงมีแนวทางชี้นำเราแต่ละคนว่าเราควรเลือกคนเช่นไรมาเป็นคู่ชีวิต คู่อุปถัมภ์ของเรา   ถ้าเราต้องการได้รับพระพรในชีวิตคู่ของเรา   แล้วต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตแต่งงาน   ถ้าเช่นนั้นเราต้องใส่ใจฟัง อ่าน ศึกษา และ แสวงหาว่า   พระองค์ได้บอกเราว่าพระองค์ประสงค์ให้เราเลือกคนแบบใดเป็นคู่ชีวิตของเรา

อย่าด่วนใจร้อนตัดสินใจเลือกคู่ชีวิตแล้วรีบแต่งงาน   เพราะเมื่อแต่งงานไปแล้วเราแต่ละคนต้องใช้เวลาอีกยาวนานที่อยู่ด้วยกัน  อุปถัมภ์ค้ำชูกันและกัน     หรือไม่ก็ต้องหย่าร้างกัน   แล้วทนอยู่กับความเจ็บปวดเพราะบาดแผลของชีวิตที่หย่าร้างนั้น

ไตร่ตรองและใคร่ครวญ

ลองหาเวลาพูดคุยกับตนเอง  และ ปรึกษากับพระเจ้าในเรื่องนี้   แล้วหาเวลาสะท้อนคิดประเด็นต่อไปนี้
  1. อะไรคือเหตุผลที่ถูกต้องแท้จริงของการแต่งงาน?
  2. เราคิดว่าเมื่อใดที่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการพิจารณาว่า  พระเจ้าต้องการให้เรามองหาคู่ชีวิต หรือ คู่อุปถัมภ์?
  3. เรารู้หรือคิดว่า  แนวทางที่ใช้ในการเลือกคู่ชีวิตตามพระคัมภีร์มีอะไรบ้าง?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499
เรียบเรียงจากข้อเขียนของ ริก วอร์เรน Rick Warren

12 มิถุนายน 2556

คริสตชนทำอย่างไร...เมื่อถูกกล่าวหาใส่ความ?

อ่าน พระกิตติคุณลูกา 12:11-12

11เมื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​พา​พวก​ท่าน​เข้า​ไป​อยู่​ต่อ​หน้า​(นาย)ธรรม​ศาลา หรือ​ต่อ​หน้า​เจ้า​เมือง​และ​ผู้​ที่​มี​อำ​นาจ อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ว่า​จะ​ตอบ​อย่าง​ไร หรือ​จะ​กล่าว​อะไร   

12เพราะ​ว่า​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​จะ​ทรง​สอน​ท่าน​ใน​เวลา​นั้น​เอง​ว่า​ควร​จะ​พูด​อะไร​บ้าง” (มตฐ)

เมื่อเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา   โดยทั่วไปแล้วเราจะตอบโต้ด้วยการปกป้องตนเอง หรือ โบ้ยความผิดไปยังคนอื่น   แต่เราในฐานะคริสตชนมีแนวทางการตอบสนองหรือการตอบโต้ต่อสถานการณ์เช่นนี้ที่แตกต่างไปจากกระแสสังคมโลก   หลายครั้งในชีวิตเมื่อผมต้องพบกับการกล่าวหากล่าวร้ายทั้งจากการกระทำที่เปิดเผย หรือ การกระทำที่ลับหลังซ่อนเร้นจากบางคน   ประสบการณ์สอนผมว่าในเวลาเช่นนั้น  พระเจ้าทรงเมตตาช่วยผมให้สามารถที่จะรู้เท่าทันและสงบใจ สงบปากสงบคำ มากกว่าโกรธตอบโต้ไปอย่างรุนแรง   ในสถานการณ์เช่นนั้นการอธิษฐานเป็นสิ่งแรกที่ดีที่สุดในการตอบสนองต่อวิกฤติร้ายเช่นนั้น  

เมื่อเราเลือกที่จะใกล้ชิดองค์พระผู้เป็นเจ้าแทนที่จะตอบสนองเหตุการณ์นั้นด้วยความรู้สึกที่คันปากคันมือ  พระองค์ทรงประทานความสงบในชีวิต  ประทานพลังชีวิตในการควบคุมการตอบโต้ของเรา ดังนี้

  • มีจิตวิญญาณที่สุขุม มองการณ์ไกล:   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้ว่ารากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร   พระองค์สามารถที่จะประทานสติปัญญาที่กว้างไกล รอบคอบ กว่ามุมมองที่จำกัดคับแคบของเรา   ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อาจจะมาจากปัญหาในการสื่อสาร  หรืออาจจะเกิดจากการที่ใครบางคนอิจฉาตาร้อนคนอื่นก็ได้   พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสำแดงให้เรารู้ว่าเราจะตอบสนองต่อการกล่าวหากล่าวร้ายนั้นอย่างไร   และที่สำคัญคือพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยให้เรามองสถานการณ์ที่เหนือคำพูดหรือการกระทำของใครบางคนที่ทำให้เราต้องเจ็บปวดในชีวิต
  • มีจิตวิญญาณที่สงบ:   ตามความเป็นมนุษย์แล้วเราต้องการตอบโต้ทันควันทันที หรือ ตอบโต้อย่างสาสมเพื่อปกป้องหรือแสดงให้คนทั้งหลายเห็นว่าเราไม่ผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา   ด้วยเหตุนี้นี่เองที่เราต้องกระทำสิ่งแรกคือ  ดึงตัวเราให้หลุดรอดออกจากกับดักของสถานการณ์ร้าย   ให้มุ่งมองหรือให้ความสนใจของเราไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้า   เพื่อรับการทรงเสริมสร้างให้เกิดสันติสงบภายในชีวิตของเราก่อน   พระองค์เท่านั้นที่จะทรงกระทำสิ่งนี้แก่เราได้   “27เรา​มอบ​สันติ​สุข​ไว้​กับ​พวก​ท่าน สันติ​สุข​ของ​เรา​ที่​ให้​กับ​ท่าน​นั้น เรา​ไม่​ได้​ให้​อย่าง​ที่​โลก​ให้ อย่า​ให้​ใจ​ของ​ท่าน​เป็น​ทุกข์ อย่า​กลัว​เลย” (ยอห์น 14:27 มตฐ)
  • มีปัญญา:   จากพระธรรมในวันนี้  พระเยซูคริสต์ตรัสบอกกับสาวกของพระองค์ว่า  ในสถานการณ์เช่นนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยเรา   ว่าเราควรพูดอะไรบ้าง   องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงกระทำเช่นนั้นแก่ท่านด้วย   เมื่อท่านเลือกที่จะใกล้ชิดติดสนิทกับพระองค์ในยามชีวิตถูกกล่าวหาใส่ความอย่างเลวร้าย   พระองค์จะทรงประทานพลังในการควบคุมความคิด  จิตใจ  อารมณ์ ที่จะพูดออกมา   “3ข้า​แต่​พระ​ยาห์​เวห์ ขอ​ทรง​ตั้ง​ยาม​เฝ้า​ปาก​ของ​ข้า​พระ​องค์   ขอ​ทรง​เฝ้า​ระวัง​ประตู​ริม​ฝี​ปาก​ของ​ข้า​พระ​องค์ (สดุดี 141:3 มตฐ)


ในวันนี้และวันต่อๆ ไป   เมื่อเราต้องเผชิญกับการกล่าวหาว่าร้ายจากใครก็ตาม   อย่าตอบสนองสถานการณ์วิกฤติเช่นนั้นด้วยการปกป้องตนเอง หรือ สวนกลับอย่างรุนแรงสาสม  และพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ผิดอย่างที่กล่าวหา   แต่ให้เราในฐานะคริสตชนหันเข้าหาพระเจ้าและพึ่งพิงในพรองค์   ขอพระองค์ทรงนำ และ ประทานพระปัญญาแก่เราที่จะรู้เท่าทันสถานการณ์นั้นอย่างลึกซึ้ง สุขุมรอบคอบ   และพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นตามการทรงนำ   และเพื่อที่จะเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระองค์  

ด้วยชีวิตแบบนี้แหละที่คนรอบข้างจะถามว่า   คริสตชนได้พลังการตอบโต้ที่สร้างสรรค์เช่นนี้มาจากไหน?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499