แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำคริสตชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำคริสตชน แสดงบทความทั้งหมด

03 มีนาคม 2564

สัญญาณ...ผู้นำคริสตชน “ขาลง”

ลึก ๆ ในใจแล้ว  ผมเองรู้สึกลำบากใจ หรือ ลังเลใจที่จะนำเสนอข้อเขียนนี้   เพราะเกรงว่าจะมีบางลักษณะที่มีในตัวผมเอง   แต่เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว  คงจะมีประโยชน์บ้างเพราะในยุคนี้แนวโน้มผู้นำคริสตชนที่จะมีลักษณะที่อ่อนแอแบบอยู่ในภาวะ “ขาลง” เพิ่มมากขึ้น   ซึ่งเป็นภัยอันตรายต่อตัวผู้นำเองและที่สำคัญต่อชีวิตชุมชนของคริสตจักรด้วย บุคลิกลักษณะของผู้นำคริสตชน “ขาลง”มี ดังนี้

1. เขานำด้วยกำลังของตนเอง แทนพระกำลังจากพระเจ้า

เขาอาจจะใช้คำว่า “กำลังจากพระเจ้า”  แต่โดยเนื้อแท้แล้ว เขาอยู่และนำด้วยกำลังความสามารถของเขาเอง ดังนั้น  เขาทำงานได้น้อยนิดเพราะงานที่เขารับผิดชอบไม่สามารถทำได้ด้วยกำลังความสามารถของเขาเอง

2. เขาทำการ “จัดการ” แทนที่จะ “นำ”

เขาไม่ได้แสวงหาหรือตกผลึกวิสัยทัศน์/นิมิตในงานที่ทำ เขาไม่สามารถบอกอย่างชัดเจนถึงความเชื่อของเขาว่าคริสตจักรของตน หรือ องค์กรของตนจะมีชีวิตเช่นไรในอีก 3-5 ปีข้างหน้า งานส่วนใหญ่ที่เขาทำเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประสานจัดการในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว

3. เขาอธิษฐานแบบเชิงรับ  ไม่ใช่นักอธิษฐานเชิงรุก

แท้จริงแล้ว  พวกเขามิใช่นักรบด้วยการอธิษฐาน แนวโน้มของผู้นำกลุ่มนี้มักจะเริ่มต้นด้วยการวางแผน  แล้วทูลขอพระเจ้าได้โปรดอวยพระพรแผนงานที่เขาได้กำหนด ผู้นำกลุ่มนี้ไม่ค่อยแสวงหาพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ก่อน แล้วติดตามการทรงนำของพระเจ้า  แต่กลับขอพระเจ้ารับรองอวยพรแผนงานของเขาเอง

4. เขานำองค์กร แต่ไม่นำครอบครัวของตนเอง

พวกเขาดูเหมือนว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในคริสตจักร (เมื่อยืนอยู่บนเวที หรือ ธรรมมาสน์)  แต่ในเวลาเดียวกันเขากลับล้มเหลว หรือ สูญเสียชีวิตครอบครัวของตน  ภายนอกดูเหมือนว่า เขานำองค์กรได้ดี  แต่ในครอบครัวของเขามีแต่ความยุ่งยากโกลาหล

5. เขาเป็นนักผจญเพลิง มากกว่าผู้จุดไฟแห่งแสงสว่าง

งานส่วนใหญ่ของผู้นำกลุ่มนี้คือการตอบสนองต่อไฟปัญหาที่กำลังลุกไหม้  ผู้นำประเภทนี้จะทำงานแก้ไขรับมือความยุ่งยากเฉพาะหน้า ฐานคิดของเขาคือดับไฟปัญหาเรื่องเล็กเรื่องน้อยเพื่อไม่ให้เกิดเป็นไฟปัญหาลุกลามใหญ่โต เขามักมองหาไฟแห่งความขัดแย้งจนไม่มีเวลา โอกาส หรือกำลังที่จะใส่ใจ “จุดไฟชีวิตแห่งการนมัสการพระเจ้า” และ “ไฟแห่งชีวิตในการประกาศพระกิตติคุณ” ท่ามกลางสมาชิกในคริสตจักร

6. เขานำโดยบารมีมากกว่านำด้วยการยอมอุทิศเสียสละ

บนเวที บนธรรมมาสน์เขาดูเก่ง  แต่ในส่วนลึกแล้วไม่ว่าการพูดหรือการกระทำเป็นการ “ตายเพื่อตนเอง” “ทำเพื่อตนเอง”  ผู้นำกลุ่มนี้ชอบอยู่บนเวที แต่ไม่ชอบที่จะอยู่บนแท่นบูชา

7. เขาพูดเรื่องพระกิตติคุณในวันอาทิตย์ แต่พูดตลกโปกฮาไร้สาระ (เอเฟซัส 5:4) ในวันอื่น ๆ

ด้วยเหตุผลบางประการ  พวกเขาจะพูดคุยเป็นการส่วนตัวในรูปแบบที่พวกเขาจะไม่พูดจากธรรมาสน์

8. เขาบอกให้คนอื่นออกไปประกาศพระกิตติคุณ  แต่ตนคาดหวังว่าคนที่หลงหายจะเข้ามาหาตนเอง

ผู้นำพวกนี้จะผลักดันให้คนอื่นออกไปและเข้าถึงเพื่อนและเพื่อนบ้านของตน แต่ผู้นำพวกนี้จะประกาศพระกิตติคุณจากธรรมมาสน์ หรือ ในสำนักงานที่คริสตจักรเท่านั้น เขารอให้ผู้ที่ยังไม่เชื่อเป็นฝ่ายริเริ่มเข้ามาหาตน

9. เขาเรียกร้องและสั่งสอนให้คนของตนยอมเสียสละ  ในขณะที่เขาเองยอมลงแรงแต่เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการรับผิดชอบต่อการใช้เวลา ในขณะที่สมาชิก และ คนอื่น ๆ มีคำถามในใจว่า ผู้นำของเขาใช้เวลาอย่างไรในงานรับใช้

10. เขาไวในการตระหนักรู้เท่าทันถึงความบาปผิดของคนอื่น  แต่มักด้านชาไม่ค่อยตระหนักรู้ทันถึงความบาปผิดของตนเอง

ผู้นำกลุ่มนี้มักมองข้ามชีวิตที่ผิดพลาดของตนเอง และพวกเขาไม่ใส่ใจต่อการกระทำของตนที่คนอื่นมองเห็น ทั้งนี้อาจจะเกิดจากความหยิ่งผยอง หรือ การไม่รู้ตัว  ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายต่อภาวการณ์ผู้นำของเขา

11. พระคัมภีร์เป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับการเทศนาของเขา  แต่มิใช่แหล่งแห่งชีวิตของเขา

นอกจากการเตรียมคำเทศนา  ด้านท่าที อุปนิสัยทางจิตวิญญาณของพวกเขาชี้ให้เห็นว่าพระคำมีความหมายเพียงเล็กน้อยสำหรับพวกเขา  บางครั้งถูกลดทอนลงเหลือแค่ส่วนหนึ่งในการทำงานเพื่อดำรงชีพของตนเองท่านั้น?

ท่านผู้นำครับ   เรามีลักษณะเหมือนในข้อใดข้างบนนี้บ้างครับ?   ถ้ามี  ขอเราใช้เวลากับองค์พระผู้เป็นเจ้า   ขอการทรงช่วย และ ชี้นำจากพระองค์ และ

มีลักษณะใดที่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเป็นผู้นำขาลงที่ไม่ได้กล่าวในที่นี้อีกบ้างไหมครับ?   เชิญแบ่งปันกันครับ!



26 สิงหาคม 2563

บุคลิกภาพที่ยิ่งใหญ่...ของผู้นำคริสตชน

ท่านศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักร พระเจ้าประทานงานที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ท่านจะสามารถรับมือด้วยตนเองได้   ยิ่งผู้นำในยุค 2020 จะต้องพบว่า สถานการณ์ต่าง ๆ จะแสดงออกให้เห็นชัดถึงความจริงดังกล่าว งานที่ท่านต้องรับผิดชอบนั้นหนักหนาสาหัสเกินกำลังความสามารถของท่านเองจะรับมือได้

ในพระธรรมเนหะมีย์ได้แสดงให้เห็นชัดว่า ในภาวะวิกฤติอย่างหนักเช่นนี้ ผู้นำที่ดีจะต้องทำให้แผนงานที่ได้รับการทรงมอบหมายจากพระเจ้าให้บรรลุสำเร็จ แผนการดังกล่าวเนหะมีย์ร่วมกับประชาชนอิสราเอลสามารถทำให้สำเร็จได้ใน 52 วัน ในขณะที่แผนงานเดียวกันนี้คนตลอด 80 ปีที่ผ่านมาบอกว่าเราทำงาน “หิน” นี้สำเร็จไม่ได้ แต่เมื่อเราได้รับแรงกระตุ้นหนุนเสริมที่ถูกต้อง แผนงานที่สำคัญนี้สามารถทำให้สำเร็จได้ในเวลาสั้นเพียง 52 วัน

ในสถานการณ์ความเป็นความตาย คริสตจักรและชุมชนของท่านต้องการผู้นำแบบไหน? เนหะมีย์ได้แสดงให้เราเห็นสิ่งที่จะทำให้เราเป็นผู้นำที่เยี่ยมยอด 4 ประการด้วยกันคือ

[1] มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญอย่างน่าสนใจ

เราต้องการวิสัยทัศน์ที่กระตุ้นให้เราขับเคลื่อนไปข้างหน้า เมื่อศัตรูของเนหะมีย์พยายามหลอกล่อให้เกิดการหลงผิดเพื่อให้เนหะมีย์ละทิ้งงานที่กำลังทำอยู่ไปหาพวกเขา เนหะมีย์ตอบว่า “ข้าพเจ้ากำลังทำงานใหญ่...” (เนหะมีย์ 6:3 มตฐ.) เนหะมีย์เป็นคนที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น แน่วแน่น เขาอุทิศตนเพื่อแผนงานที่ทำ เพราะเขารู้ว่าเขากำลังทำสิ่งที่สำคัญยิ่ง

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นได้เมื่อคน ๆ นั้นอุทิศตนเพื่อสิ่งที่สำคัญยิ่งใหญ่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดในที่นี้คือ “แผ่นดินของพระเจ้า” (การปกครอง การครอบครองของพระเจ้า) ผู้นำหลายคนมีจิตใจวอกแวก-ไขว้เขว ไปสนใจในเรื่องที่ไร้สาระสำคัญ ถ้าเราจะนำคริสตจักรของพระคริสต์ให้บรรลุความสำเร็จการงานที่ยิ่งใหญ่ เราต้องเริ่มต้นด้วยการเห็นแผ่นดินของพระเจ้าในงานที่เราต้องทำ และเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นให้ตามหลังแผ่นดินของพระเจ้า

[2] การเห็นและเข้าใจอย่างชัดเจน

ในฐานะผู้นำ เราจำเป็นต้องสามารถมองให้เห็นล่วงหน้าและเท่าทันถึงความทุกข์ยากลำบากที่ยังมาไม่ถึง เวลาที่เรากำลังทำสิ่งใหญ่สิ่งสำคัญ ปัญหาความยากลำบากจะเข้ามาหาเราเสมอ เนหะมีย์มีความชาญฉลาดและมีสายตาที่คมกริบอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกครั้ง เมื่อมี “กับดัก” เขาสามารถรับรู้ได้ล่วงหน้า รู้เท่าทันสิ่งที่จะเกิดขึ้น 

ตัวอย่างเช่น เขาสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าศัตรูของเขาวางแผนที่จะทำร้ายเขา “...พวกเขาเจตนาจะทำอันตรายข้าพเจ้า” (เนหะมีย์ 6:2 มตฐ.) เมื่อศัตรูกลุ่มเดิมนี้กล่าวร้ายเนหะมีย์ว่า ตั้งตัวเป็นกษัตริย์กบฏต่อกษัตริย์เปอร์เซีย  เนหะมีย์กล่าวว่า “เพราะพวกเขาต้องการที่จะให้เราตกใจ...” (6:9 มตฐ.)

เนหะมีย์รู้ได้อย่างไร? เพราะเขาเป็นคนที่สามารถมองเห็นและรู้เท่าทันสิ่งที่อยู่ข้างหน้าด้วยการทรงชี้นำของพระเจ้า  และพระปัญญาของพระองค์ เพราะเขาติดสนิทกับพระเจ้าเสมอ

ในฐานะผู้นำ จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะมองเห็นเท่าทันภัยที่รออยู่ข้างหน้า และมีทางเดียวที่เราจะได้สิ่งนี้ตามที่ยากอบบอกแก่เราว่า  “[5] แต่ถ้าใครในพวกท่านขาดสติปัญญา ให้คนนั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานให้กับทุกคนด้วยพระทัยกว้างขวางและไม่ทรงตำหนิ...” (ยากอบ 1:5 มตฐ.) เมื่อเราใช้เวลาในการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า เรากำลังรับเอาความคิดแบบพระคริสต์และมุมมองแบบพระองค์ เราจึงเป็นผู้นำที่สามารถมองการณ์ไกลได้ อย่างพระคริสต์  

[3] อธิษฐานอย่างต่อเนื่อง

คงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยว่า “เนหะมีย์เสพติดการอธิษฐาน” การอธิษฐานคือสิ่งแรกในการตอบสนองในทุกเรื่องที่เขาประสบไม่ว่าเขาจะต้องพบกับอะไรก็ตาม น่าสังเกตว่า ใน เนหะมีย์ บทที่ 6 เขาไม่ได้ปกป้องตนเอง หรือ ทำการตอบโต้แก้เผ็ด เมื่อเขาถูกกล่าวหาผิด ๆ เขาเพียงตอบศัตรูว่าสิ่งที่พวกเขากล่าวหานั้นมิใช่ความจริง แล้วอธิษฐานต่อพระเจ้าในเรื่องนั้น

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราในฐานะผู้นำพึงกระทำด้วย เมื่อคนกล่าวหาท่านอย่างผิด ๆ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำ ท่านไม่จำเป็นต้องปกป้องตนเองเสียยืดยาว เพียงบอกกับเขาว่า “เรื่องนั้นไม่จริง” จากนั้นนำเรื่องนั้นทูลต่อพระเจ้า 

[4] การอดทนอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ

เมื่อท่านต้องทำงานใหญ่ในคริสตจักร หรือ ในชุมชนของท่าน อย่ายอมแพ้ง่าย ๆ ให้เราดำเนินการตามแผนงานนั้นอย่างต่อเนื่องตามที่พระเจ้าประสงค์ให้เราทำ มิใช่เพียงแต่แสดงออกว่าเรากล้าหาญในเวลาที่ยากลำบากเท่านั้น   เพราะการที่เรามีความกล้าหาญไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีความกลัว แต่ความกล้าหาญเป็นการที่เราก้าวไปข้างหน้าแทนที่จะหลบซ่อนเก็บตัวด้วยความกลัว (แม้ขณะนั้นยังมีความกลัวอยู่ก็ตาม)

ในข้อที่ 11 เนหะมีย์กล่าวว่า “... คนอย่างข้าพเจ้ามีหรือจะหนี? คนอย่างข้าพเจ้าหรือจะหนีเข้าไปในพระวิหารเพื่อเอาชีวิตรอด? ข้าพเจ้าไม่ไป!” แน่นอนว่า เนหะมีย์รู้สึกกลัวด้วย เขารู้ว่าชีวิตของตนตกอยู่ในอันตราย แต่เขาก็รู้ด้วยว่าเขากำลังที่จะไปถึงหลักชัย เขาปฏิเสธที่จะหลบหนี

ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าแน่ที่จะให้ท่านวิ่งหนีจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ตรงกันข้าม  พระเจ้าต้องการให้เราเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบากในขณะที่เราติดตามกระทำในสิ่งที่ดีที่สุดต่อคริสตจักรและชุมชน

ให้เราพิจารณาผู้นำตลอดประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์จนถึงปัจจุบัน เราสามารถประมวลและสังเคราะห์ได้เป็น 4 คุณลักษณะหลักของผู้นำที่มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายปลายทางที่พระเจ้าประทานแก่เขา

โดยท่านสามารถถามตนเองว่า:

1) ท่านมีจุดประสงค์ที่สำคัญและน่าสนใจที่กระตุ้นหนุนเสริมและดันให้ท่านมุ่งไปข้างหน้าหรือไม่?

2) ท่านมีความรู้สึกไวทางจิตวิญญาณ และ รู้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่ท่านต้องเผชิญหน้าอย่างไรบ้าง?

3) ท่านได้อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอสำหรับงานที่พระเจ้าทรงเรียกให้ท่านทำหรือไม่?

4) ท่านยืนหยัดเด็ดเดี่ยวในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างกล้าหาญหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



03 ตุลาคม 2562

ผู้นำคริสตชนเป็นผู้นำแบบไหน?

ผู้นำคริสตชน เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณมิได้มาด้วยการแต่งตั้ง หรือ การสถาปนา หรือ ด้วยการยอมรับของผู้คน (เช่น ชนะการเลือกตั้ง) แต่ด้วยการอธิษฐาน การสารภาพความบาปผิด  ด้วยหัวใจแห่งการแสวงหา และด้วยความถ่อมใจต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการยอมจำนนตนเองต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ยอมเสียสละแม้ต้องตายด้วยความกล้าหาญ ยอมรับกางเขนอย่างไร้เงื่อนไขและไม่บ่น  ด้วยความแน่วแน่ มุ่งมั่นมองไปที่พระคริสต์ผู้ถูกตรึงบนกางเขนนั้น ไม่ใช่การแสวงหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อตนเอง (เยเรมีย์ 45:5) แต่เป็นอย่างเปาโล ที่มองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนเศษขยะ  ยอมสูญเสียสิ่งเหล่านั้นเพื่อจะได้พระคริสต์

ผู้นำทางจิตวิญญาณที่ดีรู้อยู่เต็มอกว่า ตนเป็นเพียง “คนเลี้ยงแกะ” เท่านั้น มิใช่ผู้ช่วยคนอื่นให้รอด รู้ว่าตนเป็นผู้นำ แต่มิใช่เจ้านาย เข้าใจว่าตนเป็นผู้ชี้ทางที่เปี่ยมด้วยทักษะ แต่ตนไม่ใช่พระเจ้า

คุณลักษณะของผู้นำแบบสาวกพระคริสต์ เป็นมรดกส่งต่อจากผู้นำรุ่นหนึ่งไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง ถ่ายทอดแทรกซึมจากผู้นำไปยังผู้ตาม เป็นผู้นำที่ยืนหยัดยึดมั่นในความรับผิดชอบ เกิดจากการหล่อหลอมผ่านการเจริญเติบโต มีความสัมพันธ์ที่จริงใจต่อพระคริสต์ คุณลักษณะผู้นำแบบสาวกพระคริสต์ หยั่งรากและพัฒนาท่ามกลางวิกฤติชีวิต ที่บ่มเพาะหล่อหลอมคุณลักษณะการรับใช้ และ การให้ชีวิตแบบพระคริสต์ ในการสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตประจำวัน



ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

04 เมษายน 2560

การรอคอย “เวลาจากเบื้องบน”: คุณธรรมประการหนึ่งของผู้นำคริสตชน

สำหรับคนที่เป็นผู้นำแล้ว “เวลาที่ถูกต้องเหมาะสม” ของแต่ละเรื่องในการนำของเขาเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

  แล้ว​พระ​ราชา​ตรัส​กับ​ข้าพเจ้า​ว่า “เจ้า​ต้อง​การ​อะไร?
ข้าพ​เจ้า​จึง​อธิษฐาน​ต่อ​พระ​เจ้า​แห่ง​ฟ้า​สวรรค์ (เนหะมีย์ 2:4)

ในพระธรรมตอนนี้ กล่าวถึงเนหะมีย์ทูลเรื่องกำแพงเยรูซาเล็มที่พังทลายแก่กษัตริย์ ​อาร​ทา​เซอร์​ซีส   ขอตั้งข้อสังเกตว่า   พระคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่า   เมื่อเนหะมีย์รู้เรื่องราวกำแพงเมืองเยรูซาเล็มที่พังทลายมิได้ทูลขอความช่วยเหลือจากพระราชาทันที    แต่สิ่งแรกที่เนหะมีย์ทำคืออธิษฐานต่อพระเจ้า   นักวิชาการทางพระคัมภีร์ชี้ไว้ว่า   จากเวลาที่เขารู้เรื่องกำแพงเยรูซาเล็มพังถึงเวลาที่เขาทูลเรื่องนี้แก่พระราชาห่างกันประมาณ 4 เดือน

ทำไมเนหะมีย์ถึงเสียเวลารอตั้ง 4 เดือน?   ทำไมเขาถึงไม่รีบทูลเรื่องนี้แก่พระราชาทันที   เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับ “นครของพระเจ้า”?   แล้วจะได้รีบลงมือจัดการสร้างกำแพงขึ้นใหม่?

“เวลาที่ถูกต้องเหมาะสม” เป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งของบรรดาผู้นำมืออาชีพ!   ที่แตกต่างกันอยู่ที่ผู้นำมืออาชีพเหล่านั้นมีวิธีอะไรบ้างที่จะรู้ว่าเวลาใดที่ถูกต้องเหมาะสม   ซึ่งผู้นำแต่ละคนเลือกใช้ที่แตกต่างกันไป   อีกประการหนึ่ง แต่ละคนย่อมมีความ “อดทน” ที่จะรอคอยให้ถึงเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมที่ไม่เท่ากัน 

มีบางหลักเกณฑ์ที่ผู้นำมืออาชีพใช้ในการพิจารณาตัดสินเลือก “เวลาที่ถูกต้องเหมาะสม” ในการจัดการเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดโดยทั่วไปเช่น...

  1. ผู้นำมีภาระใจ หรือ เห็นว่าตนมีความรับผิดชอบในเหตุการณ์นั้นหรือไม่? แค่ไหน?
  2. ผู้นำมีเป้าหมายปลายทางในการเข้าไปจัดการให้เหตุการณ์นั้นที่ชัดเจนหรือไม่? แค่ไหน?
  3. ผู้นำรู้สึกว่าตนมีความพร้อม  ศักยภาพ ความสามารถ  และพลังที่จะจัดการให้สำเร็จหรือไม่
  4. ในเรื่องของเนหะมีย์   เขาต้องประเมินให้ดีว่า  ในช่วงเวลานั้น ๆ จิตใจ อารมณ์ของพระราชาเป็นอย่างไรบ้าง?   พร้อมที่จะรับรู้ หนุนเสริม หรือ กำลังวุ่นวายใจ หรือ อารมณ์เสีย
  5. ความสัมพันธ์ระหว่างเนหะมีย์ กับพระราชา  เหนียวแน่นลึกซึ้งพอที่จะปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้ไหม?   มีความไว้วางใจต่อกันมากน้อยแค่ไหน?
  6. สภาพแวดล้อม เช่น  อากาศ  ฤดูกาลใดที่เอื้ออำนวยต่อการจัดการเดินทางกลับไปสร้างกำแพงกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่น่าจะเป็นช่วงเวลาใด?
    แต่สำหรับเนหะมีย์แล้ว   ประการหลักประการสำคัญคือ ประการที่ 7 ...
  7. เนหะมีย์เริ่มแสวงหา “เวลาที่สำคัญเหมาะสม” สำหรับเรื่องกำแพงเมืองเยรูซาเล็มด้วยการ อธิษฐาน  เขาใช้เวลาอธิษฐานในเรื่องนี้เป็นเวลาประมาณ 4 เดือนก่อนที่เขาจะเข้าพบพระราชและทูลเรื่องนี้ต่อพระองค์


ขอตั้งข้อสังเกตว่า   ในช่วงเวลา 4 เดือน ที่เนหะมีย์มุ่งมั่นในการอธิษฐานต่อพระเจ้า  เขามีโอกาสใคร่ครวญถึงรายละเอียดของ เวลา ความพร้อม ความสำคัญ และความเหมาะสม ของการจะดำเนินการในเรื่องกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม ทั้ง 6 ประการที่กล่าวข้างต้น   ผ่านการใคร่ครวญอธิษฐานต่อพระเจ้า   นั่นหมายความว่า  เมื่ออธิษฐานต่อพระเจ้า  พระองค์จะทรงค่อย ๆ เปิดเผยถึง “เวลาที่สำคัญและเหมาะสม” ในเรื่องนี้แก่เนหะมีย์   แม้แต่เมื่อพระราชาเอ่ยปากถามถึงเรื่องนี้ว่าจะจัดการอย่างไร?   เนหะมีย์มิได้ตอบทันที   แต่เขาอธิษฐานต่อพระเจ้า   ก่อนที่จะทูลพระราชา

เนหะมีย์ตระหนักชัดว่า   เขามีภาระใจในงานนี้   แต่งานนี้เป็นแผนการของพระเจ้า   ดังนั้น เขาจึงขอความชัดเจนจากพระองค์   เพื่อว่าสิ่งที่เขาจะดำเนินการในเรื่องนี้มิใช่เป็นแผนการของเขาเอง   แต่เป็นแผนการของพระเจ้า   ที่เขาเข้าร่วมในพระราชกิจครั้งสำคัญนี้   ดังนั้น  “เวลาที่สำคัญและเหมาะสม” สำหรับการดำเนินการเรื่องนี้ในแต่ละขั้นตอนต้องมาจากเบื้องบน  

การที่เราจะรู้ว่าเวลาใดที่เป็น เวลาสำคัญเหมาะสมที่เป็น “เวลาของเบื้องบน” นั้น   คุณธรรมประการหนึ่งที่ผู้นำคริสตชนจะต้องมีคือ “การรอคอย”   บ่อยครั้งที่เราอดใจไม่ไหว  รอคอยต่อไปไม่ได้แล้ว   เพราะเราคิดว่า “เราทำได้”?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

14 มิถุนายน 2556

เมื่อชีวิตจิตวิญญาณของผู้นำคริสตชนหมดไฟ

เราจะหนุนเสริมเพิ่มพลังผู้นำคริสตชนที่จิตวิญญาณเฉื่อยชาหมดแรงได้อย่างไร?

ช่วงนี้ผมได้พบเพื่อนศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสเตียน เฉื่อยชาหมดแรงในชีวิตรับใช้หลายคน   ทำให้ผมคิดไปถึงเวลารถยนต์ของผมสตาร์ทไม่ติดเพราะแบตเตอรี่มีไฟไม่พอ  เนื่องจากผมจอดทิ้งไว้ไม่ได้ใช้เพราะเดินทางไปต่างจังหวัดนานถึง 10 วัน  

ผมมีทางเลือกคือยกแบตเตอรี่ไปร้านชาร์ตแบตฯ  หรือไม่ก็ซื้อแบตฯตัวใหม่มาใส่รถยนต์   แต่ผมไม่อยากเลือกทั้งสองทางเพราะไม่อยากเดินทางไปในเมืองเพื่อไปชาร์ตแบตฯหรือซื้อแบตฯใหม่   เหลือบไปเห็นรถยนต์ข้างบ้าน   เลยไปขอความกรุณาเขาช่วยขับรถมาข้างหน้ารถยนต์ผม   แล้ว “จั้มพ์” พ่วงสายไฟจากแบตฯของรถยนต์ของเพื่อนบ้านมาที่แบตฯรถของผม   เมื่อเครื่องยนต์ของเพื่อนบ้านติดแล้วผมก็สตาร์ทรถของผม   รถของผมเครื่องติดอีกครั้งหนึ่งครับ   ผมจัดการชาร์ตไฟต่อ  และเอารถออกวิ่งไปสักพักหนึ่ง

จากประสบการณ์ดังกล่าว  ผมถามตนเองว่า  เมื่อเราพบศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตชนที่แบตเตอรี่ไม่มีไฟแรงพอที่จะสตาร์ทชีวิตจิตวิญญาณของเขาในการรับใช้ได้ต่อไป   เราจะช่วย “จั้มพ์” สายจากแบตเตอรี่ชีวิตผู้รับใช้คนหนึ่งไปยังศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตชนคนนั้นได้ไหม?

โดยปกติแล้ว  เราท่านในปัจจุบันมักติดกระแสคิดแบบสังคมโลกปัจจุบันว่า  การที่เราจะมีชีวิตที่สำเร็จเกิดผลนั้นเพราะเรามุ่งมั่นตั้งใจทุ่มเทชีวิตของเราในการทำงานในการรับใช้   ด้วยเหตุนี้ชีวิตของศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตชนจึงเป็นชีวิตที่มีแต่คำว่า “ยุ่ง ยุ่ง ยุ่ง...ไม่ว่าง  ไม่ว่าง  ไม่ว่าง”   และบ่อยครั้งผู้นำคริสตชนเหล่านี้กลับสำคัญไปว่า   ชีวิตที่ยุ่งๆ ไม่ว่างเช่นนี้แสดงถึงประสิทธิภาพและรู้สึกมีคุณค่าในการขับเคลื่อนชีวิตการงานเสียอีก  

แต่สิ่งที่ต้องตระหนักชัดคือ   ถ้าแบตเตอรี่ชีวิตของใครก็ตามที่ติดเครื่อง  ใช้ไฟไปเท่านั้น  แต่ไม่ชาร์ตไฟไปพร้อมกัน   มีหวังไฟอ่อนจนหมดไฟชีวิตจิตวิญญาณก็ได้

พระเยซูคริสต์ได้สอนด้วยคำเปรียบเทียบว่า   ในฐานะคริสตชน  ชีวิตของเราต้องชาร์ตไฟแบตเตอรี่ชีวิตจิตวิญญาณของเราเสมอ   และจะต้องมีมุมมองคุณค่าชีวิตหรือมองชีวิตที่เกิดผลว่า   มันมิได้เกิดขึ้นหรือสำเร็จด้วยตนเอง    แต่การที่เราคริสตชนจะมีชีวิตที่สำเร็จเกิดผลนั้น   เพราะเราได้รับพลังด้านต่างๆ ในชีวิตจากแหล่งกำเนิดแห่งพลังชีวิตจิตวิญญาณใหญ่

พระเยซูคริสต์ตรัสสอนว่า 

1เรา​เป็น​เถา​องุ่น​แท้ และ​พระ​บิดา​ของ​เรา​ทรง​เป็น​ผู้​ดูแล​รักษา  2แขนง​ทุก​แขนง​ใน​เรา​ที่​ไม่​ออก​ผล พระ​องค์​ก็​ทรง​ตัด​ทิ้ง​เสีย และ​แขนง​ทุก​แขนง​ที่​ออก​ผล พระ​องค์​ก็​ทรง​ลิด​เพื่อ​ให้​ออก​ผล​มาก​ขึ้น...   3พวก​ท่าน​ได้​รับ​การ​ชำระ​ให้​สะอาด​แล้ว​ด้วย​ถ้อย​คำ​ที่​เรา​กล่าว​กับ​ท่าน    4จง​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา​และ​เรา​ติด​สนิท​อยู่​กับ​พวก​ท่าน แขนง​จะ​ออก​ผล​เอง​ไม่​ได้​นอก​จาก​จะ​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เถา พวก​ท่าน​ก็​เช่น​เดียว​กัน​จะ​เกิด​ผล​ไม่​ได้​นอก​จาก​จะ​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา    5เรา​เป็น​เถา​องุ่น พวก​ท่าน​เป็น​แขนง คน​ที่​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา​และ​เรา​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เขา คน​นั้น​จะ​เกิด​ผล​มาก เพราะ​ว่า​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​พวก​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่​ได้​เลย...”  (ยอห์น 15:1-5 มตฐ.)

เวลาใดก็ตามเราใช้แต่ไฟแบตเตอรี่ชีวิตของเราเอง  โอกาสที่ไฟอ่อนไฟหมดเกิดขึ้นได้เสมอครับ  แต่ถ้าชีวิตของเราติดสนิทกับพระเจ้า  เหมือนกิ่งติดสนิทกับต้นเช่นไร   โอกาสที่แบตเตอรี่ชีวิตจะได้รับการชาร์ตไฟเสมอจากพระเจ้าย่อมทำให้เรามีไฟชีวิตจิตวิญญาณที่จะทำให้เครื่องรถติดและขับเคลื่อนได้

ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตชนที่มีแบตเตอรี่ชีวิตจิตวิญญาณที่ติดสนิทกับพระเจ้าก็จะได้รับการชาร์ตไฟเสมอจากพระองค์   และเมื่อพบศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตชนที่แบตเตอรี่ไฟอ่อนหรือหมดไฟ   เราสามารถหนุนเสริมเพิ่มพลังด้วยการ “จัมพ์” สายจากแบตเตอรี่ชีวิตจิตวิญญาณของเราไปยังแบตเตอรี่ของเขา  เพื่อช่วยให้เขาสตาร์ทเครื่องชีวิตจิตวิญญาณของการเป็นผู้นำและศิษยาภิบาลได้อีกครั้งหนึ่ง

เราสามารถที่จะอยู่เคียงข้างศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตชนคนนั้น   และร่วมกับเขาในการที่จะเข้าติดสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยกันจนกระทั่งชีวิตจิตวิญญาณของเขาสามารถขับเคลื่อนการรับใช้ตามพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า  และด้วยพลังจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ส่งเข้าในชีวิตของเขาเมื่อเขาติดสนิทกับพระองค์

วันนี้เมื่อท่านขับเคลื่อนชีวิตจิตวิญญาณ   ท่านใช้แต่ไฟที่เหลืออยู่  หรือท่านได้รับการชาร์ตเติมเต็มไฟชีวิตจิตวิญญาณจากเบื้องบน?   และอย่าลืมนำสาย “จั้มพ์” แบตเตอรี่ติดชีวิตของท่านไปด้วย   เพื่อว่าเมื่อท่านพบเพื่อนบ้านที่แบตเตอรี่หมดไฟ   ท่านจะได้ช่วย “จั้มพ์” ไฟจากรถของท่านเพื่อสตาร์ทการขับเคลื่อนรับใช้ของเพื่อนบ้านต่อไป

นี่เป็นงานแห่งการทรงเรียกจากเบื้องบนสำหรับท่านด้วยเช่นกันในวันนี้ครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499