แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รับมือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รับมือ แสดงบทความทั้งหมด

29 กันยายน 2563

รับมือกับความหลงลืมในชีวิตประจำวัน

บทใคร่ครวญประจำวันสำหรับผู้สูงวัย+ญาติ และ ผู้เขียนเอง

คนที่มีญาติมิตรคนสนิทที่เป็นผู้สูงอายุที่เกิดอาการหลงลืม ท่านเคยพบไหมว่า ผู้สูงอายุท่านนั้นทานอาหารไปแล้ว  แต่บอกลูกหลานหรือคนดูแลว่า ยังไม่ได้รับประทาน ขอกินข้าวหน่อยซิ! แล้วคนรอบข้างจะตอบสนองหรือมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อผู้สูงอายุท่านนั้น? 

ดร. แฮโรลด์ ซี. อูเรย์ (Dr. Harold C. Urey) ศาตราจารย์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีกำลังเดินไปบนทางเท้าในมหาวิทยาลัย ท่านเห็นเพื่อนอาจารย์ ท่านรีบวิ่งข้ามถนนมาหาเพื่อนคนนั้น เขาหยุดเดินเพื่อพูดคุยกันสักพักหนึ่ง หลังจากนั้น ดร. อูเรย์ ถามเพื่อนคนนั้นว่า “เอ...เมื่อกี้ก่อนที่เราจะพบกัน ผมกำลังเดินไปทางไหน?” เพื่อนอาจารย์ท่านนั้นมองศาสตราจารย์ อูเรย์ ด้วยความงงโงย พร้อมกับชี้ไปถนนข้างหน้าเขาว่า “ไปทางนั้น ดร.อูเรย์”

ดร. อูเรย์ ร้องอุทานออกมาว่า “ขอบคุณมากครับ...นั่นแสดงว่าผมไปรับประทานอาหารกลางวันมาแล้ว”

ไม่ว่าเราจะเก่งกาจฉลาดแค่ไหน อาการหลงลืมก็มักคืบคลานเข้ามาในวัยสูงอายุนี้ บางครั้งเราอาจจะลืมวันเกิด ลืมการนัดหมาย และบางสิ่งบางเรื่องที่เราคิดว่าสำคัญมาก แต่ถึงแม้สิ่งนั้นจะสำคัญแค่ไหนเราก็อาจจะลืมได้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่แท้จริงมิใช่การที่เราจะสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย แต่การที่เราสามารถจดจำสิ่งที่สำคัญจริงแท้ที่สุดได้ต่างหากที่จำเป็น

เมื่อเราเกิดหลงลืมในบางสิ่งบางเรื่อง ทำให้เรารู้สึกแย่ ขอให้เราตระหนักเสมอว่า สิ่งที่สำคัญจริงแท้สำหรับเราคืออะไร? สำหรับคริสตชนสิ่งที่สำคัญจริงแท้ที่สุดคือ รักพระเจ้าและรักคนอื่น

เมื่อเราท่านคริสตชนตระหนักชัดเจนเช่นนั้น เราจะสำแดงความรักเมตตาต่อคนอื่นเมื่อเขาเกิดอาการหลงลืม เมตตาต่อตนเองเมื่อมารู้ตัวว่าตนเองลืมอีกแล้ว แทนที่จะหัวเราะและมองว่าคนนั้น “หลงลืมอีกแล้ว” ว่าเป็นคนผิดปกติ เป็นคนที่กำลังเป็นความจำเสื่อม หรือ ผู้สูงอายุเครียดกับตนเองที่หลงลืมอีกแล้ว ให้เรารักเมตตาต่อตนเอง รักเมตตาต่อคนอื่น รักเมตตาต่อคนที่หลงลืมเป็นความจำเป็นสำคัญยิ่ง

บางครั้ง ความหลงลืมเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลย อย่าให้ความหลงลืมทำให้ท่านรู้สึกหงุดหงิด โกรธตนเอง  อับอาย หรือ สิ้นหวังในชีวิต สิ่งสำคัญคือเราต้องตระหนักชัดว่า ให้เรารักษาความจำในความจริงที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ รักพระเจ้า และ รักเพื่อนมนุษย์ ส่วนรายละเอียดของความจำในส่วนอื่น ๆ ค่อย ๆ ว่ากันไปทีหลัง เพราะถึงแม้เราเป็นคนที่มักหลงลืมอะไรต่อมิอะไร แต่เรารักพระเจ้าสุดชีวิต และรักเมตตาคนรอบข้างด้วยชีวิตที่เรามีอยู่   นั่นก็เป็นการเพียงพอที่จะเป็นผู้ที่มีคุณค่าแล้ว

[5] ท่านจงรักพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสุดกำลังของท่าน [6] และจงให้ถ้อยคำเหล่านี้ที่ข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน [7] และท่านจงสอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน และจงพูดถึงถ้อยคำเหล่านั้นเมื่อท่านนั่งอยู่ในบ้าน เดินอยู่ตามทาง นอนลงหรือลุกขึ้น [8] จงเอาถ้อยคำเหล่านี้ผูกไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และคาดไว้ที่หน้าผากของท่านเป็นสัญลักษณ์ [9] และจงเขียนถ้อยคำเหล่านี้ไว้ที่เสาประตูบ้าน และที่ประตูของท่าน (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5-9 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



23 กรกฎาคม 2557

รับมือความขัดแย้งในการทำงาน

ครั้งหนึ่งเมื่อผมต้องรับมือกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในงานที่ทำ   เพื่อนบอกผมว่า  “ใจเย็น ๆ ”

มันก็จริงของเพื่อนคนนี้   เราอยู่ในสังคมโลกที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งความชั่วร้ายทั้งด้านความนึกคิด   ท่าทีที่แสดงออก  และพฤติกรรมที่เรากระทำต่อคนอื่น....ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ   ยิ่งถ้างานที่ทำต้องอยู่ท่ามกลางการสื่อสารที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ   เกิดการเข้าใจผิด   ต้องทำงานท่ามกลางการแข่งขัน   หรือการชิงดีชิงเด่น  หรือถึงขนาดปัดแข้งปัดขากันแล้ว   สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่   ความขัดแย้งยิ่งลงลึกซับซ้อน   สร้างบาดแผลลึก ๆ ในชีวิต   ทำให้เกิดความเจ็บปวดในความรู้สึก  และเกิดการฉีกขาดในความสัมพันธ์  ความตึงเครียด   ความไม่ลงรอยย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งในที่ทำงาน  บริษัท  องค์กร  โรงเรียน  โรงพยาบาล  หรือแม้แต่ในคริสตจักร   ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีแค่ไหน  หรือพยายามที่จะเป็นคนดีปานใด   เราก็จะพบว่า  “เจอเข้าแล้วกับความขัดแย้ง   ชนอย่างจังกับปัญหา”   แต่เราก็คงต้องยอมรับความจริงด้วยว่า   ไม่ใช่ว่าทุกความขัดแย้งเป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป   เพราะในบางครั้งบางความขัดแย้งเป็น “ความขัดแย้งที่สร้างสรร” ได้

สิ่งที่หายไปเมื่อขัดแย้งจนโกรธ

ผมกลับมาคิดถึงคำเตือนสติของเพื่อนเมื่อผมเผชิญหน้ากับ “คู่ขัดแย้ง”  จนเกิดความโกรธ  อารมณ์เดือดพล่าน   ทำให้ผมพูดเสียงดังขึ้น   คิดแต่ว่าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาผิดและผมถูกอย่างไร   เกิดจิตใจที่ขุ่นข้นมัวหมอง   ท่าทางที่แสดงออกที่จริงจังพัฒนาไปสู่ท่าทีที่ “ตึงตัง”หรือบางครั้งแสดง “หน้ายักษ์หน้ามาร”  โดยไม่รู้ตัวและไม่ตั้งใจ!

ใช่...เพื่อนถึงต้องบอกผมว่า “ใจเย็น ๆ ”  

ใช่สินะ   ตอนนั้นผมถูกพลังร้ายครอบงำ   สุมไฟผลักดันไปสู่ความร้อนแรงเดือดพล่าน   และมันกำลังทำลายทั้งผม  เพื่อน  และองค์กรที่ผมทำงานด้วย   ใช่ผมต้องใจเย็น ๆ   ผมต้องกลับมามีสติ   กลับมาที่ความตั้งใจต้องการแก้ไขความขัดแย้ง   ต้องการแก้ปัญหา   ไม่ใช่จะเอาชนะเพื่อนร่วมงานคนนั้น

ใช่สินะ   ผมแก้ปัญหา และ ความขัดแย้งได้    แต่ผมแก้ไขตัวเพื่อนไม่ได้!

ใช่สินะ   ผมลืมไปแวบหนึ่งเมื่อโกรธจัดว่า   ผมเป็นคริสตชน   ผมเป็น “ทูตของพระคริสต์” ในการทำงาน

รับมืออย่างไรเมื่อเกิดความขัดแย้ง?

1. ตั้งจิตให้มั่น
ก่อนที่เราจะทำหรือตอบโต้อะไรออกไป   ให้เรานำสถานการณ์นั้นปรึกษากับพระเจ้า   เพื่อพระองค์จะประทานจิตใจที่ถ่อม สุภาพ มั่นคง สงบแก่เรา   เพื่อเราจะมีมุมมองในเรื่องดังกล่าวที่สร้างสรรค์และสันติ   และที่สำคัญเราควรขอพระเจ้าทรงเปิดเผยแก่เราว่า   เรามีส่วนอะไรที่ผิดพลาดในเหตุการณ์นี้   เพื่อเราจะรู้เท่าทันตนเองและกลับใจ   อธิษฐานเผื่อแต่ละคนที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งนี้   รวมถึงคู่ขัดแย้ง และ คนที่เราโกรธด้วย   ทั้งนี้จะเป็นการ “ปรับจิตใจ” ของเราให้เป็นจิตใจที่เชื่อฟังพระเจ้า   การที่เราอธิษฐานเช่นนี้ก่อนย่อมช่วยให้เราหลุดรอดออกจากจิตใจที่ต้องการเอาชนะ  จิตใจที่ต้องการให้เขาได้รับโทษที่สาสมในสถานการณ์ความขัดแย้งนั้น

2. แยกปัญหา/ความขัดแย้งออกจากตัวบุคคล
เราสามารถแก้ปัญหาและความขัดแย้งได้   แต่เราแก้คู่ขัดแย้งของเราไม่ได้   ในเรื่องนี้เราจำเป็นต้องพิจารณาดูว่าที่เราขัดแย้งกันนี้เป็นความขัดแย้งส่วนตัว  เป็นเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างกัน   ไม่ใช่ทุกเรื่องที่สร้างความขุ่นเคืองรำคาญใจหรือทำให้เราโกรธจนต้องเผชิญหน้ากัน   ในบางเรื่องเราเพียงปล่อยและวางเสีย   เราควรยกโทษ  แล้วเดินหน้าต่อไป

เราน่าจะถามตนเองว่า   นี่เป็นความขัดแย้งด้วยเรื่องส่วนตัว   หรือเป็นการขัดแย้งเพราะมีปัญหาต้องแก้ไข?   เราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเพื่อนที่ดีกับทุกคนในที่ทำงาน   แต่ในฐานะคริสตชนเราพึงพยายามที่จะเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา และ ให้ความนับถือในความเป็นคนของเพื่อนร่วมงานแต่ละคน

3. อย่าขยายความขัดแย้งให้เป็นเรื่องใหญ่โต
เมื่อเกิดความขัดแย้งพยายามขีดวงความขัดแย้งให้แคบหรือเล็กที่สุด   ให้เราแก้ไขความขัดแย้งเฉพาะในวงของผู้ขัดแย้งด้วยกันเท่านั้น   นี่เป็นหลักการจากพระคัมภีร์ (มัทธิว 18:15-16) ที่เหมาะสมและใช้ได้ในที่ทำงาน   แต่ถ้าคู่กรณีพยายามทำให้ความขัดแย้งนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่  เช่น  เอาความขัดแย้งไปให้ผู้บริหารระดับสูงขึ้นจัดการแทนที่จะเริ่มจัดการกันเองในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น   ด้วยวิธีการเช่นนี้ทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง   เพิ่มความรุนแรงในความขัดแย้ง   แล้วยังกระทำให้ความสัมพันธ์และความไว้วางใจเลวร้ายลงไปอย่างมากเกินกว่าที่คิดและเข้าใจ

4. ความรับผิดชอบที่สำคัญในการรับมือความขัดแย้ง
ถ้าเราเป็นคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงในความขัดแย้งดังกล่าว  สิ่งแรกที่เราจะต้องพิจารณาอย่างเปิดใจและจริงใจคือ   เรามีความบกพร่องผิดพลาด หรือ มีส่วนที่ทำให้เกิดความบกพร่องหรือผิดพลาดหรือไม่   ถ้ามีสิ่งแรกที่เราต้องรับผิดชอบในความขัดแย้งดังกล่าวคือ   เราต้องไปขอโทษคู่กรณีของเราในสิ่งเหล่านั้น   หลายครั้งหลายคนที่ทำเช่นนี้จะพบปรากฏการณ์ที่น่าประหลาดใจคือ   ความขัดแย้งถูกแก้ได้เกินคาด

แต่ถ้าเรามิใช่คู่กรณีในความขัดแย้ง   เราต้องระวังที่จะเข้าไปจัดการความขัดแย้งนั้น   เพราะถ้าเราเข้าไปจัดการความขัดแย้งในเวลาที่ยังไม่เหมาะสมแม้ว่าเราจะเป็นผู้บริหารของเขาก็ตาม   อาจจะสร้างผลเสียมากกว่าผลดีเราอาจจะถูกใครบางคนยืมมือของเราเอาผิดหรือลงโทษอีกคนหนึ่งก็ได้

ดังนั้น   เรามีหน้าที่ให้กำลังใจให้คู่กรณีพูดคุยหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยกันเองก่อน

5. แสวงหาจุดร่วม
ให้คู่กรณีมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายร่วมของงานที่ทั้งคู่รับผิดชอบ   เพื่อจะค้นหาแนวทางการปฏิบัติงานของแต่ละคนที่มุ่งไปสู่เป้าหมายที่เหมาะสม  สร้างสรรค์  และหนุนเสริมกันและกัน   และประเด็นสำคัญคือการที่ช่วยกันทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้นเป็นการสร้างผลกระทบที่สร้างสรรค์แก่องค์กร   ถึงแม้ว่าเป้าหมายงานความรับผิดชอบของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน    แต่เป้าหมายร่วมขององค์กรเป็นจุดเดียวกัน   ที่ทุกคนจะต้องร่วมกันทำเพื่อไปให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวขององค์กร

สิ่งที่ต้องชัดเจนเสมอ

เราแต่ละคนต้องตระหนักชัดเสมอว่า   เราเป็น “ทูตของพระคริสต์” ในที่ทำงาน หรือ ในแต่ละงานที่เราทำ (2โครินธ์ 5:20)   และหนทางหนึ่งที่เราสามารถสำแดงความรักเมตตาที่เสียสละของพระคริสต์แก่เพื่อนร่วมงานของเราคือ  การที่เรารับมือกับความขัดแย้งอย่างไรในงานที่ทำ   เรารับมืออย่างไรในความทุกข์ยากลำบากในงานที่ทำ   ในขณะที่คนอื่นอาจจะหลีกเลี่ยง  เมินเฉยไม่สนใจ  หรือเอาเรื่องขัดแย้งไปนินทาว่าร้าย คุ้ยเขี่ยหาความผิดกัน   แต่ในฐานะคริสตชนท่านคือพลังแห่งสันติ   พลังแห่งการคืนดี  พลังแห่งสมัครสมานสามัคคี   และพลังที่จะช่วยคู่กรณีหลุดรอดออกจากการครอบงำของอำนาจแห่งความขัดแย้งนั้น

เมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์แห่งความขัดแย้งในการทำงาน   โปรดตระหนักชัดถึงเป้าหมายสูงสุดในการทำงานของท่านคือ  “ไม่​ว่า​พวก​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด ก็​จง​ทำ​ด้วย​ความ​เต็ม​ใจ​เหมือน​ทำ​ถวาย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ไม่​ใช่​เหมือน​ทำ​ต่อ​มนุษย์    ... เพราะ​(ในการทำงาน)ท่าน​กำ​ลัง​รับใช้​พระ​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​อยู่” (โคโลสี 3:23-24)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

09 มิถุนายน 2557

รับมือความขัดแย้งในการทำงาน

ครั้งหนึ่งเมื่อผมต้องรับมือกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในงานที่ทำ   เพื่อนบอกผมว่า  “ใจเย็นๆ”

มันก็จริงของเพื่อนคนนี้   เราอยู่ในสังคมโลกที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งความชั่วร้ายทั้งด้านความนึกคิด   ท่าทีที่แสดงออก  และพฤติกรรมที่เรากระทำต่อคนอื่น....ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ   ยิ่งถ้างานที่ทำต้องอยู่ท่ามกลางการสื่อสารที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ   เกิดการเข้าใจผิด   ต้องทำงานท่ามกลางการแข่งขัน   หรือการชิงดีชิงเด่น  หรือถึงขนาดปัดแข้งปัดขากันแล้ว   สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่   ความขัดแย้งยิ่งลงลึกซับซ้อน   สร้างบาดแผลบาดลึกลงในชีวิต   ทำให้เกิดความเจ็บปวดในความรู้สึก  และเกิดการฉีกขาดในความสัมพันธ์  ความตึงเครียด   ความไม่ลงรอยย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งในที่ทำงาน  บริษัท  องค์กร  โรงเรียน  โรงพยาบาล  หรือแม้แต่ในคริสตจักร   ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีแค่ไหน  หรือพยายามที่จะเป็นคนดีปานใด   เราก็จะพบว่า  “เจอเข้าแล้วกับความขัดแย้ง   ชนอย่างจังกับปัญหา”   แต่เราก็คงต้องยอมรับความจริงด้วยว่า   ไม่ใช่ว่าทุกความขัดแย้งเป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป   เพราะในบางความขัดแย็งเป็น “ความขัดแย้งที่สร้างสรรค์” ได้

สิ่งที่หายไปเมื่อขัดแย้งจนโกรธ

ผมกลับมาคิดถึงคำเตือนสติของเพื่อนเมื่อผมเผชิญหน้ากับ “คู่ขัดแย้ง”  จนเกิดความโกรธ  อารมณ์เดือดพล่าน   ทำให้ผมพูดเสียงดังขึ้น   คิดแต่ว่าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาผิดและผมถูกอย่างไร   เกิดจิตใจที่ขุ่นข้นมัวหมอง   ท่าทางที่แสดงออกที่จริงจังพัฒนาไปสู่ท่าทีที่ “ตึงตัง”หรือบางครั้งแสดง “หน้ายักษ์หน้ามาร”  โดยไม่รู้ตัวและไม่ตั้งใจ!

ใช่...เพื่อนถึงต้องบอกผมว่า “ใจเย็นๆ”  

ใช่สินะ   ตอนนั้นผมถูกพลังร้ายครอบงำ   สุมไฟผลักดันไปสู่ความร้อนแรงเดือดพล่าน   และมันกำลังทำลายทั้งผม  เพื่อน  และองค์กรที่ผมทำงานด้วย   ใช่ผมต้องใจเย็นๆ   ผมต้องกลับมามีสติ   กลับมาที่ความตั้งใจต้องการแก้ไขความขัดแย้ง   ต้องการแก้ปัญหา   ไม่ใช่จะเอาชนะเพื่อนร่วมงานคนนั้น

ใช่สินะ   ผมแก้ปัญหา และ ความขัดแย้งได้    แต่ผมแก้ไขตัวเพื่อนไม่ได้!

ใช่สินะ   ผมลืมไปแวบหนึ่งเมื่อโกรธจัดว่า   ผมเป็นคริสตชน   ผมเป็น “ทูตของพระคริสต์” ในที่ทำงาน

รับมืออย่างไรเมื่อเกิดความขัดแย้ง?

1. ตั้งจิตให้มั่น

ก่อนที่เราจะทำหรือตอบโต้อะไรออกไป   ให้เรานำสถานการณ์นั้นปรึกษากับพระเจ้า   เพื่อพระองค์จะประทานจิตใจที่ถ่อม สุภาพ มั่นคง สงบแก่เรา   เพื่อเราจะมีมุมมองในเรื่องดังกล่าวที่สร้างสรรค์และสันติ   และที่สำคัญเราควรขอพระเจ้าทรงเปิดเผยแก่เราว่า   เรามีส่วนผิดพลาดอะไรบ้างในเหตุการณ์นี้   เพื่อเราจะรู้เท่าทันตนเองและกลับใจ   อธิษฐานเผื่อแต่ละคนที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งนี้   รวมถึงคู่ขัดแย้ง และ คนที่เราโกรธด้วย   ทั้งนี้จะเป็นการ “ปรับจิตใจ” ของเราให้เป็นจิตใจที่เชื่อฟังพระเจ้า   การที่เราอธิษฐานเช่นนี้ก่อนย่อมช่วยให้เราหลุดรอดออกจากจิตใจที่ต้องการเอาชนะ  จิตใจที่ต้องการให้เขาได้รับโทษที่สาสมในสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว

2. แยกปัญหา/ความขัดแย้งออกจากตัวบุคคล

เราสามารถแก้ปัญหาและความขัดแย้งได้   แต่เราแก้คู่ขัดแย้งของเราไม่ได้   ในเรื่องนี้เราจำเป็นต้องพิจารณาดูว่าที่เราขัดแย้งกันนี้เป็นความขัดแย้งส่วนตัว  เป็นเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างกัน   ไม่ใช่ทุกเรื่องที่สร้างความขุ่นเคืองรำคาญใจหรือทำให้เราโกรธที่เราจำเป็นจะต้องเผชิญหน้ากัน   ในบางเรื่องเราเพียงปล่อยและวางเสีย   เราควรยกโทษ  แล้วเดินหน้าต่อไป

เราน่าจะถามตนเองว่า   นี่เป็นความขัดแย้งด้วยเรื่องส่วนตัว   หรือเป็นการขัดแย้งเพราะมีปัญหาต้องแก้ไข?   เราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเพื่อนที่ดีกับทุกคนในที่ทำงาน   แต่ในฐานะคริสตชนเราพึงพยายามที่จะเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา และ ให้ความนับถือในความเป็นคนของเพื่อนร่วมงานแต่ละคน

3. อย่าขยายความขัดแย้งให้เป็นเรื่องใหญ่โต

เมื่อเกิดความขัดแย้งพยายามขีดวงความขัดแย้งให้แคบหรือเล็กที่สุด   ให้เราแก้ไขความขัดแย้งเฉพาะในวงของผู้ขัดแย้งด้วยกันเท่านั้น   นี่เป็นหลักการจากพระคัมภีร์ (มัทธิว 18:15-16)ที่เหมาะสมและใช้ได้ในที่ทำงาน   แต่ถ้าคู่กรณีพยายามทำให้ความขัดแย้งนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่  เช่น  เอาความขัดแย้งไปให้ผู้บริหารระดับสูงขึ้นจัดการแทนที่จะเริ่มจัดการกันเองในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น   ด้วยวิธีการเช่นนี้ทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง   เพิ่มความรุนแรงในความขัดแย้ง   แล้วยังกระทำให้ความสัมพันธ์และความไว้วางใจเลวร้ายลงไปอย่างมากเกินกว่าที่คิดและเข้าใจ

4. ความรับผิดชอบที่สำคัญในการรับมือความขัดแย้ง

ถ้าเราเป็นคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงในความขัดแย้งดังกล่าว  สิ่งแรกที่เราจะต้องพิจารณาอย่างเปิดใจและจริงใจคือ   เรามีความบกพร่องผิดพลาด หรือ มีส่วนที่ทำให้เกิดความบกพร่องหรือผิดพลาดหรือไม่   ถ้ามีสิ่งแรกที่เราต้องรับผิดชอบในความขัดแย้งดังกล่าวคือ   เราต้องไปขอโทษคู่กรณีของเราในสิ่งเหล่านั้น   หลายครั้งหลายคนที่ทำเช่นนี้จะพบปรากฏการณ์ที่น่าประหลาดใจคือ   ความขัดแย้งถูกแก้ได้เกินคาด

แต่ถ้าเรามิใช่คู่กรณีในความขัดแย้ง   เราต้องระวังที่จะเข้าไปจัดการความขัดแย้งนั้น   เพราะถ้าเราเข้าไปจัดการความแย้งในเวลาที่ยังไม่เหมาะสมแม้ว่าเราจะเป็นผู้บริหารของเขาก็ตาม   อาจจะสร้างผลเสียมากกว่าผลดีเราอาจจะถูกใครบางคนยืมมือของเราเอาผิดหรือลงโทษอีกคนหนึ่งก็ได้

ดังนั้น   เรามีหน้าที่ให้กำลังใจให้คู่กรณีพูดคุยหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยกันเองก่อน

5. แสวงหาจุดร่วม

ให้คู่กรณีมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายร่วมของงานที่ทั้งคู่รับผิดชอบ   เพื่อจะค้นหาแนวทางการปฏิบัติงานของแต่ละคนที่มุ่งไปสู่เป้าหมายที่เหมาะสม  สร้างสรรค์  และหนุนเสริมกันและกัน   และประเด็นสำคัญคือการที่ช่วยกันทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้นเป็นการสร้างผลกระทบที่สร้างสรรค์แก่องค์กร   ถึงแม้ว่าเป้าหมายงานความรับผิดชอบของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน    แต่เป้าหมายร่วมขององค์กรเป็นจุดเดียวกัน   ที่ทุกคนจะต้องร่วมกันเพื่อไปให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวขององค์กร

สิ่งที่ต้องชัดเจนเสมอ

เราแต่ละคนต้องตระหนักชัดเสมอว่า   เราเป็น “ทูตของพระคริสต์” ในที่ทำงาน หรือ ในแต่ละงานที่เราทำ (2โครินธ์ 5:20)   และหนทางหนึ่งที่เราสามารถสำแดงความรักเมตตาที่เสียสละของพระคริสต์แก่เพื่อนร่วมงานของเราคือ  การที่เรารับมือกับความขัดแย้งอย่างไรในงานที่ทำ   เรารับมืออย่างไรในความทุกข์ยากลำบากในงานที่ทำ   ในขณะที่คนอื่นอาจจะหลีกเลี่ยง  เมินเฉยไม่สนใจ  หรือเอาเรื่องขัดแย้งไปนินทาว่าร้าย คุ้ยเขี่ยหาความผิดกัน   แต่ในฐานะคริสตชนท่านคือพลังแห่งสันติ   พลังแห่งการคืนดี  พลังแห่งสมัครสมานสามัคคี   และพลังที่จะช่วยคู่กรณีให้หลุดรอดออกจากการครอบงำของอำนาจแห่งความขัดแย้งนั้น

เมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์แห่งความขัดแย้งในการทำงาน   โปรดตระหนักชัดถึงเป้าหมายสูงสุดในการทำงานของท่านคือ  “ไม่​ว่า​พวก​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด ก็​จง​ทำ​ด้วย​ความ​เต็ม​ใจ​เหมือน​ทำ​ถวาย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ไม่​ใช่​เหมือน​ทำ​ต่อ​มนุษย์    ... เพราะ​ท่าน​กำ​ลัง​รับใช้​พระ​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​อยู่” (โคโลสี 3:23-24)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

17 มีนาคม 2557

รับมือและจัดการกับความโกรธอย่างไร?

26 “จะ​โกรธ​ก็​โกรธ​ได้ แต่​อย่า​ทำ​บาป”
อย่า​ให้​ถึง​ตะวัน​ตก​แล้ว​ยัง​โกรธ​อยู่
27 อย่า​ให้​โอกาสแก่​มาร...”   (เอเฟซัส 4:26-27)

พระธรรมตอนข้างต้นนี้บอกกับเราว่า   อย่าให้ความโกรธที่เกิดแก่เราฝังแน่นเกาะกุมในก้นบึ้งแห่งจิตใจของเรา   เปาโลกล่าวว่า  “อย่าให้ตะวันตกแล้วยังโกรธอยู่”   นี่เป็นการกล่าวเปรียบเทียบ   ผู้เขียนคงไม่มีเจตนาให้เราตีความคำกล่าวนี้ตามตัวอักษร   แต่หมายความว่าอย่าให้ความโกรธฝังตัวและมีอิทธิพลในจิตใจความคิดความรู้สึกของเราเป็นเดือนเป็นปี   ซึ่งการปล่อยเช่นนั้นเป็นการเปิดโอกาสแก่มาร   ที่จะหลอกล่อให้เราตกกับดักความโกรธแล้วทำบาป

การที่เราจะปลดปล่อยตนเองจากความโกรธมี 3 แนวทางที่เราสามารถเลือกทำได้

ประการแรก   หาทางไปเคลียร์กับคนที่ทำให้เราโกรธ   การไปพูดไปเคลียร์เมื่อเรายังรู้สึกโกรธ   เรามีแนวโน้มที่จะตอบโต้คนที่ทำให้เราโกรธได้เจ็บปวดบ้าง   อีกทั้งอารมณ์ความรู้สึกของเรายังร้อนคุกรุ่นอยู่   โอกาสที่เราจะทำบาปก็มีแนวโน้มสูง   และในเวลาเดียวกันเราไม่รู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกของคู่กรณีของเราเป็นอย่างไร   พร้อมรับการที่เราจะเข้าไปเผชิญหน้าหรือไม่   กล่าวโดยภาพรวมวิธีการนี้มีความเสี่ยงที่จะให้เกิดการบาดหมางกันง่าย   และอาจจะสร้างบาดแผลแก่กันและกันที่บาดลึกลงไปมากกว่าเดิมก็ได้

ประการที่สอง   เมื่อใดก็ตามที่เราเกิดความโกรธ   ให้เราระบายความรู้สึกโกรธ  ความรู้สึกไม่พอใจ  ความรู้สึกเจ็บปวดต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า   พระเจ้าทรงพร้อมที่จะรับฟังเรา  ยิ่งกว่านั้นการระบายกับพระเจ้าด้วยความจริงใจเป็นการระบายที่ปลอดภัย   เราจึงไม่ต้องกลัวอะไร   พระเจ้าทรงพร้อมที่จะรับมือกับอารมณ์ความรู้สึกของเรา   พระปัญญาของพระองค์จะทรงให้การปรึกษาแก่ชีวิตจิตใจของเรา   และพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณพร้อมให้การเยียวยารักษาบาดแผลที่เราได้รับ   แล้วเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความเข้าใจในคุณค่าของชีวิตของทั้งตนเองและคู่กรณี

ประการที่สาม   การรับมือกับความโกรธในฐานะที่เราเป็นคริสตชน   เราเป็นอวัยวะหนึ่งในพระกายของพระคริสต์   การที่เราโกรธมิใช่เรื่องระหว่างเรากับคู่กรณีของเราเท่านั้น   แต่การที่เราโกรธอาจสร้างผลกระทบต่อส่วนอื่นๆ ในพระกายของพระคริสต์   ดังเปาโลกล่าวก่อนหน้านี้ในข้อที่ 25 ว่า  “...ให้​พวก​ท่าน​แต่​ละ​คน​พูด​ความ​จริง​กับ​เพื่อน​บ้าน​ของ​ตนเพราะ​เรา​ต่าง​เป็น​อวัยวะ​ของ​กัน​และ​กันจะ​โกรธ​ก็​โกรธ​ได้ แต่​อย่า​ทำ​บาป  อย่า​ให้​ถึง​ตะวัน​ตก​แล้ว​ยัง​โกรธ​อยู่ อย่า​ให้​โอกาส​แก่​มาร...”   (ข้อ 25-27)

เปาโลแนะนำเราว่า   เมื่อเราโกรธเราอาจจะหาบางคนที่มีวุฒิภาวะในชีวิตและความเชื่อ   ที่เราสามารถไว้วางใจได้   แล้วพูดความจริงในเรื่องที่เราโกรธ ที่เกิดขึ้นในตัวเราให้เขาฟัง   การที่เพื่อนที่มีวุฒิภาวะในชีวิตและความเชื่อได้ฟังเราอย่างใส่ใจ   เป็นทางหนึ่งที่เราสามารถระบายความโกรธที่อัดแน่นในจิตใจของเราออกมา   นอกจากนั้นแล้วการที่เขาฟังเราอย่างใส่ใจยังจะช่วยให้อารมณ์และความรู้สึกโกรธของเราเย็นสงบลง   และเขายังจะให้มุมมองที่เหมาะสมแก่เราในเรื่องที่เรากำลังโกรธ   แล้วยังสามารถช่วยให้เราตัดสินใจเลือกแนวทางที่ดีที่สุดในการสร้างการคืนดีกับคู่กรณีของเรา

ดังนั้น   เมื่อเราโกรธ  อย่าซุกซ่อนความโกรธไว้ในจิตใจ  อารมณ์  และความรู้สึกของเราให้คุกรุ่นรังแต่จะเพิ่มความร้อนแรงขึ้น   ในเวลาเดียวกันก็อย่ารีบด่วนไปเผชิญหน้ากับคู่กรณี   เพราะการทำเช่นนั้นย่อมมีหลุมพรางมากมายที่จะทำให้เราทำบาปแน่   แต่ให้เราเปิดใจเปิดความรู้สึกของเราทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความจริงใจ   แล้วหาทางปรึกษาเรื่องที่เรากำลังโกรธกับพี่น้องคริสตชนที่มีวุฒิภาวะในชีวิตและความเชื่อที่เราไว้วางใจ   เพื่อเราจะไม่ตกหลุมพรางของความโกรธที่ทำให้เราต้องทำบาป    แต่เราจะค้นพบแนวทางที่เราจะกลับไปสร้างการคืนดีกับคู่กรณี

ใช่ครับ   วันนี้จะโกรธก็โกรธได้   แต่ให้เราจัดการความโกรธบนรากฐานความเชื่อของคริสตชน   ที่จะนำมาซึ่งการเสริมสร้างการคืนดีกันและกัน   และต้องไม่ลืมว่า   ความโกรธใช่เป็นเรื่องของเรากับคู่กรณีเท่านั้น   แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้คนในชุมชนคริสตจักร   และ เมื่อโกรธต้องตระหนักรู้ว่า   พระเจ้าทรงเป็นแหล่งแห่งความร่มเย็นที่จะให้ความสงบและสันติสุขเมื่อเรากำลังเร่าร้อนด้วยความโกรธ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 มกราคม 2556

รับมือความขัดแย้ง

คริสตชน “สามารถ” ตอบสนองต่อความขัดแย้งหลากหลายทางเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า


“ที่คุณอยากจะแต่งงานกับเขาก็เพียงเพื่อคุณจะรีดเอาทุกอย่างที่เขามี   เมื่อคุณได้ของเหล่านั้นแล้วคุณก็จะทิ้งเขาไป”  นี่คือวาทะเผ็ดร้อนของลูกสะใภ้ที่มีนามว่า “เจนนี่” (นามสมมติ)  ที่พูดจาขัดขวางด้วยการสร้างความเจ็บปวดแก่ว่าที่ภรรยาคนใหม่ของพ่อสามี ที่ชื่อว่า “ภักดิพร” (นามสมมติ) 

ภักดิพร นั่งอยู่ข้างโต๊ะอาหารระเบียงร้านหรู   เมื่อได้ยินการคาดการณ์ตราหน้าของเจนนี่  ที่ผ่าฟาดลงในความรู้สึกของเธอทำให้เกิดความปวดหัวจี๊ดพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน   เธอชำเลืองไปรอบๆ ดีที่ยังไม่มีแขกคนอื่นในร้าน  ภักดิพรแปลกใจในคำพูดที่ร้อนแรงของเจนนี่   ภายในใจของเธออธิษฐานขอการทรงนำจากพระเจ้า

เสียงภายในบอกว่า “จงนิ่ง สงบ และเงียบ”   ดังนั้น ภักดิพรจึงไม่พูดอะไรตอบโต้คำกล่าวหาที่รุนแรงของเจนนี่

เจนนี่มองภักดิพรด้วยสายตาที่อยากกินเลือดกินเนื้อ  พร้อมกับกล่าวว่า  “นี่คุณไม่ใช่คนธรรมดาแน่   แม้ฉันจะว่าเธอแบบตรงไปตรงมาเธอก็ยังเฉยได้”

ภักดิพร พูดกับตนเองในใจว่า “ถ้าฉันจะตอบโต้เธอกลับ  แล้วมันจะช่วยให้อะไรดีขึ้นล่ะ?”   ภักดิพรคิดถึงตัวอย่างของพระเยซูคริสต์เมื่อถูกจับในสัปดาห์สุดท้ายในชีวิตของพระองค์   แม้พระองค์จะถูกคนรอบข้างกล่าวคำเย้ยหยัน  พูดจาส่อเสียดดูถูก  หมิ่นและหยามพระองค์   แต่พระองค์มิได้ตอบโต้ด้วยคำร้อนแรงแต่อย่างไร (ดู 1เป-โตร 2:23)[1]  

ถูกของเจนนี่ครับ   การที่หลีกเลี่ยงตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนต่อศัตรูคู่ปรปักษ์  เป็นการตอบสนองที่ไม่ธรรมดาครับ   เพราะนั่นเป็นการตอบสนอง “เยี่ยงพระคริสต์”  ภักดิพร ต้องอดกลั้นกล้ำกลืนคำพูดเผ็ดร้อนด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อทูลขอ “พระคุณของพระเจ้า” สำหรับสถานการณ์นี้   ในสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เกิดการสรรเสริญ  ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร   หากเราจะใช้วิธีการแบบ “คมเฉือนคม”

ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ยากจะเลี่ยง

ในโลกที่พิกลพิการอย่างทุกวันนี้  เราทุกคนต่างต้องเผชิญกับความขัดแย้ง   เกิดความคุกรุ่นระหว่างสามีภรรยา   เกิดอาการหนองกลัดในความสัมพันธ์ของครอบครัว   เกิดพิษร้ายในความสัมพันธ์ระหว่างมิตรสหาย   และความไม่พอใจที่สะสมเพิ่มพูนจนนำไปถึงจุดเดือดพล่านในที่ทำงาน

ภักดิพร เกิดความรักในตัว ชำนาญ  พ่อสามีของเจนนี่  ที่เป็นหม้ายเหมือนกับตน   ทั้งสองได้พบคบหากันมาเป็นเวลา 9 เดือนหลังจากที่ภรรยาของชำนาญได้จากโลกนี้ไป   แต่เจนนี่ไม่เห็นด้วย!

หลายวันผ่านไปภายหลังที่ภักดิพรถูกกล่าวหาด้วยคำพูดที่ร้อนแรง  เธอยังโกรธ และ ร้อนรุ่มจากคำพูดนั้นที่สุมคุกรุ่นในจิตใจของเธอ   เธอได้เล่าความรู้สึกโกรธที่เธอมีต่อเจนนี่ให้เพื่อนสนิทของเธอฟัง

เพื่อนคนหนึ่งพูดตรงไปตรงมากับภักดิพรว่า  “ฉันรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ของเธอกับคุณชำนาญจะดีได้  ก็ต่อเมื่อเธอมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกสะใภ้ของคุณชำนาญ”

คำพูดดังกล่าวทำให้ภักดิพรต้องครุ่นคิดอย่างมาก   นั่นหมายความว่าการรับมือกับความขัดแย้งนี้จะต้องใช้เวลาที่ยาวนานกว่าที่คิด   อีกทั้งเธอเกิดความขัดแย้งในจิตใจ  เธอทูลถามพระเจ้าแบบซื่อๆ ว่า  “พระเจ้าข้า  จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะรักคนบางคนที่ทำต่อข้าพระองค์อย่างเหยียดหยาม ดูหมิ่นและชิงชัง?   นี่เป็นสิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้ทำเช่นนั้นหรือ?”

เพื่อนอีกคนหนึ่งของภักดิพรได้บอกเธอว่า “ฉันเข้าใจนะว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่หนักหนาสาหัส  เพราะแค่คิดก็เหนื่อยหน่ายใจแล้ว   ฉันคิดว่า เธอคิดถูกนะว่าพระเจ้าประสงค์ให้เธอทำดีกับทุกคน   ตอนนี้เธออาจจะรู้สึกว่าเธอไม่สามารถที่จะรักคนบางคนอย่างเช่นเจนนี่   แต่พระเจ้าจะใช้สถานการณ์นี้สร้างความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นถึงคุณค่าในชีวิตของเธอ   เธอจะตระหนักชัดถึงคุณค่าชีวิตของเธอชัดเจนยิ่งขึ้น  อย่าไปยึดเกาะกับความรู้สึกของตนเองที่เป็นอยู่ในขณะนี้”

ความขัดแย้ง  เป็นสิ่งที่เราท่านต่างไม่ชอบ  สำหรับภักดิพรถึงขั้นที่ “เกลียด” ความขัดแย้งเลยทีเดียว   และในหลายต่อหลายครั้งที่เราตอบสนองต่อความขัดแย้งด้วยท่าที และ วิธีการที่แย่มาก   และมักมีความคิดว่า  เราต้องหลีกลี้หนีจากความขัดแย้ง   แต่ความจริงในชีวิตของเรา หลายครั้งยากที่จะเลี่ยงได้

ถ้าเช่นนั้นเราจะทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง?   เราจะเผชิญหน้ากับความขัดแย้งอย่างไว้วางใจและด้วยทัศนคติ ด้วยมุมมองชีวิตที่จะให้เกียรติ ยกย่อง และสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างไร?   ท่านเปาโล ท้าทายเราในเรื่องนี้ว่า...

“อย่าทำชั่วตอบแทนชั่วแก่ใครเลย   แต่จงมุ่งกระทำสิ่งที่ใครๆ ก็เห็นว่าดี[2]
 ถ้าเป็นได้  เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับเรา   จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน”[3]  (โรม 12:17-18 ฉบับมาตรฐาน)

มีบางครั้งที่เราจำเป็นต้องเผชิญหน้าความขัดแย้งแบบซึ่งหน้า   โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องเผชิญความขัดแย้งที่มีผลกระทบต่อความเป็นความตาย หรือ ตกในอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตของผู้คน   ที่ต้องการการช่วยเหลือ  แก้ไข  ปกป้องชีวิตผู้คนเหล่านั้น   เช่น  การที่ลูกถูกรังแกจากเพื่อนในโรงเรียนเป็นประจำ  และดูร้ายแรงขึ้นทุกที   หรือการที่เพื่อนของเราถูกทำร้าย   เราสามารถกระทำแบบเผชิญหน้าแบบไปตรงมาได้ เช่น  การไปปรึกษากับครูและผู้บริหารโรงเรียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   หรือในกรณีที่สองอาจจำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ตำรวจมาจัดการและรับผิดชอบ  

ในบางเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์จำเป็นต้องเผชิญความขัดแย้งรุนแรงแบบซึ่งหน้าตรงไปตรงมา   เช่น กรณีที่พระองค์ทรงคว่ำโต๊ะแลกเงิน   และกวาดล้างพวกพ่อค้าเครื่องบูชาที่เอารัดเอาเปรียบคนยากจน  คนที่มาจากต่างถิ่นแดนไกล   ซึ่งเป็นระบบการขูดรีด เอารัดเอาเปรียบคนเล็กน้อยด้อยอำนาจจากกลุ่มผู้นำศาสนาที่ใช้อำนาจจากตำแหน่งคบคิดกับพ่อค้าขูดรีดเอารัดเอาเปรียบจากประชาชนคนเล็กน้อย   ผู้นำศาสนาใช้พื้นที่พระวิหารสำหรับนมัสการพระเจ้าไปเป็น “ถ้ำของพวกโจร” (ดู มัทธิว 21:12-13)  

พระเยซูคริสต์ทรงเผชิญหน้ากับความขัดแย้งซึ่งหน้าแบบตรงไปตรงมา   เมื่อความขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องของหลักการความเชื่อศรัทธาที่กระทบต่อสุขภาวะชีวิตของคนยากคนจนคนเจ็บป่วยที่ไม่มีทางช่วย  เช่น  กรณีที่พระเยซูคริสต์ทรงรักษาคนเจ็บคนป่วย  คนง่อยคนพิการ  คนที่ถูกอำนาจของผีร้ายครอบงำในวันสะบาโต     พระเยซูเผชิญหน้าแบบตรงไปตรงมาเพื่อแก้ไขความเชื่อศรัทธาที่ผิดๆ  และความเชื่อศรัทธาที่กีดกันหยามเหยียดชีวิตคนยากคนจนคนเล็กน้อย  เช่น   ในวันสะบาโตหนึ่ง  ที่ธรรมศาลาพระเยซูพบคนมือลีบข้างหนึ่ง   พระองค์ถามคนในธรรมศาลานั้นว่า  “ในวันสะบาโตควรจะกระทำการดีหรือกระทำการร้าย   ควรจะช่วยชีวิตหรือควรจะทำลายชีวิต?” พระองค์ทรงรักษาคนมือลีบคนนั้นให้หายปกติ   การเผชิญหน้าแบบฟันธงสร้างความโกรธแค้นแก่พวกฟาริสีอย่างยิ่ง   พวกเขาออกไปปรึกษากับพวกของเฮโรดที่จะร่วมมือกันหาทางฆ่าพระเยซู (มาระโก 3:1-6 ฉบับมาตรฐาน  และดูอีกเรื่องหนึ่งเพิ่มเติม ลูกา 13:10-17)   ที่พระเยซูทรงเผชิญหน้าความขัดแย้งแบบตรงไปตรงมานี้ก็เพื่อที่จะปกป้องและทรงรักษาชีวิตของคนมือลีบ และ หญิงที่ป่วยเป็นโรคหลังโกงมา 18 ปี  และเป็นการเผชิญหน้ากับหลักการความเชื่อศรัทธาเพื่อความถูกต้อง   แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว  พระองค์ทรงตอบสนองด้วยการสงบเงียบ

จงเป็นเหมือนพระคริสต์แม้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง

แล้วถ้าตัวเราเองต้องตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่เจ็บปวด หรือ ร้อนแรงเราควรจะทำอย่างไร?   และต่อไปนี้เป็นบทเรียนที่เก็บจากประสบการณ์ตรงของบุคคลต่างๆ  ที่เผชิญหน้าและผ่านทะลุสถานการณ์ความขัดแย้งในชีวิต

1. อย่าให้รากแห่งความขมขื่นหยั่งรากในจิตใจของเรา

“จงระวังอย่าให้ใครพลาดไปจากพระคุณของพระเจ้า   และอย่าให้มีรากความขมขื่นงอกขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน  และทำให้คนเป็นอันมากแปดเปื้อนมลทิน”  (ฮีบรู 15:15 อมตธรรม)   ถ้าเราไม่รีบกำจัดหรือถอนรากถอนโคนรากของความขมขื่น  ความขมขื่นจะทำลายทั้งตนเองและคนอื่นรอบข้าง   เราต้องปลดปล่อยความขุ่นเคืองความไม่พออกพอใจให้ออกไปจากจิตใจของเราด้วยการอธิษฐาน     การถอนรากถอนโคนรากแห่งความขมขื่นมิได้กระทำเสร็จสิ้นในครั้งเดียว   อาจจะต้องกระทำหลายครั้งด้วย

บางครั้งรากของความขมขื่นจะสร้างความท้อแท้  ความเจ็บปวด  หรือความโกรธขึ้นในจิตใจของเรา   เมื่อภักดิพรได้รับการต่อต้าน  ขัดขวางจากคนในครอบครัวของคุณชำนาญ   คุณภักดิพรต้องจัดการกับความรู้สึกในจิตใจของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า  สารภาพถึงความโกรธของเธอและทูลขอพระคุณจากพระเจ้า   และที่สำคัญคือภักดิพรอธิษฐานทูลขอพระเจ้าให้รักษาจิตใจของเธอมิให้ “แข็งกระด้าง” ต่อผู้คนที่ทำให้เธอเจ็บปวดในชีวิต

2. สำรวจจิตใจของตนเองก่อนตำหนิข้อผิดพลาดของผู้อื่น

คำตรัสของพระเยซูที่ตรัสกับพวกฟาริสีก็เป็นคำท้าทายสำหรับเรา  “คนหน้าซื่อใจคด   จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน  แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด  จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้” (มัทธิว 7:5 ฉบับมาตรฐาน)   ก่อนที่จะไปกล่าวถึง หรือ ไปจัดการกับความผิดของคนอื่น   ให้เราเริ่มจากการพิจารณาตนเอง  ค้นหาจุดบกพร่องหรือความผิดของเราก่อน   ภักดิพร กล่าวว่า  เธอได้ทูลขอพระเจ้าให้ทรงกระทำการในชีวิตของคนในครอบครัวของคุณชำนาญ   แต่เธอพบว่า พระเจ้าทรงเริ่มกระทำการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเธอก่อน   คือเธอพบสิ่งที่เธอสามารถและจะต้องรับผิดชอบในสถานการณ์ความขัดแย้งนั้น   เธอต้องเปิดชีวิตจิตใจของเธอเพื่อรับการทรงเปลี่ยนแปลงจากพระคริสต์   เพื่อชีวิตของเธอจะเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   ภักดิพรบอกว่า   สิ่งที่ยากแสนยากคือการที่ทูลขออธิษฐานต่อพระเจ้าในการทรงสร้างเธอขึ้นใหม่จากการมีจิตใจขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจต่อคนในครอบครัวของคุณชำนาญ

3. มองความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยมุมมอง “แว่นตา” ของคู่กรณี

คุณภักดิพร กล่าวจากประสบการณ์ของเธอว่า  ไม่ว่าความเกลียดชัง หรือ ความเป็นปรปักษ์ที่คนในครอบครัวคุณชำนาญมีต่อเธอจะสร้างความเจ็บปวดมากอย่างไรก็ตาม   แต่นั่นมิใช่ความขัดแย้งส่วนตัว (ระหว่างเธอกับเจนนี่)   เพราะเธอมาหวนพิจารณาเห็นว่า   เมื่อครอบครัวของคุณชำนาญต้องประสบกับความสูญเสีย  เจ็บปวดเพราะการจากไปของแม่ในครอบครัว   เขาได้สูญเสียผู้ที่เป็นคนเชื่อมโยงสัมพันธ์ให้ครอบครัวให้เป็นหนึ่งเดียวกัน   เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในวาระอะไรก็ตาม  แม่งานที่เชื่อมโยงให้ทุกคนมาร่วมกันได้คือแม่   และพวกเขาได้สูญเสียคนสำคัญคนนี้   แล้วจู่ๆ จะมีคนใหม่มาแทนที่แม่คนเดิมของเขา   เมื่อคุณภักดิพรใคร่ครวญถึง “ใจเขาใจเรา” ในสถานการณ์ดังกล่าว   จึงเข้าใจถึงมุมมอง หรือ ทัศนคติของคนในครอบครัวคุณชำนาญ   คุณภักดิพรบอกว่า  เมื่อตระหนักชัดเช่นนี้จิตใจของเธอก็เปิดออกกว้าง   เข้าอกเข้าใจพวกเขามากขึ้น   และเป็นการง่ายยิ่งขึ้นมากที่จะตอบสนองต่อคนในครอบครัวคุณชำนาญด้วยความรักและเมตตาแบบพระคริสต์

4. ค้นให้พบในสิ่งที่ตนเองต้องเปลี่ยนแปลง

คุณภักดิพรเรียนรู้แล้วว่า   เธอไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงความคิด ความรู้สึก และมุมมองในชีวิตของคนอื่นได้   แต่เธอสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมอง ความคิด ความรู้สึกของตนเองให้ถูกต้องได้   เมื่อเข้าใจเช่นนี้เธอเริ่มถามตนเองว่า   ฉันจะมีการตอบสนองอย่างรับผิดชอบในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร?   ฉันได้ทุ่มเทเต็มกำลังทั้งสิ้นของฉันเพื่อให้เกิดการคืนดีหรือยัง?  

นี่เป็นมาตรการที่จริงจังเข้มงวดของความจริงใจที่ภักดิพรมีต่อตนเอง   เธออธิบายว่า  เมื่อเรามองสถานการณ์จากมุมมองของตนเอง  เป็นการง่ายที่ทำให้เราคิดและเชื่อว่า  “เราเป็นฝ่ายถูก” ในสถานการณ์นี้   สิ่งที่เราตอบสนองไปนั้นถูกต้องแล้ว   พวกเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด  แต่เมื่อเราอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยสำนึกในความอ่อนแอของตนเอง  ทูลขอพระเจ้าทรงช่วยเป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นความจริงแท้ในตนเอง   เราก็จะพบความจริงว่า  แท้จริงแล้วเรามิใช่ฝ่ายถูกเลยในสถานการณ์นี้   ดังนั้น  ต่อพระพักตร์พระเจ้าเราจึงมีโอกาสที่จะเรียนรู้และเติบโตขึ้นจากการทรงเสริมสร้างเราขึ้นใหม่จากพระองค์

ภักดิพร เริ่มอธิษฐานเผื่อสมาชิกในครอบครัวของคุณชำนาญ   ตอนแรกเธออธิษฐานขอพระเจ้าช่วยให้คนในครอบครัวของคุณชำนาญเปิดโอกาสให้เธอบ้าง  และให้พวกเขาชื่นชมในตัวเธอบ้าง   แต่ต่อมาคำอธิษฐานของภักดิพรเปลี่ยนไปเป็นว่า  ขอพระเจ้าโปรดเมตตาและประทานพระคุณของพระองค์ทรงช่วยให้เธอตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ให้เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

5. ทูลขอพระเจ้าให้การตอบสนองของเราต่อความขัดแย้งสะท้อนถึงพระคุณของพระองค์

ภักดิพร เล่าต่อไปว่า  เมื่อเธอทูลขอพระเจ้าประทานให้เธอเป็นคนที่สงบสุขุมขณะต้องเผชิญหน้ากับความร้อนแรงของเจนนี่   ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าปรากฏชัดแจ้งแก่เธอ   แทนที่เจนนี่จะตอบกลับด้วยความก้าวร้าวรุนแรงอย่างที่เคยเป็นมาก่อน  แต่กลับมีช่องว่างโอกาสที่ภักดิพรจะตอบสนองประเด็นคำถามของเจนนี่ด้วยความจริงใจ  ตรงไปตรงมา  ด้วยความสุภาพ  ซึ่งภักดิพรกล่าวว่า   เธอรู้แน่ชัดเลยว่านี่เป็นการทรงตอบคำอธิษฐานที่เธอทูลขอพระคุณจากพระเจ้า

เมื่อเราทูลขอการทรงนำด้วยความจริงใจจากพระเจ้า  พระเจ้าจะประทานแก่เราเสมอ  งานของเรา ความสำเร็จของเราจะตามมาหลังจากที่พระเจ้าทรงนำเรา   ประเด็นใหญ่อยู่ที่ว่า   เราฟังการทรงนำของพระเจ้า หรือ เรานิ่งเฉย ละเลย หรือมองข้ามการทรงนำของพระองค์?   เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ตอบสนองคำอธิษฐานของเรา   เรายอมเชื่อฟังพระองค์หรือไม่?  เราไว้วางใจพระองค์ และ สนใจในการทรงนำของพระองค์แค่ไหน?  

6. แสวงหาจุดเหมือนของเรากับคู่กรณี

เราสามารถแสวงหาจุดเหมือนของเรากับผู้ที่เรามีความขัดแย้งตึงเครียดได้หรือไม่?   เรามีระบบคุณค่าอะไรบ้างที่ยึดถือเหมือนกันในชีวิต? (เช่นเรื่อง ครอบครัว  มิตรภาพ  สัตว์เลี้ยง  งานอดิเรก)

เจนนี่เป็นคนที่รักเทิดทูนลูกสาวของเธอ  ดังนั้น ภักดิพรก็ชื่นชมในลูกสาวของเจนนี่   คุณชำนาญและภักดิพรมีโอกาสไปร่วมงานในโรงเรียนที่ลูกสาวเจนนี่เรียนอยู่หลายครั้ง   และลูกสาวของเจนนี่ก็มาหาทั้งคุณชำนาญและภักดิพรด้วย   หลานๆ ได้มาช่วยคุณชำนาญในการปลูกดอกไม้   เล่นน้ำในสระว่ายน้ำด้วยกัน   เล่นเกมด้วยกัน  ภักดิพรอธิษฐานให้เจนนี่สามารถเห็นถึงความจริงใจที่เธอสนใจลูกสาวของเจนนี่

หลายปีมาแล้ว  หลังจากที่ภักดิพรและคุณชำนาญได้แต่งงานกัน   เจนนี่ได้รู้แล้วว่าภักดิพรรักลูกสาวของเธอ   ดังนั้น  เมื่อไม่นานมานี้เจนนี่กระทำต่อภักดิพรที่ดีขึ้น    แต่ภักดิพรก็รู้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งยังมิได้รับการแก้ไขทั้งหมด    เธอเห็นถึงพระหัตถ์ของพระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์ในเรื่องนี้  และเธอวางใจว่าพระเจ้าจะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเธอ และ คนรอบข้างของเธอต่อไปด้วย

7. รักเมตตาและอธิษฐานเผื่อ “ศัตรู” คู่กรณีของเรา

ถึงแม้เจนนี่จะไม่เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อภักดิพร  แต่ภักดิพรยังตอบสนองต่อเธออย่างดีต่อไป   ภักดิพรบอกว่า  พระเจ้าตรัสกับเธอให้อธิษฐานเผื่อเจนนี่ต่อไปอีก  อธิษฐานเผื่อสถานการณ์   และอธิษฐานต่อพระองค์เพื่อที่ตนจะเติบโตเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ลำบากทุกข์ยากนี้

คำสอนของพระเยซูบนภูเขา  ตรัสสอนว่า “แต่เราบอกพวกท่านว่า  จงรักศัตรูของท่าน   และจงอธิษฐานเผื่อบรรดาคนที่ข่มเหงท่าน   เพื่อท่านจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์   เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน  และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม”  (มัทธิว 5:44-45 ฉบับมาตรฐาน)   ภักดิพรบอกว่า  การที่เราเข้าใจถึงความรักเมตตาของพระเจ้าดีขึ้นทำให้เราเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นได้ดีขึ้นด้วย   เมื่อเราสามารถมองตนเองว่าเป็นเหมือนคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ใต้กางเขนของพระเยซูคริสต์ที่ต้องการพระคุณของพระเจ้าเหมือนกัน   เมื่อนั้น  เราจะสามารถที่จะอธิษฐานเพื่อ “คนๆ นั้น”   บางครั้งเราอาจจะไม่ต้องการที่จะคิดว่า  พระเจ้าทรงรัก “คนๆ นั้น” เท่ากับที่พระองค์ทรงรักเรา   แต่พระองค์ทรงรักเขาคนนั้นเท่ากับรักเรา   เมื่อรู้ว่า พระเจ้าทรงชื่นชมในสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง  พระองค์ปีติชื่นชมในทุกคนที่ทรงสร้าง  ช่วยให้เราสามารถที่จะอธิษฐานเพื่อศัตรูคู่ปรปักษ์ของเรา   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าพระองค์ทรงยอมตายเพื่อตัวเรา  และพระองค์ก็ทรงยอมตายเพื่อคนๆ นั้นด้วย!

พระคุณพระเจ้าในความทุกข์ยากลำบาก

พระเจ้าทรงเรียกให้เราเชื่อฟังพระองค์  ดังนั้น  เราจึงอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยกระทำให้จิตใจของเราถ่อมอ่อนโยนลง   และในเวลาเดียวกันก็อธิษฐานเผื่อผู้คนที่เรายังมีความขัดแย้งกันอยู่   และบางครั้งก็ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดเราตั้งใจพยายาม  และบางครั้งความเจ็บปวดนี้บาดลงลึกด้วยซ้ำ

ดังนั้น เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบาก  เราต้องปล้ำสู้กับความโกรธ   จนกว่าเราจะยอมสารภาพและยอมเปิดชีวิตให้พระคุณความรักของพระเจ้าเข้ามาชโลมในชีวิตจิตใจของเรา   สิ่งที่เราทำได้คือถ่อมจิตใจลงและอธิษฐาน  “ใช่แล้วพระเจ้าข้า   ข้าพระองค์เอง  ที่ต้องขอพระองค์ทรงเปลี่ยนจิตใจของข้าพระองค์ใหม่”   และด้วยการทรงช่วยของพระเจ้า   เราสามารถเลือกที่จะดำเนินชีวิตด้วยพระคุณของพระเจ้าในทุกสถานการณ์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499



[1] เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์  พระองค์มิได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย  เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์  พระองค์ไม่ได้ทรงขู่อาฆาต   แต่ทรงมอบพระองค์เองไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม (ฉบับมาตรฐาน  ดูประกอบ มัทธิว 27:39; ยอห์น 8:48-49)
[2] ดูเพิ่มเติม   สุภาษิต 20:22; มัทธิว 5:39; 1โครินธ์ 6:7;  1เทสะโลนิกา 5:15; 2โครินธ์ 8:21; 1เปโตร 2:12; 
[3] ดูเพิ่มเติม  มาระโก 9:50; ฮีบรู 12:14;